| *
ฝ่ายสุวรรณมาลีศรีสุวรรณ |
อยู่พร้อมกันที่ลำกำปั่นใหญ่ |
| ฟังสำเนียงเสียงปี่พระอภัย |
ก็จำได้ด้วยเคยฟังแต่หลังมา |
| ทั้งถ้อยคำร่ำเรียกสำเหนียกแน่ |
เห็นเที่ยงแท้ภูวไนยให้ไปหา |
| สินสมุทรสุดคิดถึงบิดา |
จึงทูลว่าปี่นี้ไม่มีใคร |
| คือทรงฤทธิ์บิตุรงค์ของลูกรัก |
เห็นแน่นักพระองค์อย่าสงไสย |
| ข้าจะขอทูลลาอาสาไป |
แล้วจะได้รับมาเภตราเราฯ |
| *
สองกษัตริย์ตรัสว่าอย่าว้าวุ่น |
เขามีคุณพระบิดามากับเขา |
| ควรจะไปไต่ถามตามสำเนา |
จะด้นเดาดื้อไปนั้นไม่ดี |
| พวกฝรั่งลังกาจะว่าได้ |
ต้องขัดข้องหมองใจไม่พอที่ |
| ฉวยขุกเข็ญเป็นศึกจะเสียที |
ด้วยพระพี่มิได้รู้อยู่ด้วยมัน |
| อาจจะไปให้พบภูวเรศร์ |
ถ้าแจ้งเหตุทุกข์ร้อนจะผ่อนผัน |
| พ่ออย่าไปใจเด็กยังดุดัน |
อยู่กับน้องป้องกันพระชนนี |
| สินสมุทรห้ามว่าอย่าเสด็จ |
เหมือนขามเข็ดของ้อไม่พอที่ |
| หลานจะไปไต่ถามแต่โดยดี |
ถ้าย้ำยีจึงจักสู้ดูฝีมือ |
| พระไปเรือเมื่อไรจะไปถึง |
จะเหมือนหนึ่งฉันลงน้ำดำไปหรือ |
| แม้นพบปะพระบิดาจะหารือ |
ไม่ดึงดื้อดอกพระองค์อย่าสงกา |
| แล้วจัดแจงแต่งเครื่องสำหรับยุทธ |
เหน็บอาวุธคู่กายทั้งซ้ายขวา |
| กระโดดโผนโจนลงในคงคา |
แผลงศักดาดำดึ่งตะบึงไป ฯ
|
| *
ฝ่ายโฉมยงองค์อรุณรัศมี |
คิดว่าพี่ตกน้ำร่ำร้องไห้ |
| พระเจ้าป้ามาช่วยด้วยไวไว |
พระพี่ไม่ผุดรอดจะวอดวาย |
| ทั้งสององค์ทรงพระสรวลทั้งโศกเศร้า |
นางเคียงเข้าเล้าโลมนางโฉมฉาย |
| พระพี่ดำน้ำไปดอกไม่ตาย |
อย่าวุ่นวายเลยมานั่งคอยฟังความ |
| ศรีสุวรรณนั้นไม่ไว้ใจฝรั่ง |
จึงตรัสสั่งนายทหารชาญสนาม |
| เร่งเตรียมเรือเพื่อสำหรับรับสงคราม |
ไว้สักสามสิบลำประจำการ |
| ออกแล่นลอยคอยดูอยู่ห่างห่าง |
ถ้าขัดขวางก็จะได้แก้ไขหลาน |
| อังกุหร่าบังคมค่อยก้มคลาน |
มาเตรียมการพร้อมพรั่งระวังไภย
ฯ |
| *
ฝ่ายพระหน่อบดินทร์สินสมุทร |
ดำมาผุดกลางมหาชลาไหล |
| แลเห็นลำกำปั่นเป็นหลั่นไป |
ไม่มีใครดูแลแต่สักคน |
| แต่เสียงปี่ที่เป่ายังไม่หยุด |
สินสมุทรเพ่งพิศคิดฉงน |
| ค่อยแผงกายว่ายมาในสาชล |
ปีนขึ้นบนกำปั่นไม่ครั่นคร้าม |
| เห็นพวกพลกรนหลับระดับดาษ |
ดูเกลื่อนกลาดกลางเรืออยู่เหลือหลาม |
| ที่ตื่นอยู่รู้จักล้วนจีนจาม |
จึงโดดข้ามคนเหล่านั้นมาทันที |
| เห็นบิตุรงค์ทรงนั่งบัลลังก์อาสน์ |
เข้ากอดบาทบงกชบทศรี |
| ไม่ทันถามความโศกแสนทวี |
ทรงโศกีกลิ้งเกลือกลงเสือกกาย
ฯ |
| *
จอมกษัตริย์ทัศนาเห็นลูกแก้ว |
เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ให้ใจหาย |
| พระชลไนยน์ไหลหลั่งลงพรั่งพราย |
