| *
จะกล่าวถึงนางอสุรีผีเสื้อน้ำ |
อยู่ท้องถ้ำวังวลชลสาย |
| ได้เป็นใหญ่ในพวกปีศาจพราย |
สกนธ์กายโตใหญ่เท่าไอยรา |
| ตะวันเย็นขึ้นมาเล่นทะเลกว้าง |
เที่ยวอยู่กลางวารินกินมัจฉา |
| ฉวยฉนากลากฟัดกัดกุมภา |
เป็นภักษานางมาสำราญใน |
| แล้วเล่นน้ำดำโดดโลดทลึ่ง |
เสียงโผงผึงเผ่นโผนโจนไถล |
| เข้าใกล้ฝั่งวังวลข้างต้นไทร |
พอนางได้ยินเสียงสำเนียงดัง |
| วิเวกแว่ววังเวงด้วยเพลงปี่ |
ป่วนฤดีดาลดิ้นถวิลหวัง |
| เสนหาอาวรณ์อ่อนกำลัง |
เข้าเกยฝั่งหาดเทรายสบายใจ |
| แล้วลุกขึ้นท้าวแขนแหงนชะแง้ |
ชำเลืองแลหลากจิตต์คิดสงไสย |
| เห็นพระองค์ทรงโฉมประโลมใจ |
นั่งเป่าปี่อยู่ใต้พระไทรทอง |
| ทั้งทรวดทรงองค์เอวก็อ้อนแอ้น |
เป็นหนุ่มแน่นน่าชมประสมสอง |
| ถ้าแม้นได้กับกูเป็นคู่ครอง |
จะตระกองกอดแอบไว้แนบเนื้อ
|
| น้อยหรือแก้มซ้ายขวาก็น่าจูบ |
ช่างสมรูปนี่กระไรวิไลเหลือ |
| ทั้งลมปากเป่าปี่ไม่มีเครือ |
นางผีเสื้อตาดูทั้งหูฟัง |
| ยิ่งปั่นป่วนรวนเรเสน่ห์รัก |
สุดจะหักวิญญาเหมือนบ้าหลัง |
| อุตลุดผุดทะลึ่งขึ้นตึงตัง |
โดยกำลังโลดโผนกระโจนโจม |
| ชุลุมนหมุนกลมดังลมพัด |
กอดกระหวัดอุ้มองค์พระทรงโฉม |
| กลับกระโดดลงน้ำเสียงต้ำโครม |
กระทุ่มโถมถีบดำไปถ้ำทอง |
| ครั้งถึงแท่นแผ่นศิลาลาด |
แสนสวาทเปรมปรีดิ์ไม่มีสอง |
| ค่อยวางองค์ลงบนเตียงเคียงประคอง |
ทำกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยยินดี
ฯ |
| *
แสนสงสารพระอภัยใจจะขาด |
กลัวอำนาจนางยักขินีศรี |
| สลบมิได้สมประดี |
อยู่บนที่แผ่นผาศิลาลายฯ |
| *
อสุรีผีเสื้อแสนสวาท |
เห็นภูวนาถนิ่งไปก็ใจหาย |
| เออพ่อคุณทูลหัวผัวข้าตาย |
ราพร้ายลูบต้องประคององค์ |
| เห็นอุ่นอยู่รู้ว่าสลบหลับ |
ยังไม่ดับชนมชีพเป็นผุยผง |
| พ่อทูลหัวกลัวน้องนี้มั่นคง |
ด้วยรูปทรงอัปลักษณ์เป็นยักษ์มาร |
| จำจะแสร้งแปลงร่างเป็นนางมนุษย์ |
ให้ผาดผุดทรวดทรงส่งสัณฐาน |
| เห็นพระองค์ทรงโฉมประโลมลาน |
จะเกี้ยวพานรักใคร่ดังใจจง |
| แล้วอ่านเวทเพศยักษ์ก็สูญหาย |
