หหน้าแรก | วอลเล่ย์บอล | ฟุตบอล |บาสเกตบอล | แบตมินตัน | ยูโด|ว่ายน้ำ|เทนนิส|ยิมนาสติก|เทควันโด|ฟันดาบ|ผู้จัดทำ

ยิมนาสติก

ประเภท

ประโยชน

    ประเภทชาย

             1.ฟลอร์เอ็กไซส์ พื้นที่สำหรับแข่งขันจะกระทำบนพื้นที่ 12 ตารางเมตร โดยกำหนดให้ชายใช้เวลาแข่งขัน 50-70 วินาที การเล่นประกอบด้วยท่าการเคลื่อนไหว มือเปล่า ท่าติดนิ่ง ท่าแสดงความแข็งแรง ท่าความอ่อนตัว ท่าดีดสปริง ท่าทรงตัว และท่ายืดหยุ่น โดยการนำท่าต่างๆ เหล่านี้มาประกอบเข้าเป็นชุดต่อเนื่องกัน

             2. ม้าหูหรือม้าหมุน

             3. ห่วง

             4. ม้ากระโดดหรือม้ายาว

            5. บาร์คู่

            6. บาร์เดี่ยว

ประเภทหญิง

           1. ม้ากระโดด

           2. บาร์ต่างระดับ

           3. คานทรงตัว

          4. ฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ พื้นที่การแข่งขันมีขนาด 12 x 12 เมตร และมีดนตรีประกอบการแสดง แต่ไม่มีเนื้อร้อง

ประวัติอุปกรณ์ยิมนาสติก

บาร์เดี่ยวหรือราวเดี่ยว

                     Friedrich Jahn เป็นผู้ประดิษฐ์ราวเดี่ยวขึ้นในประเทศเยอรมัน เมื่อปี พ.ศ. 2355 ณ บริเวณสนามเด็กเล่นที่เขาสร้างขึ้น ซึ่งเขาได้แนวความคิดว่า เมื่อธรรมชาติของเด็กมักชอบห้อยโหนปีนป่ายกิ่งไม้ที่ยื่นทอดกิ่งออกไปรอบๆ ต้น เขาจึงคิดสร้างสิ่งที่สำคล้ายกคลึงขึ้นมาทดแทน แต่มีความแข็งแรง และปลอดภัยกว่าง จึงหวังว่าเด็กๆ คงจะพากันใช้ห้อยโหนไกวตัว และคลุกคลีอยู่กับราวที่สร้างขึ้นนี้เช่นเดียวกันกับที่เด็กให้ความสนใจกิ่งไม้ ความหวังของเขาได้ผลเกินคาด เพราะหลังจากที่เขาสร้างมันขึ้น และแนะนำวิธีเล่นได้ไม่นานนัก เด็กๆ ทั้งหลายตลอดจนวัยรุ่นต่างพากันห้อยโหน และออกกำลังกายกันเป็นประจำ จนปัจจุบันได้กลายเป็นยิมนาสติกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง

                    ราวเดี่ยวทำด้วยเหล็กกลมและเหนียว รองรับด้วยเสาสองต้นตั้งฉากกับพื้น ห่างกัน 8 ฟุต ถึง 8 ฟุต 5 นิ้ว โดยปกติแล้วราวส่วนมากที่สร้างมักมีการปรับระดับให้สูงขึ้นหรือต่ำลงได้ตามความต้องการของแต่ละบุคคล แต่ราวที่ใช้เพื่อการแข่งขันความสูงจะต้องให้ได้ 8 ฟุต ถึง 8 ฟุต 3 นิ้ว นับจากเหนือเบาะ ก้านราวมีความใหญ่วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง คือ 1 1/4 นิ้ว

บาร์คู่หรือราวคู่

                ผู้คิดประดิษฐ์ราวคู่ขึ้นเป็นคนแรก คือ Friedrich Jahn เมื่อต้นปี พ.ศ. 2343 เขาตั้งปณิธานไว้ว่า อุปกรณ์ประเภทนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อที่อ่อนแอได้กลับคืนสู่สภาพที่แข็งแรงขึ้น และบางทีจะช่วยให้ผู้ที่อยู่ในโซ่ตรวจแห่งความลน้เอ่อล้ำหน้าของอารยะ อันเป็นเหตุแห่งการนำมาซึ่งความอ่อนเพลียนนั้นได้รับการปลดปล่อยไปได้บ้าง ถ้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์นี้