ประคองกายกอดแบไว้แนบองค์ |
| สงสารบุตรสุดจะสอื้นอั้น |
ยังมิทันไต่ถามตามประสงค์ |
| สุดกำลังจะประทังดำรงองค์ |
กรรแสงทรงโศกซบสลบไป
ฯ |
| *
แขกฝรั่งทั้งนั้นก็ขวัญหาย |
เห็นเจ้านายนิ่งแน่เข้าแก้ไข |
| ไม่ฟื้นพระองค์สงสารแสนอาไลย |
ต่างร้องให้วุ่นวายฟายน้ำตาฯ |
| *
อุศเรนรู้สึกนึกอนาถ |
เห็นประหลาดลูกเล็กเด็กนักหนา |
| จึงถามพระอภัยว่าใครมา |
เขาทูลว่าพระโอรสยศไกร |
| จึงเรียกไพร่ในเรือให้รู้สึก |
อึกกระทึกในกำปั่นอยู่หวั่นไหว |
| ช่วยนวดฟั้นคั้นองค์พระอภัย |
ก็กลับได้สติฟื้นเหมือนตื่นนอน |
| ลืมพระเนตรเห็นบุตรกับอุศเรน |
หัศเกนพวกฝรั่งนั่งสลอน |
| สินสมุทรอภิวาทบาทบิดร |
สอื้นอ้อนทูลถามตามสงกา |
| เมื่อพลัดพรากยากเย็นเป็นไฉน |
ลูกมิได้รู้ความเที่ยวตามหา |
| ไฉนองค์ทรงฤทธิ์พระบิดา |
จึงได้มาเรือฝรั่งเป็นอย่างไร
ฯ |
| *
พระฟังคำน้ำพระเนตรลงพรากพราก |
จะออกปากปิ้มว่าเลือดตาไหล |
| จึงเล่าความตามจริงทุกสิ่งไป |
จนถึงได้โดยสารมาพานพบ |
| อันพ่อนี้วิตกอกจะแยก |
ด้วยเรือแตกตายเป็นไม่เห็นศพ |
| แล้วตรัสถามลูกยาด้วยปรารภ |
นี่พ่อพบผู้ใดจึงได้มา
ฯ |
| *
สินสมุทรได้ฟังรับสั่งถาม |
จึงตอบตามคำแขกแปลกภาษา |
| แม่ผีเสื้อเหลือใจไล่สกัด |
ลูกจึงพลัดไปกับเหล่านางสาวศรี |
| ได้พบแต่แม่สุวรรณมาลี |
ก็แยกหนีไปในน้ำแต่ลำพัง |
| ถึงเจ็ดวันบรรลุถึงเกาะใหญ่ |
ข้าอาไศรยแต่พอชื่นได้คืนหลัง |
| พอพบพวกโจรเรือหลงเชื่อฟัง |
จะเข้าฝั่งชลธารโดยสารมัน |
| มันคิดคดลดเลี้ยวเกี้ยวพระแม่ |
ลูกจึงแก้แค้นฆ่าให้อาสัญ |
| ที่เหลือตายนายไพร่พร้อมใจกัน |
ยกกำปั่นใหญ่ให้ได้ไคลคลา |
| เที่ยวไต่ถามตามองค์พระทรงเดช |
ทุกประเทศทางทะเลเที่ยวเร่หา |
| จนไปถึงรมจักรนัครา |
พบพระอาถามทักรู้จักกัน |
| จึงเกณฑ์คนพลรบสมทบทัพ |
เดี๋ยวนี้อามากับกระหม่อมฉัน |
| พอเสียงปี่ที่เป่าเป็นสำคัญ |
ก็หมายมั่นว่าพระองค์ไม่สงกา |
| ลูกรำลึกตรึกถึงพระผ่านเกล้า |
จึงดื้อเดาโดดน้ำดำมาหา |
| เชิญเสด็จภูวไนยไปเภตรา |
พระเจ้าอาก็ละห้อยคอยพระองค์
ฯ |
| *
พอรู้ว่าอนุชามาด้วยบุตร |
ยิ่งแสนสุดชื่นชมสมประสงค์ |
| จึงตรัสบอกอุศเรนเจนณรงค์ |
นี่แหละองค์สินสมุทรบุตรข้าน้อย |
| เมื่อเรือแตกแบกนางมากลางน้ำ |
จึงได้กำปั้นใหญ่ไว้ใช้สอย |
| กับเรือน้องของข้ามาห้าร้อย |
เที่ยวแล่นลอยล่องหาในสาคร |
| เดชะบุญคุณพระมาปะพบ |
ไม่ต้องรบชิงช่วงดวงสมร |
| คงได้คู่สู่สมสยมพร |
อย่าทุกข์ร้อนเลยพระองค์จงสำราญ |
| เชิญไปรำกำปั้นของลูกรัก |
ให้เพบพักตรวรนุชสุดสงสาร |