สกนธ์กายดังกินนรนวลหงส์ |
| เอาธารามาชะโลมพระโฉมยง |
เข้าแอบองค์นวดฟั้นคั้นประคอง
ฯ |
| *
พระพลิกฟื้นตื่นสมประดีได้ |
ในฤไทยหมกมุ่นให้ขุ่นหมอง |
| แลเขม้นเห็นนางนวลลออง |
เคียงประคองอยู่บนแท่นแผ่นศิลา
|
| นิ่งพินิจพิศดูรู้ว่ายักษ์ |
ด้วยแววจักษุหายทั้งซ้ายขวา |
| ยิ่งชิงชังคั่งแค้นแน่นอุรา |
จะใคร่ด่าให้ระยำด้วยคำพาล |
| แล้วคิดกลับดับเดือดให้เหือดหาย |
จึงอุบายวิงวอนด้วยอ่อนหวาน |
| นี่แน่นางอสุรีขินีมาร |
ไม่ต้องการที่จะแกล้งมาแปลงกาย |
| จะขอถามตามตรงจงประจักษ์ |
เจ้าเป็นยักษ์อยู่ในวนชลสาย |
| อันตัวเราเป็นมนุษย์บุรุษชาย |
เจ้าคิดร้ายลักพาเอามาใย |
| เข้าอิงแอบแนบข้างอยู่อย่างนี้ |
ฤาว่ามีข้อประสงค์ที่ตรงไหน |
| มนุษย์ยักษ์รักกันด้วยอื่นใด |
ผิดวิสัยที่จะอยู่เป็นคู่ควร
ฯ |
| *
อสุรีผีเสื้อสดับเสียง |
เพราะสำเนียงเสนาะในฤไทยหวน |
| ทำเสแสร้งใส่จริตกระบิดกระบวน |
ลมุนม้วนเมียงหมอบแล้วยอบตัว |
| อันน้องนี้ไร้คู่ที่สู่สม |
เป็นสาวพรหมจารีไม่มีผัว |
| ถึงเป็นยักษ์ยังไม่มีราคีมัว |
พระมากลัวผู้หญิงด้วยสิ่งใด |
| แม่เจ้าเอ๋ยคิดมาน่าหัวร่อ |
เห็นเขาง้อแล้วยิ่งว่าไม่ปราไสย |
| พลางแกล้งทำสะบัดสะบิ้งทิ้งสะไบ |
ร้อนเหมือนใจจะขาดประหลาดนัก |
| แล้วแกล้งทำสำออยพูดอ้อยอิ่ง |
เข้าแอบอิงเอนทับลงกับตัก |
| ยิ่งถอยหนีก็ยิ่งตามด้วยความรัก |
ยิ่งพลิกผลักก็ยิ่งแนบแอบอุราฯ |
| *
พระสุดแสนแค้นเคืองรำคาญจิตต์ |
มิได้คิดอีนังชังน้ำหน้า |
| ถีบจนพลัดจากแท่นแผ่นศิลา |
แล้วเดือดด่าว่าอีกาลีลาม |
| เขาเบือนเบื่อเหลือเกลียดขี้เกียจตอบ |
ขืนยังปลุกปลอบปล้ำอีส่ำสาม |
| ทำแสนแง่แสนงอนฉะอ้อนความ |
แพศยาบ้ากามกวนอารมณ์ |
| ถึงมาดแม้นม้วยมุดสุดชีวาตม์
|
อย่าหมายมาดว่ากูจะสู่สม |
| สัญชาติยักษ์ไม่สมัครสมาคม |
แล้วทุดถ่มน้ำลายไม่ไยดีฯ |
| *
อีนางยักษ์กลับปลอบไม่ตอบโกรธ |
พระจงโปรดเกล้าน้องอย่าหมองศรี |
| ข้าหมายเหมือนภัสดาถึงด่าตี |
ก็ตามทีเถิดเมียไม่เสียใจ |
| จนผู้หญิงอิงแอบแนบถนอม |
