การบริหารจิตและเจริญปัญญ

การบริหารจิตและเจริญปัญญา พระพุทธศาสนาเน้นเรื่องการฝึกจิตเป็นสำคัญ เพราะมนุษย์มีจิตเป็นตัวนำการ กระทำทุก
อย่างจะต้องมีการพิจารณา คิดนึกตรึกตรองเสียก่อน
   การฝึกจิตหรือการบริหารจิต จึงเป็นการกระทำเพื่อให้จิตมีสภาพตั้งมั่น มีสติระลึกได้มีสัมปชัญญะรู้สึกตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา
                   
การบริหารจิต คือ การฝึกฝนอบรมจิตใจให้ดีงาม นุ่มนวล อ่อนโยน มีความหนักแน่นมั่นคง แข็งแกร่งและมีความผ่อนคลายสงบสุข การบริหารจิตในทางพุทธศาสนาม2 อย่าง
                   
1.สมถกรรมฐานหรือสมาธิภาวนา คือการฝึกจิตให้เกิดความสงบ เรียกว่า สมาธิ
                   
2.วิปัสสนากรรมฐาน คือการฝึกอบรมจิตให้เกิดปัญญา เป็นความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาพที่เป็นจริง ผลของการบริหารจิต
                   
ทำให้เป็นคนที่มีสุขภาพจิตดี มีความรู้ความเข้าใจโลกและชีวิตได้ถูกต้อง คนเช่นนี้ไม่ว่าจะทำอะไรย่อมประสบความสำเร็จ อยู่ที่ใดก็ได้รับความสุขสงบแห่งจิตใจ เมื่อเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่างๆ ก็สามารถเอาตัวรอดได้ ไม่คิดสั้น
                   
การบริหารจิตตามหลักพระพุทธศาสนามีวิธีปฏิบัติมากถึง 40 วิธี แต่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้ฝึกปฏิบัติการบริหารจิตตามหลักสติปัฏฐาน 4 สติปัฏฐาน แปลว่า ที่ตั้งของสติ
                   
หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมันเอง
                   
1.กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณากายให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์
บุคคลเราเขามีวิธีปฏิบัติหลายวิธี คือ

  - อานาปานสติ การกำหนดลมหายใจเข้าใจ
  -
อิริยาบถ การกำหนดรู้ทันอาการยืน เดิน นั่ง นอน
  -
สัมปชัญญะ การสร้างสัมปชัญญะในการกระทำความ
     เคลื่อนไหวทุกอย่างของกาย

  -
ปฏิกูลมนนิการ การพิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาด
    ทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนนี้

  -
ธาตุมนสิการ การพิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสัก
    เป็นธาตุแต่ละอย่างๆ

  -
นวสีวถิกา การพิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกัน
     ไปใน
9 ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมของร่างกายของผู้อื่น
      เช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น

แหล่งที่มา  http://www.jr.ac.th

                    2.เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนาให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา   มีสติรู้ชัดเวทนาอันเป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส และเป็นนิรามิสตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้น
                   
3.จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์
บุคคลตัวตนเราเขา
  มีสติรู้ชัดจิตของตนที่มีราคะ ไม่มีราคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ มีดมหะ ไม่มีโมหะ เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่าน
หรือเป็นสมาธิ ฯลฯ อย่างไรๆ
ตามทีเป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ
                   
4.ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรร ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่
สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
  มีสติรู้ชัดธรรมทั้งหลายได้แก่ นิวรณ์ 5 ขันธ์ 5 อายตนะ 12 โพชฌงค์ 7 อริยสัจ 4 ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร 
มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์
และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้น วิธีการบริหารจิต
               
กล่าวเฉพาะการตั้งสติกำหนดพิจารณากายในอิริยาบถนั่ง โดยการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก ที่เรียกว่า อานาปานสติ
ขั้นเตรียม
                   
1.เลือกสถานที่ที่เหมาะสม เช่น สถานที่ปลอดโปร่งไม่มีเสียงรบกวน
                   
2.เลือกเวลาที่เหมาะสม เช่น ตอนเช้า ก่อนนอน เวลาที่ใช้ไม่ควรนานเกินไป
                   
3.สมาทานศีล เป็นการแสดงเจตนาเพื่อทำใจให้บริสุทธิ์สะอาด
                   
4.นมัสการพระรัตนตรัยและสวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย
                  
  5.ตัดความกังวลต่างๆ ออกไป
ขั้นตอนปฏิบัติ
                  
  1.นั่งท่าสมาธิ คือ นั่งขัดตะหมาด เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาวางทับมือซ้าย ตั้งตัวตรง ดำรงสติมั่น
                  
  2.หลับตาหรือลืมตาก็ได้ อย่างไหนได้ผลดีก็ปฏิบัติอย่างนั้น
                   
3.กำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก ลมหายใจกระทบตรงไหนก็รู้ชัดเจนให้กำหนดตรงจุดนั้น
                  
  4.เมื่อลมหายใจ-ออก จะกำหนดภาวนาด้วยหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่บุคคลที่ปฏิบัติ
                   
5.ปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนได้เวลาพอควรแก่ร่างกาย จึงออกจากการปฏิบัติ
                   
6.แผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสัตว์ทั้งหลาย
               
การปฏิบัติระยะแรกๆ จิตอาจฟุ้งซ่าน สงบได้ยาก หรือไม่นาน ต้องใช้ความเพียรพยายาม หมั่นฝึกปฏิบัติบ่อยๆ จิตจึงจะค่อย
สงบตามลำดับ ผลที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ จิตใจสงบ
เยือกเย็น แจ่มใส เบิกบาน มั่งคง เข้มแข็ง  มีพลัง มีความจำดีขึ้น และที่สำคัญ คือ
ปัญญาก็จะเกิดขึ้นตามมาด้วย

แหล่งที่มา   http://www.bp-smakom.org