| ประภาษพลางทางสุนทรสอนกุมาร |
ให้กราบกรานอุศเรนเจนณรงค์
ฯ |
| *
ฝ่ายลูกท้าวจ้าวลังกาหน้าเป็นเหม |
แสนเกษมสมจิตต์คิดประสงค์ |
| เรียกกุมารหลานเลี้ยงมาเคียงองค์ |
พ่อแสนทรงฤทธิ์เลิศประเสริฐชาย |
| ช่วยชีวิตขนิษฐาของอาไว้ |
ให้คืนได้ดวงสวาทเหมือนมาดหมาย |
| ไม่ลืมคุณหลานขวัญจนวันตาย |
พลางแนบกายกอดจูบลูบกุมาร |
| เอาเครื่องทรงสำอางอย่างกษัตริย์ |
เพ็ชรรัตน์รจนามุกดาหาร |
| ทั้งเพ็ชรนิลจินดามาประทาน |
พระกุมารเมินหน้าแล้วว่าพลัน |
| อย่าว่าแต่แก้วแหวนแสนสมบัติ |
ถึงจะจัดเอาอะไรมาให้ฉัน |
| ไม่มุ่งมาดปรานาสาระพรรณ |
ข้ารักแต่แม่สุวรรณมาลี
ฯ |
| *
พระอภัยสุริย์วงศ์ทรงพระสรวล |
แกล้งเสชวนอุศเรนอันเรือนศรี |
| อย่าตอบถ้อยถือความเลยตามที |
เชิญภูมีมาไปหาสุดาดวง
ฯ |
| *
อุศเรนฟังว่าค่อยผาสุก |
เหมือนทิ้งทุกข์สักเท่าภูเขาหลวง |
| สั่งล้าต้าต้นหนคนทั้งปวง |
ตามกระทรวงซ้ายขวาสิบห้าลำ |
| ทั้งลำทรงธงทองเป็นสองแถว |
เลิศแล้ววายหลังคาเลขาขำ |
| ทัศเกนเจนปืนยืนประจำ |
เข้าเคียงลำกำปั่นใหญ่ดังใจจง |
| อุศเรนรื่นเริงบรรเทิงจิตต์ |
เข้าสถิตเตียงทองที่ห้องสรง |
| ไขสุหร่ายปรายลอองมาต้ององค์ |
แล้วสอดทรงสนับเพลาเนาวรัตน์ |
| ฉลององค์ทรงสวมกรวมสลับ |
ดุมประดับแต่ล้วนเพ็ชรเจ็ดกะหรัด |
| ปั้นเหน่งเนื่องเฟื่องกระหนกกระหนาบรัด |
แล้วทรงทัดพระมหามาลาระบาย |
| แชมดอกไม้ไหวสว่างหางการะเวก |
เป็นอย่างเอกอวดผู้หญิงหยิ่งใจหาย |
| ธำมรงค์ทรงหัตถ์จำรัสพราย |
พระกรซ้ายเกี้ยวผ้าเช็ดหน้ากรอง |
| สอดเสน่าเหน็บตรีกระบี่ถือ |
สนับมือสอดใส่ไว้ทั้งสอง |
| ส่านจุหรี่สีกุหร่าชั้นหน้าทอง |
สอดฉลองพระบาทเพ็ชรเสด็จมา |
| ทหารปืนถือปืนยืนสองข้าง |
ตามเยี่ยงอย่างยศศักดิ์คอยรักษา |
| แล้วเชิญพระอภัยให้ไคลคลา |
มาเภตราลำใหญ่ดังใจปอง
ฯ |
| *
ศรีสุวรรณนั้นมารับคำนับพี่ |
แต่สุวรรณมาลีหนีเข้าห้อง |
| พระอภัยพี่ยาน้ำตานอง |
ขึ้นแท่นทองที่นั่งทั้งอุศเรน |
| เหล่าโยธีศรีสุวรรณกับสินสมุทร |
ถืออาวุธพร้อมพรั่งทั้งดั้งเขน |
| พลฝรั่งลังกาพวกหัสเกน |
ล้วนจัดเจนประจุปืนยืนระวัง
ฯ |
| *
ศรีสุวรรณอัญชลีพระพี่เจ้า |
กำสรดเศร้าโศกคิดถึงความหลัง |
| จะกลั้นกลืนขืนใจก็ไม่ฟัง |
พระชลไนยน์ไหลหลั่งพรั่งพราย |
| พลางประณตบทเรศร์พระเชษฐา |
น้องนึกว่าสิ้นบุญจะสูญหาย |
| เที่ยวติดตามถามข่าวก็เปล่าดาย |
หากหลานชายชี้แจงจึงแจ้งใจ |
| แล้วทูลถึงสามพราหมณ์ตามมาด้วย |
เป็นเพื่อม้วยมรณาจะหาไหน |
| พลางตรัสเรียกลูกน้อยกลอยฤทัย |
ไปกราบไหว้ให้ชิดพระบิตุลา
ฯ |
| *
สงสารองค์พระอภัยวิไลยโฉม |
