เมื่อมนุษย์ดำเนินชีวิตมาตั้งแต่ปฏิสนธิแล้วเรื่อยตลอดมา สังขารที่ดวงจิตสถิตอยู่นั้นก็ย่อมชราโรยแรงและหมดสภาพลงตามลำดับ ร่างกายที่เคยยืนตรงก็เริ่มโค้งค้อมลงด้วยความชรา ความแข็งแรงก็เริ่มถูกความอ่อนล้ามาทดแทน ความสวยที่มีอยู่ก็ถูกความโทรมเข้ากลืนกิน ทั้งหมดนี้จะดำเนินมาจนถึงวาระที่สังขารไม่อาจดำรงอยู่ได้แล้ว จิตก็จะละจากสังขารนั้ไป สังขารเมื่อไม่มีจิตคอยควบคุมอยู่ก็จะหยุดนิ่ง กระด้าง และไร้ลมปราณที่เข้าออก นั้นก็คือการเข้าสู่สภาพของความตายโดยสมบูรณ์

          เมื่อถึงวันหมดอายุมาถึง คนเฒ่าสมัยก่อนมักจะตายในวงล้อมของลูกหลาน ถึงจะมีการแก่ตายตามธรรมดาของสัตว์โลก ในสมัยโบราณลูกหลานก็ยังจะแสดง ความเศร้าโศกเสียใจทั้งร้องไห้และรำพันคร่ำครวญดังระงม เสียงดังกล่าวเรียกว่าหุย ชาวบ้านเมื่อได้ยินเสียงหุยเป็นสัญญาณก็รู้ได้ว่ามีการตายเกิดขึ้นแล้ว ก็จะมาช่วยกันจัดการทุกอย่าง ตั้งแต่การห้างลอยหรืออาบน้ำศพ จัดสถานที่ ช่วยกันทำไม้คือทำโลงศพ จนถึงการนำไป ฝังหรือเผาตามประเพณี

          ในสมัยแรก ศพของคนธรรมดาคงมีการฝังอย่างเดียว ไม่มีการเผา การเผาศพมีเฉพาะในกรณีพระสงฆ์ กษัตริย์ และเจ้านายชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น ที่ฝังนั้นอาจเพราะยังเชื่อตามความเชื่อเดิมว่า ต้องรักษาร่างกายไว้ในหลุมเพื่อเกิดมาในชาติต่อไป จะได้ใช้ร่างกายนั้นเป็นร่างกายใหม่ต่อไป ถ้าทำให้ศพตาบอดก่อนฝังเชื่อว่าชาติต่อไปเมื่อเกิดมาตาจะบอดดังร่างกายที่เป็นศพ ถ้าตายทั้งกลมก็จะต้องเอาลูกออกจากท้องแม่ก่อนแล้วจึงฝัง เชื่อว่าถ้าฝังไว้โดยไม่ได้เอาลูกออก ชาติต่อไปเมื่อเกิดมายังไม่ทันมีสามี หญิงนั้นก็จะตั้งครรภ์ขึ้นเอง เมื่อประมาณ พ . ศ. ๒๔๓๐ สมัยที่มิชชันนารีเดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนา ได้มีข้อบันทึกว่าเมื่อตายได้นำศพไปฝัง บนหลุมฝังศพสร้างเรือนจำลองตั้งไว้ที่บนหลุมฝังศพด้วย ดังนั้นชาวบ้านธรรมดาใช้การเผาศพในสมัยหลังนี่เอง

