กลองทัด
 
          เครื่องตีที่ขึงด้วยหนัง แทบทุกชนิดของไทย ดูเหมือนจะเรียกกันว่า "กลอง" แทบทั้งนั้น กลองที่ชาวไทยทำขึ้นใช้ดั้งเดิมเห็นจะเป็นกลองที่ขึงด้วยหนังสองหน้าตรึง หมุด อย่างที่เรียกกันในบัดนี้ว่า "กลองทัด" เคยเห็นกลองของจีนมีรูปแปลก ๆ ต่าง ๆ กันหลายชนิด และมีกลองชนิดหนึ่งในหนังสืออธิบายเครื่องดนตรีจีนเขาบอกชื่อไว้ว่า "นั่มตั้งโก๊" หรือ "น่านตังกู๊" แปลตามคำก็ว่ากลองของชนชาวใต้ ซึ่งแสดงว่ามิใช่กลองของจีนมาแต่เดิม หากจีนมาได้แบบอย่างกลองชนิดนี้ไปจากชนชาติที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในตอนใต้ของ ประเทศจีน ถ้าเป็นดังนั้นชนชาติที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตอนใต้และมีอาณาเขตติดต่อกับ ประเทศจีนในสมัยโบราณก็มีชนชาติไทยอยู่ด้วย พวกหนึ่งอาจเป็นกลองชนชาติไทยก็ได้เพราะกลองที่จีนเรียกว่า "นั่มตั้งโก๊" หรือ "น่านตังกู๊" นั้น นอกจากชื่อจะหมายความดังกล่าวแล้ว รูปร่างลักษณะของกลองก็เป็นแบบไทย ๆ อย่างที่เรานิยมสร้างกันขึ้นใช้แพร่หลายตลอดมา ตัวกลองทำด้วยไม้แก่นเนื้อแน่นแข็งใช้กลึงคว้านข้างในจนเป็นโพรง ตรงกลางป่องออกนิดหน่อยขึ้นหน้าทั้งสองข้างด้วยหนังวัวหรือหนังควาย ตรึงด้วยหมุดซึ่งเรียกว่า "แส้" ทำด้วยไม้หรือด้วยงาหรือกระดูกสัตว์หรือโลหะ ตรงกลางหุ่นกลองด้านหนึ่งมีห่วงสำหรับแขวนเรียกกันว่า "หูระวิง" ซึ่งคงจะเพี้ยนมาจาก "กระวิน" กลองชนิดนี้คงจะเป็นกลองที่ชนชาวไทยนิยมกันมาแต่โบราณคู่กับ "ฆ้อง (โหม่ง)" เช่น มักจะกล่าวถึงด้วยกันว่า "ฆ้องกลอง" และเป็นที่น่าสังเกตว่าของจีนก็เรียกว่า "ล่อโก๊" แปลว่า "ฆ้องกลอง" เหมือนกันที่กล่าวไว้ใน "ลิลิตยวนพ่าย" ว่า"ดงเดือดม้าล่อก้อโกรศกรยง" คำว่า "ล่อก้อ" นั้น คงตรงกับที่เรียกกันว่า "ล่อโก๊" ในบัดนี้ฆ้องกลองทั้งสองอย่างนี้ไทยเราคงจะใช้เป็นเครื่องตีบอกระยะเวลาด้วย กันมาแต่โบราณ มีตู้หนังสือแบบโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาใบหนึ่งตั้งอยู่ข้างในประตูเข้าทาง ขวามือในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน (๑) ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแกะสลักเป็นเรื่องชาดก มีรูปปราสาทราชวังและกำแพงเมือง มีหอสัญญาณ ซึ่งในหอสัญญาณนั้นแขวนกลอง ๑ ใบ กับโหม่ง ๑ ใบพร้อมด้วยคนตีเฝ้ายาม ๑ คนคอยตีสัญญาณ กล่าวคือกลางคืนคงตีบอกระยะเวลาด้วยกลอง จึงเรียกส่วนแห่งเวลาว่า "ทุ่ม" ตามเสียงกลองส่วนกลางวันคงใช้ตีบอกระยะเวลาด้วยฆ้องจึงเรียกว่า "โมง" ตามเสียงฆ้องดังได้กล่าวถึงไว้ข้างในตอนต้นว่าด้วยฆ้อง กลองแบบนี้นิยมใช้กันแพร่หลายมาก สร้างขึ้นใช้ในสถานที่และในโอกาสต่าง ๆ และก็มีขนาดต่าง ๆ กันด้วย บางลูกก็ใหญ่โตมหึมา บางลูกก็ทำข้างหนึ่งใหญ่อีกข้างหนึ่งย่อม บางลูกก็มีความยาวมาก เช่น กลองตามวัดวาอารามและตามปูชนียสถานและบางแห่งก็แขวนไว้ บางแห่งก็วางนอนไว้บนขาตั้งเพื่อให้ตีได้ทั้งสองหน้า ที่บัญญัติเรียกชื่อเฉพาะขึ้นไว้สำหรับตีเป็นสัญญาณในการนั้น ๆ ก็มี เช่นที่บัญญัติชื่อไว้ลงท้ายคำว่า "เภรี" และที่เรียกไปตามประเภทประกอบการแสดงก็มี เช่นกลองโขน กลองหนัง แต่ก็คงเป็นกลองรูปร่างอย่างเดียวกัน จะต่างกันบ้างก็แต่ขนาดแต่กลองที่ใช้เป็นเครื่องบรรเลงร่วมอยู่ในวงปี่พาทย์ สืบมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบันนี้ มีชื่อเรียกกันว่า "กลองทัด" มีขนาดหน้ากว้างแต่ละหน้าวัดผ่านศูนย์กลางประมาณ ๔๖ ซม. เท่ากันทั้ง ๒ หน้าตัวกลองยาวประมาณ ๕๑ ซม. รูปทรงกระทัดรัดพองามเวลาใช้บรรเลงตีเพียงหน้าเดียว หน้าหนึ่งติดข้าวสุกผสมกับขี้เถ้าปิดตรงใจกลางแล้ววางกลองทางหน้านั้นคว่ำ ตะแคงขอบไว้บนหมอนหนุนและมีขาหยั่งสอดค้ำตรงหูระวิง ให้หน้ากลองอีกข้างหนึ่งตะแคงลาดมาทางผู้ตีใช้ตีด้วยท่อนไม้ ๒ อัน ทำด้วยซอไม้รวกยาวประมาณ ๕๐-๕๔ ซม. แต่ก่อนปี่พาทย์วงหนึ่งก็คงใช้กลองเพียงลูกเดียวแต่ต่อมาในราวรัชกาลที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร์นิยมใช้ ๒ ลูก ลูกหนึ่งเสียงสูงเรียกว่า "ตัวผู้" ตีดังเสียง "ตูม" ลูกหนึ่งเสียงต่ำเรียกว่า "ตัวเมีย" ตีเสียงดัง "ต้อม" ท่านจะเห็นหน้ากลองเกือบทุกชนิดมักจะมีวงสีดำตรงกลาง และทาขอบกลองเป็นสีดำโดยรอบนั่นคือ ทาด้วยยางรักเพื่อเป็นที่หมายตรงศูนย์กลางและเพื่อรักษาหนัง