Homepage
Webmaster
Music
Movie

เครื่องบินสอดแนมไร้นักบิน (UAV SPY PLANE)

เครื่องบินลาดตระเวนตรวจการณ์ชั้นแนวหน้าของโลกในปัจจุบันได้แก่ U-2 Dragon Lady, JSTARS และ Nimrod U-2 เป็นเครื่องบินตรวจการณ์เพดาบินสูงกว่า 70,000 ฟุต ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลทั้งสถานการณ์สู้รบ ข่าวกรองการสื่อสาร และถ่ายภาพทางอากาศ เริ่มปฏิบัติการครั้งแรกตั้งแต่ปี 1955 แต่ก็ได้มีการพัฒนาปรับปรุงระบบและอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยอย่างต่อเนื่อง U-2 สามารถปฏิบัติงานทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนและทุกสภาพอากาศ U-2 ปฏิบัติการทั้งในสงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามโคโซโซ และสงครามอัฟกานิสทาน
JSTARS เริ่มการผลิตเต็มรูปแบบในปี 1996 เป็นเครื่องบินในระบบตรวจการณ์ ค้นหาเป้าหมายและทำหน้าที่ศูนย์ประสานการควบคุมและบัญชาการรบ ขณะที่ AWACS ทำหน้าที่เป็นการยุทธ์ทางอากาศ JSTARS ระบบดาวเทียม ระบบรหัสในเครือข่ายวิทยุย่านต่างๆ ทางด้าน Nimrod รุ่นล่าสุดได้แก่ MRA4 เป็นเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลขอราชอาณาจักรอังกฤษและปฏิบัติภารกิจต่อต้านเรือรบ เรือดำน้ำ และการค้นหา/ กู้ภัยทางทะเล MRA4 สามารถบรรทุกอุปกรณ์ตรวจการณ์ ระบบอาวุธ และอุปกรณ์ช่วยชีวิตได้รวม 5 ตัน
จากความสำเร็จในสงครามที่ผ่านมา ทำให้แนวโน้มการพัฒนาเครื่องบินลาดตระเวนตรวจการณ์กำลังมุ่งไประบบเครื่องบินไร้นักบิน ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงในการปฏิบัติภารกิจและที่สำคัญ เป็นการรักษาชีวิตของนักบิน
เครื่องบินสอดแนมไร้นักบิน
เครื่องบินหุ่นยนต์หรือเครื่องบินไร้นักบิน (Unmanned Aerial Vehicle UAV ) ได้รับการพัฒนาให้ทำหน้าที่ลาดตระเวนตรวจการณ์ในสงครามตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 แต่ตั้งแต่ยุคนั้นไม่สมารถช่วยเหลือในการรบได้เท่าไรนัก UAV มีบทบาทมากขึ้นในสงครามเวียดนาม แต่เทคโนโลยียังถือว่าอยู่ในขั้นต้น จนมาถึงทศวรรษ 1980 อิสราเอลได้ริเริ่มนำ UAV ที่ตนพัฒนาขึ้นออกปฏิบัติการในการสู้รบทางตอนใต้ของเลบานอนซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี UAV สามารถทำลายที่ตั้งจรวจ SAM ของซีเรียและช่วยในการปฏิบัติงานสู้รบอีกหลาครั้ง จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ความสนใจใน UAV ที่ใช้ในการสงครามเพิ่มสูงขึ้นมาก ประเทศมหาอำนาจเริ่มหันมามุ่งพัฒนาเทคโนโลยีของเครื่องบินสอดแนมไร้นักบินอย่างจริงจัง
โดยทั่วไปแล้วภารกิจของเครื่องบินสอดแนมไร้นักบินแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ การตรวจการณ์สนามรบและส่งข้อมูลสถานการณ์สู้รบกลับมายังสถานีภาคพื้นดิน กับการลาดตระเวนทางทางยุทธวิธีเพื่อถ่ายภาพสถานที่เป้าหมาย ในปัจจุบัน UAV บางรุ่นสามารถทำหน้าที่ได้ทั้งสองแบบและในอนาคตยังมีโครงการพัฒนาระบบอาวุธทันสมัยเพื่อใช้ในการทำลายเป้าหมายรวมทั้งการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย
ในสงครามอัฟกานิสทาน UAV ที่มีชื่อเสียงได้แก่ Global Hawk และ Predator Global Hawk จัดเป็นเครื่องบินสอดแนมชั้นแนวหน้าของโลก สามารถบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกด้วยการควบคุมจากสถานีระยะไกล และด้วยระบบกล้องอินฟาเรดกับเครื่องสร้างภาพจากการตรวจจับความร้อน