            ตามหลักความเชื่อก็ดี ตามหลักศาสนาก็ดี ชีวิตคนเราหาจบสิ้นไปแค่การตายเท่านั้น ยังจะต้องดำเนินชีวิตวิญญาณต่อไปในภูมิ ในภพ ในโลกอีกโลกนึ่ง ที่เรียกว่า “ เมืองผี” เมื่อคนเราตายลง วิญญาณที่รู้กันว่าเป็นผีจะล่องลอยเวียนวนอยู่ในโลกมนุษย์ก่อน พูดกันว่าหลังที่ตายไปแล้วภายใน ๓ วัน ๗ วัน วิญญาณจะกลับมาที่เคยอยู่เคยกิน เพื่อมาเก็บรอยตีนรอยมือของตัวเอง ดังนั้นญาติพี่น้องจะกลัวผีคนที่ตายไปในวันที่ ๓ และที่ ๗ คืนก่อนวันที่ ๓ หรือวันที่ ๗ นี้จะเป็นวันแต่งดาเพื่อทำบุญกระดูกของผู้ตาย ทางญาติที่อยากรู้อยากทดลองจะร่อนเอาขี้เถ้าใส่กระด้งตั้งไว้ในครัวไฟ เมื่อถึงตอนเช้าจะพากันไปดูว่าบนขี้เถ้ามีรอยใดบ้าง ถ้าปรากฏมีรอยมือรอยเท้าคนก็ดี รอยเท้าของสัตว์ก็ดี เชื่อว่าวิญญาณผู้ตายได้เดินทางมารับเครื่องไทยทานที่ญาติเตรียมไว้นั้นแล้ว มีคนเล่าถึงความเชื่อเรื่องวิญญาณหลังที่ตายลงของคนจีนว่า คนเราเมื่อตายลงวิญญาณจะอยู่ในโลกมนุษย์ได้ ๔๙ วัน จากนั้นก็จะไปสู่อีกโลกหนึ่ง สำหรับคนล้านนานั้น ไม่มีกำหนดวันที่วิญญาณจะอยู่ในโลกมนุษย์กี่วัน เมื่อญาติของผู้ตายอยากรู้ว่าวิญญาณของคนตายจะไปอยู่ที่ใดหรือมีความสุขความทุกข์ประการใด

           เมื่อตายพ้น ๗ วันไปแล้วจะมีพิธีเรียกวิญญาณที่เรียกกันว่าขอนกระด้าง โดยนำเอาเสื้อผ้าเก่าของผู้ตายและอาหารที่ผู้ตายเคยชอบกินไปหาเจ้าทรง เพื่อขอให้ผีที่เป็นเจ้าทรง ที่ถือว่าเป็นผีที่มีอำนาจพอสมควร ไปตามเอาวิญญาณของคนใดคนหนึ่งมาพบกับญาติ โดยสื่อผ่านทางร่างของเจ้าทรง เมื่อวิญญาณเข้ามาที่ร่างของคนทรงแล้ว ทางญาติจะถามสารทุกข์สุกดิบ ถามถึงความต้องการว่าต้องการสิ่งใด และจะให้ญาติทำบุญหรือทำสิ่งใดฝากไปให้ แล้วญาติจึงนำเอาอาหารที่ผู้ตายชอบ เมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ให้กิน แล้วจะนำเอาเสื้อผ้าของผู้ตายที่เอาปะปนกับเสื้อผ้าของญาติ ให้ทางวิญญาณ ของผู้ตายเลือกเอา ถ้าเลือกถูกก็เชื่อว่าเป็นวิญญาณของผู้ตายที่เป็นญาติมาเข้าทรงจริง ญาติที่ทนไม่ได้ก็จะพากันร้องไห้เมื่อวิญญาณได้เล่าถึงความยากลำบากหลังจากที่ตายไปแล้ว เมื่อได้เวลาพอสมควรวิญญาณก็จะขอลาเพราะว่าหมดเวลาที่เขาให้มาแค่นี้ เมื่อญาติกลับไปก็จะไปทำบุญหรือทำสิ่งที่ผู้ตายได้ขอร้องไว้

             การตายแยกออกเป็น ๒ อย่างคือ ตายโดยหมดอายุขัย และตายโดยกระทันหัน เช่นการเกิดอุบัติเหตุถือว่าเป็นการตายที่ยังไม่หมดอายุ ตายประการหลังนี้เชื่อว่าวิญญาณจะกลับมาเกิดได้เร็ว ยิ่งตายเมื่ออายุยังน้อย บางรายตายตั้งแต่อายุยังไม่ถึง ๑ ขวบ พ่อแม่ใช้มินหม้อทาที่ตะโพกแล้ว ขอให้กลับมาเกิดอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงนำศพไปฝัง เมื่อตั้งท้องและคลอดอีกครั้งหนึ่ง ถ้าทารกที่คลอดมามีปานดำที่ตะโพก ก็เชื่อว่าลูกคนเก่าที่ตายไปได้กลับมาเกิดใหม่

