| ธาตุทั้งหลายประกอบด้วยหน่วยขนาดเล็กเรียกว่าอะตอม
(ATOM)
ภายในอะตอมประกอบด้วยอนุภาคมูลฐานคือ
- นิวเคลียส
ประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน
- อิเล็กตรอนเป็นอนุภาคที่เคลื่อนทีวนอยู่รอบๆนิวเคลียส
ตามปกติอะตอมของธาตุชนิดเดียวกันทุกอะตอมจะมีจำนวนโปรตอนและอิเล็กตรอนเท่ากัน
พันธะเคมี(CHEMICAL BOND)
แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
1. พันธะไอออนิก (IONIC BOND)
เช่น พันธะในโมเลกุลของโซเดียมคลอไรด์(Nacl)
2. พันธะโควาเลนต์(COVALENT
BOND) เช่นพันธะในโมเลกุลองก๊าซออกซิเจน(O2)
3. พันธะไฮโดรเจน (HYDROGEN
BOND) เช่น แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของน้ำ (H2O)
สารในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
- สารอินทรีย์
คือ สารที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นส่วนใหญ่
- สารชีวโมเลกุล คือ
สารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลใหญ่และโครงสร้างสลับ ซับซ้อนแบ่งออกเป็น 4
กลุ่มใหญ่ๆ คือ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน และ กรดนิวคลีอิก
1. คาร์โบไฮเดรต แบ่งออกเป็น
3 ประเภท คือ
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว
(MONOSACCHARIDE) มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ 3-7 อะตอม ได้แก่
กลีเซอรอลดีไฮด์ (3C) ไรโบส(5C) กลูโคส ฟรุกโทส และกาแลกโทส(6C)
โอลิโกแซคคาไรด์
(OLIGOSACCHARIDE) ประกอบด้วยน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2-10 โมเลกุลที่พบบ่อยมากที่สุดได้แก่มอลโทส(กลูโคส
+ กลูโคส) ซูโครส(กลูโคส + ฟรุกโทส)และ แลกโทส(กลูโคส + กาแลกโทส)
น้ำตาลโมเลกุลใหญ่
(POLYSACCHARIDE) ประกอบด้วยกลูโคส 100-1,000 โมเลกุล มาต่อกันเป็นสาย
ได้แก่ แป้ง เซลลูโลส และ ไกลโคเจนเป็นต้น
ข้อสังเกต
โอลิโกแซคคาไรด์
และน้ำตาลโมเลกุลใหญ่ จะมีกลูโคส
เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยเสมอ
ความสำคัญของคาร์โบไฮเดรต
1. เป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์สิ่งมีชีวิต
2. เปลี่ยนเป็นสารอื่นเพื่อช่วยซ่อมแซมหรือสร้างส่วนต่างๆของเซลล์
3. เก็บสะสมไว้ในรูปของไกลโคเจน เพื่อไว้ใช้ในยามร่างกายขาดแคลนพลังงาน
ตัวอย่างข้อสอบ
สารใดบ้างที่เมื่อย่อยเป็นโมเลกุลเดี่ยวแล้ว สามารถทำปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกต์
1. FRUCTOSE
2. MALTOSE
3. SUCROSE
4. GLYCOGEN
ก. 1,3
ข. 2,3
ค. 2,4
ง. 2,3,4
ตอบ ง.
