คณะทันตแพทย์ศาสตร์

 

จัดทำโดยระบบAdmissionsเธกเธซเธฒเธฅเธฑเธขเธฃเธฑเธเธšเธฒเธฅเธกเธซเธฒเธฅเธฑเธขเน€เธญเธเธŠเธ™
คณะครุศาสตร์ 
คณะจิตวิทยา 
คณะทันตแพทย์ศาสตร์ 
คณะนิเทศศาสตร์  
คณะแพทยศาสตร์ 
คณะแพทยศาสตร์ (ต่อ) 
คณะพยาบาลศาสตร์ 
คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬา ต่อ 
คณะครุศาสตร์ 
ประวิติคณะแพทยศาสตร์ จุฬา 
แผนที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

 

 

 นที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในตำแหน่งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประกาศตั้งแผนกทันตแพทยศาสตร์ขึ้นเป็นแผนกอิสระ และได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ศาสตราจารย์ พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ เป็นหัวหน้าแผนกอิสระ นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาทันตแพทยศาสตร์ ระดับมหาวิทยาลัยขึ้นในประเทศไทย แต่ตามหลักฐานต่าง ๆ เท่าที่สามารถจะรวบรวมได้นั้น น่าจะกล่าวได้ว่าความสนใจในการจัดการศึกษาวิชาการสาขานี้ได้เริ่มมีเค้าขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2471 ขณะที่ ศาสตราจารย์ พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ เป็นอาจารย์ ในแผนกอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ได้เคยเสนอความคิดเห็นนี้ขึ้น แต่ไม่มีผลอย่างใด เหตุที่ท่านผู้นี้มีความสนใจที่จะเริ่มการศึกษาทันตแพทยศาสตร์ขึ้นในมหาวิทยาลัย ก็เนื่องจากท่านได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ ณ สหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2460 ภายหลังที่สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต (M.D.) จากมหาวิทยาลัย Syracuse แล้วก็ได้รับการสนับสนุนให้เข้า ศึกษาวิชาทันตแพทยศาสตร์ต่อในมหาวิทยาลัย Pennsylvania ได้รับปริญญาทันตแพทยศาสตรบัณฑิต (D.D.S.) เมื่อ พ.ศ. 2468 ในเวลาใกล้เคียงกันนี้ก็มีนักศึกษาไทยอีกผู้หนึ่งได้รับพระราชทานทุนการศึกษา จากสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก ให้เข้าศึกษาวิชาทันตแพทยศาสตร์ อยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกันนั้นด้วย ท่านผู้นั้นคือ ศาสตราจารย์ พ.ท.สี สิริสิงห อดีตคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ ท่านทั้งสองดังกล่าวนี้ได้เป็นกำลังสำคัญมากในการก่อตั้งคณะทันตแพทยศาสตร์ขึ้นในเวลาต่อมา 
     ขณะที่ ศาสตราจารย์ พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาการกองเสนารักษ์ มณฑลทหารบกที่ 1 ใน พ.ศ. 2479 ก็ได้พยายามติดต่อกับ Dr. A.G.Ellis ซึ่งเป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงเรื่องการจัดตั้งเป็นคณะทันตแพทยศาสตร์อีกแต่ไม่บังเกิดผลสำเร็จเช่นเคย ท่านจึงได้เสนอโครงการจัดตั้งโรงเรียนทันตแพทย์สำหรับราชการทหารขึ้นไปยัง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการตามโครงการที่เสนอนั้นได้ในกรมแพทย์ทหารบก และได้อนุมัติให้ ศาสตราจารย์ พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ เดินทางไปดูงานเกี่ยวกับการจัดโรงเรียนทันตแพทย์ ในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น มีกำหนด 5 เดือน ใน พ.ศ. 2482 เมื่อ ศาสตราจารย์ พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ เดินทางกลับจากดูงานในต่างประเทศนั้น ประจวบกับเป็นเวลาที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เข้าดำรงตำแหน่งอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ด้วย จึงเปลี่ยนนโยบายจากการจัดตั้งโรงเรียนทันตแพทย์ในกรมแพทย์ทหารบก มาดำริที่จะจัดตั้งขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
     การศึกษาในแผนกทันตแพทยศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้เริ่มขึ้น เป็นครั้งแรก ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นปีการศึกษาของมหาวิทยาลัย ขณะนั้นทางแผนกทันตแพทยศาสตร์ยังไม่มีสถานที่ตั้งของตนเอง จึงต้องอาศัยส่วนหนึ่งของตึกวิทยาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นสถานศึกษาชั่วคราว สำหรับวิชาเฉพาะทางทันตแพทยศาสตร์จัดสอนโดย ศาสตราจารย์ พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ ศาสตราจารย์ สี สิริสิงห และ Dr. Matin Hanf ทันตแพทย์ชาวเยอรมัน ซึ่งมาประกอบอาชีพทันตกรรมในประเทศไทย ส่วนวิชาชีวเคมี สรีรวิทยา และกายวิภาคศาสตร์ ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐานของวิชาการแพทย์นั้น นิสิตต้องไปอาศัยเรียนร่วมกับนิสิตแพทย์ ที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ธนบุรี นิสิตทันตแพทย์ รุ่นแรก มีจำนวน 8 คน 
     ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484 ได้มีพิธีเปิดตึกของแผนกทันตแพทยศาสตร์ ณ ซอยจุฬาลงกรณ์ 11 ถนนพญาไท ตึกนี้มีสองชั้น กว้าง 11 เมตร ยาว 116.30 เมตร ออกแบบ โดยศาสตราจารย์ มันเฟรดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ค่าก่อสร้าง เป็นเงิน 149,000 บาท เมื่อมีสถานที่ของแผนกเองแล้วก็ได้ย้ายการสอนวิชาทางทันตแพทยศาสตร์ จากตึกวิทยาศาสตร์มา ณ ตึกที่สร้างใหม่นี้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2484 ส่วนการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานทางการแพทย์ ยังคงต้องอาศัยเรียนอยู่ในคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราชต่อไป 
     แผนกทันตแพทยศาสตร์ มีโอกาสใช้ตึกใหม่นี้เพียง 6 เดือน ก็เกิดสงครามมหาเอเซียบูรพาขึ้น เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ทหารญี่ปุ่นได้ใช้ตึกนี้เป็นที่ตั้งของทหารหน่วยหนึ่ง ทำให้นิสิตปีที่ 1 ต้องไปอาศัยเรียนในคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช นิสิตชั้นปีที่ 2 ได้ไปอาศัยเรียนในโรงพยาบาลวชิระ โดยความเอื้อเฟื้อของ หลวงแพทย์โกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวลานั้น และต่อมานิสิตปีที่ 3 ได้ฝึกงานบำบัดผู้ป่วย ณ ตึกบำบัดโรคฟัน กองเสนารักษ์ มณฑลทหารบกที่ 1 พญาไท ใน พ.ศ. 2486 ได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ขึ้น โดยแยกคณะแพทยศาสตร์ แผนกทันตแพทยศาสตร์ แผนกเภสัชศาสตร์ และ แผนกสัตวแพทยศาสตร์ ออกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมเป็นมหาวิทยาลัย สังกัดอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข โดยมี ศาสตราจารย์ พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ ดำรงตำแหน่งเป็นคณบดีคนแรกของคณะทันตแพทยศาสตร์ 
     ในปีการศึกษา 2486 ได้มีพิธีประสาทปริญญาแก่ทันตแพทยศาสตรบัณฑิตรุ่นแรก จำนวน 6 คน ณ ห้องประชุมตึกอำนวยการคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ในวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2486 และในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2489 คณะทันตแพทยศาสตร์ ได้รับตึกที่ทำการเดิมคืน เนื่องจากสงครามสิ้นสุดลง จึงจัดตั้งเป็นสถานที่ศึกษาสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และ ชั้นปีที่ 2 ส่วนการฝึกปฏิบัติงาน ในคลินิกทันตกรรมชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 ยังคงดำเนินการอยู่ที่ อาคาร 5 ถนนราชดำเนิน ในปีการศึกษา 2489 คณะทันตแพทยศาสตร์ ได้จัดแยกการสอนวิชา ชีวเคมี สรีรวิทยา และกายวิภาคศาสตร์ ออกจากคณะแพทยศาสตร์ มาจัดดำเนินการสอนเองด้วย 
     ปี พ.ศ. 2490 ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดแบ่งคณะทันตแพทยศาสตร์ ออกเป็น 12 แผนก ได้แก่ แผนกอำนวยการ แผนกทันตวิภาคศาสตร์ วิทยาฮิลโตกรรมและทันตพยาธิวิทยา แผนกเภสัชวิทยา มะเตเรียเมดิกะและวิชาการรักษา แผนกทันตกรรมหัตถการ แผนกทันตกรรมประดิษฐ์ แผนกทันตกรรมจัดฟัน แผนกศัลยศาสตร์ แผนกรังสีวิทยา แผนกกายวิภาคศาสตร์ แผนกสรีรวิทยาและชีวเคมี แผนกวิทยาบัคเตรี-พยาธิ และแผนกโรงเรียนทันตานามัย (โอนกิจการโรงเรียนทันตแพทย์ชั้น 2 ของกรมสาธารณสุข) 
     ในปีการศึกษา 2493 คณะทันตแพทยศาสตร์ ได้ย้ายสถานที่ศึกษา สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 4 จากอาคาร 5 ถนนราชดำเนินมารวมกับชั้นปีที่ 1 และ 2 ณ ตึกทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ซอย 11 เมื่อเดือน พฤศจิกายน ส่วนอาคาร 5 ถนนราชดำเนิน ก็ได้จัดเป็นคลินิกทันตกรรม เพื่อให้บริการแก่ประชาชน 
