เริ่มจากประโยคแรก ฉันไม่ชอบนอนคนเดียว สำนวนว่า like to นั้นหมายถึง ชอบ

เช่น   I like to go shopping.     
ฉันชอบไปเดินซื้อของ


เรียกว่า ชอบอะไรก็เอากริยาชุดนี้ไปใช้ได้และในทำนองกลับกัน
ถ้าไม่ชอบอะไรก็เอาคำว่า don’t หรือ doesn’t  ไปใช้

เช่น   He doesn’t like to eat alone.
เขาไม่ชอบทานอะไรคนเดียว
I don’t like to do it alone.
ฉันไม่ชอบทำอะไรคนเดียว


แต่ก็มีสำนวนสำหรับหนุ่มสาวที่ชอบอยู่กันสองต่อสองว่า
We like to be alone together.
เราชอบอยู่ด้วยกันสองต่อสอง

มาดูสิ่งที่ผู้ร้องต้องการสื่อต่อไป

Stay with me, don’t go
อยู่กับฉันนะ นะนอย่าไปไหนนะเธอะ

ประโยคนี้เขาใช้ในรูปคำสั่ง สังเกตจากกริยาที่ไม่มีประธานซึ่งหมายถึงเป็นการพูดกับคนๆนั้นซึ่งก็คือ you ในภาษาอังกฤษ
ทีนี้คำว่า stay นั้นต่างกับคำว่า live ในแง่ที่ว่า stay นั้นอยู่แค่ช่วงนั้นเป็นช่วงสั้นๆ

แสดงว่าเหงาแค่ตอนนอนเท่านั้น ตอนอื่นไม่เหงา

ส่วนคำว่า live นั้นใช้บรรยายการอยู่ที่เป็นที่เป็นทาง เป็นเรื่องเป็นราว

Talk with me for just a while
คุยกันหน่อย เดี๋ยวเดียวก็ยังดี

      ประโยคนี้เริ่มด้วยกริยาเช่นเคย ก็เป็นการพูดกับคนนั้นอย่างเว้าวอนว่า ขอให้มาคุยกันหน่อย

สำนวนว่า ประเดี๋ยวเดียว นั่นก็คือ just a while

มีการใช้คำบุพบท for มานำหน้าเวลาก็หมายถึง เป็นเวลา เช่น
I have been living here for three years.
ฉันอยู่ที่นี่มาเป็นเวลาสามปีแล้ว
คำว่า a while ก็น่าสนใจไม่น้อย ความหมายแรกที่คุ้นๆก็คือ ในขณะที่

ซึ่งเป็นคำเชื่อมไม่เกี่ยวกับในนี้ แต่คำนี้ถูกนำมาใช้เป็นคำนาม หมายถึง ช่วงเวลาเดี๋ยวเดียว ก็คือ สักครู่ เช่น
Sit here for a while     นั่งตรงนั้นเดี๋ยวน่า
Wait a while!             คอยเดี๋ยวน่า
Wait a minute!           คอยแป๊ปเดียวนะ
และทำไมจึงไม่ใช้ wait a minute เหตุผลก็คือ ทำให้ไม่มีสัมผัส เพราะเสียงสระ อิท ในคำว่า มินิท มันสั้นและห้วนเกินไป
สำนวนที่น่ารู้ต่อไปก็คือ once in a while หมายถึง นานๆครั้ง สำนวนนี้ใช้บ่อยมาก

เวลามีคนมาถามง่าทำอะไร ไปไหน บ่อยไหม ก็ตอบสั้นๆว่า Once in a while
สำนวนส่งท้ายที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งคือ to while away + เวลา + กริยา ing  ก็จะหมายถึง ใช้เวลาเหล่านั้นแบบสบายๆ
เช่น    I often while away my weekend watching TV and eating.
ฉันชอบใช้เวลาในวันหยุดกับการดูทีวีและกินเท่านั้น
She likes to while away her evening talking to her son.
หล่อนใช้เวลาช่วงเย็นพูดคุยกับลูกชาย
Teenagers while away their free time chatting and playing the Internet.

วัยรุ่นชอบใช้เวลาว่างเจ๊าะแจ๊ะและเล่นอินเตอร์เน็ตกัน

So much of you to get to know
ยังมีอีกมากมายที่เกี่ยวกับตัวเธอที่ชั้นจะต้องรู้

      บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีประธาน ไม่มีกริยา นี่แหละคือภาษาของเพลง

อย่าไปจริงจังกับไวยกรณ์ ที่จริงประโยคนี้ละคำว่า There are so much of you for me to get to know.

ก็คือยังมีอีกมากมายเกี่ยวกับตัวเธอที่ฉันจะต้องเรียนรู้ สำนวนว่า to get to know + ใครก็ได้ จะหมายถึง จะต้องรู้จักกัน เช่น
It takes a while for us to get to know each other.
คงต้องใช้เวลาอีกหน่อยที่จะรู้จักกัน
สำนวนนี้สามารถใช้กับสถานที่หรือสิ่งใดก็ได้ที่เราต้องการจะรู้จักในสิ่งนั้นเพิ่มขึ้น
เช่น     You will get to know this place after you work for a while.
คุณจะรู้จักที่นี่ดียิ่งขึ้นหลังจากทำงานไปได้สักระยะหนึ่ง
You will get to know your boss in a short time.
เดี๋ยวคุณก็จะรู้จักหัวหน้าของคุณในอีกไม่ช้านี้หรอก

