| *
ฝ่ายฝรั่งสังฆราชคอยคาดศึก |
เสียงครื้นครึกเกรียวกราวแต่เช้าสาย |
| จนจวนเย็นเห็นพหลพลนิกาย |
ที่เหลือตายแตกมาถึงธานี |
| จึงรีบพาสานุศิษย์ซึ่งอยู่ด้วย
|
จะไปช่วยนางวัณฬามารศรี |
| ให้พวกพร้องร้องป่าวชาวบุรี |
ผู้ใดมีกตัญญูตามกูมา |
| ไปช่วยเจ้าคราวนี้เสียทีทัพ |
จะศูนย์ลับศักราชศาสนา |
| แม้เจ้าตายฝ่ายฝรั่งทั้งลังกา |
จะเป็นข้าครอกเขาชาวชมพู |
| ออกแล่นหลามตามหลังมาพรั่งพรู |
ออกประตูแต่งทัพให้นับพล |
| ได้ห้าพันบรรดาซึ่งมาด้วย |
จะไปช่วยลูกสาวเจ้าสิงหฬ |
| ให้ถือคบครบทั่วทุกตัวคน |
แล้วแบ่งพลกองละพันสำคัญคบ |
| เข้าตีทัพสัปยุทธเร่งจุดพร้อม |
จึงรวมรอมอ้อมกันเข้าบรรจบ |
| คอยฟังกลองกองทัพสำหรับรบ |
เร่งสมทบช่วยกันให้ทันที
ฯ |
| *
ฝ่ายฝรั่งสังฆราชขึ้นรถเหล็ก |
ลูกศิษย์เด็กขับม้าเป็นสารถี |
| แยกโยธาห้ากองฆ้องกลองตี |
พอราตรีเกรียวกราวโห่ฉาวมา
ฯ |
| * ฝ่ายปี่โปบาลีมีหนังสือ
|
ให้หญิงถือมาถึงวังอยู่ข้างหน้า |
| สั่งให้ทูลมูลกิจพระธิดา |
นางสุลาลีแจ้งจึงแขงใจ |
| ไปรับเหล่าชาวบ้านสิกคาระนำ |
มาในตำหนักถามความสงไสย |
| ฝ่ายหญิงเฒ่าเล่าตามเนื้อความไป |
แล้วหยิบให้หนังสือที่ถือมา
ฯ |
| *
สุลาลีคลี่อ่านเป็นการลับ |
ว่าเกณฑ์กลับศักราชศาสนา |
| เกณฑ์ชมพูอยู่ที่ฉัตรวัฒนา |
เกณฑ์ลังกาหมายชนะจะประไลย |
| ถ้ารบพุ่งพวกฝรั่งสินทั้งหลาย |
จะล้มตายพ่ายแพ้คิดแก้ไข |
| ให้พวกพ้องขององค์พระอภัย |
ช่วยชิงไชยจึงจะเสร็จสำเร็จการ |
| สุลาลีดีใจจับใส่ผม |
พระปรารมภ์ทุกข์ร้อนสั่งสอนหลาน |
| แล้วให้จัดเสื้อผ้ามาประทาน |
ให้ชาวบ้านน้าป้าพวกย่ายาย
ฯ |
| *
แล้วได้ข่าวคราวทัพถึงยับย่อย |
ยิ่งเศร้าสร้อยเสียใจมิใคร่หาย |
| ยังเจ็บแผลแก้ไขใช้อุบาย |
ทำฟูมฟายชลนารีบคลาไคล |
| เข้าทูลองค์ทรงฤทธิ์พระบิตุเรศร์ |
มิโปรดเกศลูกรักจะตักไษย |
| พวกกองทัพเกือบกระทั่งถึงวังใน |
สังหารไพร่ล้มตายลงก่ายกัน |
| พระชนนีพี่ผกาพากันกันหนี |
ทั้งสะหรีศูนย์ไปแต่ไก่ขัน |
| ฝ่ายองค์พระอภัยตกใจครัน |
เรียกศรีสุวรรณสินสมุทรสุดสาคร |
| มาแจ้งความตามที่ลาลีเล่า |
ต่างโศกเศร้าแสนเสยดายสายสมร |
| นางลีวันกรรแสงแกล้งอ้อนวอน |
ถึงภูธรไม่สงสารพระมารดา |
| เห็นแก่องค์ทรงยศโอรสราช |
มาเอาชาติชีวังจะสังขาร์ |
| พระทรงฟังคั่งแค้นแทนวัณฬา |
จึงตรัสว่าพ่อจะไปชิงไชยเอง |
| ใครฆ่าฟันวัณฬาจะฆ่าเสีย |
ถึงลูกเมียไม่เอาไว้ให้ข่มเหง |
| มารบพุ่งกรุงไกรมันไม่เกรง |
แม่ลเวงก็ไม่บอกจะออกตี |
| แล้วชวนพระอนุชาพาโอรส |
มาพร้อมหมดทั้งธิดามารศรี |
| นาลาลีดีใจเห็นได้ที |
เรียกเสนีฝรั่งมาสั่งการ |
| จัดโยธาห้าหมื่นถือปืนรบ |
จุดเพลิงคบถ้วนทั่วตัวทหาร |
| ผูกพระยาม้าที่นั่งบัลลังก์อาน |
สำเร็จการกษัตราทรงพาชี |
| พระอภัยให้พระน้องสองโอรส |
แยกไปหมดมุ่งหามารศรี |
| ทัพละหมื่นดื่นป่าพนาลี |
แสงอัคคีคบสว่างดังกลางวัน
ฯ |
| *
ฝ่ายทัพพราหมณ์สามกษัตริย์สกัดป่า |
ตามวัณฬาเลี้ยวลัดสพัดผัน |
| ให้จุดคบรบรับทัพผลึก |
กำดัดดึกครึกครื้นเสียงปืนผา |
| แล้วคุมพลด้นดั้นพาวัณฬา |
รีบลัดป่าจะไปลงข้างดงยาง |
| พอเสียงโห่โยธาเมืองการเวก |
ทหารเอกออกสกัดก็ขัดขวาง |
| ต้องถอยทัพกลับวลมาต้นทาง |
ฝ่ายองค์นางเสาวคนธ์ขับพลตาม |
| ตีทัพหลังสังฆราชพระบาดหลวง |
ไพร่ทั้งปวงแตกล่าเข้าป่าหนาม |
| พอโยธีศรีสุวรรณมาทันพราหมณ์ |
จะเร่งตามนางวัณฬาหาให้พบ |
| เห็นพวกพ้องกองทัพกระสับกระส่าย |
ต่างเรียงรายรวมกันเข้าบรรจบ |
| นางเสาวคนธ์พลน้อยก็ถอยรบ |
ฝรั่งหลบหลีกไปในไพรวัน
ฯ |
| *
ฝ่ายสามพราหมณ์พี่น้องสองกษัตริย์ |
เข้าสกัดรบไปจนไก่ขัน |
| ฟันฝรั่งตายดื่นนับหมื่นพัน |
มาพบกันสามทัพจึงยับยั้ง |
| ท้าวทศวงศ์สงสารลูกหลานรัก |
เห็นเหนื่อยนักพลน้อยจะถอยหลัง |
| จึงปรึกษาว่าเราหย่อนอ่อนกำลัง |
พวกฝรั่งชาวเมืองหนุนเนื่องมา |
| เสียงโห่ร้องก้องกึกอยู่ครึกครื้น |
ดูนับหมื่นมากมายทั้งซ้ายขวา |
| เราแรงน้อยรบรับจะอัปรา |
ไปพลับพลาพักพลสกลไกร |
| พอหายเหนื่อยเมื่อยล้ากินอาหาร |
เผื่อว่าการผันแปรจึงแก้ไข |
| เห็นพรักพร้อมรวมทัพถอยกลับไป |
เข้าค่ายใหญ่ที่ตั้งล้อมลังกา
ฯ |
| *
ฝ่ายพวกอยู่รู้แจ้งแต่งสำรับ |
ไว้เสร็จสรรพเรียงรายทั้งซ้ายขวา |
| พอพวกพ้องกองทัพถึงพลับพลา |