ลูบประโลมหลานน้อยละห้อยหา |
| อุ้มขึ้นวางกลางตักพิศพักตรา |
พระชลนานองเนตรสังเวชใจ |
| จะเล่าความตามยากเมื่อจากน้อง |
ก็ขัดข้องเขาจะแจ้งแถลงไข |
| จึงว่าพี่นี้ก็แสนสลดใจ |
หมายว่าไม่พบญาติแล้วชาตินี้ |
| หากกุศลหนหลังเราทั้งสอง |
ได้พบน้องนัดดามารศรี |
| ยังทุกข์หนึ่งถึงชนกชนนี |
จะร้ายดีมิได้รู้ถึงหูเลย |
| พระร่ำพลางต่างองค์ทรงกรรแสง |
โอ้เสียแรงเกิดมานิจจาเอ๋ย |
| ไม่เคยยากกรากกรำต้องจำเคย |
เมื่อไรเลยจะพร้อมวงศ์พงศ์ประยูร |
| พระพี่น้องสององค์สอื้นไห้ |
ด้วยอาไลยไกลญาติเพียงขาดสูญ |
| ทั้งลูกน้อยนัดดาก็อาดูร |
ต่างเพิ่มพูนโศกเศร้าไม่เบาบาง
ฯ |
| *
อุศเรนร่ำปลอบให้ชอบจิตต์ |
เห็นวายคิดขุ่นข้องที่หมองหมาง |
| จึงปราไสยไต่ถามเนื้อความพลาง |
เดี๋ยวนี้นางนุชน้องอยู่ห้องใด |
| พระโปรดด้วยช่วยบอกโฉมเฉลา |
ให้นงเยาว์รู้แจ้งแถลงไข |
| ว่าพระชนนีนาถจะขาดใจ |
กรรแสงไห้โหยหาไม่ราวัน |
| จึงใช้ข้าพยายามตามแสวง |
พระก็แจ้งความจริงทุกสิ่งสรรพ์ |
| ช่วยเล้าโลมโฉมสุดาวิลาวรรณ |
อย่าให้ขวัญเนตรหมางระคางใจ
ฯ |
| *
สินสมุทรสุดเคืองชำเลืองค้อน |
แกล้งตัดรอนขวางความตามวิสัย |
| รำคาญหูจู้จี้นี่กระไร |
เขาร้องไห้ไม่ทันหายวายน้ำตา |
| ขืนจะเฝ้าเร้ารบพบผู้หญิง |
ขันจริงจริงใจฝรั่งชักหนักหนา |
| มิใช่การภารธุระพระบิดา |
แม่ของข้าข้าไม่ให้ใครไปเลย
ฯ |
| *
พระอภัยได้ฟังสินสมุทร |
จึงว่าสุดเสนหาบิดาเอ๋ย |
| อย่าว้าวุ่นหุนหันเช่นนั้นเลย |
เหมือนทรามเชยช่วยธุระพระบิดา |
| อันองค์อุศเรนนี้อารีนัก |
เธอผูกรักซื่อตรงเหมือนวงศา |
| พ่อโดยสารท่านก็รับลงเรือมา |
จึงเห็นหน้าลูกน้อยกลอยฤไทย |
| ช่วยบอกความตามแต่แม่ของเจ้า |
น้ำใจเขาจะคิดเห็นเป็นไฉน |
| เธอเป็นคู่สู่ขออรไทย |
มิใช่ใครนอกนั้นจะกั้นทาง
ฯ |
| *
สินสมุทรสุดแค้นให้แน่นจิตต์ |
ทั้งสุดคิดสาระพัดจะขัดขวาง |
| ลงจากแท่นแค้นใจร้องไห้พลาง |
มาหานางนั่งสอื้นกลืนน้ำตา
ฯ |
| *
นางสวมสอดกอดองค์โอรสไว้ |
แล้วถามไต่ลูกน้อยละห้อยหา |
| เมื่อตะกี้ที่เขาตามบิดามา |
เขาพูดจาว่ากระไรไปหรือยัง
ฯ |
| *
สินสมุทรพูจาประสาซื่อ |
นั่นแลคือตัวความมาตามหลัง |
| พระรักเขาชาวลังกาหรือว่าชัง |
อย่าปิดบังบอกความลูกตามจริง |
| เดี๋ยวนี้เล่าเขาจะรับไปอภิเษก |
เป็นองค์เอกอิศราพระยาหญิง |
| เห็นรูปร่างข้างเขาก็เพราพริ้ง |
จะต้องทิ้งลูกเสียแท้แล้วแม่คุณ
ฯ |
| *
นางแกล้งว่าน่าเบื่อเหลือแล้วเจ้า |
อะไรเฝ้าโกรธเกรี้ยวทำเฉียวฉุน |
| ถึงสู่ขอก็มิใช่ได้เคยคุ้น |
จะมาวุ่นว่าขานรำคาญใจ |
