หน้าหลัก

ผู้จัดทำ

ประวัติศาสตร์จีน

ภูมิศาสตร์จีน

เมืองและมณฑล

ยุคหินใหม่

                 เมื่อถึงช่วงเวลา 10,000 ปีก่อน มนุษย์เข้าสู่ยุคหินใหม่ ซึ่งในยุคนี้ภูมิอากาศบนโลกทวีความอบอุ่นขึ้น ผู้คนทยอยกันเดินทางออกจากบริเวณป่าเขา ย้ายเข้าสู่พื้นที่ราบ เพื่อปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ผู้คนเลือกที่จะอาศัยอยู่รวมกันเป็นชุมชนใกล้แหล่งน้ำ สร้างบ้านเรือน เริ่มผลิตเครื่องปั้นดินเผา เกิดเป็นสังคมเกษตรยุคแรกเริ่ม เริ่มต้นการดำเนินชีวิตที่เป็นหลักแหล่ง ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคการขุดเจาะและฝนลับเครื่องมือหินมีมากขึ้น เครื่องมือที่สร้างขึ้นมีรูปแบบมากขึ้นแตกต่างไปตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน

                 จากการศึกษาของนักโบราณคดีพบว่าลักษณะการกระจายตัวของแหล่งโบราณวัตถุยุคหินใหม่ที่พบในประเทศจีน มีความคล้ายคลึงกับโครงสร้างประชากรของจีนในยุคนี้เป็นอย่างมาก โดยมีการรวมตัวหนาแน่นอยู่ในเขตริมฝั่งแม่น้ำทางภาคตะวันออก สำหรับอาหารที่ใช้ในการบริโภค หากเป็นทางตอนใต้ก็เพาะปลูกข้าว ส่วนทางตอนเหนือก็ปลูกข้าวโพด ซึ่งเมื่อ 9,000 ปีก่อน ก็เริ่มมีการเพาะปลูกข้าวแล้ว ดังนั้นจึงเป็นการบ่งบอกว่าต้นกำเนิดของข้าวในจีนไม่ได้มาจากอินเดีย

                 ในช่วง 8,000 ปีก่อน พวกเขาก็เริ่มรู้จักการแกะสลักหยก คิดค้นวิธีการทอผ้า เครื่องดนตรีก็มีการแบ่งเสียงเป็น 7 ระดับ โดยสามารถบรรเลงในระดับเสียงต่าง ๆได้แล้ว อีกทั้งยังพบว่ามีการแกะสลักเป็นรูปสัญลักษณ์ต่าง ๆอีกด้วย นอกจากนี้ ในบรรดาวัตถุโบราณในสมัย 7,000 ปีก่อนที่ขุดพบนั้น มีซากเรือขุดและพายที่ทำจากไม้ ซึ่งแสดงว่าได้มีการสร้างพาหนะในการเดินทางทางน้ำและได้มีการเลี้ยงวัวเพื่อใช้สอย เมื่อถึงยุคของวัฒนธรรมหยั่งเสาเมื่อ 6,000 ปีก่อน ก็ได้มีการผลิตเครื่องลายครามลวดลายต่าง ๆที่งดงาม อีกทั้งยังมีการสร้างกำแพงเมืองขนาดเล็กด้วยเทคนิคการกระทุ้งดินให้แน่นอีกด้วย เมื่อถึงยุค 5,000 ปีก่อนก็สามารถเพาะเลี้ยงตัวไหม และใช้ใยไหมมาทักทอเป็นผ้าได้ อีกทั้งยังมีความสามารถในการผลิตทองแดง และสร้างเครื่องมือสำริดชิ้นเล็ก ๆได้แล้ว

