|
อุปราคา
(ECLIPSES)
ในสมัยโบราณถือกันว่าอุปราคาเป็นลางร้ายที่บ่งบอกว่าอวมงคลและวบัตินานาประการจะเกิดขึ้น
โดยทึกทักเอาว่าการที่แสงหายไปนั้นเป็นการลงโทษของบรรดาพระผู้เป็นเจ้า
แต่ในทุกวันนี้เป็นที่เข้าใจกันแล้ว่าเป็นเพียงปรากฎการณ์อันเกิดจากกระบวนการของฟากฟ้าที่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเทฟ์ฟากฟ้าสองอย่างโคจรตามวงโคจรของแต่ละเทห์มายังตำแหน่งที่เทห์หนึ่งบังแสงที่มาจากอีกเทห์หนึ่งเท่านั้น
อุปราคา (ECLIPSES)
เทห์ฟากฟ้าทุกชิ้นที่หมุนรอบตัวเองอยู่รอบดาวฤกษ์ดวงหนึ่งย่อมมีด้านหนึ่งมืดและอีกด้านหนึ่งสว่างเสมอ
และยังทอดเงามืดเป็นรูปกรวยไปทางด้านหลัง ซึ่งปราศจากแสงอีกด้วย
นี่เป็นสิ่งที่เกิดแก่โลกของเราที่หมุนรอบแกนตัวเองและโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ด้วยเช่นกัน
ในเวลากลางคืน ถ้าเราเดินทางไปบนพื้นโลกเป็นระยะทางหลายไมล์/กิโลเมตร
เราก็ยังคงอยู่ในความมืดเพราะว่าเงามืดรูปกรวยที่ทอดอยู่นั้นยาวมาก
และเมื่อดวงจันทร์โคจรผ่านเข้ามาในเงามืดรูปกรวยนี้ก็จะทำให้มันมืดลงเป็นลำดับจนมิดดวง
ผลก็คือเกิดสิ่งที่เรียกว่า จันทรุปราคา (lunar eclipse) ขึ้น
ในทางกลับกัน เมื่อดวงจันทร์โคจรเข้ามาอยู่ระหว่างโลกของเรากับดวงอาทิตย์
ในกรณีนี้ผลที่เกิดขึ้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า สุริยุปราคา (solar
eclipse) แต่เนื่องจากดวงจันทร์มีขนาดเล็กกว่าจึงทอดเงามืดครอบคลุมพื้นผิวโลกได้ไม่หมด
ฉะนั้น จึงเกิดสุริยุปราคาเป็นวงกลมเฉพาะในบางส่วนของพื้นผิวโลกเท่านั้น

วงโคจรของดวงจันทร์รอบโลกจะทำมุมเอียงราว
5 องศากับวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ นั่นคือดวงจันทร์หงายเต็มดวงก็แสดงว่ามันโคจรผ่านเงามืดรูปกรวยของโลกตรงส่วนบนหรือส่วนล่างไปแล้ว
มีเพียงไม่กี่ครั้งที่ดวงจันทร์จะโคจรมาเรียงเป็นแนวเดียวกับโลกและดวงอาทิตย์พอดีขณะที่เป็นเวลาเดือนหงายเต็มดวง
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดจันทรุปราคาขึ้น
การจะเกิดอุปราคาได้นั้น
เทห์ฟากฟ้าที่จะก่อให้เกิดอุปราคาต้องเรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกันพอดี
การเกิดจันทรุปราคาบางแห่งในรอบสิบปี
หลังคริสต์ศักราช 2000
|
วันที่
|
แบบ
|
|
9 มกราคม
2001
|
เต็มดวง
|
|
16 พฤษภาคม
2003
|
เต็มดวง
|
|
9 พฤศจิกายน
2003
|
เต็มดวง
|
|
28 ตุลาคม
2004
|
เต็มดวง
|
|
3 มีนาคม
2007
|
เต็มดวง
|
|
21 กุมภาพันธ์
2008
|
เต็มดวง
|
|
16 สิงหาคม
2008
|
เต็มดวง
|
สุริยุปราคา (SOLAR ECLIPSES)
ความลึกลับดุจเสกด้วยเวทมนต์ของแสงอาทิตย์เป็นปรากฎการณ์ทางดาราศาสตร์อันสวยงามน่าดูอย่างที่เราสามารถมองเห็นได้จากโลก
เมื่อดวงจันทร์โคจรเข้ามาอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ จะทอดเงามืดเป็นวงกลมที่ทำให้กลางวันกลายเป็นกลางคืนได้เป็นเวลา
2 - 3 นาทีบนพื้นโลกในบริเวณที่เกิดสุริยุปราคมเต็มดวง (total eclipse)
แต่ในบริเวณอื่นดวงจันทร์จะบังดวงอาทิตย์ได้เพียงบางส่วน ยังผลให้เกิดสุริยุปราคาแบบไม่เต็มดวง
(partial eclipse) และถ้าในครั้งใดที่เงามืดของดวงจันทร์เล็กกว่าวงกลมของดวงอาทิตย์เล็กน้อยเงามืดของดวงจันทร์ก็จะจับกลางวงกลมนั้นทำให้เกิดสุริยุปราคารูปวงแหวน
(annular eclipse) สุริยุปราคามีความสำคัญมากต่อนักวิทยาศาสตร์
เพราะในระหว่างที่เกิดสุริยคราสนั้นเป็นโอกาสอันดีที่พวกเขาจะสามารถสังเกตการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด
(the sun's corona) หรือแสงสว่างเจิดจ้าเป็นวงกลมสีรุ้งล้อมรอบดวงอาทิตย์ที่จะเห็นเวลาเกิดสุริยุปราคาได้ชัดเป็นอย่างดี
ซึ่งปกติแล้วจะสว่างจ้ามากเกิดกว่าจะสังเกตการณ์ได้

การเกิดสุริยุปราคาบางแห่งในรอบปีหลังคริสต์ศักราช
200
|
วันที่
|
แบบ
|
|
31 พฤษภาคม 2003
|
วงแหวน
|
|
3 ตุลาคม
2005
|
รูปวงแหวน
|
|