ครกหิน

   

Homeคณะผู้จัดทำอาหารของตกแต่งท่องเที่ยว ๔ ภาคประเพณีไทย ๔ ภาคการละเล่นไทย
เครื่องจักรสาน 
การลงยา 
ลงรักปิดทอง 
พวงหรีด, ตุ๊กตาชาววัง 
เครื่องเคลือบ 
ครกหิน 
เครื่องปั้นดินเผา 
ศิลาดล 
เครื่องเบญจรงค์ 

 

 

       เมืองพะเยา ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่ม มีความอุดมสมบูรณ์กว้างขวาง มีหุบเขาใหญ่น้อยมากมาย บริเวณเมืองพะเยา ปรากฎร่องรอยและหลักฐานแสดงว่ามีเครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยหินอยู่ทั่วไป ราวพุทธศตวรรษที่ 19 และ 21 มีพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาอยู่ทั่วไปในพื้นที่ของจังหวัดพะเยา เป็นพระพุทธรูปที่มีความเก่าแก่ และสวยงามด้านคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นมงคลคู่บ้านคู่เมืองพะเยา แต่สิ่งเหล่านี้ได้ล่มสลายไปพร้อมกับเมืองพะเยา ครั้งเมื่อพะเยาตกอยู่ใต้การปกครองของล้านนาและพม่าตามลำดับสมัยก่อน ชาวบ้านทั่วไปในจังหวัดพะเยา นิยมครกไม้และครกดินเผาใช้ในการประกอบอาหาร แต่เนื่องจากครกไม้และครกดินเผานั้นตำน้ำพริกได้ละเอียดช้า จึงได้มีคนคิดริเริ่มนำหินมาแกะสลักทำครกเพื่อใช้โขลกทำน้ำพริก ซึ่งสามารถตำได้ละเอียดและรวดเร็วกว่า คนแรกที่ทำครกหินในหมู่บ้านนี้คือ สล่าจ๋อย สมเครือ พ่อของสล่าโป สมเครือ ช่างแกะสลักพระพุทธรูปหินทรายในปัจจุบัน (2542) สล่าจ๋อยได้นำหินซึ่งเป็นหินทรายมาจากห้วยแม่ตุ่น และห้วยแม่แฮ้ ซึ่งอยู่ติดเชิงดอยหลวง ห่างจากตัวหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร มาแกะสลักพระพุทธรูป แต่การประกอบอาชีพนี้เป็นการยากที่จะพัฒนาตนเองให้ทันต่อยุคสมัย และความต้องการของสังคม ดังนั้น อาชีพการแกะสลักพระพุทธรูปจึงเป็นอาชีพที่อยู่ในวงแคบและจำกัดด้วยฝีมือ ส่วนมากจึงหันมาสกัดครกหินเพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าหลัก ซึ่งได้ผลประโยชน์ตอบแทนมากกว่า รูปทรงของครกของสล่าจ๋อยสมัยแรกไม่เหมือนปัจจุบัน ตัวครกจะมีฐานและมีหูจับคล้ายถ้วยรางวัล นอกจากนี้ในช่วงนั้น ได้มีชาวไทยใหญ่ชื่อส่างยี และส่างอุ่น เดินทางจากประเทศพม่าเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านนี้ และได้เป็นผู้ริเริ่มทำครกตำข้าว หรือมอง ในภาษาล้านนา แต่มีความแตกต่างจากครกหิน กล่าวคือ ครกตำข้าวนี้ทำด้วยไม้ และมีขนาดใหญ่กว่าครกหินมาก