                 นอกจากนี้ บริเวณเมืองโบราณในแถบลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงและแม่น้ำฮวงโห ยังได้ขุดพบหลักฐานที่เป็นตัวอักษรซึ่งมีอายุประมาณ 4,000 ปีอีกด้วย อักษรโบราณดังกล่าวจารึกเรื่องราวต่าง ๆเกี่ยวกับเทพแห่งเกษตรกรรมที่ได้เพาะปลูกธัญพืช เรื่องราวของชายาของจักรพรรดิเหลืองหรือหวงตี้  นามเหลยจู่  ซึ่งเป็นผู้คิดค้นการทอผ้า เรื่องราวเกี่ยวกับขุนนางของหวงตี้ที่ประดิษฐ์ตัวอักษร รถ เรือและสงครามระหว่างหวงตี้กับชือโหยว  เป็นต้น การค้นพบเหล่านี้เองได้แสดงว่าตำนานเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องที่เล่าขานกันมา พวกมันสะท้อนถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีนที่มีมาแต่ครั้งโบราณกาล       

                 มนุษย์เมื่อครั้งโบราณอยู่อาศัยร่วมกันเป็นชุมชน ดังนั้นการขุดพบแหล่งโบราณคดีในปัจจุบันจึงมักสามารถเห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ร่วมกันของชุมชนนั้น เช่น จากการฝังศพสามารถทราบถึงลำดับในการฝัง เมื่อกาลเวลาผ่านไป จำนวนประชากรในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ก็จะเป็นเช่นเดียวกับการแบ่งตัวของเซล ซึ่งต้องแยกตัวออกไปตั้งหลักฐานของชนเผ่ายังที่แห่งใหม่ ระหว่างพวกเขาร้อยรัดสัมพันธ์กันทางสายเลือด เกิดเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

 

   

หวงตี้หรือจักรพรรดิเหลืองหัวหน้าเผ่าหัวเซี่ยซึ่งเป็นต้นตระกูลชนชาติจีน 

 

                 "อิทธิพลของชนเผ่าหัวเซี่ยขยายออกไปจนจรดมณฑลชานตงในปัจจุบัน ภายหลัง เพราะเพื่อการแย่งชิงอำนาจกัน หวงตี้และเหยียนตี้ได้ทำสงครามกันที่ปั่นเฉวียน สุดท้ายเหยียนตี้พ่ายแพ้ หวงตี้ซึ่งเดิมครอบครองพื้นที่ทางตอนเหนือก็แผ่ขยายอิทธิพลลงใต้ จนถึงลุ่มน้ำแยงซีเกียงและฮั่นสุ่ย ถึงตอนนี้ชนเผ่าหัวเซี่ยก็แผ่ขยายอิทธิพลออกไปอย่างกว้างขวาง ราชวงศ์หวี เซี่ย และโจวในยุคต่อมา ล้วนเป็นเชื้อสายจากหวงตี้ทั้งสิ้น" 

                 เมื่อถึงยุคสังคมดั้งเดิมตอนปลาย ก็มีชนเผ่าต่าง ๆและชุมชนมากมายอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินจีน นักโบราณคดีได้จัดหมวดหมู่ชุมชนเหล่านี้ออกเป็น ‘เผ่าหัวเซี่ย ’ ‘เผ่าตงอี๋ (’และ ‘เผ่าเหมียวหมาน’ โดยชนเผ่าหัวเซี่ยอยู่ภายใต้การนำของหวงตี้และเหยียนตี้ ซึ่งแต่เดิมกลุ่มคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในแถบมณฑลเสียซีในปัจจุบัน ต่อมาขยายอาณาเขตออกไปทางทิศตะวันออก บ่อยครั้งที่พวกเขาต้องทำสงครามกับชนเผ่าตงอี๋ที่มาจากตะวันตกและพวกเหมียวหมานที่มาจากทิศเหนือ

