เกราะ

 
          เกราะโดยปกติทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ ตัดกระบอกไม้ไผ่มาทั้งปล้องไว้ข้อหัวท้าย และคว้านกระบอกผ่าบากท้องปล้องยาวไปตามลำ และใช้ตีด้วยไม้ตีอีกอันหนึ่ง ทำด้วยซีกไม้ไผ่หรือไม้แก่น มือหนึ่งถือเกราะอีกมือหนึ่งใช้ไม้ตี ใช้ถือตีเหมือนตีกระบอกหรือเคาะไม้ก็ได้ อย่างที่พูดกันว่า "ตรีเกราะเคาะไม้" บางทีก็เจาะทะลุที่ข้อทั้ง ๒ ข้างสำหรับร้อยเส้นเชือกหรือเส้นหนังผูกแขวนห้อยหรือหิ้วนอนไปตามลำปล้อง และทำเป็นลูกกระทบ ๓-๔ ลูก ผูกห้อยเป็นราวไว้ภายในกระบอกสำหรับจับกระทบ หรือเขย่าอย่างระฆังสัญญาณตามโรงเรียน ขนาดของเกราะเล็กหรือใหญ่ สั้นหรือยาว สุดแต่ความต้องการและขนาดของปล้องไม้ไผ่ที่จะหาได้ แต่โดยปกติมักใช้ปล้องไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ยิ่งหาได้ใหญ่เท่าใดยิ่งดี เพราะขนาดใหญ่เสียงตีหรือ เคาะย่อมก้องไปไกล แต่ "เกราะ" ไม่เคยปรากฏว่าใช้ร่วมวงในการเล่นดนตรี หากแต่ใช้สำหรับตีขานยาม ยังนำมาใช้เฉพาะในการแสดงนาฏกรรม เช่น ในการเล่นโขน ละคอนตอนพักทัพ และหัวหน้าหมู่บ้านใช้ตีเป็นอาณัติสัญญาณบอกเหตุอันตราย หรือนัดหมายชุมนุมลูกบ้าน คนไทยคงจะได้คิดทำเกราะขึ้นใช้มานาน ที่เอาไม้แก่นมาขุดคว้านแทนไม้ไผ่ก็มี แต่ก็คงเลียนรูปกระบอกไม้ไผ่นั่นเอง แสดงว่าแต่ดั้งเดิมทำกันมาด้วยไม้ไผ่ถ้าเอาไม้ไผ่มาตัดครึ่งปล้อง แล้วคว้านกระบอกผ่าบาก ๒ ข้างท้องปล้องลงมาทางปากกระบอกข้างหนึ่ง ระดับเหนือช่องผ่าบากแต่คนละด้าน เจาะเป็นรูสำหรับร้อยเชือกแขวนหรือหิ้วมีลูกกระทบหรือไม้ตีร้อยแขวนอยู่ภายนอกข้างละลูกรวม ๒ ลูก หรือผูกแขวนลูกกระทบลูกเดียวไว้ภายในกระบอกอย่างลูกกระดิ่งหรือลูกระฆัง เรียกว่า "โป่ง" ถ้าทำด้วยไม้แก่น ขุดเจาะให้เป็นโพรงและขนาดใหญ่ เรียกว่า "โปงลาง" ใช้สำหรับผูกห้อยคอวัวควาย ซึ่งเป็นสัตว์พาหนะ เพื่อเป็นเครื่องสังเกตในเวลาเลี้ยงเมื่อปล่อยให้มันไปเที่ยวหาหญ้าและน้ำกินในที่ไกลๆ เจ้าของหรือผู้เลี้ยงจะได้ยินเสียงและตามหาสะดวก แต่ที่ใช้ไม้ไผ่ทำอย่างเกราะมีลูกกระทบดังกล่าวข้างต้นผูกห้อยคอสัตว์พาหนะก็มี