          สำหรับสถานที่ที่มีการสกัดครกหินเป็นครั้งแรก และถ่ายทอดความรู้สึกต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้คือ บ้านงิ้ว ตำบลบ้านสาง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา โดยมีสล่าจ๋อย สมเครือ (ได้ล่วงลับไปแล้ว) เป็นคนแรกที่ทำครกหิน โดยนำหินซึ่งเป็นหินทรายมาจากห้วยแม่ตุ่นและห้วยแม่แฮ้ ซึ่งอยู่ติดดอยหลวง ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร แต่ปัจจุบันหินทรายที่ห้วยแม่ตุ่นและห้วยแม่แฮ้ได้หมดไป ประกอบกับเนื้อหินทรายมีความเปราะบางเกินไป ชาวบ้านจึงไปเอาหินอัคนี หรือหินแกรนิตที่มีคุณภาพที่แข็งและดีกว่า จากตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา มาสกัดเป็นครกหินแทน

          ครกไทยดั้งเดิมทำด้วยเครื่องปั้นดินเผาและสากทำมาจากเนื้อไม้แข็งมานานไม่ต่ำกว่า 800 ปี ซึ่งเรียกว่า ครกกระเบือ และครกกระเบือที่เก่าแก่มากที่สุดเป็นครกในสมัยอยุธยา ทำด้วยดินเผาสีดำ ซึ่งขณะนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศูนย์วัฒนธรรม จังหวัดอยุธยา เป็นครกปากกว้างประมาณ 23 เซนติเมตร ขอบปากปั้นเป็นรูปกลมมนโค้งวงกลมมนโค้งวงกลมช่วงระหว่างปากครกถึงก้นครกจะค่อย ๆ สอบ หรือเรียวเล็กลง โดยมีฐานรองอีกชั้นหนึ่ง มีลักษณะกลมมนคล้ายปากครก เพื่อให้สามารถรองรับน้ำหนักระหว่างใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ข้อเสียของครกประเภทนี้คือ ครกมักแตกพังง่าย นอกจากนั้นครกยังนิยมทำด้วยไม้ขนาดใหญ่นำมาขุดเจาะ ส่วนมาใช้สำหรับตำข้าวเปลือกให้เป็นข้าวสาร ครกสมัยโบราณที่เห็นมักมีลักษณะปากกว้างขอบปากปั้นกลมมนโค้งเป็นวงกลม ช่วงระหว่างปากครกถึงก้นครกจะค่อย ๆ สอบหรือเรียวเล็กลงคล้ายกับครกกระเบือ เมื่อนำมาตั้งดูจะค่อนข้างสูง คนไทยในสมัยโบราณได้ใช้ครกในการโขลกบดอาหารใให้แหลกละเอียดเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีการติดต่อค้าขายกับจีน ทำให้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่าง ๆ แก่กัน ช่วงนี้เอง ที่สันนิษฐานว่าได้เปลี่ยนความนิยมจากครกดินเผา มาเป็นครกหินที่ได้มาจากจีน แต่ครกเหล่านี้ก็มีใช้แต่ในหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น ชาวบ้านทั่วไปก็ยังใช้ครกที่ปั้นจากดินแล้วเผาอยู่เหมือนเดิม ครกหินมีลักษณะคล้ายกับครกดินเผา กล่าวคือมีลักษณะเป็นเป้ากลมลึกลงไปพอประมาณ ก้นครกทำเป็นฐานรองเพื่อให้สามารถตั้งใช้งานได้สะดวก ปัจจุบันได้มีการผลิตครกหินออกจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป

จัดทำโดย
นางสาวอุษา เอื้อจิตราเจริญ
นางสาวณัฎฐา พลพละวัฒน์
นางสาวมยุรี สวนประเสริฐ
นางสาววรพร แสนจันดี
โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย กรุงเทพฯ
Copyright(c) 2006 Usa Aujittracharoen Natta Ponparawat Mayuree Suanprasert Woraporn Sanjandee All rights reserved

จำนวนผู้เข้าใช้งาน
ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2549

thaigoodview.com Version 13.0
บริหารและจัดการโดยทีมงานชาวมัธยมศึกษาและประถมศึกษา
e-mail: webmaster@thaigoodview.com