                 จากตำนานว่าด้วยสงครามที่จัวลู่ หวงตี้และเหยียนตี้รบชนะชนเผ่าตงอี๋ที่นำโดยชือโหยว ทำให้อิทธิพลของชนเผ่าหัวเซี่ยขยายออกไปจนจรดมณฑลชานตงในปัจจุบัน ภายหลัง เพราะเพื่อการแย่งชิงอำนาจกัน หวงตี้และเหยียนตี้ได้ทำสงครามกันที่ปั่นเฉวียน สุดท้ายเหยียนตี้พ่ายแพ้ หวงตี้ซึ่งเดิมครอบครองพื้นที่ทางตอนเหนือก็แผ่ขยายอิทธิพลลงใต้ จนถึงลุ่มน้ำแยงซีเกียงและฮั่นสุ่ย ถึงตอนนี้ชนเผ่าหัวเซี่ยก็แผ่ขยายอิทธิพลออกไปอย่างกว้างขวาง ราชวงศ์หวี  เซี่ย และโจว ในยุคต่อมา ล้วนเป็นเชื้อสายจากหวงตี้ทั้งสิ้น       

                 สังคมก่อนประวัติศาสตร์นั้น เนื่องจากกำลังการผลิตยังน้อย ผู้คนจึงได้แต่อาศัยการรวมพลังกันจึงจะสามารถอยู่รอดได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องร่วมแรงร่วมใจกันทำงานและมีการแบ่งสันปันส่วนอาหาร และเพื่อการอยู่รอดอีกทั้งมีการพัฒนาต่อไปนี้เอง พวกเขาจึงต้องคัดเลือกหัวหน้าที่ฉลาด มีความสามารถและยุติธรรม เพื่อเป็นผู้นำในการผลิต และสามารถต่อสู้กับผู้รุกรานจากภายนอกอีกด้วย

                 คำเล่าขานในประวัติศาสตร์โบราณระบุว่า เหยา สืบทอดให้ซุ่น  ซุ่นสืบทอดให้หวี่  หวี่สืบทอดให้เกาเถา และเมื่อเกาเถาตายลง อี้  ซึ่งได้รับเลือกเป็นทายาทสืบตำแหน่งหัวหน้าก็จะทำหน้าที่นำเผ่าต่อ หัวหน้าเผ่าผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดแต่อย่างใดเลย พวกเขาต่างได้รับเลือกจากความสามารถแท้ๆ โดยทางประวัติศาสตร์แล้วเราเรียกวิธีปฏิบัติเช่นนี้ว่า “การสละราชบัลลังก์” ซึ่งยุคนี้ผู้คนยังมีความเท่าเทียมกัน ทรัพย์สินทั้งหมดถือเป็นของส่วนกลาง ดังนั้นจึงไม่มีการแย่งชิงและโจรผู้ร้าย นักโบราณคดีเรียกสังคมในยุคนี้ว่า ‘สังคมเอกภาพ

                 ชุมชนในยุคนั้น ต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติที่รุนแรงท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย เพื่อความอยู่รอดและการพัฒนาตัวเอง อันจะเห็นได้จากเรื่องเล่าขานโบราณเกี่ยวกับต้าหวี่ปราบอุทกภัย โดยเริ่มจากสมัยเหยาที่ต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งร้ายแรง จึงสั่งให้กุ่น  ซึ่งเป็นบิดาของหวี่ไปหาทางแก้ไข กุ่นได้ใช้วิธีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทว่าหลังจากทำงานด้วยความอุตสาหะอยู่ 9 ปี ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

                 ดังนั้น เมื่อซุ่นสั่งให้หวี่กั้นน้ำ หวี่ที่ได้รับสืบทอดประสบการณ์จากกุ่น จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการขุดคลองเพื่อชักน้ำ เขามุ่งมั่นนำพาพลเมืองให้ร่วมกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ถึงกับไม่กลับบ้าน  เป็นเวลา 8 ปี (บ้างว่า 13 ปี) ในที่สุดก็สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นผลสำเร็จ เรื่องเล่าขานนี้ได้สะท้อนถึงสภาพจิตใจของชุมชนที่ไม่หวั่นหวาดครั่นคร้ามต่อภัยธรรมชาติ