หุงข้าวปลากินตามความสบาย
ฯ |
| *
ฝ่ายโฉมยงองค์ลเวงวัณฬาราช |
ตามพระบาดหลวงนั้นรีบผันผาย |
| กับสองนางต่างพลัดกระจัดกระจาย |
ครั้นศึกวายวงมาทางธานี |
| พอเสียงโห่โยธามาครื้นครึก |
คิดว่าศึกแซงสกัดจะลัดหนี |
| พระฝรั่งสั่งให้ทัพดับอัคคี |
ขึ้นคีรีรวมพลสกลไกร |
| แล้วหยุดหย่อนซ่อนอยู่บนภูเขา |
ต่อรุ่งเช้าเห็นแน่ได้แก้ไข |
| แล้วจัดพลคนกล้าลัดป่าไป |
เข้ากรุงไกรบอกกิจจาลาลีวัน |
| ให้แบ่งพลบนเชิงเทินเนินหอรบ |
มาสมทบกองทัพถึงขับขัน |
| พวกที่อยู่ภูผาทั้งห้าพัน |
ให้เกณฑ์กันเก็บศิลาไว้ราวี
ฯ |
| *
ฝ่ายองค์พระอภัยคุมไพร่พร้อม |
เที่ยวอ้อมค้อมหันหามารศรี |
| คบสว่างกลางป่าในราตรี |
เห็นแต่ผีพลตายเรี่ยรายไป |
| ต้องเหยียบศพทบทับรดับดาษ |
ลุยเลือดฝาดฟูมฟองออกนองไหล |
| ฝรั่งพบศพญาติจะขาดใจ |
เสียงร้องไห้แซ่ซ้องทั้งกองทัพ |
| พระอภัยใจหายเห็นตายมาก |
ดูศพซากซ้อนสมแทบลมจับ |
| เร่งโยธาฝรั่งเดินคั่งคับ |
ไม่พบทัพเที่ยวมาถึงป่าแดง |
| ประหลาดจริงยิงปืนเสียงครื้นครึก |
ครั้นยามดึกเงียบสิ้นให้กินแหนง |
| หรือโฉมฉายวายวางนึงคลางแคลง |
จนจวนแจ้งยังไม่พบพวกรบกัน |
| คิดถึงนางรางควานให้ร่านรัก |
ละล่ำละลักหลงใหลเหมือนใฝ่ฝัน |
| จะลดเลี้ยวเที่ยวหาเห็นช้าพลัน |
ลเวงวัณฬาน้องจะหมองมัว
ฯ |
| *
จำจะเป่าปี่ลองเรียกน้องรัก |
ให้ประจักษ์แจ้งความมาตามผัว |
| ทั้งพวกเราชาวผลึกรู้สึกตัว |
จะเกรงกลัวลมปี่หลบหนีไป |
| ดำริห์พลางทางสั่งให้ยั้งหยุด |
ทหารจุดคบสว่างกระจ่างไสว |
| ให้รายรอบขอบป่าพนาไลย |
คอยรับไพร่พวกเราจะเข้ามา |
| แล้วพระองค์ลงจากม้าที่นั่ง |
ขึ้นหยุดยั้งอยู่บนเนินเชิงเทินผา |
| คิดรำพึงถึงลูกสาวเจ้าลังกา |
หยิบปี่มาเป่าดังเป็นกังวาน |
| แต่ไม่ให้ไพร่พลผู้คนหลับ |
ให้ให้วาบวับแว่วเพลงวังเวงหวาน |
| วิเวกโหวยโหยไห้อาไลยลาญ |
โอ้ดึกป่านี้แล้วแก้วกลอยใจ |
| แม่วัณฬานารีศรีสวัสดิ์ |
จะพรากพลัดไพร่พลไปหนไหน |
| น้ำค้างย้อยพรอยพรมพนมไพร |
จะหนาวในทรวงน้องจนหมองนวล |
| โอ้ยามสามยามนี้เจ้าพี่เอ๋ย |
พี่เคยเกยกอดน้องประคองสงวน |
| แม่ยอดหญิงมิ่งขวัญจะรัญจวน |
เสียดายนวลเนื้ออุ่นลมุลทรวง |
| เคยไสยาสน์อาสน์อ่อนบรรจฐรณ์แท่น |
มาเดินแดนดงรังใช่วังหลวง |
| ขอเชิญแก้วแววตาสุดาดวง |
มาชมพวงมาลีด้วยพี่ยา |
| ล้วนชื่นแช่มแย้มบานทุกก้านกิ่ง |
ยิ่งคิดยิ่งหวลหอมบนจอมผา |
| พี่อยู่เดียวเปลี่ยวใจไนยนา |
แม่วัณฬาหลบแฝงอยู่แห่งไร |
| จนดาวเคลื่อนเดือนดับยิ่งลับน้อง |
เห็นแต่ห้องหิมวาพฤกษาไสว |
| มาหาพี่นี่หน่อยเถิดกลอยใจ |
จะกล่อมให้บรรทมได้ชมเชย |
| ถึงยากไร้ไม่มีที่พระแท่น |
จะกางกอดทอดแขนแทนเขนย |
| หนาวน้ำค้างพร่างพรมลมรำเพย |
ใครจะเชยโฉมน้องประคองเคียง |
| เคยอยู่วังฟังนาสุรางค์เห่ |
มาฟังเรไรเพราะเสนาะเสียง |
| วิเวกแว่วแจ้วเจื้อยเรื่อยสำเนียง |
เสนาะเพียงพิรเพลงบรรเลงลาญ
ฯ |
| *
ฝ่ายฝรั่งทั้งสิ้นได้ยินปี่ |
ที่หลบลี้หนีมาอยู่หน้าฉาน |
| ส่วนลูกสาวเจ้าลังกากับอาจารย์ |
ซุ่มทหารกองทัพค่อยตรับฟัง |
| เสนาะคำร่ำเรียกสำเหนียกแน่ |
นางเหลียวแลลืมขยับจะกลับหลัง |
| แล้วรู้ตัวกลัวอาจารย์จะพานชัง |
จึงบอกสังฆราชว่าเธอมารับ |
| จะควรไปให้พบหรือหลบเสีย |
เผื่อลูกเมียเขามาแก้จะแปรกลับ |
| พระบาดหลวงล่วงรู้ขู่สำทับ |
ผัวมารับไยไม่ไปจะได้นอน |
| ทั้งอาคมถมน้ำมันทำกันไว้ |
ชีวิตไม่ม้วยมุดไม่หลุดถอน |
| จงตั้งจิตต์คิดอ่านที่ราญรอน |
ไปวิงวอนว่าผัวให้มัวมนท์ |
| ให้ฆ่าตีพี่น้องพวกพ้องเขา |
คงตามเราสารพัดไม่ขัดสน |
| นางโฉมยงจงไปกับไพร่พล |
กูก็พ้นทุกข์ธุระแล้วจะลา |
| พลางลงเนินเดินพาบรรดาเด็ก |
ขึ้นเกวียนเหล็กไปในไพรพฤกษา |
| นางโฉมยงทรงนั่งหลังอาชา |
กับพลห้าพันบรรจบถือคบไฟ |
| ให้ตัดทางไปในดงตรงเสียงปี่ |
พบบุตรีกับรำภาต่างปราไสย |
| ทั้งพระน้องสองโอรสยศไกร |
ต่างขับไพร่พลมาพร้อมหน้ากัน
ฯ |
| *
ทั้งสี่นางต่างเข้าไปเฝ้าผัว |
ทำสั่นรัวกลัวแกล้งกรรแสงศัลย์ |
| นางวัณฬาว่าพระองค์ให้พงศ์พันธุ์ |
มาฆ่าฟันไพร่ฟ้าไม่ปราณี |
| ไม่ช่วยห้ามกองทัพให้กลับหลัง |
เหลือกำลังแล้วน้องจะต้องหนี |
| เชิญพระองค์จงพานางมาลี |
เข้าบุรีราชวังอยู่ลังกา |
| เป็นปิ่นเกล้าสาวสนมชมสมบัติ |
ทั้งกษัตริย์เผ่าพงศ์สืบวงศา |