กระไรหม่อมจะตั้งปึ่งไปถึงไหน |
| ช่างไม่คิดขวยเก้อเอออะไร |
ทำบ้าใบ้เบือนหนีไปทีเดียว |
| มาร่วมเรียงเคียงข้างอยู่อย่างนี้ |
ยังว่ามีน้ำใจจะไม่เกี่ยว |
| น่าอดสูผู้หญิงเสียจริงเจียว |
พลางกลมเกลียวกอดรัดกษัตราฯ |
| *
พระเหวี่ยงวัดขัดใจมิให้ต้อง |
จนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยสองพระหัตถา |
| มันดือ้ด้านทานทนพ้นปัญญา |
จึงแกล้งว่าวิงวอนให้อ่อนใจ |
| อะไรเจ้าเฝ้ากวนกันจู้จี้ |
ข้าจะหนีหน่ายนางไปข้างไหน |
| ขอพักนอนเสียสักหน่อยถอยออกไป |
สบายใจจึงค่อยมาพูดจากัน |
| แล้วเอนองค์ลงบนแท่นแสนระทด |
โศกกำสรดซบทรงกรรแสงศัลย์ |
| โอ้สงสารป่านฉนี้ศรีสุวรรณ |
อยู่ด้วยกันหลัดหลัดมาพลัดพราย |
| พอตื่นขึ้นมายามเย็นไม่เห็นพี่ |
จะโศกีโหยหาน่าใจหาย |
| ได้แต่เห็นเจ้าพราหมณ์ทั้งสามนาย |
เขาผันผายลับตาจะอาวรณ์ |
| นิจจาเอ๋ยเคยเห็นกันพี่น้อง |
มาท่องเที่ยวบุกเดินเหินสิงขร |
| อียักษ์ลักพี่ลงมาในสาคร |
จะทุกข์ร้อนว้าเหว่อยู่เอกา |
| พระนึกนึกแล้วสะอึกสะอื้นไห้ |
ชลเนตรหลั่งไหลทั้งซ้ายขวา |
| ซบพระพักตร์อยู่บนแท่นแผ่นศิลา |
ทรงโศกากำสรดระทดใจฯ |
| *
อีนางยักษ์ฟังสะอื้นค่อยชื่นจิตต์ |
สำคัญคิดแว่วว่าพระปราไสย |
| เข้าอิงแอบแนบองค์พระทรงไชย |
เห็นเธอไม่ผินผันจำนรรจา |
| คิดว่าหลับกลับปลุกขึ้นโลมลูบ |
ประจงจูบปรางซ้ายแล้วย้ายขวา |
| ค่อยยกหัตถ์ภูวนาถพาดอุรา |
ในกามาปั่นป่วนให้ยวนยี |
| เห็นทรงศักดิ์ผลักพลิกทำหยิกเย้า |
มาลูบคลำทำเขาแล้วเบือนหนี |
| จะกอดไว้ไม่วางเหมือนอย่างนี้ |
แค้นนักหนาฟ้าผี่เถอะดื้อดึงฯ |
| *
พระแค้นคำซ้ำด่าอีหน้าด้าน |
ใครจะร่านเหมือนเช่นนี้ไม่มีถึง |
| น่าอดสูกูได้ทำไมมึง |
มาเคล้าคลึงโลมลูบจูบผู้ชาย |
| ทั้งเหม็นสาบเหม็นสางเหมือนอย่างศพ |
ไม่น่าคบน่ารักยักษ์ฉิบหาย |
| มายั่วเย้าเฝ้าเบียดเกลียดจะตาย |
ไม่มีอายมีเจ็บเท่าเล็บมือฯ |
| *
อีนางยักษ์ควักค้อนแล้วย้อนว่า |
ส่วนร่ำด่ากระนั้นได้เขาไม่ถือ |
| ทีขอจูบแต่พอถูกจมูกเครือ |
ยิ่งอึงอื้อบ่นว่าเป็นน่าชัง |
