ทฤษฎีและเอกสาร

 

ผู้จัดทำคำนำแนวคิดทฤษฎีและเอกสารแบบทดสอบแบบฝึก

 

ทฤษฎีและเอกสาร

  ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า การคิดวิจารณญาณเป็นกระบวนการคิดเบื้องต้นก่อนลงข้อสรุปในการคิด การตัดสินใจ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกัน คือ

           ขั้นตอนในการตัดสินใจ  http://www.isc.ru.ac.th/ โดยทั่วไปประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ       ขั้นตอนที่ 1  ระบุทางเลือกที่เป็นไปได้ทั้งหมด

           ขั้นตอนที่  2  คาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคต ทั้งหมดที่จะเป็นไปได้

           ขั้นตอนที่  3  สร้างตารางผลดี-ผลเสียที่เกิดขึ้นหากตัดสินใจเลือกทางใด

           ขั้นตอนที่ 4 จากการประเมินผล    เพื่อการตรวจสอบแนวคิด  เพื่อการตัดสินใจเลือกแนวทางที่ดีที่สุด

           การตัดสินใจอาจเกิดขึ้นโดยอาจเกิดขึ้นในสภาวะที่แตกต่างกัน สามารถแบ่งประเภทของการตัดสินใจ ตามสถานการณ์คาดคะเน ดังนี้

1.  การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน (Decision-making under uncertainty)

           2.  การตัดสินใจภายใต้ความแน่นอน (Decision-making under certainty)

           3.  การตัดสินใจภายใต้ความเสี่ยง (Decision-making under risk)

ผลการตัดสินใจอาจเป็นตามสภาวการณ์ที่เขาคิดหรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงต่อไปอีก ดังนั้นผู้วิจัยเชื่อว่ากระบวรการคิดแก้ปัญหา และการคิดตัดสินใจเป็นกระบวนการสุดท้ายที่มักเกิดควบคู่กันหากการตัดสินใจเป็นอย่างสภาวการณ์กำหนด คือ การตัดสินใจภายใต้ความที่แน่นอนทุกอย่างก็ยุติ แต่การตัดสินใจนั้นพบสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงคือการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน หรืออาจพบข้อมูลแปรเปลี่ยน ก็ต้องใช้กระบวนการคิดแก้ปัญหาเข้าช่วยปรับกระบวนการคิดเพื่อตัดสินใจใหม่อีกครั้ง จึงอาจสรุปได้ว่าการคิดวิจารณญาณเป็นกระบวนการคิดระดับสูงเบื้องต้นที่แปรไปเป็นความคิดสร้างสรรค์ การคิดแก้ปัญหาและการคิดตัดสินใจ โดยกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองของมนุษย์เมื่อมีความชำนาญในการใช้กระบวนการคิดแล้วนั้นเอง

            2.4  ความหมาย ,ทฤษฎีและแนวคิดแก้ปัญหา

           มยุรี  หรุ่นขำ (2544) อ้างอิงจาก Piaget (1962) ว่าความสามารถในการแก้ปัญหาตามทฤษฎีพัฒนาการเชาวน์ปัญญาว่า ความสามารถด้านนี้เริ่มต้นตั้งแต่ขั้นที่ 3 คือ Concrete Operation คือ นักเรียนอายุประมาณ 7-10 ปี จะมีความสามารถแก้ปัญหาอย่างง่าย ซึ่งเมื่อถึงระดับขั้นที่ 4 คือ Stage Formal Operation มีอายุตั้งแต่ 11-15 ปี ขึ้นไปจะมีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลดีขึ้น และสามารถแก้ปัญหาแบบซับซ้อนได้

           อ้างอิงจาก Bourn, Ekstrand and Domnoski (1971) อธิบายความสามารถในการคิดแก้ปัญหาว่า ความสามารถในการใช้ประสบการณ์เดิมจากประสบการณ์ทางตรงและทางอ้อมเป็นการแสดงความรู้ ความคิดของสถานการณ์ที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน โดยนำมาจัดเรียงลำดับใหม่เพื่อผลของความสำเร็จในจุดมุ่งหมายเฉพาะอย่าง

           มยุรี  หรุ่นขำ (2544 : 60-61) กล่าวว่าการคิดแก้ปัญหาต้องอาศัยความรู้ประสบการณ์เดิมในโครงสร้างทางสมองของบุคคล ประกอบกับกระบวนการคิดแสวงหาข้อมูล คัดเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับปัญหา แล้วอาศัยความรู้ ประสบการณ์เดิมสร้างกลวิธี