| เดี๋ยวนี้เล่าเจ้าจะให้แม่ไปหรือ |
กลัวฝีมือเขากระมังนั่งร้องไห้ |
| พระบิดาว่าขานประการใด |
อย่าร่ำไรเลยช่วยแปลให้แม่ฟัง
ฯ |
| *
กุมารว่าพระแม่ไม่เห็นจิตต์ |
ประจามิตรมากน้อยไม่ถอยหลัง |
| แต่แค้นจิตต์พระบิดานี้น่าชัง |
รักฝรั่งนี่กระไรจะให้คืน |
| ให้ลูกยามาถามความพระแม่ |
ว่าตามแต่ประดิพัทธไม่ขัดขืน |
| พระมารดาอย่าฟังจงยั่งยืน |
ว่าไม่คืนไปลังกาจะว่าไร |
| ถึงฝรั่งคั่งแค้นแม้นจะรบ |
ไม่หลีกหลบเลยพระองค์อย่างสงไสย |
| จะสังหารผลาญชีวันให้บรรไลย |
ว่าแต่ใจของพระแม่จะแชเชือน
ฯ |
| *
นางฟังความยามวิโยคยิ่งโศกซ้ำ |
ให้แค้นคำพระอภัยใครจะเหมือน |
| เสียแรงหวังตั้งจิตต์ไม่บิดเบือน |
มาแชเชือนเสียไม่รับให้อับอาย |
| แต่แรกเล่าเขาว่าผัวเป็นชั่วช้า |
จะเอาหน้าไว้ที่ไหนน่าใจหาย |
| มิขออยู่สู้สิ้นชีวาวาย |
พลางฟูมฟายชลนาแล้วพาที |
| กรรมของแม่แน่แล้วลูกแก้วเอ๋ย |
ไม่ควรเลยสาระพัดจะบัดสี |
| เขาเลื่องลืออึ้ออึงถึงเพียงนี้ |
ตายเสียดีกว่าอยู่รับอัปมาน |
| ช่างกระไรใจคอพระพ่อเจ้า |
พูดกับเราไว้แต่ก่อนล้วนอ่อนหวาน |
| เป็นน่าแค้นแสนเสียดายสายสังวาลย์ |
จะให้ทานเสียก็ดีไม่มีไภย |
| แล้วนางถอดธำมรงค์ของทรงยศ |
ให้โอรสร่ำว่าน้ำตาไหล |
| แหวนนี้เจ้าเอามาแต่ผู้ใด |
เอาไว้ให้ท่านเถิดพ่อจะขอลา |
| อัปยศอดสูอยู่ไม่รอด |
จะม้วยมอดเสียมิให้ใครเห็นหน้า |
| แล้วชักกฤชคิดจะตายวายชีวา |
พระลูกยาแย่งยุดนางฉุดชิง
ฯ |
| *
กุมาราว่าดูเอาเจ้าแม่เอ๋ย |
กระไรเลยใจจิตต์ผิดผู้หญิง |
| ฉวยกระชากจากนางแล้วขว้างทิ้ง |
แค้นจริงจริงใจคอใช่พอดี |
| พระบิดาให้ถามดูตามชื่อ |
ควรแล้วหรือแม่จะตายให้อายผี |
| ถึงมาดแม้นแค้นบิดาไม่ปราณี |
ลูกยังมีแม่ก็ไม่อาไลยเลย
ฯ |
| *
นางกอดบุตรสุดฝืนสอื้นไห้ |
เหลืออาไลยแล้วพ่อคุณของแม่เอ๋ย |
| เหมือนหญิงร้ายชายชังไม่หวังเชย |
จะแหงนเงยดมนุษย์ก็สุดอาย |
| ถึงม้วยแล้วแก้วตาอย่าปรารภ |
จะขอพบสุดสวาทเหมือนมาดหมาย |
| ขอให้พ่อก่อเกิดกับร่างกาย |
ได้กินสายกษิรามารดาเดียว |
| เจ้ารักแม่แม่ก็รู้อยู่ว่ารัก |
มิใช่จักลืมคุณทำฉุนเฉียว |
| แต่เหลืออายหลายสิ่งจริงจริงเจียว |
เป็นหญิงเดียวชายสองต้องหมองมัว |
| เม่อแรกเราเล่าบอกเขาออกอื้อ |
อ้างเอาชื่อพระบิดาว่าเป็นผัว |
| ครั้นคู่เก่าเขามารับก็กลับกลัว |
แกล้องออกตัวให้มาถามว่าตามใจ |
| จึงเจ็บจิตต์คิดแค้นแม้นจะอยู่ |
ก็อดสูเสียสัตยต้องตัดไษย |
| กรรแสงพลางทางสอื้นขืนอาไลย |
พระชลไนยน์ไหลซาบอาบพักตรา
ฯ |
| *
สินสมุทรสุดแสนสงสารแม่ |
อุส่าห์แก้แทนบิดรชะอ้อนว่า |
