ระบอบฟิวดัล

ระบอบฟิวดัล (Feudalism)


ระบอบฟิวดัล

รูปภาพจาก
http://www.declarepeace.org.uk/captain/murder_inc/summary.html


          เมื่อราชอาณาจักรแคโรแลงเจียนสิ้นสุดลงแล้วนั่น สิ่งที่เข้ามาแทนที่ก็คือการปกครองในระบอบ
ศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudal Kingdoms) และสังคมสมัยกลาง (Medieval society) ซึ่งประกอบด้วยรูปแบบสังคมเยอรมนิคและสังคมโรมันทั้งสองแบบนี้ถูกนำมาหล่อหลอมกันกันกลายเป็นลักษณะเฉพาะ
แบบของสังคมสมัยกลาง ซึ่งปรากฏทั่วไปในสังคมวิถีแห่งชีวิตประชากร เกี่ยวเนื่องกับสถาบันทุกสถาบัน รวมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและขบวนการยุติธรรมแห่งสมัย รวมทั้งทางด้านศาสนาด้วย ดังนั้นการที่จะเข้าใจลักษณะแห่งระบอบฟิลดัล จึงต้องเข้าใจถึงวิถีชีวิตและสังคมสมัยกลางด้วย

          ที่มาของระบอบฟิวดัล (Origin of Feudalism) อาณาจักรที่เกิดขึ้นแทนที่จักรวรรดิแคโรแลงเจียนคือดินแดนต่างๆ ในระบบฟิวดัล สังคมสมัยกลางซึ่งเป็นเสมือนลักษณะผสมระหว่างเยอรมนิคและโรมันที่ถูกหล่อหลอม
เป็นรูปแบบใหม่ ระบบฟิวดัลนี้คือระบบการเป็นเจ้าของที่ดินที่พื้นฐานมาจากการรับราชการทหาร เริ่มมีขึ้นในยุโรปเมื่อประมาณศตวรรษที่ 8 และ 9 รุ่งเรื่องถึงที่สุดในศตวรรษที่ 12 และ 13 ครั้นแล้วจึงได้เริ่มเสื่อมลงตามลำดับ

ลักษณะความสัมพันธ์ความสัมพันธ์ในระบบฟิวดัลเป็นอย่างไร
                ระบบฟิวดัลเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง Lord (เจ้านาย) กับVassal (ผู้พึ่ง) เป็นระบบการระจายอำนาจออกจาก
ศูนย์กลางกษัตริย์ไปยังขุนนางแคว้นต่างๆ ขุนนางต่างมีกองทัพของตนเอง

ลักษณะความสัมพันธ์ความสัมพันธ์ในระบบฟิวดัลเป็นอย่างไร
                หน้าที่ของ   Lord คือพิทักษ์รักษาVassalและที่ดินของ Vassalจากศัตรูและให้ความยุติธรรม ปกป้องคุ้มครองในการพิจารณาคดี    
                     
โครงสร้างทางสังคมของระบบฟิวดัล
1.  กษัตริย์ มีฐานะเป็น Lord สูงสุดโดยมีขุนนางเป็นVassalมีพันธะผูกพันทางหน้าที่ต่อกัน  กษัตริย์จะพระราชทานที่ดินเป็นการมอบหมายอำนาจในการปกครองให้กับขุนนาง อำนาจของกษัตริย์อ่อนลง
ปกครองราษฎร์ที่อยู่รอบพระนคร    ดินแดนส่วนอื่นๆเป็นของขุนนาง  และมีความผูกพันกับกษัตริย์โดยยกย่องให้เป็นหัวหน้า  มีข้อผูกพันกับกษัตริย์เพราะมีที่ดินอยู่ในอาณาเขตจึงยอมเป็นVassal มีหน้าที่ช่วยเหลือพระเจ้าแผ่นดินยามสงคราม ที่ดินที่กษัตริย์พระราชทานให้สามารถริบคืนได้ถ้าVassalไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือสิ้นชีวิตโดย ไม่มีทายาท
2. ชนชั้นปกครองหรือขุนนางเจ้าของที่ดิน (Suzerain)นับตั้งแต่อัศวินขึ้นไปในฝรั่งเศส มีบรรดาศักดิ์เป็น Duke,Earl, Lord, Baron, Countมีการปกครองลดหลั่นตามลำดับขั้น
ดูแลปกครองเสรีชน และเสรีชนมีฐานะเป็น Vassalของขุนนาง  ขุนนางมีฐานะเป็นทั้ง Vassalของกษัตริย์ ซึ่งVassalมีหน้าที่ส่งทหารของตนไปสมทบกับกองทัพของLord   และช่วยเหลือทางการเงินแก่Lord  
ขุนนางชั้นสูงยังมีฐานะเป็นLord ของขุนนางชั้นต่ำกว่าลงมา ขุนนางเป็นเจ้าของปราสาทหรือคฤหาสน์ยังมีขุนนางที่ผ่านการฝึกได้รับการสถาปนาแต่ตั้งให้เป็นอัศวิน(Knight)
ไม่ใช่ขุนนางที่สืบทอดทางสายโลหิต
3. เสรีชน (villain) ส่วนใหญ่เป็นชาวนา  เป็นผู้เช่าที่ดินซึ่งเคยเป็นของตนเองแต่ไม่มีภาระผูกติดกับที่ดิน
หรือเป็นเจ้าของที่นาขนาดเล็ก ชาวนารายเล็กๆ
4.  ทาสติดที่ดิน(serf) คือชาวนาที่อาศัย ทำกินบนที่ดินตั้งแต่บรรพบุรุษ ต้องผูกติดกับที่ดิน จะโยกย้ายไปไหนไม่ได้ อยู่ในการควบคุมของเจ้านาย ต้องเสียภาษีรัชชูปการ
ภาษีผลิตผลที่ผลิตได้ให้เจ้านาย ยอมให้เจ้านายเกณฑ์แรงงานขุดคู สร้างสะพาน
5.  พระและนักบวช  มีบทบาททางการอบรมจิตใจให้แก่สามัญชน
    
 การเลื่อนชั้นทางสังคมทำได้หรือไม่
           การเลื่อนชั้นทางสังคมของชาวนาอิสระและทาสติดที่ดินทำได้ยากเพราะชนชั้นเจ้าของที่ดินและชาวนา
มีระบบสืบทอดกรรมสิทธิ์ตามสายโลหิต

การขยายพื้นที่อาณาเขตทำได้โดยวิธีใด
1.  โดยวิธีแย่งชิง ทำสงคราม
2.   การแต่งงานและการรับมรดก

ที่มา:  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.คณะอักษรศาสตร์. อารยธรรมสมัยโบราณ-สมัยกลาง. กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์แห่ง
                         จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540.
           มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.คณะกรรมการบริหารวิชาการบูรณาการ หมวดวิชาศึกษาทั่วไป, มรดกอารยธรรมโลก.                          กรุงเทพมหานคร:มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,2545.
          นันทนา   กปิลกาญจน์.ประวัติศาสตร์และอารยธรรมโลก. พิมพ์ครั้งที่ 7, กรุงเทพมหานคร:โอเดียนสโตร์, 2546.