ไขมัน (LIPID)
ไขมันแบ่งออกเป็น
3 ประเภทคือ
1. ไขมันธรรมดา (SIMPLE LIPID)
เกิดจากกลีเซอรอล 1 โมเลกุลรวมตัวกับกรดไขมัน 1,2 หรือ 3 โมเลกุล กรดไขมันแบ่งออกเป็น
2 ชนิดคือ
- กรดไขมันอิ่มตัว
มีพันธะระหว่างคาร์บอนภายในโมเลกุลเป็นพันธะเดี่ยวทั้งหมด พบในน้ำมันสัตว์
และน้ำมันมะพร้าว
- กรดไขมันไม่อิ่มตัว
มีพันธะระหว่างคาร์บอนภายในโมเลกุลเป็นพันธะคู่อย่างน้อย 1 ตำแหน่ง
พบในน้ำมันพืช
2. ไขมันเชิงประกอบ (COMPOUND
LIPID) เป็นไขมันที่มีสารอินทรีย์ ประเภทอื่นเป็นองค์ประกอบ
เช่น ฟอสโฟลิปิด ไกลโคลิปิด และ ลิโปโปรตีน เป็นต้น
3. อนุพันธ์ของไขมัน (DERIVED
LIPID) เป็นสารที่มีคุณสมบัติเหมือนไขมัน แต่มีโครงสร้างพื้นฐานแตกต่างจากไขมันทั่วไป
เช่น คลอเรสเตอรอล มีโครงสร้างพื้นฐานที่เฉพาะตัวเป็นวงแหวน 4 วงต่อกัน
ข้อควรจำ
กรดไขมันที่จำเป็น
(ESSENTIAL FATTY ACID) เป็นกรดไขมันที่ร่างกายขาดไม่ได้
และไม่สามารถสังเคราะห์ได้ เช่น กรดไลโนเลอิก กรดไลโนเลนิก และ กรดอะราชิโดนิก
เป็นต้น
ความสำคัญของไขมัน
1. เป็นสารที่ให้พลังงานสูงที่สุดคือ 9.0
กิโลแคลอรี่ต่อกรัม
2. เป็นตัวที่ทำละลายวิตามิน เช่น A,D,E,K
โปรตีน
โปรตีนประกอบขึ้นจากกรดอะมิโนเรียงต่อกันเป็นสายยาว
ด้วยพันธะเปปไทด์ กรดอะมิโนมีทั้งสิ้น 20 ชนิด แบ่งออกเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นและกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น
กรดอะมิโนที่จำเป็น กรดอะมิโนที่ไม่
จำเป็น
** อาร์จีนีน และ ฮีสทิดีน เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก
ความสำคัญ
1. เป็นโครงสร้างของเซลล์
2. ให้พลังงานแก่ร่างกายประมาณ 4.2 กิโลแคลอรี่ต่อกรัม
3. ควบคุมการทำงานของร่างกายเช่น ฮอร์โมนอินซูลิน
4. เป็นภูมิคุ้มกัน
ข้อควรจำ
การทดสอบอาหาร
กรดนิวคลิอิก
กรดนิวคลิอิกเป็นสารที่ทำหน้าที่เก็บและถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรมจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อไป
แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
- DNA
(DEOXYRIBONUCLE ACID)
- RNA
(RIBONUCLEIC ACID)
ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
ปฏิกิริยาในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
1. ปฏิกิริยาคายพลังงาน (EXERGONIC
REACTION)
2. ปฏิกิริยาดูดพลังงาน (ENDERGONIC
REACTION)
ตัวอย่างข้อสอบ
ปฏิกิริยาการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นปฏิกิริยาชนิดใด
ก. ปฏิกิริยาคายพลังงานหรือเอนเดอร์โกนิก
ข. ปฏิกิริยาคายพลังงานหรือเอกเซอร์โกนิก
ค. ปฏิกิริยาดูดพลังงานหรือเอนเดอร์โกนิก
ง. ปฏิกิริยาดูดพลังงานหรือเอกเซอร์โกนิก
ตอบ ค.
เอนไซม์
เอนไซม์ เป็นสารอินทรีย์ประเภทโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
โดยการลดระดับพลังงานกระตุ้นลง ทำให้เกิดปฏิกิริยาง่ายขึ้น คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของเอนไซม์คือ
มีความเฉพาะเจาะจง(SPECIFICITY) เอนไซม์จะทำหน้าที่ได้ดีที่อุณภูมิและความเป็น
กรด-เบสที่เหมาะสม
ตัวอย่างข้อสอบ
คุณลักษณะใดของเอนไซม์ที่สำคัญต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี
ก. เป็นโปรตีน
ข. ทำงานได้ดีที่อุณหภูมิจำกัด
ค. ทำงานได้ดีในสภาพที่เป็นกลาง
ง. ช่วยให้เกิดปฏิกิริยาเคมีได้ง่ายขึ้น
ตอบ ง.
|