                 ราวคู่ประกอบด้วยไม้ 2 อันขนานกันเหมือนทางรถไฟ ลักษณะของไม้ราวตามหน้าตัดขวางเป็นรูปกลมรีเหนือรูปไข่ตั้งส่วนป่องขึ้นข้างบน วางพาดอยู่บนยอดเสาทั้งสี่ซึ่งติดตรึงอย่างแน่นหนาไว้บนฐานราวที่สมบูรณ์ สามารถจะปรับระดับให้สูงหรือต่ำ กว้างหรือแคบได้ตามความต้องการของนักกีฬาแต่ละคน ราวคู่มาตรฐานจะยาว 11 1/2 ฟุต เสาที่รับราวห่างกัน 8 1/2 ฟุต ดังนั้น จึงเหลือปลายยื่นพ้นเสาออกไปด้านละ 1 1/2 ฟุต ความสูงราวปรับระดับได้ช่วงละ 2 นิ้ว จากระดับต่ำสุด 3 ฟุต 9 นิ้ว ขึ้นไปจนถึง 5 ฟุต 7 นิ้ว ราวบางชุดสามารถปรับให้สูงกว่านี้ได้ แต่ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องสูงขึ้นไปกว่าที่กล่าวแล้ว สำหรับการแข่งขันระดับของราวควรสูงระหว่าง 5 ฟุต 3 นิ้ว ถึง 5 ฟุต 7 นิ้ว แต่สำหรับการเรียนการสอน ระดับของราวอาจให้ต่ำลงถึง 3 ฟุต 9 นิ้ว ส่วนความกว้างควรอยู่ระหว่าง 16 1/4 นิ้ว ถึง 19 นิ้ว โดยปกติเด็กตั้งแต่ระดับวัยรุ่นขึ้นไปจะใช้ราวที่ไม่แคบกว่า 16 1/4 นิ้ว แต่ถ้าต้องการราวที่แคบกว่านี้ควรทำขึ้นเองแต่ควรเลือกราวชนิดมาตรฐาน เพราะจะได้ประโยชน์ใช้สอยมากกว่า โดยเฉพาะเพื่อเด็กโตและผู้ใหญ่

             คุณสมบัติของราวคือ เมื่อน้ำหนักของคนขนาดธรรมดาคนหนึ่งขึ้นไปทับบนราวแล้ว ราวจะมีความอ่อนลงมาราว 2 นิ้ว และจะกลับเข้าสภาพเดิมเมื่อไร้น้ำหนัก จึงไม่ควรสร้างราวด้วยวัสดุที่ไร้สปริง

ห่วง

             ผู้คิดประดิษฐ์ห่วงเป็นคนแรกคือ Fronciaje Omlece ชาวสเปน เมื่อ ปี พ.ศ. 2343 แต่เดิมการเล่นห่วงมี 2 ประเภทคือ ประเภทห่วงไกว และห่วงนิ่ง สำหรับห่วงไกวนั้นมีอันตรายมากว่า ดังนั้น ผู้เล่นจะต้องมีความกล้าเสี่ยงอยู่บ้าง เช่น การโล้ชิงช้า และการขว้างตัวในโรงละครสัตว์

            การแข่งขันได้รับการปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดมา จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2505 เป็นต้นมา ห่วงไกวจึงถูกคัดออกจากการแข่งขัน ทำให้การแข่งขันสากลคงมีแต่เฉพาะประเภทห่วงนิ่งเท่านั้น นกักีฬาทุกประเภทจึงหันมาสนใจประเภทห่วงนิ่งตามสากลนิยม

             ห่วงเป็นอุปกรณ์ประเภทที่มีความคงทนมาก ซื้อเพียงครั้งเดียวก็ใช้ได้ตลอดไป ดังนั้นจึงควรซื้อของที่เป็นมาตรฐาน ห่วงจะแวนห้อยโดยปลายสายสูงจากพื้น 18 ฟุต และห่วงทั้งสองห่างกัน 19 5/8 นิ้ว ส่วนล่างสุดของตัวห่วงสูงจากพื้น 8 ฟุต 2 1/2 นิ้ว เข็มขัดซึ่งคล้องห่วงติดกับสายสลิงตอนบนยาว 27 1/2 นิ้ว (ความจริงเข็มขัด ดังกล่าวยาวเป็น 2 เท่า, เพราะเข็มขัดต้องสอดเข้าในห่วงแล้วทบขึ้นมาจรดปลายอีกด้านหนึ่ง ส่วนที่ต่อจากเข็มขัดขึ้นไป จะเป็นลวดสลิงซึ่งโยงต่อขึ้นไปยึดกับเพดาน) ตัวห่วงทำด้วยไม้อัดเนื้อเหนียว แกนมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 1/2 นิ้ว วงกลมในซึ่งเป็นที่ว่าง จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 7 นิ้ว ห่วงที่ใช้เพื่อการฝึกหัด ถ้ามีหลายชุดควรแขวนให้มีระดับความสูงต่างๆ กัน เพื่อความสูงของผู้ฝึกหัดที่แตกต่างกัน