Leaving all the worries all behind
ทิ้งความกังวลใจทั้งหลายทั้งปวงไว้ข้างหลังให้หมด

  คำว่า to leave สิ่งใดๆ หรือใคร behind หมายถึง ทิ้งสิ่งนั้นหรือคนนั้นไว้ข้างหลัง
We should not leave our parents behind.
เราไม่ควรทิ้งพ่อและแม่ไว้ข้างหลัง
                Worries เป็นคำนามหมายถึง สิ่งที่วิตกกังวล ความวิตกกังวล อ่านว่า เวอรีส
สำนวนที่ควรรู้เอาไปปลอบใจกันคือ Don’t worry ! อย่ากังวลไปเลย
There is nothing to worry about. หมายความว่า ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวลเลย
I have enough to worry about. หมายความว่า มีสิ่งที่ต้องกังลวใจมากพอแล้ว
My father has enough to worry about, so don’t let him know about it.
หมายความว่า พ่อมีเรื่องกังวลมากพออยู่แล้ว ไม่ต้องไปบอกพ่ออีกนะ

Loving you, the way I do
การได้รักเธอตามแบบที่ฉันรักอยู่นั้น

My mouth on yours and yours on mine
ริมฝีปากของเธออยู่บนริมฝีปากของฉันและริมฝีปากของฉันก็อยู่บนริมฝีปากของเธอ

ประโยคนี้แสดงการใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจนมาก
My + คำนาม หมายถึง ของ ๆ ฉัน
เมื่อเอาคำกลุ่มนี้มารวมกับคำนาม ก็จะได้เป็น mine เช่น my + mouth = mine
my, your, his, her, ours, their + คำนาม = mine, yours, his, her ours,theirs

โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องกล่าวถึงคำนามนั้นมาก่อนแล้ว เช่น
This is my book. Which is yours? (your books)
นี่คือหนังสือของฉัน แล้วเล่มไหนของเธอหล่ะ

Marry me or let me live with you
แต่งงานกันเถอะ หรือไม่ก็ให้ฉันอยู่ด้วยคน

สำนวน to let + ใคร + ทำสิ่งใด ก็คือปล่อยให้ทำสิ่งนั้น  เช่น
Let me go !        ปล่อยฉันไปเถอะ
Don’t let her cry!           อย่าปล่อยให้เธอร้องไห้
Let me do it!     ปล่อยให้ฉันทำเถอะ                          

Nothing’s wrong when love is right
ไม่มีอะไรผิดเมื่อความรักนั้นถูก
        

   เหมือนกับสำนวนที่ว่า Love is blind รักทำให้คนตาบอด

Like the man said in his song
เหมือนกับที่มีคนร้องเอาไว้ว่า

Helpme make it through the night
ช่วยให้ฉันผ่านคืนี้ไปที

สำนวน to make it นั้นใช้บรรยายอะไรก็ได้ที่ต้องการทำ เช่น
I am sure I can make it.  ฉันมั่นใจว่าฉันทำได้
I know you can’t make it. ฉันรู้ว่าคุณทำไม่ได้หรอก
Throught the night  หมายถึง ให้ผ่านพ้นคืนนี้ไป คำว่า through นั่นคือ ผ่านตลอด
เช่น       He walks through the rain.
เขาเดินฝ่าสายฝนไปตลอด

Loneliness can get you down
ความเหงามันทำให้คุณเศร้าได้

Loneliness มาจากคำว่า lonely  หมายถึงเหงา
เช่น   I am lonely     ฉันเหงา
What a lonely night !  ช่างเป็นคืนที่เหงาอะไรเช่นนี้
To get + ใครก็ตาม + down หมายถึง ทำให้หดหู่ เศร้าใจ
เช่น   Worry gets me down.
ความกังวลทำให้ฉันเป็นทุกข์
Don’t let me down
อย่าทำให้ฉันผิดหวัง

When you get to thinking no one cares
เมื่อเริ่มคิดว่าไม่มีใครใส่ใจใยดีแล้วละก็

Lean on me and I’ll lean on you
เอนกายมาที่ฉัน และฉันก็จะเอนกายไปที่เธอ

สำนวนที่ว่า to lean on นั้นนำมาใช้ในความรู้สึกจับใจเพราะตัวสำนวนเองนั้นหมายถึง พึ่งพิงได้
เช่น     I know I can lean on you.
ฉันรู้ว่าฉันพึ่งพิงเธอได้
สำนวนว่า พักพิง เชื่อใจ ไว้ใจ ว่าอยู่สามคำคือ  to depend on / to rely on / to count on

Together we will see it through
แล้วเราจะฝ่าฟันมันไปด้วยกัน

Oh I don’t like to sleep alone
โอ้ ฉันไม่ชอบนอนคนเดียว

Sad to think some folks do
น่าเศร้าใจที่บางคนชอบนอนอย่างอ้างว้าง

คำว่า folks นั้นหมายถึงคนทั่วไป ส่วน do นั้น

เป็นกริยาที่แทนการกระทำที่กล่าวมาทั้งหมดซึ่งก็คือ like to sleep alone

No, I don’t like to sleep alone
ไม่ ฉันไม่ชอบนอนคนเดียว

No one does, do you?
ไม่มีใครในโลกเขาชอบหรอก หรือว่าเธอชอบหล่ะ

คำว่า on one ใช้กริยาเอกพจน์เสมอ

Back