                 เมื่อกำลังการผลิตมีเพิ่มมากขึ้น ย่อมมีผลผลิตที่เหลือจากความต้องการ เหล่าเชลยศึกที่ถูกจับมาก็ไม่ถูกสังหาร แต่จะถูกนำตัวมาเป็นทาสเพื่อบังคับให้เป็นแรงงานในการผลิต โดยผลผลิตที่ได้จะตกเป็นของนายทาสนั้น สภาพการณ์เช่นนี้ ได้ก่อรูปรากฏการณ์สำคัญคือ การยึดกรรมสิทธิครอบครองทรัพย์สิน นักโบราณคดีได้ค้นพบว่าในวัฒนธรรมหลงซาน นั้น ในการฝังศพ นอกจากโลงที่บรรจุศพนั้นแล้ว ยังมีข้าวของเครื่องใช้ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงฐานะความร่ำรวยทางสังคม บางหลุมมีเครื่องปั้นดินเผาจำนวนมาก หยกหินประดับ งาช้างและเขี้ยวฟันล่างของหมู เป็นต้น บางหลุมศพมีขนาดไม่ใหญ่นักและมีเครื่องปั้นดินเผาเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีศพที่ฝังโดยไม่มีโลง อีกทั้งไม่มีสิ่งของที่ฝังพร้อมศพมาด้วย มีบ้างถึงกับถูกทิ้งอยู่ตามอุโมงค์ห้องใต้ดินหรือแม้แต่ลำห้วย

                 ทั้งนี้ ก็เพราะได้มีกลุ่มผู้นำจำนวนหนึ่งใช้อำนาจสิทธิพิเศษสร้างความร่ำรวย ทำให้เกิดความแตกต่างของกลุ่มคนรวยคนจน จนกลายเป็นความเหลี่ยมล้ำที่รุนแรงในสังคม สภาพโครงสร้างสังคมที่ยังเป็นยุคดึกดำบรรพ์นี้ เริ่มกลายเป็นสังคมลำดับชั้นขึ้น อันเป็นสัญญาณของการสิ้นสุดยุคสมัย ระหว่างนี้ เริ่มมีการทำสงครามแย่งชิงทรัพย์สินเงินทองและแรงงานทาสระหว่างชนเผ่าเกิดขึ้น และเพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรู ก็ได้มีการสร้างคูกำแพงเมือง อีกทั้งยังมีการผลิตอาวุธเพื่อเตรียมพร้อมรบทุกเมื่ออีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดกฎระเบียบใหม่ ๆ เพื่อปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของกลุ่มผู้นำชนเผ่าที่ได้รับสิทธิพิเศษ พวกเขาละทิ้งหลักปฏิบัติเดิมของสังคมเอกภาพ การ ‘สละราชบัลลังก์’ ถูกระบบใหม่กลืนหายสูญพันธุ์ไปในที่สุด

                 สังคมเอกภาพดับสูญลงเมื่อเซี่ยหวี่ตายลง บุตรชายของหวี่ก็สังหารอี้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้า และเริ่มเข้าสู่ยุคแห่งการสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าโดยสายเลือดในระบบวงศ์วานว่านเครือ ซึ่งเรียกกันว่าสังคมกินดีอยู่ดี จากนั้นมา ประวัติศาสตร์จีนก็ก้าวเข้าสู่ราชวงศ์แรกที่มีการสืบทอดบัลลังก์อำนาจโดยสายเลือด นั่นคือ สมัยราชวงศ์เซี่ย  

 

bronze01_back.gif

<Back>

 

  Copyright(c) 2006 Mrs.Pornphan Vnitchhattakij Mrs.Uraiwan Saelim Mrs.Natha Vijintanasan.All rights reserved.

 จำนวนผู้เข้าใช้งาน
ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2549

thaigoodview.com Version 13.0
บริหารและจัดการโดยทีมงานชาวมัธยมศึกษาและประถมศึกษา
e-mail: webmaster@thaigoodview.com