การลงยา

 

Homeคณะผู้จัดทำอาหารของตกแต่งท่องเที่ยว ๔ ภาคประเพณีไทย ๔ ภาคการละเล่นไทย
เครื่องจักรสาน 
การลงยา 
ลงรักปิดทอง 
พวงหรีด, ตุ๊กตาชาววัง 
เครื่องเคลือบ 
ครกหิน 
เครื่องปั้นดินเผา 
ศิลาดล 
เครื่องเบญจรงค์ 

 

                                                                                

         การลงยา คือการตกแต่งเครื่องใช้ที่เป็นโลหะ เครื่องปั้นเผา หรือเครื่องปั้นเผาเคลือบ โดยใช้น้ำยาเคลือบใสอย่างแท้ผสมกับสีอันได้จากสารประกอบของโลหะและน้ำพอเป็นแป้งเปียก หยอดลงบนเครื่องใช้ อบด้วยอุณหภูมิ 470 องศาเซลเซียส จะได้ผลเป็นผิวเคลือบแข็งติดแนบบนผิวภาชนะนั้น ศิลปะเก่าแก่นี้อียิปต์และตะวันออกกลางทำมาก่อนบนเครื่องปั้นเผา ส่วนกรีกและโรมันนิยมทำบนแผ่นโลหะ จากนั้นแพร่เข้ายุโรป สู่จีน ญี่ปุ่น สำหรับไทยเรารับจากจีน เครื่องใช้ที่ลงยามีชื่อเรียกต่างๆ กัน อาทิ "ชองเปลอเว" เครื่องโลหะลงยา นิยมกันมากในยุโรปยุคกลาง โดยใช้วิธีทุบแผ่นพื้นโลหะให้เป็นร่องบุบลงไป หยอดน้ำยาลงในร่องเหล่านั้นเป็นสีต่างๆ ตามลวดลาย แล้วนำไปอบ ถูผิวลงยาที่นูนแข็งออกทีละน้อย จนเห็นเส้นของโลหะของเดิม      นำมาทาหรือชุบทองตามเส้นของเนื้อโลหะที่เหลือต่อไป

         งานช่างไทยที่มีลักษณะคล้ายกันนี้เรียกว่า "เครื่องถมปัด" ทำโดยวิธีผสมแก้วลูกปัดป่นละเอียดเข้ากับปรอท ทาลงบนโละตามลวดลาย แล้วใช้ความร้อนไล่ปรอทให้ระเหยไป เหลือแต่สีแก้วติดแน่นกับโลหะ เช่น งานถมปัดที่ติดประดับซุ้มประตูหน้าต่างปราสาทพระเทพบิดร   "กลัวซอนเน" ต่างจากชองเปลอเวตรงวิธีใช้เส้นทองหรือทองแดงเดินลายพื้นโลหะไว้ก่อนแทนการทุบพื้นโลหะให้บุบ ก่อนหยอดน้ำยา อบ ถูผิว เช่นกัน นิยมยิ่งในสมัยจักรวรรดิไบแซนไทน์ ถึงค.ศ.1681 กลัวซอนเน   แพร่เข้าจีน ทำกันมากที่กวางตุ้ง เรียกว่า "เครื่องลงยาแบบกวางตุ้ง" หรือ ฟาลัง โดยเรียกรวมทั้งชนิดที่ทำบนโลหะ และเครื่องปั้นเผาเคลือบซึ่งไทยเป็นลูกค้าสำคัญโดยเรียก "เครื่องลงยาสี" เป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และเรียกชนิดสีฟ้าใสที่นิยม

         ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งรัตนโกสินทร์ ว่า "เคื่องลงยาราชาวดี" ยังมี "กราบิแวร์" ของอาหรับและตะวันออกกลาง ช่วงศตวรรษ 12-15 ใช้วิธีเดียวกับชองเปลอเว แต่ทำบนเครื่องปั้นเผาที่กดผิวให้ต่ำเป็นตอนๆ ตามลวดลายหรือรูปที่ร่างไว้ก่อน แล้วจึงลงน้ำยา ต่างกับ "อาก์คันด์แวร์" ใช้วิธีเดียวกับกลัวซอนเน ที่นอกจากตัวนออกกลาง ยุโรปตะวันออก็ก็นิยม ด้านญี่ปุ่นมี "คิเร็นเดะ" รับจากจีนยุคปลายราชวงศ์เหม็ง สมัยจักรพรรดิเชียชิง (ค.ศ.1522-1566) เป็นเครื่องถ้วยปั้นเผาเคลือบลงยาและมีสีทอง   ไทยเรียก "เครื่องถ้วยลายน้ำทอง"ส่วนจีนยังมี "ฝาหัว" เครื่องดินเผาไม่เคลือบ ลงยา 2-6 สี ปนน้ำเคลือบไฟต่ำ แต้มเป็นตอนๆ ปล่อยให้เห็นเนื้อดินแทนขอบ แล้วนำไปอบอุณหภูมิต่ำ ลักษณะคล้ายกันนี้ไทยเรียก "เครื่องปังเคย" ขณะที่ "อู๋ไฉ่"    ซึ่งคำจีนแปลว่า 5 สี ไทยเรียก "เครื่องถ้วยเบญจรงค์"

จัดทำโดย
นางสาวอุษา เอื้อจิตราเจริญ
นางสาวณัฎฐา พลพละวัฒน์
นางสาวมยุรี สวนประเสริฐ
นางสาววรพร แสนจันดี
โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย กรุงเทพฯ
Copyright(c) 2006 Usa Aujittracharoen Natta Ponparawat Mayuree Suanprasert Woraporn Sanjandee All rights reserved

จำนวนผู้เข้าใช้งาน
ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2549

thaigoodview.com Version 13.0
บริหารและจัดการโดยทีมงานชาวมัธยมศึกษาและประถมศึกษา
e-mail: webmaster@thaigoodview.com