การแก้ปัญหา การประเมินทางเลือกแต่ละทางเลือก เมื่อได้แนวทางแก้ปัญหาต้องลงมือปฏิบัติหรือแก้ไขปัญหานั้นๆ เมื่อเกิดปัญหาใหม่กระบวนการในสมองก็จะดำเนินการเป็นวงจรอีก http://educms.pn.psu.ac.th/  โดยอริยา  คูหา อ้างอิงจากแนวคิดของ เจมส์ รอส (James Ross) และศิธาราม  จายาสวัล (Sitaram Jayaswal) อธิบายว่าการคิดเดิมนั้นมีรากฐานมาจากปัญหา หรือการแก้ปัญหาซึ่งคล้ายกับที่ สวนา พรพัฒน์กุล กล่าวว่าไว้ การคิดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งต่อการแก้ปัญหา เพราะหากยิ่งปัญหาสลับซับซ้อนมากก็ยิ่งต้องอาศัยการคิดมาก

           -  ทฤษฎี และแนวคิดการคิดแก้ปัญหา

           (http://eai.md.chula.ac.th/) อ้างอิง Peter Tugwell (1983) ดังนี้ การแก้ปัญหาแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน

           1.  การประเมินสถานการณ์ เป็นการวิเคราะห์ถึงสภาพ ขอบเขต ขนาดของปัญหา

           2.  การค้นหาต้นเหตุของปัญหา (Etiology of Causation) เป็นการศึกษาถึงต้นเหตุ หรือปัจจัยของปัญหา

           3.  การค้นหาวิธีการแก้ปัญหา เป็นการแสวงหาแนวทาง และทางเลือกที่เหมาะสมในการแก้ปัญหานั้นๆ เพื่อการประเมินหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

           4.  การดำเนินการแก้ปัญหา (Implementation) เป็นการเลือกโดยการประเมินวิธีการเพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

           5.  การควบคุมกำกับการดำเนินการ (Monitoring) เป็นการติดตามผลการปฏิบัติเป็นระยะๆ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดได้

           มยุรี  หรุ่นขำ (2544) อ้างอิงจากทฤษฎีเชาวน์ปัญญาของกิลฟอร์ด (Guilford, 1967) ให้รูปแบบการแก้ปัญหาโดยทั่วไป ประกอบด้วยการทำงานของกระบวนการทางสมองด้านการคิด (Operations) คือ การจำ (Memory) การรู้และเข้าใจ (Cognitive) การคิดแบบอเนกนัย (Divergent thinking) การคิดแบบเอกนัย (Convergent thinking) และการประเมินค่า (Evaluation)

           ซึ่งทั้งสองทฤษฎีดังกล่าวจะมีความสามารถผสมผสานการทำงาน   ตั้งแต่การใช้ความรู้

ประสบการณ์เดิมในสมอง คือ ความจำที่ได้รู้จากการเรียนรู้   ประสบการณ์ที่ได้จากบุคคล สิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์รอบตัวมาเป็นเครื่องประเมิน กลั่นกรอง แยกแยะ และวิเคราะห์

ข้อมูลเพื่อหาทางออกให้ปัญหาเหล่านั้นโดยการคิดที่เป็นเอกนัยหรืออเนกนัยก็ตามเพื่อให้เกิดแนวทางเลือกทางออกของปัญหาที่ดีที่สุด แล้วติดตามประเมินผลเพื่อรอดูผลและแก้ไขสถานการณ์หากเกิด

ซ้ำอีก ซึ่งกระบวนการคิดแก้ปัญหาของกิลฟอร์ด มีดังนี้

           1.  ขั้นเตรียมการ คือขั้นของการค้นพบปัญหาที่แท้จริง

           2.  วิเคราะห์ปัญหา คือการพิจารณาสาเหตุสำคัญๆ ของปัญหา

           3.  ขั้นเสนอแนวทางแก้ปัญหา คือการหาวิธีการแก้ปัญหา เป็นทางเลือกที่ตรงกับสาเหตุ แล้วใช้การแก้ปัญหา

           4.  ขั้นตรวจสอบผล เป็นการติดตามประเมินผลจากข้อ 3 เพื่อให้พบผลลัพธ์ที่พอใจ อาจต้องแก้ไขทิศทางการแก้ปัญหาใหม่