ม้ากระโดดหรือม้ายาว

             เครื่องยิมนาสติกประเภทนี้นับว่ามีความเก่าแก่มาก ผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นเป็นคนแรกคือ Friedrich Jahn ระหว่างปี พ.ศ. 2343

              ยิมนาสติกประเภทอื่นๆ เมื่อผู้เรียนมีความชำนาญขึ้น ก็จะฝึกหัดท่าใหม่ซึ่งมีความยากกว่า และไม่เหมือนท่าก่อนเลย แต่สำหรับท่าของยิมนาสติกประเภทนี้ ผู้เรียนในชั้นสูงก็จะฝึกหัดท่าซึ่งได้เรียนมาแล้วในระดับเบื้องต้นและระดับปานกลาง แทนที่จะฝึกท่ายากซึ่งเป็นท่าใหม่ทั้งท่า แต่ระดับความยากของท่าจะเพิ่มในแถบปรับระดับของม้าให้สูงขึ้น หรือเปลี่ยนชนิดของกระดานสปริงที่ใช้กระโดด หรือโดยวิธีเปลี่ยนเป็นการแสดงตามความยาวแทนการแสดงทางขวาง หรือด้วยวิธีจัดระเบียบของท่านให้สวยงามขึ้น การทำท่าทุกครั้งต้องประกอบด้วยการเริ่มวิ่งเข้าเหยียบกระดานสปริงเพื่อส่งตัวให้พุ่งขึ้นไปเหนือหลังม้า ขณะที่ลอยเหนือม้าจะต้องใช้มือเท้าส่วนใดส่วนหนึ่งของหลังม้า แล้วจึงผลักให้ตัวลอยข้ามไปยืนบนพื้นทางปลายม้าอีกด้านหนึ่ง

          ม้าหูหรือม้าหมุนเครื่องยิมนาสติกประเภทนี้ Friedrich Jahn เป็นผู้คิดประดิษฐ์ เมื่อปี พ.ศ. 2343 มีความคล้ายคลึงกับม้ากระโดดหรือม้ายาว แต่มีหู 2 หู ติดขวางอยู่บนหลังม้า นับเป็นประเภทที่ยากมากที่สุดในบรรดายิมนาสติกทุกๆ ประเภท และเป็นการยากที่จะเปรียบเทียบกับยิมนาสติกประเภทอื่น เพราะมีความแตกต่างกันมาก โดยธรรมชาติแล้วนักกีฬาทั้งหลายต่างทราบดีว่าการฝึกหัดเพื่อให้ได้รับความชำนาญนั้นต้องใช้เวลานานกว่าประเภทอื่นทั้งหมด ดังนั้น ผู้ฝึกหัดใหม่ๆ มักจะเบื่อหน่ายและไม่ชอบยิมนาสติกประเภทนี้ แต่ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายและทดสอบได้ว่านักกีฬาจะมีความอุตสาหะพยายามเพียงใด

         ลักษณะของท่าฝึกหัดจะมีความโน้มเอียงไปในแบบฝึกการบิดเอี้ยวของกล้ามเนื้อ และความทนทานของกล้ามเนื้อมากว่าการฝึกกล้ามเนื้อใหญ่เพื่อพลังเพราะลักษณะของท่าแสดงไม่ต้องการความแข็งแรง เด็กชายที่มีร่างผอมสูงซึ่งประสบความล้มเหลวในการฝึกหัดยิมนาสติกประเภทอื่นๆ มาแล้ว ก็สามารถประสบความสำเร็จในประเภทม้าหูได้อย่างไม่มีปัญหา เนื่องจากไม่ต้องใช้กำลังออกแรงมาก และไม่ต้องใช้แรงกดที่มือเหมือนราวเดี่ยว จึงทำให้อยู่บนม้าหูได้นานกว่า คุณประโยชน์ที่เห็นชัดคือ ม้าหูสร้างความแข็งแรงให้แก่ข้อมือและหน้าแขน ทั้งพัฒนาด้านความมีอารมณ์เย็น และความรอบคอบ ดังนั้น ผู้เรียนยิมนาสติกประเภทนี้ก็เท่ากับการเรียนวิชาการปฏิบัติกิจกรรมด้านอื่นตลอดชีวิตของเขาด้วยฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ ยิมนาสติกประเภทนี้เมื่ออดีตเรียกชื่อกันต่างๆ เช่น ฟรี-แคลิสเธนิกส์ (Free calisthenics) ครั้นเมื่อ 12-13 ปีที่ผ่านมา ชื่อได้เปลี่ยนมาเป็นฟรี เอ็กเซอร์ไซส์ (Free exercise) ในบางประเทศชื่ออันเป็นที่รู้จักกันดีอีกชื่อหนึ่งคือ ฟรี สแตนดิงเอ็กเซอร์ไซด์ (Free Standing Exercise) หรือเรียกย่อๆ ว่า ฟรี สแตนดิง (Free standing) ครั้นในปี พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นปีที่มีการแข่งขันโอลิมปิก ณ กรุงโตเกียว ชื่อได้เปลี่ยนเป็นฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ และใช้เรียกกันมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ประวัติยิมนาสติกลีลาประกอบดนตรี