| แต่ตัวน้องนี้ขอชีวา |
ไปทำไร่ไถนาอยู่ป่าดอน
ฯ |
| *
พระฟังนางทางว่านิจจาเอ๋ย |
อย่าแคลงเลยพี่ไม่ทิ้งมิ่งสมร |
| ซึ่งเผ่าพงศ์วงศ์วารมาราญรอน |
มีโทษกรกฎหมายถึงวายวาง |
| จะตามทัพจับมาเข่นฆ่าเสีย |
ทั้งลูกเมียนอกรีตไม่กีดขวาง |
| ต่างปราไสยไต่ถามเนื้อความนาง |
จนสว่างเวลารุ่งราตรี
ฯ |
| *
ฝ่ายโฉมยงองค์ลเวงรู้เพลงผัว |
เห็นเมามัวมนต์ประสิทธิ์ด้วยฤทธิ์ผี |
| จึงเสเเสร้งแกล้งว่าได้ปราณี |
ชาวบุรีแรงน้อยจะย่อยยับ |
| พระโปรดเกล้าเป่าปี่ขึ้นดีกว่า |
ให้โยธาทั้งหลายหญิงชายหลับ |
| พอให้หราบปราบปรามทั้งสามทัพ |
แต่เพียงจับเอาไปส่งเสียคงคา
ฯ |
| *
พระตรัสสรวลควรอยู่เป็นรู้แล้ว |
เหมือนกวาดแผ้วไพรีดีหนักหนา |
| นางนบนอบลอบสั่งชาวลังกา |
ให้ไปหาดินปืนทั้งฟืนไฟ |
| เห็นกองทัพหลับสิ้นเอาดินออก |
จุดไฟครอบเสียทั้งทัพเมื่อหลับไหล |
| แล้วเกณฑ์กันบรรดาพวกม้าใช้ |
ให้แยกย้ายรายไปสืบไพรี |
| พอได้ความสามทัพไปยับยั้ง |
อยู่ค่ายยังชายทุ่งริมกรุงศรี |
| เอาเค้ามูลทูลพระอภัยมณี |
พระภูมิสั่งน้องสองโอรส |
| ทั้งยุพาลาลีสะหรีด้วย |
ยกไปช่วยกันล้อมให้พร้อมหมด |
| ฝ่ายสามคู่อยู่พร้อมน้อมประณต |
ลงบรรพตพากันมาทรงพาชี
ฯ |
| *
ศรีสุวรรณเคียงม้ารำภาชม้อย |
พระหน่อน้อยคอยยุพามารศรี |
| สุดสาครเคียงม้าสุลาลี |
เดินโยธีทัพละหมื่นเสียงครื้นเครง |
| พวกฝรั่งลังกามัดหญ้าแฝก |
บ้างก็แบกดินประสิวหิ้วเขนง |
| จะไปเผาเจ้าผัวไม่กลัวเกรง |
นางลเวงสมถวิลก็ยินดี |
| จึงเชิญองค์ทรงยศขึ้นรถราช |
พระนางนาฎนั่งหน้าเป็นสารถี |
| ทหารแห่แต่ล้วนเหล่าชาวบุรี |
ยกโยธีตัดทางไปข้างธาร
ฯ |
| *
จะกลับกล่าวเก้าองค์พงศ์กษัตริย์ |
ให้พราหมณ์จัดพลรบสมทบทหาร |
| คอยรับรองป้องกันประจัญบาน |
พอแจ้งการกองนอกมาบอกความ |
| ว่าบัดนี้สี่องค์พานงนุช |
ให้รีบรุดยกพลมาล้นหลาม |
| ท้าวทศวงศ์องค์สั่นให้ครั่นคร้าม |
จะคิดความแก้ไขอย่างไรดี |
| จะรบสู้ผู้คนไพร่พลน้อย |
จำจะถอยทัพล่าโยธาหนี |
| ฝ่ายอัคเรศเกษราสุมาลี |
สองนางตีทรวงแสนที่แค้นใจ |
| เจ้าประคุณทูลกระหม่อมของเมียเอ๋ย |
กระไรเลยลืมองค์จนหลงไหล |
| ลำพังพระจะมาฟันให้บรรไลย |
ก็มิได้สู้ผัวด้วยกลัวเกรง |
| แต่ครั้งนี้อีวัณฬามันมาด้วย |
ถึงมอดม้วยก็ไม่ให้ใครข่มเหง |
| จะต้องสู้ดูดีอีลเวง |
ไม่ครื้นเครงคราวนี้ก็ที่ตาย |
| นางเกษราว่าสงสารพระผ่านเกล้า |
ถึงจะเอาศีรษะจะถวาย |
| จะหลีกหลบรบรับก็อับอาย |
ขอสู้ตายอยู่ตรงหน้าพระสามี |
| ท้าวทศวงศ์สงสารลูกหลานรัก |
จึงว่าจักอยู่รบไม่หลบหนี |
| อันฝรั่งลังกาพอราวี |
กลัวแต่ปี่เธอจะเป่าให้หาวนอน |
| แล้วปรึกษาปาโมกข์โลกเชษฐ์ |
ท่านรู้เวทย์มนต์ขลังช่วยสั่งสอน |
| พระยกทัพขับทหารมาราญรอน |
จะผันผ่อนคิดอ่านประการใด
ฯ |
| *
ฝ่ายปาโมกข์โลกเชษฐ์ |
เพราะฤทธิ์ผีพาพระองค์ให้หลงใหล |
| จึงพาคู่ผู้หญิงออกชิงไชย |
จะแก้ไขขัดขวางด้วยห่างกัน |
| แต่จะช่วยด้วยวิชาสถาผล |
อย่าให้คนเข่นฆ่ากันอาสัญ |
| ซึ่งเป่าปี่ขี้ผึ้งก้อนหนึ่งนั้น |
เอาปิดกรรณเสียเห็นไม่เป็นไร |
| แต่รบพุ่งรุ่งค่ำคงลำบาก |
ข้างเขามากเราจะต้านทานไม่ไหว |
| ข้ามีครูรู้เรียนจุดเทียนไชย |
ออกชื่อไปก็จะรู้ถึงหูกัน |
| อันโยคีที่เป็นครูอยู่ที่เกาะ |
เธอรู้เหาะเหิรเวทวิเศษขยัน |
| คงแจ้งเหตุเจตนาบูชายัญ |
กำหนดวันหนึ่งจะมาไม่ช้านาน |
| แม้โยคีมิช่วยจะม้วยมอด |
เอาตัวรอดเถิดท้าวเหล่าทหาร |
| ข้าจะอยู่ภูผาสมาทาน |
กระทำการแก้ไขช่วยไพร่พล |
| แม้ศึกมาอย่าเพ่อรบสงบอยู่ |
คอยปิดหูดูสังเกตซึ่งเหตุผล |
| พระองค์กับมเหษีนีฤมล |
เสาคนธ์กับกษัตริย์หัสไชย |
| ออกห้ามทัพรับองค์พระทรงศักดิ์ |
ให้พบพักตร์พูดจาอัชฌาไสย |
| แม้คลุ้มคลั่งสั่งผู้หญิงเข้าชิงไชย |
จึงปล่อยให้ปักษาออกราวี |
| แล้วเษกเข็มเล่มใหญ่ให้ใส่พก |
กลายเป็นนกการวิกคอยจิกผี |
| แล้วเสกสายกายสิทธิ์ด้วยฤทธี |
ให้เสนีนายใหญ่ทั้งไพร่พล |
| คงกระพันฟังแทงก็แพลงพลาด |
ทั้งแคล้วคลาศศัสตราสถาผล |
| แล้วพราหมณ์ลาพาเด็กอีกหลายคน |
ขึ้นไปบนเขาเขินเนินศิลา |
| เอาหินต่างธรรมาสน์เหมือนอาสน์สงฆ์ |
ปักฉัตรธงเทียนข้าวตอกดอกบุบผา |
| แล้วพราหมณ์เฒ่าเข้านั่งตั้งบูชา |
บนเนินผ้าขาวลาดดาษเพดาน |
| จึงจุดเทียนเขียนชื่อพระฤาษี |
ตั้งพิธีทำสัตย์อธิฐาน |