           เชื่อกันว่าคนเราเมื่อตายไปแล้ววิญญาณจะล่องลอยอยู่ในโลกมนุษย์อยู่ เพียงแต่ว่าจะสื่อสารกับคนโดยตรงไม่ได้เท่านั้น ต้องผ่านทางเจ้าทรง หลังจากนั้นวิญญาณอาจจะเปลี่ยนสภาพเป็นวิญญาณที่สูงหรือต่ำ เรียกว่าการเกิดของวิญญาณอีกทีหนึ่ง ก็แล้วแต่กรรมดีกรรมชั่วมีมากน้อยขนาดไหน ถ้าตายโดยไม่หมดเวรกรรมคือไม่ถึงอายุขัย ก็อาจจะกลับมาเกิดในโลกมนุษย์เลยโดยไม่ต้องไปที่อื่น ถ้าทำความดีไว้มากวิญญาณจะแปรสภาพ หรือเกิดเป็นผีชั้นสูง เช่น เป็นผีรักษาหมู่บ้านที่เรียกว่าเสื้อบ้าน ผีอารักษ์รักษาเมืองบางทีก็เรียกเสื้อเมือง เป็นผีรักษาต้นน้ำลำธารเรียกว่าผีขุนน้ำ เป็นต้น ผีชั้นดีจะไม่ค่อยอดอยากเพราะจะมีผู้คนเซ่นไหว้อยู่เสมอ ผีที่มีกรรมชั่วมากวิญญาณก็จะเกิดเป็นเปรตเที่ยวหลอกหลอนหากินด้วยความหิวกระหาย ถ้าไม่ได้เกิดเป็นเปรตก็จะได้เป็นผีชั้นเลวซึ่งอดอยาก ต้องเที่ยวหากินด้วยการทำร้ายมนุษย์ ไม่มีที่อยู่แน่นอนอย่างที่เรียกกันว่าเจ้าไม่มีศาล อย่างพระที่เป็นเจ้าอาวาส ถ้าไม่ประพฤติตามพระวินัยคือมีความโลภ โกรธ หลง เป็นเครื่องร้อยรัดอยู่ เมื่อตายไปแล้ววิญญาณจะเกิดเป็นผีกละยักษ์ อาศัยอยู่ตามวัดร้าง เป็นผีที่ร้ายและน่ากลัวถ้าทำร้ายคนแล้วมักจะไม่รอด และปราบยากกว่าผีทั่วไป เพราะคาถาอาคมต่าง ๆ ผีที่เคยเป็นเจ้าอาวาสมาก่อนได้เรียนรู้เสียหมด เมื่อวิญญาณไม่ได้เกิดเป็นเทวดาอารักษ์ ไม่ได้เกิดเป็นเปรต ไม่ได้เกิดเป็นผีชั้นดี ถ้าได้ทำกรรมชั่วไว้มากก็จะเดินทางไปเกิดในนรกขุมใดขุมหนึ่งตามกรรม

           ถ้าวิญญาณทำความดีไว้ แต่ไม่มากพอก็จะไปสู่เมืองผี ที่ไม่ใช่โลกของมนุษย์ เมืองผีจะมีชีวิตความเป็นอยู่คล้ายกับมนุษย์ ต้องมีที่อยู่อาศัย ต้องมีอาหาร มีเงินทองใช้จ่าย ดังนั้นเมื่อทางญาติพี่น้องที่อยู่เมืองคนไม่ได้ทำบุญไปหา วิญญาณที่อยู่เมืองผีก็จะลำบาก ดังนั้นจึงผีจึงต้องขออนุญาติเจ้าเมืองผีมาส่งข่าวให้ญาติพี่น้องรู้ด้วยการให้เกิดนิมิตฝัน เมื่อพี่น้องญาติมิตรได้รู้ก็จะสร้างหรือทำบุญฝากไปหา อย่างถ้าขาดบ้านที่อยู่รวมทั้งเครื่องเรือน ญาติก็จะสร้างเรือนและเครื่องเรือนถวายฝากไปให้ เมื่อก่อนนี้ตามวัดจะมีเรือนจำลอง ตั้งไว้ในบริเวณวัดอยู่ทั่วไปจนกว่าจะผุพังไป หรือตอนที่ก่อนจะตายญาติจะเอาเงินใส่กระเป๋าให้ พร้อมกับ บอกผู้ใกล้ตายให้ทราบ เพื่อ ผู้ตายจะได้นำไปใช้ที่เมืองผี เมื่อเป็นผีอยู่เมืองผีตามกำหนดเวลา หรือตามความดีที่สร้างไว้เมื่อเป็นคน หรือตอนที่เป็นผี ผีก็จะได้รับอนุญาตให้เดินทางไปสู่อีกสถานที่หนึ่งที่ดีกว่าและประเสริฐกว่าเมืองผี