             กีฬายิมนาสติกลีลาประกอบดนตรีได้เริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 19 (พ.ศ. 2443) โดยเริ่มจากการใช้ยิมนาสติกเพื่อการศึกษา ผู้ที่คิดค้นแท้จริงเป็นนักการศึกษาชาวสวิตเซอร์แลนด์ชื่อ Jacques Dalcrole ซึ่งเป็นผู้สร้างวิทยาลัยครูเกี่ยวกับกิจกรรมเข้าจังหวะ 2 แห่งคือ วิทยาลัยในสวิตเซอร์แลนด์ และวิทยาลัยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน วิทยาลัยทั้งสองแห่งเป็นแหล่งฝึกฝนยิมนาสติกประกอบจังหวะขึ้นเป็นครั้งแรก

              จากนั้นได้มีการคิดค้นเพิ่มเติมในเยอรมันโดย Rodolph Boda ในปี พ.ศ. 2424-2513 ซึ่งศึกษามาจาก Dalcroze Eurythmic College และต่อมา Heinrich Modau ในปี พ.ศ. 2433-2517 ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ Rodolph Boda ได้จัดตั้งโรงเรียนของตนเองเป็นโรงเรียนที่เปิดสอนเต้นรำและยิมนาสติกที่อาศัยดนตรีประกอบ Modau ได้พัฒนาทักษะยิมนาสติประกอบจังหวะโดยใช้เครื่องดนตรี และเขาได้ริเริ่มการฝึกประกอบลูกบอล ห่วงฮูลาฮุบ และโยนไม้ เขาได้คิดท่าทางต่างๆ ซึ่งเป็นของใหม่ และมีลักษณะตื่นเต้นผสมกับความสวยงามขึ้นมา ยิมนาสติกประเภทนี้จัดอยู่ในประเภทยิมนาสติกสากล มีการแข่งขันเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น โดยจะแข่งบนพื้นที่ขนาด 12 x 12 เมตร ใช้เวลาในการแข่งขันคนละ 1-1.30 นาที อุปกรณ์ที่ใช้แข่งขันมี 5 ชนิด โดยสหพันธ์ยิมนาสติกสากลได้กำหนดไว้ตั้งแต่การแข่งขันครั้งแรกในกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 23 พ.ศ. 2527 ณ นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนี้

           1. บอล ทำด้วยยางหรือพลาสติก มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 18-20 เซนติเมตรน้ำหนัก 400 กรัม

           2. ริบบิ้น ทำจากฟ้าแพร ความกว้าง 4-6 เซนติเมตร ยาว 5-6 เมตร น้ำหนัก 35 กรัม ( 1 เมตร ใช้ริบบิ้น 2 ชิ้นติดกัน) โดยไม้ทำจากพลาสติก ไม้ไผ่ หรือเทอร์เบอร์ใส ยาว 50-60 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง (อย่างมาก) 1 เซนติเมตรตรงที่จับอาจพันด้วยกระดาษกันลื่น ส่วนข้อต่อระหว่างริบบิ้นและไม้จะทำด้วยวัสดุที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ อาจทำด้วยเชือก เส้นลวด ไนล่อน ด้าย และขอเบ็ด ซึ่งมีตะขอเกี่ยวกับโซ่อีกส่วนหนึ่ง ความยาว 7 เซนติเมตร

            3. ห่วง ทำด้วยไม้ หรือพลาสติก ขอบอาจจะกลมหรือแบนก็ได้ เส้นผ่าศูนย์กลาง 80-90 เซนติเมตร น้ำหนัก 300 กรัม

            4. คลับ หรือ คทา ทำจากไม้หรือพลาสติก น้ำหนัก (อันละ) 150 กรัม ความยาว 40-50 เซนติเมตร

            5. เชือก ทำจากป่านหรือพลาสติก วัดตามสัดส่วนของร่างกายผู้เล่น คือ ใช้เท้าทั้งสองเหยียบตรงกลางของเชือก โดยจับปลายเชือกทั้งสองให้อยู่ตรงรักแร้