| เอาจิตต์วางทางกสิณอภิญญาณ |
ไปถึงท่านโยคีผู้ปรีชา
ฯ |
| *
ฝ่ายเก้าองค์พงศ์กษัตริย์อติเรก |
ได้นกเษกพราหมณ์มนต์ดลคาถา |
| ค่อยอุ่นใจไม่พรั่นหวั่นวิญญา |
ต่างตรวจตราเตรียมรับกองทัพไชย
ฯ |
| *
ฝ่ายลูกสาวเจ้าลังการำภาสะหรี |
สุลาลีนางผกาอัชฌาไสย |
| ยกโยธามากับผัวไม่กลัวใคร |
ถึงค่ายใหญ่แยกหลีกเป็นปีกกา |
| เข้าโอบอ้อมล้อมทัพไว้คับคั่ง |
ทั้งหน้าหลังตั้งรายทั้งซ้ายขวา |
| พอรถทรงองค์ลเวงวัณฬามา |
ถึงตรงหน้าค่ายล้อมอยู่พร้อมกัน |
| ดูคั่งคับนับหมื่นเสียงครื้นครึก |
เห็นข้าศึกนิ่งเฉยก็เย้ยหยัน |
| ว่าพวกผิดคิดขบถหมดทั้งนั้น |
สมคบกันรบพุ่งเจ้ากรุงไกร |
| ไม่เกรงใจมเหษีสี่กษัตริย์ |
จะต้องตัดเอาศีรษะเสียบไสว |
| แม้รักตัวกลัวชีวันจะบรรไลย |
ก็กราบไหว้พวกฝรั่งชาวลังกา
ฯ |
| *
สมเด็จท้าวทศวงศ์พงศ์กษัตริย์ |
จึงรีบจัดแจงองค์ทรงภูษา |
| ด้วยเชื่อคำทำตามพราหมณ์พฤฒา |
ให้เสนาใหญ่น้อยนิ่งคอยฟัง |
| สองพระองค์ทรงยศขึ้นรถราช |
ธิดานาฎหลานยานั่งหน้าหลัง |
| พี่เลี้ยงพราหมณ์สามนายรายระวัง |
ตรงออกยังทัพที่ศรีสุวรรณ |
| บอกฝรั่งทั้งสิ้นว่าปิ่นปัก |
รมจักรจอมวังนรังสรรค์ |
| ให้หาพระอนุชาลังกานั้น |
มาด้วยกันกับรำภาอย่าช้าที
ฯ |
| *
ฝ่ายฝรั่งคั่งแค้นใคร่แทนทด |
เข้าล้อมรถรอบไว้มิให้หนี |
| เป็นพงศ์พันธุ์ครั้นว่าจะฆ่าตี |
เกรงจะมีโทษทัณฑ์ถึงบรรไลย |
| ต้องบอกต่อข้อความที่พราหมณ์สั่ง |
ให้คนหลังทูลแจ้งแถลงไข |
| ศรีสุวรรณฟั่นเฟือนเลื่อนเปื้อนไป |
จึงว่าใครหนอสั่งมาดังนี้ |
| ให้แหวกทัพขับพระยาม้าที่นั่ง |
มาพร้อมพรั่งทั้งม้ารำภาสะหรี |
| เห็นรถทรงนงนุชพระบุตรี |
ทั้งชนนีบิตุเรศเสด็จมา |
| รู้สึกองค์ลงจากม้าที่นั่ง |
นางฝรั่งเคียงเข้าเป่าคาถา |
| กลับกลัดกลุ้มคลุ้มคลั่งขึ้นหลังม้า |
ตวาดว่าลูกเมียไปเสียไป |
| ถ้าขืนอยู่จู้จี้เดี๋ยวนี้แหละ |
จะต้องแหวะปากเชือดให้เลือดไหล |
| พระอัคเรศเกษราโศกาไลย |
แล้วทรามไวยวันทาทูลสามี |
| จงโปรดเกล้าเจ้าประคุณทูลกระหม่อม |
น้องจะยอมเป็นข้าระภาสะหรี |
| ไม่ล่วงราชอาชญาฝ่าธุลี |
อย่าฆ่าตีชีวันให้บรรไลย
ฯ |
| *
นางอรุณฉุนแค้นว่าแสนชาติ |
กูหาปราถนาเป็นข้าไม่ |
| ถึงบิดาฆ่าฟันให้บรรไลย |
กูก็ไม่คบค้าสมาคม ฯ |
| *
ฝ่ายรำภาสะหรีเห็นทีกล้า |
จึงแกล้งว่าน้อยหรือกลับมาทบถม |
| ช่างขึ้นเสียงเถียงบิดาค้าคารม |
นางแสนคมคอจะหักไปสักที |
| ท้าวทศวงศ์โองการห้ามหลานรัก |
จะขายพักตร์พูดจากับทาสี |
| ได้ฟังคำรำภายุสามี |
จงฆ่าตีเสียให้หมดทั้งรถทรง |
| ศรีสุวรรณฟั่นเฟือนเขื้อนขยับ |
แล้วก็กลับคิดได้กลับใหลหลง |
| พราหมณ์พี่เลี้ยงเคียงรถท้าวทศวงศ์ |
ต่างปลอบองค์ศรีสุวรรณจำนรรจา
ฯ |
| *
ฝ่ายนงเยาว์เสาวคนธ์วิมลมิ่ง |
ขึ้นทรงสิงห์ทหารวายทั้งซ้ายขวา |
| ออกจากค่ายหมายตรงพระพี่ยา |
เห็นสุดสาครพี่เคียงลีวัน |
| ยิ่งแค้นคิดพิศแลเห็นแผลแก้ม |
แกล้งยิ้มแย้มเปรียบเปรยทำเย้ยหยัน |
| ฝรั่งวิ่งสิงห์ไล่เข้าใกล้กัน |
นางลีวันยุให้ผัวจับตัวไว้ |
| สุดสาครแลเขม้นเห็นพระน้อง |
นึกจะร้องเรียกหามาปราไสย |
| แล้วลืมองค์หลงเพ้อเอออะไร |
เฝ้ากวนใจจู้จี้ไปทีเดียว |
| เป็นผู้หญิงวิ่งรุกมาจุกจิก |
จะใคร่หยิกหนักหนาให้ขาเขียว |
| นางว่าชะพระพี่เช่นนี้เจียว |
มากราดเกรี้ยวโกรธแค้นเถียงแทนเมีย |
| จนไม้เท้าดาบสก็หมดม้วย |
ไม่เขินขวยขายหน้าประดาเสีย |
| น้อยหรือเคียงเรียงรอเดินคลอเคลีย |
จงปล่อยเมียออกมาสู้ดูผีมือ
ฯ |
| *
สุดสาครค้อนน้องแล้วร้องตอบ |
จะลอบยิงเขาอีกเล่าหรือ |
| ยิ่งห้ามปรามลามไปดังไฟฮือ |
ดีแต่ดื้อดุดันไม่บันเทา |
| เมียของข้าลาลีเป็นพี่สะใภ้ |
ตัวไม่ไหว้แล้วมิหนำลอบทำเขา |
| จนเสียแก้มแต้มยายังมาเย้า |
มาทำเข้าเถิดทีนี้แล้วดีจริง
ฯ |
| *
ซึ่งเชษฐาว่าอีนี่พี่สะใภ้ |
ข้าไม่ไหว้มันอีพวกผีสิง |
| ชาตินี้ข้าจองหองจึงต้องยิง
|
พระก็ทิ้งความสัตย์ถึงตัดรอน |
| จะรบสู้ดูดีอีฝรั่ง |
ไม่เชื่อฟังเชษฐาอย่ามาสอน |
| แล้วโถมไล่ลาลีวันจะฟันฟอน |
สุดสาครขวางน้องคอยป้องกัน |
| สุลาลีมิได้กลัวเพราะผัวช่วย |
ถึงแก้มป่วยปากคารมยังคมสัน |
| จึงว่าชะจะเข้ามาไล่ฆ่าฟัน |
อย่างปิดควันไว้เลยเจ้าข้าเข้าใจ |
| นี่น้องหรือดื้อดึงมาหึงส์พี่ |
หรือเดิมทีเป็นผัวของตัวไฉน |
| ประเดี๋ยวนี้ชีวันจะบรรไลย |