| ที่จริงจิตต์บิตุเรศร์ของลูกยา |
ไม่รู้ว่าเราจะอ้างเอาอย่างนั้น |
| จึงให้ถามตามซื่ออย่างถือโทษ |
ถึงจะโกรธก็แต่ว่าอุส่าห์กลั้น |
| เขาไปแล้วลูกจะว่าสาระพัน |
แม่เชื่อฉันเถอะนะจ๋าอย่าเพ่อตาย |
| แหวนวงนี้ที่ท่านวานฉันมาให้ |
จงเก็บไว้ต่อว่าอย่าให้หาย |
| ถ้าที่นี้มิรับยังกลับกลาย |
จะทวงสายสังวาลย์เก่าของเรามา |
| ถึงงอนง้อก็ฉันไม่พันผูก |
อยู่แม่ลูกตามทีประสีประสา |
| สอพลอยพลางทางปรนมบังคมลา |
ลุกออกมากวักพระหัตถ์ตรัสเรียกน้อง |
| แม่อรุณรัศมีมานี่หน่อย |
แล้วจึงค่อยกระซิบสั่งกันทั้งสอง |
| ไปอยู่เป็นเพื่อป้าหนาแม่น้อง |
จะขัดข้องฆ่าชีวันให้บรรไลย
ฯ |
| *
นางอรุณรัศมีฟังพี่เล่า |
ว่าแม่เจ้าเอ๋ยกรรมจะไฉน |
| ลูกตายจริงวิ่งมาหาป้าสะใภ้ |
บังคมไหว้วอนถามตามสงกา
ฯ |
| *
สินสมุทรออกมานั่งบัลลังก์นอก |
แล้วแกล้งบอกตามจิตต์ประดิษฐ์ว่า |
| แม่สุวรรณมาลีมิอยากมา |
แล้วก็ว่าไม่รู้จักมิยักไป
ฯ |
| *
อุศเรนเห็นทำนองจะข้องขัด |
ยิ่งกลุ้มกลัดกล่าวแกล้งแถลงไข |
| อาบน้ำร้อนก่อนเจ้าข้าเข้าใจ |
เมื่อไม่ให้แล้วก็ว่าสาระพัน |
| บิดาเจ้าเล่าก็รู้อยู่เต็มจิตต์ |
มิใช่คิดโหยกเหยกมาแษกสรรค์ |
| ได้ขอสู่ผู้ใหญ่ท่านให้ปั่น |
นางสุวรรณมาลีนี้ของเรา |
| จึงต้องตามทรามสงวนนวลหงส์ |
ได้รับองค์พระอภัยมาให้เจ้า |
| เจ้าชอบแต่คืนองค์นางนงเยาว์ |
มาให้เราจึงจะต้องทำนองใน
ฯ |
| *
สินสมุทรพูดจาประสาเด็ก |
ถึงเราเล็กก็ไม่ส่งอย่าสงไสย |
| รับบิดามาก็ช่างใครเป็นไร |
หรือข้าใช้สอยเจ้าให้เอามา |
| เราตามติดบิตุรงค์ก็คงพบ |
ไม่รักคบคนนอกพระศาสนา |
| เจ้าเลิกทัพกลับหลังไปลังกา |
จะได้หาเมียงามเอาตามใจ |
| ที่ตรงนี้มิได้คืนอย่าขืนแค่น |
ถึงจะแสนโศกาเลือดตาไหล |
| ก็ตายเปล่าเราไม่ยักให้ใครไป |
อย่ากวนใจจู้จี้ข้าขี้คร้าน
ฯ |
| *
อุศเรนคั่งแค้นแสนพิโรธ |
แกล้งกลั้นโกรธตรัสประภาษด้วยอาจหาญ |
| ตัวของเจ้าเยาว์ยังกำลังพาล |
เหมือนหนึ่งหลานลามลวนไม่ควรเลย |
| อันเรากับพระอภัยได้ให้สัตย์ |
ไม่ข้องขัดกันทุกสิ่งจริงเจ้าเอ๋ย |
| จึงงอนง้อขอกันฉันคุ้นเคย |
อย่าเยาะเย้ยเลยเจ้าไม่เข้ายา |
| แล้วว่ากับพระอภัยวิไลยลักษณ์ |
น้องก็รักภูวเรศน์เหมือนเชษฐา |
| พระก็รู้อยู่กับใจแต่ไรมา |
จะเมตตาหรืออย่างไรอย่าได้พราง
ฯ |
| *
พระฟังคำอ้ำอึ้งตลึงคิด |
จะเบือนบิดป้องปัดก็ขัดขวาง |
| สงสารลูกเจ้าลังกาจึงว่าพลาง |
เราเหมือนช้างงางอกไม่หลอกลวง |
| ถึงเลือดเนื้อเมื่อน้องต้องประสงค์ |
พี่ก็คงยอมให้มิได้หวง |
| แต่ลูกเต้าเขาไม่เหมือนคนทั้งปวง |
