ทฤษฎีและเอกสาร

 

ผู้จัดทำคำนำแนวคิดทฤษฎีและเอกสารแบบทดสอบแบบฝึก

 

ทฤษฎีและเอกสาร

ตอนที่ 3  เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึก

           การศึกษาทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศค้นพบว่าการพัฒนาสติปัญญาของผู้เรียนยังทำได้ในขอบเขตจำกัด      ดังนั้นเมื่อมีนโยบายการปฏิรูปการศึกษา และเน้นการพัฒนาคุณภาพด้านกระบวนการคิด        นับเป็นเรื่องที่ครูไม่สามารถทำให้เห็นผลชัดเจนได้ง่ายนัก เนื่องจากกระบวนการคิด ไม่ปรากฏเนื้อหาลักษณะชัดเจนที่ครูนำไปใช้สอนได้ประการหนึ่ง การคิดเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เป็นรูปธรรม จึงต้องจัดเป็นกระบวนการทางการแสดงออกให้เห็นเป็นนามธรรมด้วยอีกประการหนึ่ง และที่สำคัญกระบวนการคิดแบบหนึ่งเหมาะสมกับผู้เรียนแบบหนึ่ง อาจไม่เหมาะสมกับผู้เรียนอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้สอนจะต้องทำความเข้าใจกับกระบวนการคิดที่ลงตัวกับผู้เรียนของเขา เพื่อให้สามารถพัฒนาจนเกิดความสามารถที่เรียกว่า กระบวนการคิด แก่ผู้เรียนของเขา ตามจุดประสงค์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กำหนดไว้ ผู้วิจัยจึงต้องศึกษาค้นคว้าแนวคิดทฤษฎีต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำแบบฝึกทักษะกระบวนการคิด ดังนี้

           แบบฝึกทักษะ เป็นสื่อนวัตกรรมที่ผู้วิจัยใช้ในการพัฒนากระบวนการคิด ซึ่งปรากฏแนวคิดเพื่อให้แบบฝึกมีคุณภาพดังนี้

           ก่อ  สวัสดิ์พาณิชย์ (2514) กล่าวว่า แบบฝึกที่ดี คือ

           1.  แบบฝึกต้องสอดคล้องกับทักษะที่จะวัด

           2.  ใช้แบบฝึกสั้นๆ แต่มีหลายแบบในการฝึกแต่ละทักษะ

           3.  ให้ฝึกในสถานการณ์ที่แตกต่าง เช่น เกม แบบฝึกหัด

           4.  มีการประเมินผลเป็นขั้นตอนเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง

           ส่วนสุจริต  เพียรชอบ และสายใจ  อินทรัมพรรย์ (2522 : 25) ให้แนวคิดว่า การสร้างแบบฝึกที่ดีควรยึดทฤษฎีการเรียนรู้ทางจิตวิทยา ดังนี้

1.      กฎการเรียนรู้ของธอนไดค์เกี่ยวกับกฎแห่งการฝึกคือ สิ่งใดที่มีการฝึกหัด การทำบ่อยๆ ย่อมทำให้ผู้ฝึกมีความสามารถมากขึ้น

            2.  ความแตกต่างระหว่างบุคคล ควรคำนึงว่าแต่ละคนมีความรู้ ความถนัด ความสามารถ และความสนใจต่างกัน การสร้างแบบฝึกจึงควรพิจารณาถึงความเหมาะสม มีหลายๆ แบบมีความยากง่ายต่างกัน

           3.  การจูงใจผู้เรียน จัดแบบฝึกจากง่ายไปยาก เพื่อให้เกิดผลสำเร็จในการฝึก และยั่วยุให้ติดตามต่อๆ ไป

           4.   ใช้แบบฝึกสั้นๆ เพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย

           บัทท์ (Butts 1974) กานดา  ทิววัฒน์ปกรณ์อ้างอิงจากนิตยา  กิจโร(2530) สรุปหลักการ สร้างแบบฝึกว่า

           1.  ก่อนที่จะสร้างต้องกำหนดโครงสร้างคร่าวๆ ว่าจะเขียนแบบฝึกเกี่ยวกับอะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร

           2.  ศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

           3.  เขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม

           4.  แจงวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเป็นกิจกรรมย่อย โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก

           5.  กำหนดอุปกรณ์ที่จะใช้ในกิจกรรมแต่ละขั้นตอนให้เหมาะสม

           6.  กำหนดเวลาที่ใช้ในการฝึก แต่ละขั้นตอนให้เหมาะสม

           7.  กำหนดประเมินผลอย่างไร

           ชาญชัย  ลวิตรังสิมา และเชิดวิทย์  ฤทธิประศาสน์ (2523) อ้างอิงจาก กานดา  ทิววัฒน์-ปกรณ์ (2543) กล่าว่าการฝึกคือ การจัดสภาพการณ์เพื่อให้ผู้ฝึกเปลี่ยนพฤติกรรมจนสามารถปฏิบัติงานที่มอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบ่งแบบฝึกออกเป็น 3 ประเภทคือ

           1.  การฝึกโดยลงมือปฏิบัติงาน (On The Job Training) ได้แก่วิธีการที่ให้ผู้รับการฝึกได้มีโอกาสเรียนรู้โดยลงมือปฏิบัติจริง ภายใต้สภาพแวดล้อมของบรรยากาศและเงื่อนไขตรงกับความเป็นจริง

           2.  การฝึกโดยไม่ลงมือปฏิบัติงาน (Off the Job Training) หมายถึงการฝึกที่ไม่ต้องลงมือปฏิบัติงานจริง ซึ่งมีประเภทต่างๆ  ดังต่อไปนี้

                    2.1  พิจารณาที่วิธีการ เช่นบรรยาย  อ่านคู่มือ   อภิปราย  ศึกษาจากโสตฯ เช่นภาพยนตร์ ,โทรทัศน์ เป็นต้น

                   2.2  พิจารณาที่พฤติกรรม เช่นการแสดงบทบาทสมมุติ   ศึกษาโดยจำลองแบบของจริง ฝึกอบรมในห้องทดลอง

           3.  วิธีผสมระหว่างการให้ข้อมูล หรือการแสดงพฤติกรรม แล้วลงมือปฏิบัติงานภายใต้สภาพแวดล้อมเป็นจริง

            ซึ่งจากความคิดเหล่านี้ ผู้วิจัยได้สร้างวัตถุประสงค์โครงสร้างแบบฝึกในแต่ละชุด  เพื่อกำหนดแนวทางการสร้างแบบฝึก   โดยกำหนดจากเนื้อหาที่สมควรใช้ฝึกก่อนแล้วจึงจัดกระบวนการนำเสนอโดยใช้แนวคิดจาก บรูเนอร์ (Jerome S. Bruner) http://edtech.edu. ku. ac.th/ ซึ่งเน้นธรรมชาติการทำงานสมองของผู้เรียนมากกว่าธรรมชาติของสิ่งเร้า  เป็นแนวคิดคู่ขนานกับความคิดของเดล คือกลุ่มการกระทำ (Enactive) กลุ่มภาพ (Iconic) และกลุ่มนามธรรม (Abstract) เป็นแนวคิด กรวยประสบการณ์

           1.  กลุ่มการกระทำ (Enactive) คือสื่อการสอนที่ผู้เรียนได้ประสบการณ์จากการลงมือทำ ซึ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับแนวคิดของเดล คือการแสดง การสาธิต การศึกษานอกสถานที่และนิทรรศการ เป็นประสบการณ์ระดับที่ 1 ถึง 6

           2.  กลุ่มภาพ (Iconic) คือสื่อการสอนหรือกิจกรรมที่ถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยภาพ ซึ่งเมื่อนำมารวมกับแนวคิดของเดล จะอยู่ในระดับประสบการณ์ที่ 7 ถึง 9

           นั่นคือผู้วิจัยใช้แนวทางการสร้างกิจกรรม และแบบการเรียนรู้ของเดลเป็นกิจกรรมในแบบฝึกเพื่อช่วยส่งเสริม และสร้างพัฒนาการกระบวนการคิดของผู้เรียนเป็นแนวขนานโดยใช้กิจกรรมเป็นสิ่งเร้าให้เกิดการเรียนรู้ในสมองของผู้เรียนตามแนวคิดของบรูเนอร์

