"วรรณกรรมดี ตีค่าด้วย การพิจารณาวรรณกรรม"
           เมื่อเรามีพื้นฐานความรู้เรื่องวรรณกรรมและรู้จักการอ่านที่ถูกวิธีแล้ว เราจะสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้เพื่อการประเมินคุณค่าของวรรณกรรมที่เราอ่าน อันเป็นการพัฒนาทักษะการคิด การอ่านและการดำรงชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคต  

         วรรณกรรมร้อยกรอง
 

             
        ๒.๔ ธรรมเนียมนิยมในการพรรณนาความบางตอน

                เป็นการเพิ่มความไพเราะให้กับเนื้อเรื่อง ด้วยการเพิ่มรสไพเราะ ความซาบซึ้งกินใจและความประทับใจในวรรณกรรมของกวีรุ่นก่อนๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งทำให้กวีรุ่นต่อมายึดถือเป็นแบบอย่างจนกลายเป็นธรรมเนียมนิยมที่เป็นลักษณะเฉพาะของวรรณกรรมไทย มีหลายลักษณะที่เห็นเด่นชัด คือ

           
- การพรรณนาบทนิราศแทรกในเนื้อเรื่อง
 
                         
                             กวีมักจะใช้นิราศในการประพันธ์บทคร่ำครวญ อาลัยอาวรณ์ แสดงให้เห็นถึงความรัก ความผูกพันอันแสนยิ่งใหญ่ ของตัวละครในเรื่อง แทรกเข้าไปเมื่อถึงฉากสำคัญที่จะต้องพลัดพรากจากกัน ราวกับใจจะขาด ให้ผู้อ่านเกิดความสะเทือนใจกับการพลัดพรากนั้น เช่น บทนิราศในลิลิตพระลอ ตอนพระลอรำพันเมื่อจะจากพระนางลักษณาวดีและพระมารดา เป็นต้น บทพรรณนาลักษณะนี้กวีถือเป็นธรรมเนียมนิยมที่ต้องมีความพิถีพิถันในการแต่งให้ออกมาไพเราะกินใจ เพราะหากทำได้ดี ก็จะยิ่งเพิ่มคุณค่าให้กับงานประพันธ์เรื่องนั้นได้รับความนิยมเป็นพิเศษ

ตัวอย่างบทนิราศแทรกพรรณนาความรักและความอาลัย
                    
                                      สายหยุดหยุดกลิ่นฟุ้ง            ยามสาย
                        สายบ่หยุดเสน่ห์หาย                           ห่างเศร้า
                        กี่คืนกี่วันวาย                                      วางเทวษ ราแม่
                        ถวิลทุกขวบค่ำเช้า                              หยุดได้ฉันใด
                                                   
                                                                      (ลิลิตตะเลงพ่าย)

- การแทรกบทตลกขบขันในเรื่อง 
                             ในบทละครกวีมักจะแทรกบทตลกไว้เพิ่มรสชาติในการอ่าน สร้างอารมณ์ขันให้กับคนอ่าน มักเป็นเรื่องความผิดปกติเกี่ยวกับรูปร่าง ความงกๆเงิ่นๆของนิสัยตัวละครหรือความเก้อเขิน การกระทำที่ทำขณะเผลอตัว เช่น การกระทำป้ำเป๋อหลายครั้งของขุนช้าง  ความงกเงิ่นของนางมณฑาเมื่อไปง้อเจ้าเงาะถึงกระท่อม เป็นต้น ซึ่งบทเหล่านี้มีส่วนช่วยในการสร้างสีสันให้กับวรรณกรรม เป็นวรรณกรรมเบาๆที่สร้างอารมณ์ขัน

ตัวอย่างบทตลกในเรื่องขุนช้างขุนแผน

                                        ขุนช้างเห็นพิมกระหยิ่มใจ     ตะลึงไปตาเพ่งเขม็งดู
                         หยิบพานมาว่าจะกินหมาก                    มันผิดปากส่งไพล่ไปรูหู
                         เคี้ยวเล่นไบ่ไบ่ได้แต่พลู                      เพื่อนบ่าวเขารู้หัวเราะฮา


การพรรณนาชมความงาม                                
                              ถือเป็นตอนสำคัญที่เหล่ากวีจะแสดงฝีปากประกวดประชันกันและฝากไว้เป็นอนุสรณ์ความสามารถของตน บทพรรณนานี้จึงมีความประณีตบรรจงในการใช้ถ้อยคำ การกระทบกระทั่งของสัมผัส ลีลาจังหวะและน้ำหนักของเสียงเป็นพิเศษ เช่น ในบทชมความงามของตัวละคร บุรุษชมสตรี  บทชมการแต่งองค์ทรงเครื่อง ความวิจิตรงดงาม มีมากในวรรณคดีบทละคร เช่น อิเหนาและรามเกียรติ์  บทชมทัพ ความยิ่งใหญ่และการจัดกระบวนทัพ  บทชมป่าไม้  ธรรมชาติที่สมบูรณ์งดงาม เป็นต้น


                                          พระทนต์แดงดังแสงทับทิม
                             เพริศพริ้มเพราพักตร์คมขำ
                             ผิวพรรณผุดผ่องเพียงทองคำ
                             วิไลลักษณ์เลิศล้ำอำไพ
                                                  (อิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง)

- การพรรณนาบทอัศจรรย์ 
                             คือ การพรรณนาบทรักของตัวละครชายหญิง บรรยายโดยการใช้สัญลักษณ์เข้ามาเปรียบเทียบ เช่น ใช้พายุฝนฟ้าคะนอง ความปั่นป่วนของท้องทะเล แมลงกับดอกไม้ น้ำค้างตกบนยอดหญ้า กล่าวแทนบทรักของชายหญิง โดยกวีพยายามรักษาคุณค่าของบทอัศจรรย์ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของวรรณกรรมไทยและเป็นธรรมเนียมในการแต่งอย่างแท้จริง ด้วยการเปลี่ยนแปลงการใช้สัญลักษณ์ให้หลากหลายไม่ซ้ำกัน

                                      พายุหนักชักใบได้ครึ่งรอก                    แต่กลับกลอกกลิ้งกลับเป็นนักหนา
                      ทอดสมอรอท้ายเสียหลายครา                              จนเภตราหยุดแล่นเป็นคราวคราว
                      สมพาสพิมดุจริมแม่น้ำตื้น                                    ไม่มีคลื่นแต่ละลอกกระฉอกฉาว
                      ปะสายทองดุจต้องพายุว่าว                                   พอออกอ่าวก็ล่มจมไปเลย
                                                                                                        ( ขุนช้างขุนแผน )

                                                                                          www.st.ac.th/bhatips/tip49/thaipoem_love.html

                     ธรรมเนียมนิยมนั้นเป็น วิธีการในการสร้างงานประพันธ์ขึ้นมาเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงการลอกเลียนแบบของเก่ามาทั้งหมด แต่กวีรุ่นหลังได้พยายามเลือกวิธีของกวีรุ่นก่อนมาผสมผสานกับความคิดใหม่ เพื่อสร้างงานประพันธ์ขึ้นมา  และเมื่อเวลาผ่านไปธรรมเนียมต่างๆก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ด้วยวิธีการเดียวกัน
                     วรรณกรรมที่นับว่ามีคุณค่า ควรมีลักษณะสอดคล้องผสมผสานกันระหว่างประดิษฐการ คือ แนวคิดใหม่กับธรรมเนียมนิยมเดิม

        

   กลับด้านบน  <<หน้าก่อนนี้  1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6, 7  หน้าถัดไป>>