ละครสมัยใหม่เกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 1870 เป็นละครที่มุ่งแสดงให้เห็นสภาพปัญหาของสังคมตามความเป็นจริง แทนนิยายฟุ้งเฟ้อ
ไร้สาระ มีนักประพันธ์ชาวนอร์เวย์ชื่อ ( lbsen ) เป็นผู้บุกบเกละครสมัยใหม่เป็นคนแรก
และได้รับยกย่องให้เป็นบิดาแห่งละครสมัยใหม่แนวบุกเบิก ซึ้งมี 2 แนวได้แก่

1. ละครบุกเบิกแนวเรียลลิสม์  ( Realism)
เป็นละครที่พยายามมองสังคมด้วยความเป็นกลางแล้วสะท้อนออกมาในรูปของละครตามความ
เป็นจริง ไม่มีการเสริมแต่งเรื่องหรือบิดเบือนใดๆ

2. ละครบุกเบิกแนวเนเชอรัลลิสม์ ( Naturalism )   เป็นละครที่เน้นให้เห็นว่าตัวเอกของเรื่องตกเป็น
ทาสของโชคชะตาละครทั้งสองแนวเป็นละครที่มีจุดหมายว่าละครคือชีวิตการแสดงละครที่ถูกต้อง
คือ การเอาภาพชีวิต ( Slide of life ) ที่เป็นจริงมาตีแผ่แสดงออกบนเวทีโดยไม่มีการดัดแปลงใดๆ
ต่อมาได้มีการจัดทำละครแนวต่อต้านละครแนวเรียลลิสม์ ซึ้งเกิดขึ้นใหม่ๆ มีหลายแนว ดังนี้

1. ละครแนวซิมโบลิสม์ ( Symbolism ) เป็นละครที่ใช้สัญลักษณ์แทนการเสนอความจริงโดยให้ผู้ชมจินตนาการเอาเอง
2. ละครแนวโรแมนติก (Romantic)เป็นละครที่มีความเชื่อว่าความฝันและอุดมคติเป็นละที่มีความ
เชื่อว่าความฝันและอุดมคติเป็นสิ่งจำเป็นแม้มนุษย์จะอยู่ในสกุลต่ำก็ยังต้องการเป็นวีรบุรษ  
และบทละครมีบทเจรจาแบบร้อยกรองอันไพเราะ

3.ละครแนวเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ ( Expressionism เป็นละครที่มุ่งเน้นการนำความจริงที่อยู่ใต้จิตสำนึกหรือในจิตนาการของตนเองมาแสดงให้ปรากฏความ จริง การแสดงไม่เหมือนชีวิตหรือเป็นธรรมชาติ ตัวละครอาจใส่หน้ากาก เคลื่อนไหวแบบหุ่นยนต์ เป็นการนำเสนอให้เห็นภาพของโลกปัจจุบันในทางลบ ชี้ให้เห็นว่าค่านิยมของโลกวัตถุ ทำให้มนุษย์ ไม่ผิดไปจากเครื่องจากก็เพราะไปรับค่านิยมนั้น

4. ละครแนวแอบเสิร์ด ( Abserd ) เป็นละครตลกขบขันด้วยลีลาจำอวดแบบเก่า ไม่มีความกลมกลืน ขาดกับความเป็นจริง ไร้สาระ ไม่มีเรื่องให้ติดตาม ไม่มีขึ้นต้นหรือจบเรื่อง
การสื่อถ่ายทอดละครตะวันตก
การสื่อถ่ายทอดเรื่องราวของตะวันตกจะถ่ายทอดผ่านโครงเรื่อง ดนตรี การแต่งกาย ฉากและอื่นๆ ผ่านทักษะการแสดงตามความสามารถของตัวละคร ได้แก่

1. การถ่ายทอดผ่านบทเจรจาของตังละคร ตัวละครจะต้องแสดงถึงบุคลิกนิสัย ฐานะของตัวละคร
ว่าป็นตัวอย่างไร ผู้ดีหรือคนยากจน เป็นคนนิสัยดีหรือเลว เป็นต้น

2. การถ่ายทอดผ่านการแสดงท่าทางของตัวละคร เช่น ท่าทางหลุกหลิก เรียนร้อย ต้วมเตี้ยมขี้อาย ดุร้าย เป็นต้น

3. การถ่ายทอดผ่านน้ำเสียง การเจรจา เช่น ใช้เสียงทุ้ม เสียงห้าว เสียงแหบ เสียงแห้ง
เสียงแผ่วเบาเสียงแปร๋น เป็นต้น การรำพึงรำพันเพื่อให้ผู้ชมทราบความรู้สึกนึกคิด อุบาย เล่ห์ หรือบรรยาความรู้สึกต่างๆ จะเห็นว่าการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ของตัวละครนั้นผู้แสดงจะต้องเป็นผู้
ที่มีทักษะการแสดงโดยเฉพาะการพูดเจรจา การแสดงท่าทางอากัป กิริยาต่างๆและเทคนิค
การใช้เสียงต่างๆเพื่อให้ผู้ชมเกิดอารมณ์คล้อยตาม การแสดงละครจึงจะถือว่าประสบผลสำเร็จได้