           5.  ขั้นการนำไปประยุกต์ใช้ เมื่อพบปัญหาใกล้เคียงอาจนำไปศึกษาเพื่อแก้ไข เพื่อหาทิศทางใหม่

           -  การวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหา

           มยุรี  หรุ่นขำ (2544) สรุปการวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหาควรเป็นปัญหาใกล้ตัวนักเรียน เพื่อให้เด็กเข้าใจปัญหานี้ได้ ในการสร้างสถานการณ์ปัญหาควรเป็นปัญหาที่มีทางออก หรือเป็นคำถามปลายเปิด ซึ่งนักเรียนจะสามารถอธิบาย ให้เหตุผลตามกระบวนการคิดแก้ไขปัญหาดังนี้

           1.  ปัญหาที่นำมาใช้เป็นคำถามที่สำคัญๆ เกิดขึ้นบ่อยๆ

           2.  กำหนดปัญหาที่มีทางออกหลายๆ ทาง

           3.  กำหนดรูปแบบคำถามให้นักเรียนสามารถอธิบายเหตุผลได้

           4.  กำหนดคำถามให้มีการเชื่อมโยงความคิดและสรุปได้ทั่วๆ ไป

           5.  วัดทักษะความสามารถในการคิดแก้ปัญหาแบบรวมๆ

           6.  การตัดสินใจมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมาย และลักษณะของปัญหาอาจแบ่งเป็นการตัดสินใจตามลำดับขั้น และการตัดสินใจที่ไม่เป็นตามลำดับขั้น

           กระบวนการเพื่อคิดแก้ปัญหา มีสาเหตุ 2 ประการคือ คิดวิจารณญาณแล้วพบปัญหา หรือเกิดความคิดสร้างสรรค์ผลงานแล้วเกิดปัญหาให้แก้ปัญหานั้นๆ ประการหนึ่ง อีกประการ

หนึ่ง คือ คิดวิจารณญาณผ่านไปสู่การตัดสินใจแล้วเกิดปัญหา กระบวนการคิดแก้ปัญหาก็จะเข้ามามีบทบาท ดั้งนั้นการคิดทั้ง 4 ชนิด ระดับสูงนี้จึงเป็นกระบวนการคิดที่ควรจัดระบบให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ได้ในการดำเนินชีวิตในอนาคตหลังจากพวกเขาจบการศึกษา ผู้วิจัยจึงใช้คำว่า กระบวนการคิด ในการทำวิจัยครั้งนี้

 

แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการคิด 

           เพียเจท์ จัดกระบวนการทางสติปัญญา (Cognitive Process) สำหรับผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คือวัยในช่วงอายุ 12-15ปี อยู่ในระดับกระบวนการคิดขั้นที่ 4 ขั้นปฏิบัติด้านนามธรรม (Formal Operational Stage) ซึ่งมีความสามารถคิด วิเคราะห์เชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ ได้เข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่ยึดติดกับข้อมูลจากการสังเกตเพียงอย่างเดียว เริ่มมีความคิดของตนเองและเข้าใจความคิดของผู้อื่น มีพัฒนาการทางการคิดเจริญถึงขีดสุด ดังนั้นเมื่อผู้วิจัยศึกษา ค้นคว้า แนวคิดทฤษฎีจากตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้ว พบการเชื่อมโยงกระบวนการคิดระดับสูงทั้ง 4 ประเภท จึงจัดทำแบบฝึกทักษะกระบวนการคิด โดยเนื้อหาดังนี้

           จากการศึกษาพบว่าสิ่งแวดล้อมสำคัญยิ่งในการพัฒนาสมอง นักเรียนที่ใช้ในการวิจัยมีภูมิลำเนาในชนบทชานเมืองที่พฤติกรรมทางสังคมที่ยังไม่ช่วยในการพัฒนาสมองเท่าที่ควร ซึ่งจะเกิดผลให้เซลล์สมองและเส้นใยในกลุ่มการทำงานกลุ่มนี้ยังทำงานได้ไม่ดีนัก    ผลคือระบบกระบวนการคิดยังไม่พัฒนา ผู้วิจัยจึงเห็นว่าสถานศึกษาเป็นที่เดียวที่จะช่วยพัฒนากระบวนการคิดของเขาให้เป็นระบบ เป็นกระบวนการที่ยั่งยืนสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตจริงได้ตลอดไป

           จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎี หลักการและแนวคิด เรื่องการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการคิดทั้งของต่างประเทศ และของประเทศไทย ซึ่งวิเคราะห์และสังเคราะห์แล้วได้ผลเป็นกรอบความคิด ดังนี้

           กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 4-5) อ้างอิงจาก ทิศนา  แขมมณีและคณะ (2540 : อัดสำเนา) กล่าวว่ามิติของการคิดประกอบด้วย

1. มิติด้านข้อมูล หรือเนื้อหาที่ใช้ในการคิด

           2.  มิติด้านคุณสมบัติที่เอื้ออำนวยต่อการคิด

           3.  มิติด้านทักษะการคิด

           4.  มิติด้านลักษณะการคิด

           5.  มิติด้านกระบวนการคิด

           6.  มิติด้านการควบคุม และประเมินการคิดของตน

โดยมิติที่1 คือข้อมูลหรือเนื้อหาที่ใช้ในการคิด อาจเป็นข้อมูลของตนเอง ข้อมูลทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์ ซึ่งต้องประกอบกับมิติที่ 2 คือคุณสมบัติที่เอื้ออำนวยต่อการคิด คือ ความเป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน กระตือรือร้นต่อสิ่งเร้า ใจกว้าง จิตใจมั่นคง และไม่มีอคติต่อสิ่งใดๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้กลไกทางสมองที่มีต่อการคิดพื้นฐาน มีพัฒนาขึ้นมาสู่การคิดที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ โดยเข้าสู่กระบวนการของมิติที่ 3 คือทักษะการคิด ที่สามารถแสดงออกทางพฤติกรรมต่างๆ ของลักษณะการคิดในมิติที่ 4 คือ เช่น การเขียน การพูด และการแสดงออก ที่อาจหมายรวมถึง การคิดคล่อง คิดหลากหลาย และอื่นๆ โดยแนวทางการคิดพื้นฐานและระดับกลางด้วยกลไกและวิธีการที่ซับซ้อนขึ้น จนถึงกระบวนการที่มากที่สุด คือกระบวนการคิดในมิติที่ 5 ซึ่งมีกิจกรรมการคิดเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้นั้นต้องอาศัยทักษะการคิด และลักษณะการคิดอีกไม่น้อยจนเกิดการคิดวิจารณญาณเป็นความสามารถด้านการคิดของบุคคลที่ควบคุมกระบวนการประมวลผล การคิด และการประเมินผล ซึ่งจะนำไปสู่การคิดแก้ปัญหา และการคิดตัดสินใจ

           ส่วนความคิดสร้างสรรค์ เป็นความคิดที่สืบเนื่องแตกแขนงออกไป โดยกานดา     ทิว- วัฒน์ปกรณ์ อ้างอิงจากวิชัย  วงษ์ใหญ่ (2523 : 7) ได้กล่าวถึงความคิดสร้างสรรค์ ไว้ว่า

           1.  เป็นความคิดริเริ่ม  หมายถึง ความคิดที่แปลกแตกต่างไปจากบุคคลอื่น

           2.  ความว่องไวหรือความพรั่งพรู ปริมาณการคิดที่พรั่งพรูออกมามากกว่าบุคคลอื่น

           3.  ความคล่องตัวชนิดของความคิดที่ปรากฏออกมาจะแตกต่างกันออกไปโดยไม่ซ้ำกันเลย

           4.  ความละเอียดลออประณีต ความคิดที่แสดงออกมาสามารถนำมาทำให้สมบูรณ์และ

ประณีตต่อไปได้เต็มที่

         5.  การสังเคราะห์ คือ การรวบรวมสิ่งที่คิดได้มาทำให้มีความหมายและนำมาพัฒนาต่อไปให้สมบูรณ์ได้จริง

           และอ้างอิงจาก สุรศักดิ์  หลายมาลา (2541 : 38-39) ว่า องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์อาจมองได้ว่าเป็นความสามารถพิเศษ และเป็นเจตคติต่อชีวิตที่เห็นได้มากในเด็กเล็ก

           ดังนั้นการคิดวิจารณญาณ การคิดสร้างสรรค์ การคิดแก้ปัญหา และการคิดตัดสินใจตามที่กรมวิชาการ (2541) กำหนดให้เป็นการคิดระดับสูง จึงเป็นกระบวนการคิดที่มีความสัมพันธ์ เกี่ยวโยงต่อกัน ดังที่

