การปฏิสนธิของพืชดอก


เมื่อ ละอองเรณู ตกลงสู่ ยอดเกสรตัวเมีย ละอองเรณูจะงอกท่อยาว เรียกว่า พอลเลนทิวบ์ (Pollen tube) ลงสู่ก้านเกสรตัวเมีย ทิวบ์นิวเคลียสจะเคลื่อนตัวไปตามท่อ ผ่านทางรู ไมโครไพล์ (Micropyle) ของออวุล ในขณะนี้ เจเนเรทีฟนิวเคลียส (Generative nucleus) จะแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซีสได้สเปิร์มนิวเคลียส (Sperm nucleus) 2 ตัว เข้าผสมกัน นิวเคลียสของไข่ (Egg cell) ได้ไซโกต (2n) ซึ่งจะเจริญเป็นเอมบริโอต่อไป ส่วนอีกนิวเคลียสจะผสมกับโพลาร์นิวคลีไอ (Polar nuclei) เจริญเป็นเอนโดสเปิร์ม (3n) ซึ่งเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงเอมบริโอ


การผสมซึ่งเกิดจากการผสม 2 ครั้งนี้เรียกว่า การปฏิสนธิซ้อน (Double Fertilization) ซึ่งพบเฉพาะใน พืชดอก
เท่านั้น

หลังจากปฏิสนธิแล้ว

  • รังไข่         (ovary )     เจริญเป็น ผล
  • ผนังรังไข่     (ovary wall )     เจริญเป็น เปลือกและเนื้อของผลไม้
  • ออวุล         (ovule )     เจริญเป็น เมล็ด
  • ไข่         (egg )         เจริญเป็น ต้นอ่อนอยู่ภายในเมล็ด
  • โพลาร์นิวเคลียส (polar nucleus ) เจริญเป็น เอนโดสเปิร์ม
  • เยื่อหุ้มออวุล     (integument )     เจริญเป็น เปลือกหุ้มเมล็ด
  • สำหรับส่วนประกอบอื่น ๆ ของดอกจะเหี่ยวแห้งและสลายตัวไป

การปฏิสนธิซ้อนของพืชดอก มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการสร้างอาหารให้แก่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น ผลไม้ที่เราใช้รับประทานก็เกิดมาจากการปฏิสนธิ อาหารพวกจ้าว ข้าวโพด ก็เป็นส่วนของเอนโดสเปิร์ม อาหารในเมล็ดถั่วหลายชนิดก็เป็นอาหารที่สะสมอยู่ในใบเลี้ยงของเอมบริโอของถั่ว

ที่มา

หนังสือ คัมภีร์ชีววิทยา ม.4-5-6 Entrance A-NET ฉบับสมบูรณ์

เรียนเรียงโดย ผศ.ประสงค์ หลำสะอาด และ ผศ.ดร.จิตเกษม หลำสะอาด

สำนักพิมพ์ พ.ศ.พัฒนา จำกัด