กระจับปี่

 
 
          กระจับปี่ ก็คือพิณ ๔ สายชนิดหนึ่งนั่นเอง ตัวกะโหลกกระจับปี่ทำแบนทั้งด้านหน้าและหลังอย่างตัว Guitar แต่รูปกลมรีหนาประมาณ ๗ ซม. วัดตามหน้าด้านยาวของกะโหลกประมาณ ๔๔ ซม. ด้านกว้างประมาณ ๔๐ ซม. ทำคันหรือทวนเรียวยาวตอนปลายทวนทำแบนและบาน
ปลายแบะผายออกไป ยาวตลอดคันทวนประมาณ ๑๓๘ ซม. ถ้ารวมทั้งตัวและทวนก็ยาวประมาณ ๑๘๐ ซม. มีลิ่มสลักเป็นลูกบิดสำหรับ
ขึ้นสาย ๔ อันสาย ๔ เส้นนั้นใช้สายเอ็นมีตะพานหรือนมรับนิ้วสำหรับกดสาย ๑๑ อันตรงกับ Fret ของฝรั่ง ตรงกะโหลกด้านหน้าทำแผ่นไม้
บาง ๆ นี้เรียกว่า "หย่อง" ตรงกับ Bridge ของเครื่องสายฝรั่ง เวลาเล่นใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จับไม้ดีดเขี่ยสายให้เกิดสั่นสะเทือนเกิดเสียง
ไม้ดีดนั้นทำด้วยเขา ด้วยกระดูกสัตว์ หรือ กระ ที่เรียกเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า "กระจับปี่" ว่ากันว่าเพี้ยนมาจาก "กัจฉปิ" ซึ่งเป็นคำชวาและว่า "กัจฉปิ" ก็เพี้ยนมาอีกต่อหนึ่งจากคำในภาษาบาลีและสันสกฤตว่า "กัจฉปะ" ซึ่งแปลว่า เต่า บางทีแต่เดิมจะเห็นกันว่าตัวกะโหลกนั้น
รูปร่างคล้ายกระดองเต่ากระมัง แต่เหตุใดจึงไปนำเอาคำชวามาเรียกหรือเมื่อเริ่มแรกเราจะได้รับแบบฉบับมาจากชวา เป็นเรื่องน่าสงสัย
แต่อาจผ่านเข้ามาทางเขมรในสมัยอาณาจักรศรีวิชัยก็ได้เพราะกระจับปี่คงจะมีใช้มานาน แต่แรกก็คงจะใช้ดีดเล่นกันเป็นสามัญเช่นเดียวกับ
พิณเพียะและเครื่องดนตรีอื่น ๆ เช่นมีกล่าวถึงไว้ในกฎมนเทียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยาว่า "ร้องเพลงเรือ เป่าปี่เป่าขลุ่ย สีซอดีดจะเข้ กระจับปี่
ตีโทนทับ โห่ร้องนี่นัน" ต่อมาได้นำไปใช้เป็นเครื่องดีดประกอบการ "ขับไม้" สำหรับบรรเลงในงานหลวงเช่น ในงานพระราชพิธีอันสูงศักดิ์
มีงานสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและสมโภชพระยาช้างเผือก เป็นต้น ทั้งนิยมนำไปเล่นร่วมในวงมโหรีหรือวงเครื่องสายอยู่สมัยหนึ่ง
แต่คงจะเนื่องด้วยกระจับปี่แต่เดิมเสียงเบาและมีน้ำหนักมากเพราะทำด้วยไม้แก่นจะยกขึ้นถือดีดอย่างพิณน้ำเต้าและแมน
โดลินไม่สะดวกผู้ดีดกระจับปี่จึงต้องพับเพียบขวาแล้วเอาตัวกระจับปี่วางบนหน้าขาข้างขวาของตนเพื่อทานน้ำหนักมือซ้ายถือคันทวน
มือขวาจับไม้ดีดคงจะเนื่องด้วยเหตุนี้จึงไม่สู้มีผู้นิยมนำมาเล่น กระจับปี่จึงหายไปจากวงดนตรีในบัดนี้จึงหาผู้เล่นได้ยาก ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘กรมศิลปากรได้ประดิษฐ์กระจับปี่ขึ้นใหม่โดยรักษารูปทรงไว้อย่างเดิม ทำด้วยไม้เบาทั้งตัวและทวนแล้วเจาะรูที่ตัวกระจับปี่ให้อุ้ม
เสียงก้องเกิดกังวานยิ่งขึ้นและสร้างขึ้นเป็น ๔ ขนาด ขนาดใหญ่เท่ากับของเดิม ขนาดย่อมก็ย่อส่วนลดหลั่นกันลงมาอีก ๓ ขนาด เพื่อประโยชน์ในทางเสียงทั้ง ๔ ขนาด มีน้ำหนักเบาสามารถถือเดินดีดเล่นเพลงได้สะดวกและเปลี่ยนบันไดเสียงให้สามารถเล่น
เพลงสากลได้อีกด้วย กระจับปี่ที่คิดแก้ไขเปลี่ยนแปลงใหม่นี้กรมศิลปากรได้เคยนำไปเล่นในคราวคณะทูตวัฒนธรรมของกระทรวง
วัฒนธรรมนำคณะนาฏศิลปไทยไปแสดงในนครร่างกุ้ง ณ สหภาพพม่า เมื่อครั้ง ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงครามกับท่านผู้หญิงละเอียด
พิบูลสงคราม นำคณะทูตสันถวไมตรีไปเยือนสหภาพพม่า เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๘