          มยุรี  หรุ่นขำ อ้างอิงจาก Altaro-Lefevre (1995 : 11) ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดแก้ปัญหาไว้ว่าการแก้ปัญหาจะมีข้อจำกัดที่เริ่มต้นจากปัญหา แล้วจบลงด้วยการแก้ปัญหา แต่การคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นการคิดที่ครอบคลุมมากกว่าการคิดแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องและไม่จำเป็นต้องเริ่มที่ปัญหา อาจเริ่มจากเรื่องทั่วๆ ไป แต่เน้นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดแก้ปัญหาเป็นกระบวนการที่สัมพันธ์กัน

           มยุรี  หรุ่นขำ (2544 : 18) การคิดวิจารณญาณเป็นการคิดระดับสูง มีความซับซ้อนโดยเริ่มที่ประเด็นที่เป็นปัญหา ข้อโต้แย้งหรือความไม่แน่ใจ โดยอาศัยความรู้ ความคิด และประสบการณ์ของบุคคลในการทำความเข้าใจ  โดยผ่านการรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่อย่างละเอียด รอบคอบก่อนตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ กระทำหรือไม่กระทำ ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนหรือกระบวนการในการลงข้อสรุปอย่างมีเหตุผล มีสติสัมปชัญญะ และการคิดอย่างมีวิจารณญาณยังมีความสัมพันธ์กับการคิดแก้ปัญหา โดยการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นหลัก และเป็นเครื่องมือในการคิดแก้ปัญหา

           ซึ่งมยุรี  หรุ่นขำ (2544 : 26) มีความเชื่อตามพัฒนาการจากทฤษฎีเชาวน์ปัญญาสามมิติของ Sternberg ว่าเมื่อบุคคลพบปัญหาแล้วต้องใช้กระบวนการคิดในการประมวลผลความรู้ ความคิดแก้ปัญหา วางแผนติดตาม และประเมินผลประกอบกับใช้ความสามารถในองค์ประกอบ ด้านประสบการณ์ในการทำความเข้าใจปัญหาแล้วดำเนินการแก้ปัญหาตามความเข้าใจ    และความคล่องในการประมวลผลข้อมูล   แล้วจึงนำผลการคิดเกี่ยวกับการ

แก้ปัญหาไปลงมือปฏิบัติเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาตามทฤษฎีของ Sterntaerg

         ดังที่ผู้วิจัยเห็นว่าสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งมีพัฒนาการทางสมองเต็มที่ และเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตจังหวะหนึ่งนี้ควรได้รับการพัฒนาด้านกระบวนการคิด เพื่อให้ทันกับการนำไปใช้ดำเนินชีวิตและการศึกษาต่อ หรือศึกษาเพื่อการประกอบอาชีพในอนาคตอันใกล้ ซึ่ง http://are.skru.ac.th/ อ้างอิงจากกันยา  สุวรรณแสง (2542) กล่าวถึงการส่งเสริมความคิดแก่ผู้เรียนเพื่อให้เกิดความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ คิดอย่างมีเหตุผล คิดแก้ปัญหาเป็น คือการให้ทุกคนทำงาน ให้คิดโดยไม่จำกัดกิจกรรม ให้มีอิสระในการคิดค้นคว้า และประเมินผลงาน ให้รู้จักช่วยตนเองให้คิดทำให้มากที่สุด โดยครูมีหน้าที่แนะนำ กระตุ้น เร่งเร้า ยั่วยุ ให้เขาฝึกทักษะจากข้อมูล ตั้งสมมุติฐาน วิเคราะห์ปัญหา และประเมินผล สรุปผลให้ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือการพัฒนากระบวนการคิดของเขาให้มีคุณสมบัติการคิดตามที่ต้องการโดยจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน

          ดังที่มยุรี  หรุ่นขำ (2544 : 44) อ้างอิงจากแนวคิดของเพ็ญพิศุทธ์  เนคมานุ-รักษ์ (2537 : 68-70) ว่าการคิดที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ข้อมูลแสวงหาข้อมูลและการจัดกระทำกับข้อมูลจึงไม่ใช่การคิดที่จำกัดอยู่เฉพาะตัวบุคคล แต่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น ดังนั้นการพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของกระบวนการคิดในชีวิต คือเริ่มต้นจากการคิดคนเดียว แล้วนำเสนอผลการคิดสู่คนใกล้ชิด หรือกลุ่มย่อย รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่นๆ เพื่อตรวจสอบการคิดของตนเอง จากนั้นขยายการคิดสู่คนภายนอกหรือคนในกลุ่มใหญ่ มีการแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน เพื่อหาข้อสรุปของการคิดที่สมเหตุสมผลอีกครั้ง ผู้วิจัยจึงจัดทำแบบฝึกทักษะ กระบวนการคิด โดยกำหนดจุดประสงค์ของแต่ละแบบฝึกชัดเจน และเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก และยากขึ้น โดยจัดระดับกระบวนการคิดตั้งแต่ระดับพื้นฐาน สู่ระดับกลาง และสูงเป็นที่สุดท้ายของแบบฝึก โดยจัดกระบวนการคิดทั้งเดี่ยว เพื่อจัดระบบการคิดของตนเอง เมื่อเกิดแนวทางแล้วให้จับคู่ทำกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ให้นำไปสู่ระบบกระบวนการคิด รวมทั้งงานกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและปฏิสัมพันธ์กัน ด้วยวิธีการที่ http://www.onec.go.th/ แนะนำกระบวนการพัฒนาการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิดได้ว่า

          แนวคิดที่ 1 การสอนเพื่อพัฒนาการคิด (teaching for thinking) เป็นการสอนที่เน้นเนื้อหาโดยตรงโดยใช้โปรแกรมสื่อสำเร็จรูป หรือบทเรียนที่มีการปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มความ สามารถ

          แนวคิดที่ 2 การสอนการคิด (teaching of thinking) เป็นการสอนที่เน้นกระบวนการทางสมอง โดยเฉพาะการปลูกฝังทักษะการคิดโดยตรงสอนไปตามทฤษฎีไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาการ

          แนวคิดที่ 3 การสอนเกี่ยวกับการคิด (teaching about thinking) เป็นการสอนที่เน้นการใช้ทักษะการคิดเป็นเนื้อหาสาระของการสอน

          จากกระบวนการคิดที่หลากหลาย ซึ่งผู้วิจัยมุ่งหวังให้การพัฒนากระบวนการคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นี้ มีพัฒนาการด้านกระบวนการคิดที่สมบูรณ์ตามระดับที่ 4 ของเพียเจท์ คือ ขั้นปฏิบัติการด้วยนามธรรม (Formal Operation Stage) นี้เป็นแนวทางเสริมสร้างกระบวนการคิดให้เจริญต่อเนื่องถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งแนวคิดของทอร์แรนซ์ (Torrance : 1962) อ้างอิงจาก กานดา  ทิววัฒน์ปกรณ์ (2543 : 22-25) แบ่งวัยนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษามีช่วงอายุ 12 ปีถึง 18 ปี ซึ่งรอยต่อระยะอายุ 15 ปีถึง 18 ปี พบว่า เด็กจะมีพัฒนาการเร็วมากทั้งด้านความสนใจและความสามารถเป็นที่ดีที่สุดในการทดสอบความคิด ความต้องการ เพราะเขาสามารถคิดหาข้อสรุป เรียนรู้การใช้ความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งผู้ใหญ่ต้องคอยดูแล และกระตุ้น อาหารความคิด  ด้วยการเสริมสร้างทักษะ ความชำนาญ ความสนใจในสุนทรียภาพ สร้างทัศนคติตนเองต่อสังคม ดั้งนั้นแบฝึกทักษะกระบวนการคิด จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้พัฒนาผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อันเป็นประชากรกลุ่ม เป้าหมายแบบเจาะจง ให้มีคุณสมบัติในการคิดเป็น คิดเก่ง และคิดดี เพื่อเป็นประชากรที่ดีของสังคมในอนาคต

ย้อนกลับ       มีต่อหน้าถัดไป  hand01_next.gif

ผู้จัดทำคำนำแนวคิดทฤษฎีและเอกสารแบบทดสอบแบบฝึก

 

 

จัดทำโดย   ครูสุดารัตน์  ดวงสุดาวงศ์

โรงเรียนโสภณศิริราษฎร์  อ.วัดเพลง  จ.ราชบุรี  70170

Copyright (c)  2007  Miss.Sudarat.All rights.reserved

จำนวนผู้เข้าใช้งาน
ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2550

thaigoodview.com Version 12.0
บริหารและจัดการโดยทีมงานชาวมัธยมศึกษา
e-mail:
webmaster@thaigoodview.com

Copyright(c) 2007 Mr.Poonsak Sakkatatiyakul. All rights reserved.