จะใช้ช่วงชิงให้ไปกระนั้น |
| พี่ว่าเขาเขาก็ว่ามากระนี้ |
มิใช่พี่นี้จะแกล้งแสร้งเษกสรรค์ |
| เพราะเหตุเขารักใคร่อาไลยกัน |
ค่อยผ่อนผันพูดจาอย่าราคี |
| แล้วตรัสบอกลูกน้อยกลอยสวาท |
เจ้าหน่อเนื้อเชื้อชาติดังราชสีห์ |
| อันรักษาศีลสัตย์กัตเวที |
ย่อมเป็นที่สรรเสริญเจริญคน |
| ทรลักษณ์อักตัญญูตาเขา |
เทพเจ้าก็จะแช่งทุกแห่งหน |
| ให้ทุกข์ร้อนงอนหง่อทรพล |
พระเวทมนต์เสื่อมคลายทำลายยศ |
| เพราะบิดามาด้วยอุศเรนนี้ |
คุณเขามีมากล้นพ้นกำหนด |
| เจ้าทำผิดก็เหมือนพ่อทรยศ |
จงออมอดเอ็นดูพ่อแต่พองาม
ฯ |
| *
สินสมุทรสุดจะคิดถึงบิตุเรศร์ |
ไม่สังเกตกลศึกให้นึกขาม |
| ศรีสุวรรณครั้นเห็นหลานจะเบาความ |
จึงตอบตามถ้อยคำพอนำทาง |
| จะถือโทษโกรธไปก็ไม่ชอบ |
ถึงจะมอบให้ก็คงจะขัดขวาง |
| ด้วยหญิงชายอายจิตต์คิดระคาง |
ที่ไหนนางจะยอมไปเหมือนใจจง |
| ถ้าแม้นพี่น้องนางมาด้วย |
จะได้ช่วยฝากฝังดังประสงค์ |
| แต่ใจนางนฤมลนั้นจนใจ |
จะว่าใครขัดข้องก็ตรองดู
ฯ |
| *
อุศเรนเจนจัดจึงตรัสตอบ |
พระว่าชอบหญิงกับชายอายอดสู |
| แต่เข้าหอพ่อแม่ให้เลี้ยงดู |
คงเป็นคู่แล้วยังไม่ใคร่จะยอม |
| อันนางนี้ที่จะให้ว่าไปด้วย |
ก็เขินขวยเพราะไม่เคยเชยถนอม |
| ถ้าแม้นให้ไปประโลมค่อยโน้มน้อม |
ก็คงยอมพระก็รู้อยู่แก่ใจ |
| *
ศรีสุวรรณชั้นเชิงฉลาดแหลม |
จึงเยื้อนแย้มยิ้มย่องสนองไข |
| จะโลมเล้าเยาวมาลย์ประการใด |
ตามแต่ใจจะถนัดไม่ขัดกัน |
| แม้นโฉมยงปลงใจจะไปด้วย |
จะได้ช่วยกันไปส่งลงกำปั่น |
| นี่และงามตามตรงเหมือนพงศ์พันธุ์ |
จะให้ฉันช่วยฉุดนั้นสุดใจ
ฯ |
| *
อุศเรนฟังคำทำหัวเราะ |
พระพูดเพราะพร่ำว่าอัชฌาไสย |
| แต่เช่นนั้นนั่นก็เหมือนไม่ให้ไป |
พูดทำไมว่าจะช่วยให้ป่วยการ |
| อันนารีนี้เป็นของต้องประสงค์ |
หรือพระองค์เจตนาเร่งว่าขาน |
| จงโปรดว่ามาให้เสร็จสำเร็จการ |
อย่าหน่วงนานน้องจะได้ครรไลลา
ฯ |
| *
ศรีสุวรรณกับพระพี่มีคำตอบ |
จึงว่าคิดผิดระบอบเป็นนักหนา |
| ถึงจะบอกออกเหมือนท่านจำนรรจา |
ใครจะมาว่ากับใครอย่างไรมี |
| นี่รักกันฉันจึงว่าประสาซื่อ |
ควรแล้วหรือพูดรังเกียจมาเสียดสี |
| เมื่อนึกแหนงแคลงความก็ตามที |
ฉันกับพี่ก็มิใช่ว่าได้นาง |
| สินสมุทรนั้นและเขาเป็นเจ้าของ |
ตามทำนองแต่ถนัดไม่ขัดขวาง |
| แล้วแสแสร้งแกล้งพูดกับพี่พลาง |
เมื่อความอย่างนี้จะโกรธโทษเอาใคร |
| ซึ่งคุณเขาเอามาด้วยก็ช่วยว่า |
จนลูกยาอนุยาตประสาทให้ |
| เมื่อใจเขาเจ้าตัวไม่ยอมไป |
ก็จนใจอยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง
ฯ |
| *
อุศเรนเหลือแค้นแน่นอุระ |