พลางขับไพร่พลล้อมไว้พร้อมเพรียง |
| นางเสาวคนธ์ด้นดั้นจะฟันฆ่า |
แต่เชษฐากีดกั้นช่วยมันเถียง |
| ทะเลาะพลางทางไล่เข้าใกล้เคียง |
ลาลีเลี่ยงล้อเล่นเป็นเฮฮา
ฯ |
| *
ฝ่ายสุวรรณมาลีศรีสวัสดิ์ |
นางกษัตริย์แสนสลดทรงรถา |
| กับลูกน้อยสร้อยสุวรรณจันทร์สุดา |
ได้เห็นหน้าอยู่แต่พระหัสไชย |
| ช่วยขับรถอุตส่าห์สาพิภักดิ์ |
ถึงศึกสักหมื่นพันไม่หวั่นไหว |
| ออกจากค่ายหมายจะปะพระอภัย |
พระหัสไชยขับม้าอยู่หน้ารถ |
| แกล้งร้องว่าฝรั่งสิ้นทั้งหลาย |
หลีกเจ้านายออกไปเสียให้หมด |
| แล้วตรงมาท่าเดียวไม้เลี้ยวลด |
จนใกล้รถพระอภัยกลางไพร่พล
ฯ |
| *
ฝ่ายลเวงเกรงผัวกลัวจะกลับ |
คอยกำกับเษกเป่าเป็นเก้าหน |
| แล้วคุมเชิงชิงจะจับเมื่ออับจน |
พระต้องมนต์นางวัณฬาลืมมาลี |
| ไม่รู้จักอัคเรศพระเนตรเฝื่อน |
แล้วแลเหมือนพักตร์พระมเหษี |
| ครั้นจำได้ในอารมณ์ไม่สมประดี |
เรียกบุตรีตรัสว่าแม่มาไย |
| อยู่กับพ่อหนออย่ากลับไปกับแม่ |
แล้วเหลียวแลลืมองค์ด้วยหลงใหล |
| สร้อยสุวรรณจันทร์สุดาโศกาไลย |
พระภูวไนยไม่สงสารพระมารดา |
| ให้ฝรั่งพรั่งพร้อมมาล้อมจับ |
จนแตกทัพคืนนี้แล้วมิสา |
| ยังมิหนำซ้ำลูกสาวเจ้าลังกา |
ยังจะให้มาฆ่าพระชนนี |
| ลูกขอม้วยด้วยพระแม่บังเกิดเกล้า |
จึงมาเฝ้าให้ฟันบั่นเกศี |
| ฝ่ายโฉมยงองค์สุวรรณมาลี |
กราบสามีวอนว่าด้วยอาไลย |
| โอ้พระคุณทูลกระหม่อมจอมกษัตริย์ |
เวรวิบัติบาปสร้างแต่ปางไหน |
| มันเฝ้าทำซ้ำเติมเคลิ้มพระไทย |
จนหม่นไหม้มัวหมองเพราะต้องมนต์ |
| เมื่อตามมาฝรั่งสิ้นทั้งหลาย |
จะฆ่าตายเสียวันละพันหน |
| ต้องรบพุ่งรุ่งค่ำเพราะจำจน |
จนเสียพลไพร่นายล้มตายครัน |
| คราวนี้ปะพระองค์ดำรงราชย์ |
ขอเชิญบาทปรเมศไปเขตต์ขัณฑ์ |
| บำรุงราษฎร์ศาสนาในสามัญ |
เป็นฉัตรกั้นเกษาประชาชน |
| พระฟังเชิญเมินเฉยกลัยเลยหลง
|
ด้วยลืมองค์ลืมสังเกตซึ่งเหตุผล |
| ฝ่ายลูกสาวเจ้าลังกาพิรากล |
คอยเป่ามนต์ร่ำไปมิให้คลาย |
| ครั้นเห็นองค์ทรงธรรม์ยังพันผูก |
ไม่ฆ่าลูกเมียได้ดังใจหมาย |
| แกล้งพูดขวางทางความตามอุบาย |
แน่ะนางนายทัพผลึกกินลึกลับ |
| เพราะพระองค์งงงวยมาช่วยแก้ |
หรือว่าแม่เปล่าใจนอนไม่หลับ |
| หรือเหลือทนจนต้องข้ามมาตามรับ |
เธอไม่กลับแกล้งว่าจะฆ่าฟัน |
| มารบพุ่งมุ่งหมายทำร้ายผัว |
จะจับตัวเข่นฆ่าให้อาสัญ |
| แล้วสั่งไพร่ให้ล้อมไว้พร้อมกัน |
นางสุวรรณมาลีไม่มีกลัว |
| จึงร้องท้าว่าลเวงเองมาสู้ |
กันกับกูก่อนเถิดมึงอย่าพึ่งผัว |
| จะชนะจุแพ้ก็แต่ตัว |
กูไม่กลัวมึงดอกนะอีลเวง |
| นางวัณฬาว่าพระองค์ไม่ทรงโปรด |
ให้เขาโกรธอึกกระทึกฮึกข่มเหง |
| ค้าคารมข่มขู่ขึ้นกูเอง |
ไม่กลังเกรงบาทาฝ่าธุลี |
| แล้วมิสาซ้ำว่าทำยาแฝด |
เห็นกินแรดไปแล้วพระมเหษี |
| จะฆ่าฟันบรรไลยก็ไม่ดี |
ชอบเป่าปี่ขึ้นให้หลับแล้วจำเป็น
ฯ |
| *
พระจับปี่ที่ใส่ไว้ในเสื้อ |
เอาน้ำเจือลิ้นปี่บุตรีเห็น |
| จึงปล่อยนกผกโผนโจนกระเด็น |
ปักษาเผ่นผันผยองทั้งสองตัว |
| นกกาสักปักษีเห็นผีสาง |
เข้าจิกนางการวิกเข้าจิกผัว |
| จะตีรันมันเท่าไรมันไม่กลัว |
จะจับตัวก็ไม่อยู่มันสู้รบ |
| พระอภัยไม่ทันเป่าเฝ้าแต่ปัด |
จนปี่พลัดตกลงพะวงหลบ |
| นางลเวงเกรงทัพชัยสินธพ |
ให้เข้ารบรุมกันไล่ฟันแทง |
| ต่างตีฆ้องกลองศึกเสียงครึกครื้น |
ระดมปืนหลักลั่นเก่าทัณฑ์แผลง |
| เดชะสายกายสิทธิ์ฤทธิแรง |
ให้พลาดแพลงแคล้วคลาศซึ่งศาสตรา |
| พระหัสไชยไม่หนีตีสินธพ |
ชักรถรบไพร่นายทั้งซ้ายขวา |
| เสียงทหารขานโห่เป็นโกลา |
นางรำภาตีฆ้องเร่งกองทัพ |
| ให้จับท้าวทศวงศ์องค์อรุณ |
ฝรั่งวุ่นวิ่งกลุ้มเข้ารุมจับ |
| ทั้งซ้ายขวาหน้าหลังดูคั่งคับ |
เจ้าพราหมณ์รับประจัญเข้าฟันแทง
ฯ |
| *
ท้าวทศวงศ์องค์สั่นคอยกันหลาน |
ช่วยรอนราญรบฉะด้วยพระแสง |
| มันโรมรันฟันฟาดก็พลาดแพลง |
รำภาแกว่งขวานโถมกระโจมฟัน |
| ถูกรถทรงกงแตกแปรกหัก |
พระทรงศักดิ์เซซานยึดหลานขวัญ |
| คอยรบสู้อยู่ในรถหมดด้วยกัน |
รำภาฟันฟาดผิดหวิดหวิดไป |
| เห็นจวนจริงทิ้งนกไล่จกจิก |
รำภาพลิกแพลงรบหลบไม่ไหว |
| จึงกลับมาหาผัวด้วยกลัวไภย |
มันซ้ำไล่จิกตีศรีสุวรรณ |
| ต่างวุ่นวายนายไพร่ใกล้กระทบ |
ลาลีรบเสาวคนธ์ขับพลขันธ์ |
| เข้าห้อมหุ้มกลุ้มกลัดสกัดกัน |
สิงห์โตผันผกโผนกระโจนรับ |