           3.  กลุ่มนามธรรม (Abstract) คือการเรียนรู้ที่ได้จากสัญลักษณ์ต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มแนวคิดของเดล สื่อการสอนที่เป็นนามธรรมจะเป็นประสบการณ์ระดับที่ 10 ถึง 11

           ด้านการคิดวิจารณญาณสร้างขึ้นตามแนวทางการศึกษาของบลูม (Bloom’s Taxonomy of Educational Objective) อ้างอิงจากบุษกร ดำคง ประกอบด้วย

           1.  การอุปมาอุปมัย (Analogies)

           2.  การอ้างเหตุผลแบบนิรนัย (Deductive Reason)

           3.  ข้ออ้างที่อ้างผิด (Missing Premises)

           4.  ความสัมพันธ์นามธรรม (Abstract Relation)

           5.  การจัดลำดับ (Sequential Synthesis)

           6.  ยุทธวิธีการตั้งคำถาม (Questioning Strategies)

           7.  การวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง (Analysis of relevant  and irrelevant information)

           ด้านการคิดสร้างสรรค์ ใช้แนวทางการทดลองด้วยทักษะทางสมอง  ของอัลบาโน (Albano, 1987)  คือทักษะ 4 ประการดังนี้

           1.  ทักษะด้านจินตนาการ (Imagery)

           2.  ทักษะด้านอุปมา  (Analogy)

           3.  ทักษะด้านโยงความสัมพันธ์ (Association)

           4.  ทักษะการเปลี่ยนแปลงรูป (Transformation)

           ด้านการคิดแก้ปัญหาและการคิดตัดสินใจ ซึ่งเป็นปลายความคิดของกระบวนการคิดวิจารณญาณ เป็นแนวการคิดระดับสูงและต้องคิดอย่างมีคุณภาพประกอบด้วยแนวคิดทักษะพื้นฐานทางการคิดของ อัลเบรชท์ (Albrecht 1980) 10 ประการ คือ

           1.  ความตั้งใจ (concentration)

           2.  การสังเกต (observation)

           3.  การจำ (memory)

           4.  การให้เหตุผล  (logical reasoning)

           5.  การสรุปอ้างอิง (inference)

           6.  การตั้งสมมุติฐาน (Forming hypotheses)

           7.  การกำหนดทางเลือก (generating options)

           8.  การโยงความสัมพันธ์ระหว่างความคิด (making association between idias)

           9.  การกำหนดรูปแบบ (recognizing patterns)

           10. การรับรู้ และมิติสัมพันธ์ (spatial and kinesthetic perception)

          ผู้วิจัยนำแนวคิดเหล่านี้จัดทำแบบฝึกโดยจัดเป็นรูปภาพ , เนื้อหาด้วยกระบวนการจากง่ายไปสู่ยากแล้วทดลองใช้พัฒนากับผู้เรียนที่ผู้วิจัยรับผิดชอบจัดการเรียนรู้   ในปีการศึกษา 2548   เพื่อเก็บข้อมูลปัญหาและแก้ไขปรับปรุงอีกครั้ง

ย้อนกลับ       มีต่อหน้าถัดไป  hand01_next.gif

ผู้จัดทำคำนำแนวคิดทฤษฎีและเอกสารแบบทดสอบแบบฝึก

 

 

จัดทำโดย   ครูสุดารัตน์  ดวงสุดาวงศ์

โรงเรียนโสภณศิริราษฎร์  อ.วัดเพลง  จ.ราชบุรี  70170

Copyright (c)  2007  Miss.Sudarat.All rights.reserved

จำนวนผู้เข้าใช้งาน
ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2550

thaigoodview.com Version 12.0
บริหารและจัดการโดยทีมงานชาวมัธยมศึกษา
e-mail:
webmaster@thaigoodview.com

Copyright(c) 2007 Mr.Poonsak Sakkatatiyakul. All rights reserved.