ว่าชิชะพูดเพราะช่างเหมาะเหมง |
| โดยจะว่าถ้าไม่ใช่คนกันเอง |
ก็จะเกรงกันทำไมมิใช่นาย |
| ซึ่งวอนว่าพระอภัยให้ช่วยขอ |
คิดว่าพ่อลูกกันเหมือนมั่นหมาย |
| เมื่อรักหญิงทิ้งสัตย์ตัดผู้ชาย |
ไม่เสียดายคำแล้วก็แล้วไป |
| แต่หากว่าถ้าฉันกับสินสมุทร |
สัประยุทธกันก็จิตต์จะคิดไฉน |
| จะช่วยฉันหรือว่าพระจะช่วยใคร |
ขอรู้ใจจงแถลงให้แจ้งการณ์
ฯ |
| *
พระอภัยใจอ่อนถอนสอื้น |
อุส่าห์กลืนชลนาน่าสงสาร |
| แล้วห้ามปรามตามใจอาไลยลาญ |
คุณของท่านเลิศลบภพไตร |
| แต่สุดที่พี่จะคิดให้มิดมืด |
เหมือนใจจืดเจ้าก็คงจะสงไสย |
| เพราะลูกเต้าเขาไม่ชั่วไม่กลัวใคร |
จึงจนใจจำนิ่งทุกสิ่งอัน |
| แม้นรบสู้ผู้ใดก็ไม่ช่วย |
จะอยู่ด้วยอนุชาประสาฉัน |
| ถ้าลูกยาฆ่าน้องจะป้องกัน |
แม้นท่านฟันลูกยาไม่ว่าไร |
| เป็นความจริงสิ่งสัตย์บรรทัดเที่ยง |
ไม่หลีกเลี่ยงเลยพระองค์อย่างสงไสย |
| แต่จะห้ามตามประสายังอาไลย |
จะชิงไชยสินสมุทรจงหยุดยั้ง |
| เขาเรี่ยวแรงแขงขันทั้งสันทัด |
สาระพัดจะศึกษาวิชาขลัง |
| ทั้งดุร้ายใจเหมือนเสือเหลือกำลัง |
ห้ามไม่ฟังเหมือนทุกคนเป็นจนใจ
ฯ |
| *
อุศเรนเจนศึกไม่นึกพรั่น |
แกล้งสรวลสันต์เสียดแทงแถลงไข |
| พระเชษฐาว่าจริงทุกสิ่งไป |
คงจะได้เชยชมสมคเน |
| ฉวยรบพุ่งยุ่งยิ่งชิงไปได้ |
ก็อาไลยอยู่ด้วยนางจะห่างเห |
| สนิทแนบแยบคายชางถ่ายเท |
เขียนจรเข้ขึ้นไว้หลอกตะคอกคน |
| เราก็ชายหมายมาดว่าชาติเชื้อ |
ถึงปะเสือก็จะสู้ดูสักหน |
| ไม่รักวอนงอนง้อทรชน |
แล้วพาพลกลับมาเภตราพลัน |
| ถึงกองทัพยับยั้งนั่งเก้าอี้ |
สั่งให้ตีกลองสัญญาโกลาลั่น |
| ร้องเรียกเรือรบฝรั่งมาทั้งนั้น |
แล้วแบ่งปันเป็นพแนกแยกนาวา |
| กองละร้อยคอยรบสมทบทัพ |
เกณฑ์กำกับเกียกกายทั้งซ้ายขวา |
| ให้คอยล้อมพร้อมพรั่งดังสัญญา |
เห็นลมกล้าได้ทีตีประดัง |
| ให้พวกเรือเหนือลมนั้นสมทบ |
เข้ารุมรบลำใหญ่เหมือนใจหวัง |
| แม้นขึ้นได้ไฟจุดอย่าหยุดยั้ง |
แล้วกองหลังหนุนด้วยช่วยให้ทัน |
| แม้นพบชายนายทัพจงจับมัด |
มันขืนขัดจึงค่อยฆ่าให้อาสัญ |
| ถ้าลำไหนได้นางจะรางวัล |
ครองประจันตะประเทศเขตต์นคร
ฯ |
| *
ฝ่ายฝรั่งพรั่งพร้อมต่างน้อมนบ |
ลงเรือรบเรียบร้อยลอยสลอน |
| ทั้งโยธากล้าหาญคอยราญรอน |
ใส่เสื้อซ้อนเกราะกระสันกันศัสตรา |
| ทหารปืนยืนมองตามช่องกราบ |
ศรกำซาบแซกรายทั้งซ้ายขวา |
| พร้อมทหารขานโห่เป็นโกลา |
ธงสัญญาโบกบอกให้ออกเรือ |
| กองละร้อยคอยรบไม่หลบหลีก |
ซักเป็นปีกกาไปทั้งใต้เหนือ |
| บ้างถือชุดจุดไฟไว้เป็นเชื้อ |
เข้าล้อมเรือลำใหญ่ระไวระวัง ฯ |