| ทหารนางทั้งสิงห์ไม่ทิ้งเจ้า |
แกว่งขวานเข้าฟันฟาดเสียงฉาดฉับ |
| ฝรั่งแตกแยกย้ายล้มตายยับ |
ที่เหลือกลับกลุ้มกันเข้าฟันฟอน |
| นางเสาวนธ์วลไล่พวกไพร่หนี |
เห็นลาลีไล่รันด้วยคันศร |
| สุลาลีหนีปนพลนิกร |
สุดสาครขับม้าขวางหน้าน้อง |
| นางแค้นใจรันกระชั้นชิด |
พระพี่ปิดป้องกันผันผยอง |
| นางปล่อยนกผกโผนโจนคนอง |
เจ้าจิกท้องแขนขาสุดสาคร |
| แล้วไล่ตีลาลีวันหลบพันผัว |
ต่างจวนตัวตีรันด้วยคันศร |
| พอนายทัพชัยทหารรุกรานรอน |
นางก็ต้อนไล่กระชั้นประจัญบาน |
| นางผกาพาสินสมุทรผัว |
ไปเพื่อนตัวตีไพร่ไล่ทหาร |
| พวกเฝ้าค่ายนายต้อนออกรอนราญ |
ต่างต่อต้านตอบตีไม่หนีเร้น
ฯ |
| *
ฝ่ายบาดหลวงห่วงลูกสาวเจ้าสิงหฬ |
ขึ้นอยู่บนป้อมปืนยืนเม้น |
| ดูโยธีตีค่ายจนบ่ายเย็น |
ยังไม่เห็นแตกแตนน่าแค้นใจ |
| ให้กองนอกบอกคนที่ปล้นค่าย |
ให้ไพร่นายหลีกปืนอย่ายืนใกล้ |
| เห็นพลแยกแหวกกว้างเป็นทางไป |
ยิงปืนใหญ่กังกึงเสียงตึงตัง |
| แต่ละลูกถูกค่ายทลายยับ |
แล้วยิงพลับพลาทลายลงหลายหลัง |
| พวกมดหมอขอเฝ้านางชาววัง |
พลับพลาพังพากันวิ่งเป็นสิงคลี
ฯ |
| *
พวกโยธาการเวกเมืองรมจักร |
ต่างหักออกทุ่งข้างกรุงศรี |
| พวกผลึกศึกกล้าพาสัตรี |
ประดังตีตัดทางออกข้างซ้าย |
| ต่างตามเจ้ากราวเกรียวเลี้ยวตลบ |
ตีกระทบรบฝรั่งสิ้นทั้งหลาย |
| ทั้งสามทัพกลับเข้าพบเจ้านาย |
ทั้งสองฝ่ายแทงฟันประจัญบาน |
| พลฝรั่งครั้งนั้นมันไม่หนี |
เหตุด้วยสกษัตราอยู่หน้าฉาน |
| แตกแล้วกลับซับซ้อนเข้ารอนราญ |
เสียงสะท้านสะเทื้อนทั้งเกาะลังกา
ฯ |
| *
พออากาศฟาดเปรี้ยงเสียงสนั่น |
เป็นหมอกควันมืดมิดทุกทิศา |
| พวกรบสู้ดูเหมือนไม่มีตา |
ไม่รู้ว่าจะไปหนตำบลใด |
| ประเดี๋ยวดังหงั่งเหง่งเสียงเครงครึก |
ลั่นพิลึกโลกาสุธาไหว |
| เป็นฝนฟุ้งทุ่งท่าพนาไลย |
ทุกนายไพร่หนาวทั่วทุกตัวคน |
| ไม่รู้ที่หนีไปข้างไหนรอด |
เหมือนตาบอดมืดเขม้นไม่เห็นหน |
| หนาวสท้านคลานคลำด้วยจำจน |
เสียงแต่ฝนซู่ซู่เข้าหูตา |
| ดูมืดสิ้นดินสวรรค์เป็นควันโขมง |
แต่เพลิงโพลงพลุ่งอยู่ที่ภูผา |
| เห็นหนทางต่างคลานทยานมา |
พวกโยธาโถมชิงกันผิงไฟ |
| แต่บรรดาข้าศึกไม่นึกร้าย |
ทั้งสองฝ่ายเหลือทนปนกันได้ |
| ด้วยเพลงอุ่นรุนเบียดเสียดเข้าไป |
ทั้งนายไพร่ล้อมรอบขอบคิรี |
| บรรดาเหล่าเป่าพงศ์องค์กษัตริย์ |
มาเยียดยัดอยู่กับเหล่านางสาวศรี |
| เพลิงสว่างต่างอุ่นเห็นมุนี |
พระโยคีนั่งอยู่ในกองไฟฮือ |
| กับปาโมกข์โลกเชษฐ์สังเกตแน่ |
ดูรู้แท้พวกทัพต่างนับถือ |
| ทิ้งหอกดาบกราบก้มประนมมือ |
ไม่อึงอื้ออุบอิบซุบซิบกัน |
| ที่ต้องถูกหยูกยาถูกฟ้าฝน |
ก็สร่างมนต์เหมือนก่อนดังนอนฝัน |
| ฝ่ายพวกพระอภัยมณีศรีสุวรรณ |
มาพร้อมกันกราบก้มประนมกร |
| ทั้งพวกข้างนางลเวงก็เกรงหมด |
น้อมประณตนั่งนิ่งริมสิงขร |
| ทั้งไพร่พลฝนช่วยไม่ม้วยมรณ์ |
นั่งสลอนแลดูพระมุนี
ฯ |
| *
ขณะนั้นข้อนดึกศึกสงบ |
ต่างนอบนบนับถือพระฤาษี |
| ไม่กริบเกรียบเงียบสงัดทั้งปัฐพี |
พระโยคีเทศนาใสอาการ |
| คือรูปรสกลิ่นเสียงไม่เที่ยงแท้ |
ย่อมถ้าแก่เกิดโรคโศกสงสาร |
| ความตายหนึ่งพึงให้เห็นเป็นประธาน |
หวังนิพานพ้นทุกข์สนุกสบาย |
| ซึ่งบ้านเมืองเคืองเข็ญถึงเช่นนี้ |
เพราะโลกีย์ตัณหาพาฉิบหาย |
| อันศีลห้าว่าอย่าทำให้จำตาย |
จะตกอบายภูมิขุมนรก |
| หนึ่งว่าอย่าลักเอาของเขาอื่น |
มาชมชื่นฉ้อฉลคนโกหก |
| หนึ่งทำชู้คู่เขาเล่าลามก |
จะตายตกในกะทะอเวจี |
| หนึ่งสูบฝิ่นกินสุรามุสาวาท |
ใครทำขาดศีลห้าสิ้นราศี |
| ใครสัตย์ซื่อถือมั่นในขันตี |
จะถึงที่พระนิพพานสำราญใจ |
| อย่าโกรธขึ้งหึงสาพยาบาท |
นึกว่าชาติก่อนกรรมจะทำไฉน |
| เหมือนดุมวงกงเกวียนวลเวียนไป |
อย่าโทษใครนี่เพราะกรรมจึงจำเป็น |
| ประการหนึ่งซึ่งขาดพระศาสนา |
ทั้งโลกาเกิดทุกข์ถึงยุคเข็ญ |
| ซึ่งจะกลับดับร้อนให้ผ่อนเย็น |
ก็ต้องเป็นไมตรีปราณีกัน |
| จงฟังคำจำศีลจนสิ้นชาติ |
ไม่แคล้วคลาศจะไปผ่านพิมานสวรรค์ |
| ซึ่งชอบผิดคิดเห็นให้เป็นธรรม์ |
อย่าหึงส์กันนะทีนี้นางสีกา |
| กูคนซื่อถือสัตย์จะตัดสิน |
ให้หายสิ้นโมโหที่โทษา |
| ด้วยแรกเริ่มเดิมนั้นนางวัณฬา |
จะลวงฆ่าพระอภัยเสียให้ตาย |
| ข้างโน้นมีปี่เป่าเป็นเจ้าเล่ห์ |
ฝ่ายข้างนี้มีเสน่ห์เหมือนนึกหมาย |
| แต่สัตรีดีกว่าจึงพาชาย |