NIMROD

JSTARS

U-2

ทำให้สามารถถ่ายภาพได้ในทุกสภาพอากาศแม้ที่ระดับ 65,000 ฟุต ก้ยังสารถถ่ายภาพได้อย่าชัดเจน ส่วน Predator ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าแต่มีความคล่องตัวมากว่าและสามารถบินอยู่เหนือสมรภูมิได้ยาวนานกว่า 40 ชั่วโมง และถึงแม้ว่าแรกเริ่มจะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ติดระบบอาวุธ แต่ในสมรภูมิอัฟกานิสทาน Predator บางลำติดระบบอาวุธเลเซอร์ชี้เป้าหมายให้กับ smart weapon และติดจรวจต่อต้านรถถัง Hellfire เพื่อใช้ในการโจมตีเป้าหมายหลายครั้งแต่ผลลัพธ์ยังไม่ได้เป็นที่หน้าพอใจมากนัก
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนา UAV อย่างต่อเนื่องและได้ทดลองใช้มาแล้วในสงครามหลายครั้ง แต่ UAV ยังมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขอีกหลายประการ ตัวอย่างเช่น โดยปกติ UAV จะบินด้วยความเร็วน้อยกว่า 140 ไมล์ (225 ก.ม.) ต่อชั่วโมง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกยิงโจมตีในสงครามโคโซโว นาโต้สูญเสียเครื่องบินลาดตระเวนไร้นักบินหลายชนิดไปกว่า 20 ลำ
ในช่วงปี 2001 อิรักยิง Predator ตกไป 2 ลำ และในสงครามอัฟกานิสทาน Global Hawk ตกไปจำนวน 2 ลำ โดยถูกระบุว่าเป็นเพราะเครื่องยนต์ขัดข้อง ส่วน Predator สูญหายไปมากกว่า 6 ลำ ถูกระบุว่าเป็นเพราะความผิดพลาดในระบบควบคุม ปัญหาสำคัญอีกประการได้แก่การที่ราคาของ UAV พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากราคาลำละ 15 ล้านดอลลาร์เป็นกว่า 60 ล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเพิ่มเติมระบบเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและซับซ้อนมากยิ่งขึ้นและการผลิตในจำนวนที่น้อย ทำให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตต่อเครื่องสูง
ในสงครามอิรักครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐใช้เครื่องบินสอดแนมไร้นักบินมากกว่า 10 แบบ เช่น Hunter, Pointer, Shadow, Dragon Eye, Pioneer, Force Protection Surveillance System, Global Hawk และ Predator แต่ไม่ปรากฏรายงานว่าเครื่องบินเหล่านี้ถูกใช้ในภารกิจบ้าง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ต้องการให้อิรัก

Hunter

 

Shadow

 

Pioneer

Force Protection Surveillance System

 