| เมื่ออยู่สองต่อสองในห้องหับ |
จะบังคับไม่ให้ใครกลุ้มใจมั่ง |
| ถึงขึ้งโกรธอย่างไรก็ไม่ฟัง |
พลางเข้านั่งแอบข้างไม่ห่างกายฯ |
| *
พระสุดแสนแค้น!เคืองรำคาญจิตต์ |
เป็นสุดคิดสุดที่จะหนีหาย |
| ให้อักอ่วนป่วนใจไม่สบาย |
มันกอดก่ายเซ้าซี้พิรี้พิไร |
| จะยั่งยืนขืนขัดตัดสวาท |
ไม่สังวาสเชยชิดพิสมัย |
| ก็จะสบักสบอมตรอมฤไทย |
ต้องแข็งใจกินเกลือด้วยเหลือทน |
| จึงบัญชาว่านี่แน่แม่นางยักษ์ |
จะร่วมรักกันก็เห็นไม่เป็นผล |
| อันเชื้อชาติอสุรินทร์ย่อมกินคน |
มาแปดปนเป็นมิตรเราคิดกลัว |
| ไปข้างหน้าถ้าเคืองน้ำใจเจ้า |
จะกินเราเสียไม่คิดว่าเป็นผัว |
| แม้นให้สัตย์ปฎิญาณสาบานตัว |
ให้หายกลัวแล้วจะอยู่เป็นคู่ครองฯ |
| *
อียักษ์ฟังดังได้ผ่านวิมานสวรรค์ |
เกษมสันต์นบนอบตอบสนอง |
| แม้นเคลือบแคลงแหนงในพระไทยปอง |
จงฟังน้องจะให้สัตย์ปฎิญาณ |
| แม้นโว้เว้เนระคุณพระทูลหัว |
อันเป็นผัวเพื่อนรักสมัครสมาน |
| ขอทุกเทพเทวัญจงบันดาล |
ประหารผลาญชีวาตม์ให้ขาดรอญ |
| จนสุดสิ้นดินฟ้าสุธาทวีป |
ไม่สิ้นชีพก็ไม่เสื่อมสโมสร |
| พอให้สัตย์เสร็จคำทำฉอ้อน |
ระทวยอ่อนเอนทับลงกับเพลาฯ |
| *
พระฟังคำจำจิตต์พิศวาส |
ฝืนอารมณ์สมพาสทั้งโศกเศร้า |
| การโลกีย์ดีชั่วย่อมมัวเมา |
เหมือนอดข้าวกินมันกันเสบียง |
| เกิดกุฬาคว้าว่าวปักเป้าติด |
กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง |
| กุฬาส่ายย้ายหนีตีแก้เอียง |
ปักเป้าเหวี่ยงยักแผละกระแซะชิด |
| กุฬาโคลงไม่สู้คล่องกระพล่องกระแพล่ง |
ปักเป้าแทงตะละทีไม่มีผิด |
| จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดความคิด |
ประกบติดตกผางลงกลางดิน |
| สมพาสยักษ์รักร่วมภิรมย์สม |
ไม่สุดสิ้นสิ่งเสน่ห์ประเวณีฯ |
| *
นางผีเสื้อเมื่อได้ประสมสอง |
ดังจะล่องลอยฟ้าในราศี |
| ประคองปรนนิบัติเข้าพัดวี |
อยู่ข้างที่แผ่นผาศิลาลาย |
| ครั้นรุ่งรางนางไปในไพรสณฑ์ |
เที่ยวเก็บผลพฤษามาถวาย |
| จะนั่งนอนผ่อนตามความสบาย |
นิมิตรรูปร่างสำอางตาฯ |