“ การอ่านทำคนให้เป็นคนโดยสมบูรณ์”


             คำกล่าวของ เซอร์ ฟรานซิส เบคอน นักปรัชญาเมธีชาวอังกฤษ แสดงให้เห็นว่า การอ่าน เป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์
เพราะมนุษย์จะไม่สามารถเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบหากปราศจากการอ่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของทักษะทางภาษาที่จำเป็นต้องฝึกฝนอยู่สม่ำเสมอ และสามารถฝึกฝนได้เรื่อย ๆ ตามวัย และประสบการณ์ไม่มีวันสิ้นสุด เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์ได้รับความคิด ความรู้และความบันเทิง มีผลต่อชีวิตและจิตใจของมนุษย์ให้เจริญยิ่งขึ้น


http://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1001103/chapter5/chapter5_1.html

ระดับของการอ่าน    
 
           

     แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ

           ๑. อ่านออก การที่ผู้อ่านรู้จักพยัญชนะ สระและเครื่องหมายต่างๆ สามารถอ่านออกเสียงออกมาเป็นคำได้อย่างถูกต้อง
          
         
๒.อ่านเป็น เป็นการอ่านที่แตกต่างจากระดับแรกโดยสิ้นเชิง เพราะการอ่านเป็นนั้น หมายความว่า ผู้อ่านจะต้องอ่านได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว จับใจความได้ตรงตามที่ผู้เขียนต้องการ ทราบความหมายของข้อความทุกอย่างรวมถึงความหมายที่ผู้เขียนเจตนาแฝงเร้นไว้  สามารถเข้าใจเจตนาและอารมณ์ของผู้เขียน ตลอดจนสามารถประเมินคุณค่าและเลือกรับสิ่งดีๆจากงานเขียนนั้นได้  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกฝนทักษะในการอ่านของตนเองให้มาก เพื่อที่จะได้อ่านเป็น ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการฝึกฝนค่อนข้างนาน           

 
การฝึกอ่านให้เป็น

       
๑. รู้หลักภาษา
 
                     ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาหลักไวยากรณ์ การออกเสียง อักขรวิธี จนคุ้นชินสามารถอ่านออกเสียงได้ถูกต้องแล้วจึงฝึกฝนตนเองให้เป็นคนอ่านเร็ว สามารถเข้าใจใจความของข้อความได้เมื่อกวาดสายตาไปตามตัวอักษรที่เรียงกันเป็นคำ เป็นประโยค โดยที่ไม่ต้องสะกด หรืออ่านออกเสียงใดๆเลย หรือที่เราเรียกกันว่า การอ่านในใจ นั่นเอง

            
๒. รู้หนังสือ
                     ต้องรู้จักประเภทของหนังสือ สามารถแยกแยะประเภทและความแตกต่างของจุดมุ่งหมายในหนังสือแต่ละประเภทได้ รวมทั้งจะต้องรู้ส่วนประกอบต่างๆของหนังสือว่ามีอะไรบ้าง แต่ละส่วนเป็นอย่างไร
     
           
 ๓. รู้จักเลือก
                     จะทำให้สามรถเลือกหนังสือได้ตรงตามความต้องการของตนเอง ช่วยประหยัดเวลาในการเลือกมากขึ้น


         ๔. รู้วิธีอ่าน
 
                     นอกจากต้องรู้หนังสือและรู้จักเลือกแล้ว จะต้องรู้วิธีอ่าน ต้องใจกว้างพยายามอ่านหนังสือหลายๆประเภท ไม่อ่านแต่หนังสือที่ชอบ ฝึกให้มีความเป็นกลางในการอ่าน ยอมรับความคิดที่แตกต่าง ต้องไม่เป็นทาสของหนังสือ อ่านเล่มใดก็คล้อยตามเล่มนั้น ฝึกตนเองให้เป็นคนที่วิเคราะห์ด้วยเหตุผล ความเป็นจริงและความถูกต้อง

            
๕. รู้คุณค่า
                     เมื่อทำได้ทั้ง 4 ข้อในข้างต้นแล้ว สิ่งสำคัญที่ตามมาก็คือจะต้องอ่านแล้วคิดตามตลอดเวลา ฝึกจับใจความสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เข้าใจอารมณ์และความรู้สึกผู้เขียน ประเมินค่าและแยกแยะสิง่ที่เป็นประโยชน์ออกจากเนื้อเรื่องได้ เมื่ออ่านจบสามารถบอกคุณค่าของหนังสือและสาระที่ได้จากการอ่าน

            
              หากทำได้ทั้ง ๕ ข้อจะช่วยให้เข้าถึงคุณประโยชน์ของหนังสือได้อย่างแท้จริง

วิธีอ่านหนังสือ       

              เนื่องจากการอ่านของแต่ละบุคคลมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน มีทั้งที่อ่านเพื่อความบันเทิง ความรู้และสนองความต้องการอย่างอื่น ดังนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์จากการอ่านอย่างแท้จริง เราควรจะรู้วิธีการอ่านในแต่ละจุดมุ่งหมาย
             
              ๑. วิธีอ่านเพื่อความบันเทิง
                  ความบันเทิง หมายถึง ความเพลิดเพลิน สนุกสนาน รื่นรมย์ และความเป็นสุขใจ ผู้อ่านแต่ละคนต้องการความบันเทิงในแบบที่ต่างกัน บ้างก็เพลิดเพลินกับการอ่านนิทาน นวนิยายที่ต้องใช้จินตนาการ มีความสุขกับจินตนาการที่ตนสร้าง บ้างก็สนุกสนานเรื่องตลกขบขัน บ้างก็สุขใจกับการอ่านธรรมะ ปรัชญา คติธรรมที่ให้ความสงบสุขทางใจ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสุขในการอ่านเราควรจะต้องรู้วิธีการอ่าน ดังนี้
       ๑. เลือกหนังสือให้ตรงกับความต้องการ โดยดูจากประเภทของหนังสือว่าเป็นความบันเทิงด้านใด เช่น เรื่องสั้น สารคดีเบาๆ เรื่องตลกขบขัน เป็นต้น

       ๒. อ่านคำนำหรือคำปรารภ เพื่อให้เข้าใจจุดมุ่งหมายในการแต่งและรู้จักผู้แต่งมากขึ้น

       ๓. อ่านอย่างไม่มีอคติหรือจับผิด ปล่อยใจไปกับเรื่องราวเพื่อรับรสความบันเทิงอย่างเต็มที่
       ๔. พิจารณาว่าได้อะไรจากการอ่าน ได้แนวคิดอะไร หรือ ได้ความบันเทิงใจอย่างไร เช่น ปลื้มปิติ สนุกสนาน หรืออิ่มเอมใจ เป็นต้น