           แต่การเดินทางไปยังสถานที่นี้จะต้องใช้เวลาในการเดินทางอีกนานและยาวไกล ต้องเดินผ่านป่าที่มืด เมื่อพ้นจากป่าก็จะถึงฝั่งแม่น้ำ ต่อจากนั้นก็จะลงเรือข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ดังนั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่ท่านสอนให้สร้างความดี สร้างบุญ ให้มาก จะได้เป็นไฟส่องหนทาง เป็นเสบียงในการเดินทาง เป็นเรือเป็นสำเภาสำหรับข้ามมหาสมุทร เมืองที่อยู่ฝั่งโน้นดูเหมือนว่าจะเป็นอันเดียวกับเมืองแถน คือเมืองที่รวมวิญญาณชั้นดี ที่ตายจากเทวดา ตายจากพรหม ตายจากนรก ตายจากเปรต ตายจากผี เพื่อรอการที่จะมีการเกิดอีกต่อไป

            เมื่อมีการตาย ญาติพี่น้องก็จะจัดพิธีตั้งศพบำเพ็ญกุศล ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดที่บ้าน นิมนต์พระสงฆ์มาประกอบพิธีสวดทุกคืน และเมื่อถึงวันกำหนดเสียศพคือนำศพไปเผาที่ป่าช้าเรียกว่า ลากศพ คือวิธีการเคลื่อนศพไปโดยอาศัยล้อหรือเลื่อน ซึ่งโบราณถือว่าเป็นวิธีการเคลื่อนศพของเจ้านาย พระเถระ หรือผู้ดีมีทรัพย์ โดยที่ประชาชนทั่วไปจะเคลื่อนศพไปสู่ป่าช้า เดิมทีพบว่ามีการทำแคร่หามศพและทำแมวฅวบคือเครื่องจักสานที่มีลักษณะอย่างฝาชีมาครอบศพ มีการตกแต่งให้งามด้วยดอกไม้และลวดลายพอสมควร เมื่อตรวจดูกำหนดวันเก้ากองได้เวลาเหมาะแล้วก็จะหามศพนั้นไปฝังในป่าเรี่ยวหรือป่าช้า ( อ่าน” ป่าจ๊า”) ทั้งนี้ การทำศพแบบโบราณจะใช้ฝังเท่านั้นและคำว่าเรี่ยว ดังกล่าวก็เป็นภาษาเก่ามากที่แปลว่าฝังหรือฝังศพ

            ในกรณีที่บางท่านพอมีฐานะก็จะตั้งขันหรือเชิญให้สล่าคือช่างทำร้านม้าหรือฐานที่วางศพ แล้วจัดทำทำไม้หรือเมรุเป็นรูปต่าง ๆ เช่น ปราสาทหลังกลาย ( อ่าน” ผาสาทหลังก๋าย”) เพื่อบรรจุศพแล้วหามไปสู่ป่าช้า แต่ต่อมามีการนำปราสาทดังกล่าววางบนโครงเกวียนซึ่งอาจใช้เกวียนสองเล่มต่อกันแล้วลากไปสู้ป่าช้า และเมื่อมีการนำโครงรถยนต์มาแต่งเป็นรถบรรทุกศพก็ใช้วิธีอย่างเดียวกัน ในการเคลื่อนศพโดยการลากศพที่ตั้งบนรถบรรทุกศพนั้น ถ้าทำพิธีการต่างๆ เกี่ยวกับการศพในตอนเช้า การเคลื่อนศพจะอยู่ในราว ๑๓. ๐๐ น. แต่ถ้าทำพิธีในตอนบ่าย การเคลื่อนศพจะตกในราวเวลา๑๕. ๐๐ น. ชาวบ้านคนหนุ่มคนสาวจะช่วยกันเตรียมเก็บผ้าร่มที่ใช้มุงไม้ศพออก เก็บไฟที่ประดับโลงและไม้ศพคือเมรุ นำเชือกที่จะให้คนลากศพมาผูกเข้ากับล้อเลื่อนบรรจุศพทำเป็น ๒ สายทั้งด้านซ้ายและขวาญาติพี่น้องลูกหลานจะทำการถ่ายรูปที่หน้าปราสาทไม้ศพกันในช่วงนี้ หมู่แห่หรือนักดนตรีจะยกเครื่องดนตรีขึ้นรถ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็จะเคลื่อนศพ สามเณรและเณรที่บวชจูงถือฝ้ายจูงผีอยู่ด้าน ในระหว่างเชือกที่ชาวบ้านชักลากทั้ง ๒ เส้น บางแห่งหน้าขบวนจะเป็นรถใส่ธรรมมาสน์ให้พระนั่งเทศน์หรืออ่านคัมภีร์ไปตลอดทางอีกด้วย