ให้หลงตายติดขังอยู่วังใน |
| แต่ลูกสาวเจ้าลังกาไม่ฆ่าเสีย |
ยอมเป็นเมียนั้นคิดผิดวิไสย |
| เขาหึงส์หวงล่วงว่าให้สาใจ |
จะโทษใครโทษจิตต์ที่ผิดพลั้ง |
| นางมาลีมีโทโสโมโหมาก |
เมื่อผัวจากมาสงครามรู้ความหลัง |
| ใช่รักใคร่ใจจริงต่างชิงชัง |
เพราะพลาดพลั้งที่ทัพจึงกลับกลาย |
| ไม่แก้ไขแล้วมิหนำยังซ้ำหึงส์ |
จนได้ถึงเกิดศึกไม่นึกหมาย |
| แม้วัณฬาฆ่าผัวของตัวตาย |
ต้องเป็นหม้ายเปล่าเปล่าเพราะเบาความ |
| ลูกทั้งสองน้องยาจะมาแก้ |
ก็พลอยแพ้ฝรั่งสิ้นทั้งสาม |
| ยังซ้ำเหล่าเผ่าพงศ์มาสงคราม |
แทบถึงความตายทั่วทุกตัวคน |
| จนเขาซ้ำทำเธอให้เพ้อพก |
เหตุเพราะยกทัพมาโกลาหล |
| หากปาโมกข์โลกเชษฐ์รู้เวทมนต์ |
ช่วยคุ้มคนทั้งหลายไม่วายปราณ |
| อย่าโทษเขาเราก็ผิดให้คิดเห็น |
จึงจะเป็นสัตย์ธรรม์ในสัณฐาน |
| จงปรองดองครองสัตย์ปฏิญาณ |
ถือศีลทานเถิดอย่าหมายทำร้ายกัน |
| ทั้งนี้มีสุขไม่ทุกข์ร้อน |
เมื่อม้วยมรณ์ก็จะได้ไปสวรรค์ |
| เป็นพัวเมียเสียตัวได้พัวพัน |
จงรักกันเถิดสีกาดีกว่าชัง |
| มีลูกเจ้าเล่าก็คงเป็นวงศ์ญาติ |
ได้สืบชาติเชื้อสายไปภายหลัง |
| กูว่านี้ดีเหลือแม้เชื่อฟัง |
จงเร่งตั้งสัจจาอย่าช้าที
ฯ |
| *
ฝ่ายกษัตริย์ขัตติยาสิบห้ากษัตริย์ |
ต่างจบหัตถ์สาธุสะพระฤาษี |
| โปรดปรึกษาว่าให้เป็นไมตรี |
ข้าเห็นดีพร้อมพรักจะรักกัน |
| แล้วองค์พระอภัยจึงให้สัตย์ |
ไม่ข้องขัดขึ้งเคียดคิดเดียดฉันท์ |
| จะปกครองสองนางด้วยทางธรรม์ |
จนถึงวันเวลาชีวาวาย |
| สุมาลีศรีสวัสดิ์ให้สัตย์บ้าง |
ไม่โกรธนางฝรั่งสิ้นทั้งหลาย |
| จะรักใคร่ให้เหมือนญาติไม่คลาศคลาย |
ขอถวายสัจจาเหมือนพาที |
| ฝ่ายลเวงเกรงกราบไม่หยาบหยาม |
ข้าสิ้นความแค้นพระมเหษี |
| จะสู้ซื่อถือสัตย์สวัสดี |
หมายเหมือนพี่ร่วมครรภ์จนบรรไลย
ฯ |
| *
พระโยคีปรีดาว่าสาธุ |
สืบอายุยืนยงอสงไขย |
| แล้วเคลื่อนคลายหายวับไปฉับไว |
อโณไทยใสสว่างกระจ่างตา |
| คนทั้งสินยินดีเป็นที่ยิ่ง |
ทั้งชายหญิงพร้อมอยู่ที่ภูผา |
| พวกกองทัพกับฝรั่งเมืองลังกา |
ต่างพูดจาปราไสยเป็นไมตรี
ฯ |
| *
ฝ่ายโฉมยงองค์ลเวงวัณฬาราช |
อภิวาทองค์พระมเหษี |
| สอื้นอ้อนวอนว่าพระสามี |
เมื่อเดิมทีทำผิดด้วยคิดกลัว |
| บัดนี้ทราบบาปบุญการุณโปรด |
อย่าถือโทษบาปกรรมที่ทำชั่ว |
| ไปเมื่อหน้าฝ่าลอองอย่าหมองมัว |
จะฝากตัวไปจนตายวายชีวา |
| ขอเชิญองค์ทรงศักดิ์อัคเรศ |
เข้านิเวศน์ทั้งพระวงศ์เผ่าพงศา |
| หยุดประทับยับยั้งอยู่ลังกา |
ให้ช้าช้าสักหน่อยจึงค่อยไป
ฯ |
| *
ฝ่ายพระองค์ทรงโฉมประโลมสวาท |
ครั้นปิศาจสร่างองค์สิ้นหลงใหล |
| ลืมความต้นหนหลังที่คลั่งไคล้ |
โปรดปราไสยสองนางด้วยทางธรรม์ |
| ซึ่งนุชน้องสององค์ดำรงรัก |
ให้งามพักตร์พี่ดังได้ไปสวรรค์ |
| จะรักน้องสองเจ้าให้เท่ากัน |
เหมือนร่วมครรภ์ครองสัตย์ปัฏิญาณ |
| แล้วตรัสถามนามวงศ์เหล่าพงศา |
ครั้นทราบว่าเกี่ยวดองพี่น้องหลาน |
| จึงยอบองค์ลงประณตบทมาลย์ |
พระผู้ผ่านรมจักรนัครา |
| ขอบพระคุณสองพระองค์ผู้ทรงเดช |
ซึ่งโปรดเกศน้องรักนั้นหนักหนา |
| สู้ติดตามข้ามฝั่งมาลังกา |
ขอเชิญฝ่าพระบาทยั้งอยู่วังใน |
| แล้วตรัสเรียกเสาวคนธ์วิมลพักตร์ |
กับน้องรักสองราเข้ามาใกล้ |
| พระกอดจูบลูบหลังพระหัสไชย |
น่ารักใคร่กระไรเลยพลางเชยชม |
| แม่เสาวคนธ์มณฑายุพาพักตร์ |
พ่อเคยรักร่วมจิตต์สนิทสนม |
| ความรักเจ้าเท่าลูกผูกอารมณ์ |
จะได้สมนึกหวังในครั้งนี้ |
| พ่อจะไปให้พบพระปิตุเรศ |
ของดวงเนตรพี่น้องทั้งสองศรี |
| ได้สืบวงศ์ทรงจังหวัดปัฐพี |
เป็นไมตรีกว่าชีวันจะบรรไลย |
| พระพี่น้องสองกุมารก้มกรานกราบ |
ด้วยเรียบราบกิริยาอัชฌาไสย |
| ฝ่ายสามนางห่างผัวคิดกลัวไภย |
ต่างกราบไหว้ขอษมาพระสามี |
| แล้วรำภามาเคารพอภิวาท |
พระนางนาฎเกษรามารศรี |
| นางยุพาลาลีวันมาอัญชลี |
กราบบุตรีโฉมเฉลาเสาวคนธ์ |
| แล้วทูลว่าข้าบาทชาติฝรั่ง |
มีแต่ตั้งกตัญญูเป็นกุศล |
| อาสาเจ้ากว่ากายจะวายชนม์ |
หวังให้คนชาวเมืองเขาเลื่องลือ |
| เมื่อรบพุ่งมุ่งหมายทำลายล้าง |
ให้เอื้อมอ้างหยาบช้าพระอย่าถือ |
| ขอรองบาทมาดหมายเมื่อปลายมือ |
จะสู้ซื่อสารพัดเป็นสัจจา
ฯ |
| *
ฝ่ายอัคเรศเกษราพระยาหญิง |
ไม่มีสิ่งโกรธขึ้นที่หึงสา |
| รับคำนับรับคำนางรำภา |
แล้วพูดจาปราไสยเป็นไมตรี |