ล่วงรู้และหาทางรับมือกับเครื่องบินสอดแนมเหล่านี้โดยเชื่อว่าสหรัฐได้ใช้เครื่องบิน UAV มากกว่า 100 ลำ และในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2003 กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้เปิดเผยว่า เครื่อง Predator ที่ติดจรวจ Hellfire สามารถทำลายปืนต่อสู้อากาศยานได้สำเร็จ
เครื่องบินสอดแนมไร้นักบินขนาดเล็กมีหลายแบบ บางแบบมีน้ำหนักน้อยกว่า 10 ปอนด์ ราคาต่ำกว่า 3000 ดอลลาร์ และควบคุมได้ด้วยเครื่องส่งวิทยุขนาด 20-40 ปอนด์กับคอมพิวเตอร์แลปทอป เครื่องบินเหล่านี้มีประโยชน์มากสำหรับกำลังรบขนาดเล็กหรือเรือลาดตระเวน และสามารถใช้เป็นยานฉุกเฉิน ติดอยู่กับเครื่องบินรบ หากเครื่องบินรบถูกยิงตก UAV จะถูกสลัดออก บินถ่ายภาพเครื่องบินที่ได้รับความเสียหายและพื้นที่ที่ตกลง นอกจากนี้เรือดำน้ำยังสามารถส่ง UAV ขนาดเล็กออกมาจากท่อยิงตอร์ปิโด เพื่อบินลาดตระเวนน่านน้ำหรือดินแคนตอนใน และการส่งกำลังบำรุงหรืออุปกรณ์สำคัญไปยังกำลังรบในเขตอันตราย
UAV ขนาดเล็กยังมีข้อได้เปรียบ UAV ขนาดใหญ่ที่สามารถบินเข้าใกล้เป้าหมายได้มากกว่า ใน ปี 2002 กองทัพอากาศสหรัฐได้ทดลองใช้ UAV ขนาดเล็กหลายเครื่องติดไปกับเครื่อง Predator และแยกตัวออกเพื่อสำรวจเป้าหมายในระยะใกล้มากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันมีโครงการวิจัยสร้าง UAV ขนาดเล็กหลายแบบทั้งที่เปิดเผยและเป็นความลับ บางแบบเพื่อนำไปใช้ในหน่วยงานพิทักษ์สันติราษฎร์เพื่อสำรวจพื้นที่และงานปราบปรามอาชญากร บางแบบบรรจุวัตถุระเบิดในปริมาณไม่มากนักเพื่อใช้โจมตีเป้าหมายที่มีคุณค่าขนาดเล็กที่มีการคุ้มกันแน่นหนา ซึ่งคาดว่าจะนำมาใช้งานได้ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
แนวโน้มในการพัฒนา
ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของชีวิตนักบิน ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะยังไม่สมบูรณ์ แต่ไม่สมบูรณ์ แต่กระทรวงกลาโหมสหรัฐก็ได้ตัดสินใจทุ่มงบประมาณกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อขยายฝูงบินไร้นักบิน โดยกองทัพอากาศต้องการ Global Hawk จำนวน 51 ลำ ส่วน Predator ปัจจุบันมีจำนวน 90 ลำ ผลิตได้เพิ่มปีละประมาณ 8 ลำ และจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็นปีละ 24 ลำ นอกจากนี้ยังกำหนดแนวทางในการพัฒนาให้ Global Hawk ทำหน้าที่เป็นเครื่องบินลาดตระเวนสอดแนมเพียงอย่างเดียวโดยไม่ติดอาวุธเพราะจะไม่มีปัญหาในการบินผ่านน่านฟ้าของมิตรประเทศ ส่วน Predator จะได้รับการติดระบบอาวุธทันสมัย โดยเฉพาะ Predator จะได้รับการติดระบบอาวุธทันสมัย โดยเฉพาะ Predator B จะได้บินเร็วขึ้นที่ระดับ 378 ก.ม. ต่อชั่วโมง เพดานบินสูงขึ้นเป็น 45,000 ฟุต สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ประมาณ 2,200 ปอนด์ และจรวจแบบครูสขนาดเล็กชื่อ Locass ที่จะพัฒนาขึ้นใหม่ Predator B ยังติดอุปกรณ์ Predator B ยังติดอุปกรณ์ทำสงครามอิเล็กทรอนิส์ เพื่อป้องกันการโจมตีจากจรวดนำวิถีและรบกวนระบบเรดาร์ของข้าศึก
วงล้อของพัฒนาการดูจะซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง หลังจากที่ในยุคแรกเริ่มประมาณปี 1914 เครื่องบินเข้าสู่สนามรบเป็นครั้งแรกด้วยภารกิจในการลาดตระเวนทางอากาศเพียงอย่างเดียว ในเวลาต่อมาเครื่องบินลาดตระเวนจึงเริ่มยิงปืนเข้าข้าศึก
ในอีก 5 ปีข้างหน้า เครื่องบินแบบไร้นักบินเพื่อการรบเต็มรูปแบบ UCAV (Unmanned Combat Aerial Vehicle) จะเริ่มบินออกปฏิบัติการในสมรภูมิ โดยในช่วงต้นปี 2002 ได้เริ่มมีการทดลองบิน X-45 ซึ่งเป็นเครื่องบินรบไร้นักบินเต็มรูปแบบรุ่นแรก สามารถบินได้เร็ว 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ติดอาวุธได้ประมาณ 3,000 ปอนด์ UCAV กำลังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และจะมีบทบาทสำคัญต่อไปในอนาคต
นอกจาก Global Hawk และ Predator ที่แสดงบทบาทเป็นพระเอกแล้ว เครื่องบินสอดแนมไร้นักบินที่น่าจะมีบทบาทสำคัญในอนาคตได้แก่ UAV ขนาดกลางและเล็กหลายแบบที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ที่กองทัพสหรัฐให้ความสำคัญแบบหนึ่งได้แก่ UAV ในตระกูล Shadow ซึ่งพัฒนาโดยกองทัพบกสหรัฐ
Shadow มีจุดเด่นที่การลาดตระเวนและปฏิบัติการในเวลากลางคืน ขณะที่ Predator มีน้ำหนักกว่า 1 ตัน แต่ Shadow 200 มีน้ำนักเพียง 320 ปอนด์ บินได้เร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพดานบินสูงสุด 14,000 ฟุต แต่ที่น้ำหนักเบาจึงมีปัญหาเถ้าหากเจอกับสภาพอากาศที่เลวร้าย รุ่นล่าสุดได้แก่ Shadow 600 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า Shadow 200 และพัฒนาศักยภาพสูงกว่าในหลายๆ ด้าน รวมทั้งทำหน้าที่ชี้เป้าด้วยระบบเลเซอร์ และปฏิบัติการร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ Gunships เคยออกปฏิบัติการมาแล้วในยุทธการ Desert Shield และ Desert Storm
ทางด้านอิสราเอลซึ่งเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีด้านนี้ ได้หันไปมุ่งพัฒนา UAV พิสัยไกลติดอาวุธที่สามารถตรวจจับและโจมตีทำลายเป้าหมายที่เป็นแท่นยิงจรวจและขีปนาวุธแบเคลื่อนที่ ถึงแม้ว่าจะล้มเหลวในการชักชวนให้สหรัฐเข้าร่วมโครงการ แต่อิสราเอลก็ยังคงยึดมั่นพัฒนาตามแนวทางของตนต่อไป

Top

 

http://thaiuav.net/headfile/index.php?option=com_content&task=view&id=33&Itemid=48