กลองยาว

 
          กลองยาว เป็นกลองขึ้นหนังหน้าเดียวตัวกลองทำด้วยไม้จริง เช่น ไม้มะม่วง ตอนหน้าใหญ่ตอนท้ายมีลักษณะเรียวแล้วบานปลายเป็นรูปดอกลำโพง มีหลายขนาดและบางขนาดหน้ากลองกว้างประมาณ ๒๑ ซม. ยาวตลอดตั้งแต่หน้ากลองถึงปลายหางประมาณ ๗๕ ซม. ตรงกลางของหน้ากลองติดข้าวสุกบดผสมขี้เถ้าถ่วงเสียง ตัวกลองยาวนั้นมักนิยมตกแต่งกันให้สวยงามด้วยหุ้มผ้าสีหรือผ้าดอกเย็บจีบย่น ๆ และปล่อยเชิงเป็นระบายห้อยลงมาปกตัวกลอง มีสายสะพายผูกข้างหนึ่งที่รูห่วงริมขอบกลองอีกข้างหนึ่งผูกไว้ที่หางสำหรับคล้องสะพายบ่า ใช้ตีด้วยมือแต่ผู้เล่นโลดโผนใช้กำปั้นตี ศอกถอง ศีรษะโหม่ง เข่ากระทุ้ง ส้นเท้ากระแทกก็มี กล่าวกันว่ากลองยาวได้แบบอย่างมาจากพม่าบางท่านกล่าวว่าได้แบบอย่างมาเมื่อราวสมัยกรุงธนบุรี หรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์สมัยที่ไทยกับพม่ากำลังทำสงครามกันเวลาพักรบพวกทหารพม่าก็เล่น "กลองยาว" กันสนุกสนานพวกชาวไทยได้เห็นก็จำแบบอย่างมาเล่นบ้าง แต่บางท่านก็เล่าว่า กลองยาวของพม่าแบบนี้มีชาวพม่าพวกหนึ่งนำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร์ และต่อมาชาวไทยเรานิยมนำมาเล่นในงานที่มีกระบวนแห่ เช่น บวชนาค และทอดกฐิน เป็นต้นและนิยมเล่นเป็นที่รื่นเริงสนุกสนานในเทศกาลสงกรานต์ และเล่นกันแพร่หลายในแทบทุกหัวบ้านหัวเมือง วงหนึ่ง ๆ จะใช้กลองหลายลูกก็ได้เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงร่วมมี ฉิ่ง ฉาบเล็ก กรับ โหม่ง เรียกการเล่นชนิดนี้ว่า "เถิดเทิง" หรือ"เทิงบ้องกลองยาว" ที่เรียกดังนี้ก็เข้าใจว่าเรียกตามเสียงกลองที่ตีและตามรูปลักษณะของกลอง กลองยาวแบบนี้ ของพม่าเรียกว่า โอสิ (Ozi) และของชาวไทยอาหมในแคว้นอัสสัมก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่กลองของชาวไทยอาหมรูปร่างคล้ายตะโพน คือหัวท้ายเล็ก ป่องกลาง และเล็กกว่าตะโพน ขึ้นหนังทั้งสองหน้าผูกสายสะพายตีได้ ตามที่ได้เห็นวิธีเล่นทั้งกลองยาวของพม่าและกลองของชาวไทยอาหม สังเกตดุเห็นเล่นเป็นแบบเดียวกันอาจเลียนอย่างจากกันและกันก็ได้ เมื่อรัฐบาลมอบให้ข้าพเจ้านำคณะนาฏศิลปของกรมศิลปากรไปแสดงเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี ณ นครย่างกุ้งและมัณฑเลย์ ระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน พ.ศ. ๒๕๐๙ เขาจัดให้นักโบราณคดีพม่าผู้หนึ่งเป็นผู้พานำชมพิพิธภัณฑสถานและโบราณสถาน ข้าพเจ้าได้ถามถึงเรื่องกลองยาวว่ามีกำเนิดมาอย่างไร เขาตอบว่าเขาทราบว่าพม่าก็ได้มาจากไทยใหญ่อีกต่อหนึ่ง