| ข้างนงเยาว์เสาวคนธ์วิมลโฉม |
ลูบประโลมพี่น้องทั้งสองศรี |
| วิไสยศึกตรึกตราจะฆ่าตี |
ไม่ถือที่หยาบหยามเป็นความจริง |
| จะรักให้เหมือนน้องทั้งสองเจ้า |
จริงนะเราไม่ดูถูกลูกผู้หญิง |
| ต่างผันผ่อนอ่อนน้อมด้วยยอมยิง |
ต่างสิ้นสิ่งหึงสาสัจจาใจ
ฯ |
| *
ฝ่ายทิศาปาโมกข์โลกเชษฐ์ |
ผู้วิเศษทราบความตามวิไสย |
| ถือไม้เท้าฤาษีที่ฝากไว้ |
มาส่งให้กษัตราสุดสาคร |
| แล้วบอกความตามหนังสือพระฤาษี |
เขียนไว้ที่แผ่นผาหน้าสิงขร |
| แล้วพฤฒาลากลับไปหลับนอน |
สุดสาครดีใจได้ไม้เท้า |
| จบพระคุณพระมุนีเหนือศิโรตม์ |
ด้วยมาโนชกตัญญูต่อครูเฒ่า |
| เคยดับร้อนสอนสั่งแต่ยังเยาว์ |
ยังโปรดเกล้ากรุณาถึงครานี้
ฯ |
| *
ฝ่ายกษัตริย์ขัตติยาสิบห้ากษัตริย์ |
ใคร่แจ้งอรรถตามหนังสือพระฤาษี |
| มาที่แท่นแผ่นผาหน้าคิรี |
เห็นบาลีลายลักษณ์อักขรา |
| ว่าทุกข์สุขชั่วดีทั้งสี่สิ่ง |
ให้ชายหญิงหยั่งคิดเป็นปฤศนา |
| กับข้อหนึ่งซึ่งเกิดกำเนิดมา |
มีหูตาปากจมูกสิ้นทุกคน |
| ที่ต้องใจไนยนาก็พาชื่น |
ดูอื่นอื่นเห็นแจ้งทุกแห่งหน |
| ที่คิ้วตาหน้าผากปากของตน |
ถ้าแม้คนใดเห็นจะเป็นบุญ |
| แม้ไม่เห็นเป็นกระบือทั้งดื้อดุ |
มุทลุเลโลโมโหหุน |
| ไม่เห็นผลประโยชน์ที่โทษคุณ |
ย่อมหมกมุ่นเมามัวว่าตัวดี |
| เมื่อใครไม่เห็นหน้าหากระจก |
จะช่วยยกเงาส่องให้ผ่องศรี |
| อนึ่งนั้นตัณหาตาไม่มี |
ไม่เห็นที่ทางสวรรค์เป็นสันดาน |
| อนึ่งว่าตาบอดสอดตาเห็น |
ให้คิดเป็นทางธรรมพระกรรมฐาน |
| สืบกุศลผลผลาปรีชาชาญ |
ตามโบราณรักษาสัจจาใจ
ฯ |
| *
ไทยฝรั่งพรั่งพร้อมนั่งล้อมคิด |
ต่างแจ้งจิตต์ใจความตามวิไสย |
| ทั้งเสนีรี้พลสกลไกร |
ต่างเข้าใจตามประสาปัญญามี |
| พวกลังกาว่าดีที่สัตย์ซื่อ |
พวกไทยถือว่าศีลพระชินศรี |
| พวกขุนนางต่างว่ายศปรากฎดี |
เจ้าว่ามีความสุขสนุกสบาย |
| ต่างคิดเห็นเช่นประสงค์จำนงนึก |
อึกกระทึกทุ่มเถียงจนเที่ยงสาย |
| ฝ่ายองค์พระอภัยสั่งไพร่นาย |
ให้ตั้งรายตาริ้วเป็นทิวธง |
| ทั้งรถรัถพลัดแพลงจัดแจงจับ |
เทียบประทับถวายตามความประสงค์ |
| ส่วนกษัตริย์ขัตติยาสิบห้าองค์ |
ต่างขึ้นทรงรถที่นั่งเข้าวังใน
ฯ |
| *
ฝ่ายลูกสาวเจ้าลังการำภาสะหรี |
สุลาลีนางยุพาอัชฌาไสย |
| ให้ชาววังลังกาพวกข้าไท |
จัดตึกใหญ่ตึกน้อยนับร้อยพัน |
| ให้ห้ามแหนแสนสุรางค์ท้าวนางอยู่ |
แล้วเลี้ยงดูชายหญิงทุกสิ่งสรรพ์ |
| บรรดาเหล่าเป่าพงศ์ของทรงธรรม์ |
อยู่ช่องชั้นตึกต้นเหมือนมนเทียร |
| ประทีปแก้วแวววับจับกระจ่าง |
แกล้งจัดวางแจ่มฟ่าหลังคาเขียน |
| ที่พื้นรองทองลาดดาษเดียร |
ฉากวิเชียรตั้งสลับเป็นลับแล |
| นางสาวสาวชาวชมพูเที่ยวดูห้อง |
เห็นพวกพ้องพูดจ้อประจ๋อประแจ๋ |
| บ้างไขกลดนตรีมีทุกแกล |
เสียงเซงแซ่ไปทั้งวังเมืองลังกา
ฯ |
| *
ฝ่ายองค์พระอภัยเจ้าไตรภพ |
ครั้นค่ำพลบโพล้เพล้ในเวหา |
| กับลูกน้อยสร้อยสุวรรณจันทร์สุดา |
อยู่ไสยาแท่นทองที่ห้องกลาง |
| ส่วนสุวรรณมาลีศรีสวัสดิ์ |
อยู่ปรัศว์ฝ่ายขวาชาลากว้าง |
| ปรัศว์ซ้ายฝ่ายวัณฬาธิดานาง |
จัดสุรางค์ขับกล่อมไว้พร้อมเพรียง |
| ศรีสุวรรณนั้นอยู่กับมเหษี |
ในตึกที่แท่นสุวรรณชั้นเฉลียง |
| ท้าวทศวงศ์องค์อัคเรศเคียง |
อยู่ตึกเรียงศรีสุวรรณเป็นหลั่นไป |
| นางเสาวคนธ์กับอรุณรัศมี |
สถิตที่ห้องทองม่านสองไข |
| สินสมุทรสุดสาครกับหัสไชย |
อยู่ตึกใหญ่ร่วมเตียงเคียงบรรทม |
| ด้วยถ้อยทีมีสัตย์ไม่ขัดข้อง |
เหมือนพี่น้องร่วมชิดสนิทสนม |
| ทั้งข้าเฝ้าสาวสุรางค์นางต่างกรม |
ต่างชิดชมชาววังเมืองลังกา
ฯ |
| *
นางลเวงเกรงองค์พระทรงศักดิ์ |
ว่าไม่รักเผ่าพงศ์พระวงศา |
| แต่งโต๊ะทองของเสวยสามเวลา |
เลี้ยงบรรดาพงศ์กษัตริย์สวัสดี |
| แล้วทูลองค์พระอภัยวิไลยลักษณ์ |
ทั้งองค์อัครชายามารศรี |
| ที่ท้ายวังลังกาสวนมาลี |
มีคิรีรังเก็จเกิดเพ็ชร์นิล |
| อันรุ้งแก้วแวววาวเขียวขาวเหลือง |
อร่ามเรืองรายงอกออกนอกหน |
| แล้วร่วงหล่นกล่นกลาดดาษแผ่นดิน |
ไม่รู้สิ้นสืบสำหรับกับลังกา |
| ต้องก่อทำกำแพงแลงล้อมรอบ |
ตรางครอบเบื้องบนคนรักษา |
| สำหรับท้าวเจ้าแผ่นดินเก็บจินดา |
ตีราคาขายได้เงินให้ทาน |
| เชิญพระองค์วงศาพาสนม |
ไปเที่ยวชมเนินสวนฉนวนสนาน |
| ไม่ห้ามปรามตามประโยชน์จะโปรดปราน |
เชิญสำราญอยู่ให้ช้าหลายราตรี
ฯ |