     ปี พ.ศ. 2494 คณะทันตแพทยศาสตร์ ได้พัฒนาความรู้ทางวิชาการทันตแพทยศาสตร์กับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับ Dr.Joseph F. Volker ซึ่งเป็นคณบดีของโรงเรียนทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา
     ปี พ.ศ. 2496 คณะทันตแพทยศาสตร์ ได้รับงบประมาณในการก่อสร้างตึกทันตกรรม (อาคารทันต. 1) และหอพักนักศึกษา (อาคารทันต. 11) โดยทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 ตึก ทันตกรรมที่เปิดใหม่นี้ได้ใช้เป็นสถานที่ฝึกการปฏิบัติงานทางคลินิกของแผนกต่าง ๆ คือ แผนกทันตกรรมประดิษฐ์ แผนกทันตกรรมหัตถการ แผนกรังสีวิทยา แผนกศัลยศาสตร์ และแผนกทันตกรรมจัดฟัน 
     วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2499 คณะทันตแพทยศาสตร์ ได้จัดตั้งโรงพยาบาลโรคฟัน และได้รับเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อซื้อรถยนต์ขนาดใหญ่สำหรับเป็นหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ของโรงพยาบาลทันตกรรม นอกจากนี้ยังได้ทำพิธีจัดตั้งศาลพระภูมิ 
     วันที่ 23-25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2503 คณะฯ ได้จัดประชุม International Dental Seminar ในโอกาสที่คณะฯ ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนครบ 25 ปี 
     วันที่ 8-15 สิงหาคม พ.ศ. 2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้ คณะทันตแพทยศาสตร์ จัดฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ชุดเสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่น และสาธารณรัฐจีน เพื่อหารายได้เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล รวมเป็นเงิน 1,007,801.15 บาท และเงินจำนวนนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานแก่คณะทันตแพทยศาสตร์ เพื่อเป็นทุนเริ่มแรกในการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ และคณะทันตแพทยศาสตร์ จึงได้จัดของบประมาณสมทบเงินจำนวนดังกล่าวนี้อีก 4,000,000 บาท เพื่อสร้างอาคารเรียนปฏิบัติการและ วิจัยเป็นพระบรมราชานุสรณ์เฉลิมพระเกียรติสืบต่อไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารนี้ว่า “ทันตรักษ์วิจัย” 
     ปี พ.ศ. 2507 คณะฯ ได้ทำพิธีเปิดตึกรังสีวิทยา (รื้อถอน เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2534) 
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ ตึกทันตรักษ์วิจัย (อาคารทันต. 2) 
     ปี พ.ศ. 2509 คณะฯ ได้ทำพิธีเปิดตึกกายวิภาคศาสตร์ (รื้อถอน วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540) 
     วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ (พระนามในขณะนั้น) เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดตึกทันตรักษ์วิจัย พร้อมทั้งพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประดิษฐานพระปรมาภิไธย “ภปร.” ไว้ด้านหน้าอาคาร ด้านถนนอังรีดูนังต์ ภาควิชาต่าง ๆ ทางคลินิกได้ย้ายเข้ามาอยู่ในตึกทันตรักษ์วิจัยนี้ นอกจากภาควิชาศัลยศาสตร์ และภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์ยังคงอยู่ในตึกทันตกรรมเดิม ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ได้รับพระราชทานนามว่า “มหิดล” และได้ออกพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา คณะทันตแพทยศาสตร์ จึงสังกัดอยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดล จนกระทั่ง วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2515 คณะทันตแพทยศาสตร์ จึงโอนกลับมาสังกัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง 
     วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2513 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีเจิมรถยนต์ทำฟันเคลื่อนที่เป็น “หน่วยทันตกรรมพระราชทาน” นับเป็นหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ส่วนพระองค์ ซึ่งสืบเนื่อง มาจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงสนพระทัยต่อสุขภาพในช่องปากของประชาชน โดยเฉพาะนักเรียนและประชาชนที่อยู่ห่างไกล 
     ปี พ.ศ. 2513 – 2514 คณะฯ ได้รับงบประมาณก่อสร้างตึกสรีรวิทยา (รื้อถอน วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2539) และตึกบรรยาย (อาคารทันต. 8) 
     วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2514 คณะฯ ได้เปลี่ยนภาควิชาโรงเรียนทันตานามัย เป็นภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก 
     ปี พ.ศ. 2515 คณะฯ ได้มีการโอนย้ายกลับมาสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกครั้ง เนื่องจากคณะฯ ได้ตั้งอยู่ในที่ตั้งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
     จากการขยายตัวทางด้านวิชาการทันตแพทยศาสตร์ คณะฯ จึงได้รับอนุมัติให้ตั้งภาควิชาต่าง ๆ ขึ้นใหม่ดังต่อไปนี้ 
     ปี พ.ศ. 2516 ตั้งภาควิชาชีวเคมี แยกจากภาควิชาสรีรวิทยา และตั้งภาควิชาทันต กรรมชุมชนแยกจากภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก และเปิดโครงการฝึกอบรมทันตแพทย์ประจำบ้าน สาขาศัลยศาสตร์ขึ้น
     ปี พ.ศ. 2517 ได้ตั้งภาควิชาปริทันตวิทยา แยกจากภาควิชาเวชศาสตร์ช่องปาก 
     ปี พ.ศ. 2521 ได้ตั้งภาควิชาทันตกรรมบดเคี้ยว ซึ่งเป็นภาควิชาที่ 16 
     ปี พ.ศ. 2522 คณะทันตแพทยศาสตร์ ได้รับงบประมาณก่อสร้างตึก 5 ชั้นขึ้นใหม่ คือตึกทันต. 5 (คลินิกรวม) เพื่อเป็นที่ตั้งของคลินิกรวมประกอบด้วย ภาควิชาทางคลินิก 4 ภาควิชา คือ ภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์ ภาควิชาทันตกรรมหัตถการ ภาควิชาปริทันตวิทยา และ ภาควิชาทันตกรรมบดเคี้ยว นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของภาควิชาทันตกรรมชุมชน ภาควิชาทันตพยาธิวิทยา และห้องสมุดคณะฯ 
      ในปี พ.ศ. 2525 คณะฯ ได้จัดตั้ง “พิพิธภัณฑ์สถานวาจวิทยาวัฑฒน์” เป็นสถานที่จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติ และวิวัฒนาการทางด้านทันตแพทยศาสตร์ ของคณะฯ ในขณะที่คณะฯ มีอายุครบ 42 ปี เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่มีการเฉลิมฉลองและสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี 
     ในปี พ.ศ. 2526 ได้เริ่มมีการปรับปรุงห้องประชุม สี สิริสิงห จนถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2529 คณะฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธิเปิด 
     ในปี พ.ศ. 2531 คณะทันตแพทยศาสตร์ ได้รับงบประมาณก่อสร้างตึก 7 ชั้น คือตึกพรีคลินิก (ตึกทันต. 7) ซึ่งเป็นที่ตั้งของภาควิชาพรีคลินิก 5 ภาควิชา คือ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ภาควิชาสรีรวิทยา ภาควิชาชีวเคมี ภาควิชาเภสัชวิทยา และภาควิชาจุลชีววิทยา และห้องสมุด ได้ย้ายจากตึกทันต. 5 มาอยู่ตึกนี้แทน 
     ปี พ.ศ. 2531 คณะฯ ได้แบ่งส่วนราชการ ตามประกาศทบวงมหาวิทยาลัย (โครงสร้างการบริหารและองค์กร คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ) ออกเป็น 16 ภาควิชา สำนักงานเลขานุการ และโรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ 
     ในปี 2533 ในวาระที่คณะทันตฯ ได้ก่อตั้งมาครบ 50 ปี และเป็นปีมหามงคลที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระชนมายุ 90 พรรษา คณะฯ ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และศิษย์เก่า ตลอดจนมีผู้จิตศรัทธาได้ร่วมกันจัดสร้างอาคารโรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ขึ้น พร้อมครุภัณฑ์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเทิดพระเกียรติองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อาคารนี้จัดเป็นโรงพยาบาลทางทันตกรรมแห่งแรกในประเทศไทย ที่ให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้านศัลยกรรมช่องปาก กระดูกขากรรไกรและใบหน้า รวมทั้งโรคฟันอื่น ๆ ครบวงจร โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้นรวม 317,900,000.- บาท เป็นเงินนอกงบประมาณ 9,000,000.- บาท และ เงินงบประมาณแผ่นดิน 308,900,000.- บาท โดยผูกพัน 5 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2534 – 2538 ดังนี้
  

จัดทำโดย
 น.ส.กนิษฐา แซ่จิว น.ส.วรรณนภา เกตุทอง
 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย กรุงเทพมหานคร
 Copyright(c) 2006 Ms.KanithaSaejiw,Ms.Wannapa Kettong. All rights reserved.

จำนวนผู้เข้าใช้งาน
ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2549

thaigoodview.com Version 13.0
บริหารและจัดการโดยทีมงานชาวมัธยมศึกษาและประถมศึกษา
e-mail: webmaster@thaigoodview.com