"วรรณกรรมดี ตีค่าด้วย การพิจารณาวรรณกรรม"
           เมื่อเรามีพื้นฐานความรู้เรื่องวรรณกรรมและรู้จักการอ่านที่ถูกวิธีแล้ว เราจะสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้เพื่อการประเมินคุณค่าของวรรณกรรมที่เราอ่าน อันเป็นการพัฒนาทักษะการคิด การอ่านและการดำรงชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคต  

         วรรณกรรมร้อยกรอง
 

 การพิจารณาวรรณกรรมร้อยกรองในอดีต

             การพิจารณาวรรณกรรมร้อยกรอง คือ การอ่านอย่างวิเคราะห์ สามารถแยกข้อดี ข้อด้อยและประเมินค่าของวรรณกรรมประเภทร้อยกรองนั้นได้  สำหรับในอดีตนั้นองค์ประกอบสำคัญ ๔ ประการที่ควรพิจารณา ได้แก่

             
             ๑. รูปแบบของการประพันธ์
             ๒. ธรรมเนียมนิยมในการแต่ง
             ๓. ความไพเราะ
             ๔. สาระของเนื้อหา

             
             ซึ่งการที่เราจะสามารถวิเคราะห์ แยกแยะ วรรณกรรมได้ดีแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ในเรื่ององค์ประกอบต่างๆเป็นพื้นฐานเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของบทประพันธ์แต่ละประเภท การใช้คำ และโอกาสในการแต่ง เป็นต้นแล้วจึงคิดวิเคราะห์ออกมาอย่างมีเหตุมีผล
 

        ๑. รูปแบบของการประพันธ์

               
                 มี 2 ลักษณะ คือ รูปแบบที่เป็นข้อบังคับเรียกว่า ฉันทลักษณ์ กับรูปแบบที่ไม่ใช่ข้อบังคับแต่เป็นสิ่งที่นิยมกันว่าดีงามและทำตามกันสืบมา เรียกว่า ธรรมเนียมนิยมในการแต่ง

 
ฉันทลักษณ

          เป็นกฎข้อบังคับในการประพันธ์ หากไม่ปฏิบัติถือว่าผิด เช่น ฉันท์ มีกำหนดเสียงหนักเสียงเบา ที่เรียกว่า ครุ ลหุ โคลงสี่สุภาพบังคับว่าต้องใช้คำที่มีวรรณยุกต์เอก วรรณยุกต์โทตามตำแหน่งที่กำหนด และคำประพันธ์ทุกประเภทจะบังคับการส่งสัมผัสตามตำแหน่งต่างๆ เป็นต้น ดังนั้นผู้ประพันธ์ร้อยกรองจะต้องมีความแม่นยำในเรื่องของฉันทลักษณ์เป็นสำคัญ ในส่วนนี้เราจึงมีความจำเป็นน้อยมากที่จะต้องวิเคราะห์ฉันทลักษณ์ว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะผู้ประพันธ์จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว
            

         ๒. ธรรมเนียมนิยมในการแต่ง          

                 
                  คือ กลวิธีการประพันธ์ที่นิยมกันว่าดีงามและถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา ดังนั้นหากบทประพันธ์จะไม่สอดคล้องกับธรรมเนียมนิยมจะถือว่าไม่ผิด หากแต่ไม่งามสมบูรณ์ในความนิยมของผู้อ่าน และธรรมเนียมในการแต่งจะบอกความแตกต่างและข้อเปรียบเทียบของวรรณกรรมเรื่องต่างๆได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย


              ๒.๑ ธรรรมเนียมนิยมในการแต่งวรรณกรรมร้อยกรองแต่ละประเภท ตัวอย่างเช่น
                 
        - วรรณกรรมประเภทนิทาน  มุ่งเน้นแสดงวิถีชีวิตของตัวละครและการดำเนินเรื่องที่รวบรัดเป็นสำคัญ ไม่เน้นการพรรณนาความงามของตัวละคร สภาพแวดล้อมและบทตลกขบขัน

        - วรรณกรรมประเภทบทละคร มีธรรมเนียมบอกท่ารำ ทำนองร้องและเพลงดนตรีกำกับไว้ทุกตอน และใช้คำบอกฐานะของตัวละคร เช่น
            
            “ มาจะกล่าวบทไป ” ใช้กับตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น เทพ ฤาษี ปีศาจ
            “ เมื่อนั้น ” ใช้กับตัวละครที่มีฐานะสูงส่งเช่น กษัตริย์ หรือตัวละครที่มีบทบาทเด่นที่ผู้แต่งเน้นให้เห็นความสำคัญ
            “ บัดนั้น ” ใช้กับตัวละครมีศักดิ์ต่ำลงมาหรือเป็นตัวละครรอง

         - วรรณกรรมนิราศคำโคลง เริ่มต้นด้วยการชมความงาม ความยิ่งใหญ่สมบูรณ์ของบ้านเมืองและสรรเสริญพระบารมีของพระมหากษัตริย์ ตอนท้ายนิยมบอกเรื่องราวของหนังสือ ได้แก่ คำประพันธ์ที่ใช้ สาเหตุการแต่ง วัน เดือน ปีที่แต่ง ชื่อและตำแหน่งของราชการผู้แต่ง นิยมพรรณนาการเดินทางท่องเที่ยว และมักปรารภในเชิงถ่อมตัวว่าคำประพันธ์ยังบกพร่อง เชิญนักปราชญ์มาเปลี่ยนแปลงแต่งเติมให้ด้วย เช่น โคลงท้ายเรื่องนิราศฉะเชิงเทรา พระนิพนธ์ของกรมหลวงภูวเนตรนรินทร์ฤทธิ์

                         รังสฤษดิ์นิราศสร้อย              สายสมร
                 อนุชไท้ทินกร                               ผกอบร้อย
                 เพี้ยนพากย์เอกโทกลอน                ปราชญ์แต่ง เติมพ่อ
                 เล่ห์สลาบนกน้อย                          นุ่มเย้ายอนกรรณ

        - วรรณกรรมนิราศคำกลอน ไม่นิยมแต่งเช่นเดียวกับนิราศคำโคลง เริ่มเรื่องจะบอกวัน เดือน ปีและเหตุผลในการเดินทาง ซึ่งเหมือนกันเพียงนิยมพรรณนาการเดินทางไปเที่ยว เมื่อถึงที่หมายปลายทางแล้วก็กล่าวถึงความสำคัญของสถานที่แล้วก็จบเรื่อง

     

                กลับด้านบน    , 2 , 3 , 4 , 5 , 6, 7  หน้าถัดไป>>