โทรเลขฉบับสุดท้ายมาถึง ไม่มีอีกแล้ว “ตะแล้บแก๊ป” [5 พ.ค. 51 - 05:38]

รูปภาพของ ssspoonsak

โทรเลขฉบับสุดท้ายมาถึง ไม่มีอีกแล้ว “ตะแล้บแก๊ป” [5 พ.ค. 51 - 05:38]

           ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา บุรุษไปรษณีย์ (Postman) คงทำงานหนักหน่อย หลายคนอาจแปลกใจที่อยู่ดีๆ เพื่อนๆ ที่หายไปนานส่งโทรเลขมาให้ แทนที่จะเป็นจดหมายด่วนพิเศษ ไปรษณียบัตร หรือ โปสการ์ด คนทั่วไปมักมองการมาถึงของซองโทรเลขว่ามีแต่เรื่องไม่ดี เรื่องไม่เป็นมงคล เช่น “กลับบ้านด่วน” “พ่อเสียแล้วกลับด่วน” “แม่ป่วยหนักรีบกลับบ้าน” หรือ “ส่งเงินมาให้ด่วน” เป็นต้น ทำไมข้อความเหล่านี้ จึงมักถูกใช้ส่งผ่านโทรเลข นั่นก็เป็นเพราะในสมัยก่อน การติดต่อกับพื้นที่ห่างไกลทำได้ลำบากมาก การสื่อสารโทรคมนาคมทำได้ไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้ อีกทั้งยังไม่มี โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ต ดังเช่นในปัจจุบัน

           โทรเลข จึงเป็นทางเดียวที่จะติดต่อผู้ที่อยู่ห่างไกลได้รวดเร็วที่สุด ส่วนที่ข้อความสั้นเพราะต้องคิดค่าบริการเป็นคำ ประมาณคำละ 1-10 บาท ทำให้ยิ่งข้อความยาวยิ่งแพงนั่นเอง

           ขณะนี้ เราไม่มีบริการโทรเลข ณ ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขอีกต่อไป เมื่อ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT TELECOM ประกาศยกเลิกบริการโทรเลขแบบเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2551 ที่ผ่านมา เนื่องจากจำนวนโทรเลขลดลงเหลือน้อยมาก จนรายได้ไม่คุ้มกับการให้บริการ เพราะมีต้นทุนถึงเดือนละ 25 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้เพียงเดือนละ 5,000 บาท

           IT Digest มีโอกาสได้ไปสังเกตการณ์งาน “อำลา 133 ปีโทรเลขไทย” ที่จัดขึ้น ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2551 ที่ผ่านมา ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่เดินทางมาส่งโทรเลขเป็นครั้งสุดท้าย ถือได้ว่าเป็นภาพแห่งประวัติศาสตร์ ที่เขาเหล่านั้นจะได้เป็นส่วนหนึ่งในบันทึกบทสุดท้ายของ โทรเลข หรือ Telegram โดยทาง ปณท.เนรมิตรบรรยากาศที่ทำการไปรษณีย์ยุคเริ่มแรก ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย หน้าเคาท์เตอร์ให้บริการ การจัดแสดงเครื่องส่งโทรเลข การเคาะรหัสมอร์ส ตัวอย่างเสาโทรเลข ลูกถ้วยร้อยสาย และตู้ไปรษณีย์ และการเสวนา “จับเข่าเล่าเรื่อง...ตะแล้ปแก๊ป” โดยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโทรเลข มาร่วมย้อนความทรงจำที่สวยงามให้คนทั่วไปได้ฟังกัน

           นายสมพล จันทร์ประเสริฐ ที่ปรึกษาอาวุโส CAT TELECOM เล่าว่า กสท มีความคิดที่จะยกเลิกโทรเลขมาเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว เมื่อได้รับอนุญาตจาก คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จึงได้ประกาศยกเลิกแบบเป็นทางการ เนื่องจากจำนวนผู้ใช้งานเหลือน้อย ขณะที่ลูกค้าด้านธนาคารที่ใช้โทรเลขเป็นหลักฐานเอกสาร ก็สามารถใช้ บริการจดหมายด่วนพิเศษ (EMS) แทนได้ ขณะที่ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือกลุ่มสหภาพยุโรปก็เลิกใช้ไปหลายประเทศ คงมีไม่กี่ประเทศที่ยังมีโทรเลข อาทิ ญี่ปุ่น ยังมีผู้นิยมโทรเลขอวยพรในงานมงคล หรือการส่งเงินของคนสูงอายุ โดยผู้ใช้บริการสามารถใชโทรศัพท์บ้านส่งโทรเลขได้ ส่วนค่าโทรเลขก็คิดกับบริการโทรศัพท์ จึงยังให้ความสะดวกกับชาวญี่ปุ่นอยู่

           ที่ปรึกษาอาวุโส CAT TELECOM เล่าต่อว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้บริการโทรเลขความต้องเลิกไปคือ การเข้ามามีบทบาทของอีเมล์ เนื่องจากอีเมล์ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณตัวอักษร เช่นเดียวกับอนาคตของ ไปรษณีย์ธนาณัติ ที่กำลังจะถูกบดบังด้วยบริการ E-Banking และตู้เอทีเอ็ม เนื่องจากที่ผ่านมาปริมาณการใช้ก็ลดลงมาตลอด คนหันมาใช้ตู้เอทีเอ็มโอนเงิน ชำระเงิน เพราะสะดวก และบางทีไม่มีค่าใช้จ่ายหากโอนเงินไปยังบัญชีเงินฝากของธนาคารเดียวกัน

 

           ด้าน นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข และ กรรมการ กทช. เล่าถึงความผูกพันธ์กับโทรเลขว่า สมัยยังเป็นเด็กอายุ 9-10 ขวบ บ้านอยู่ติดกับสถานีรถไฟนครราชสีมา ชอบเอาหนังสติ๊กยิงลูกถ้วยบนเสาโทรเลขแตกประจำ เมื่อเรียนจบมาทำงาน ก็เข้ารับราชการที่กรมไปรษณีย์โทรเลข ก็ได้รับเรื่องขอเสนอการจัดซื้ออุปกรณ์ลูกถ้วยเสาโทรเลข เนื่องจากได้รับความเสียหาย ก็มานึกวีรกรรมตอนเด็กๆ ก็ขำ เพราะเราเองก็เคยเป็นคนทำทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย เมื่อสอบราชการจากชั้นโท เป็นชั้นเอกได้ ก็ไปสอบเข้าประจำเป็นนายไปรษณีย์โทรเลข จึงมีโอกาสหัดเคาะรหัสมอร์สครั้งแรก นั่นก็เป็นความทรงจำที่น่าภูมิใจ
   
           อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขฯ เล่าอีกว่า ตอนที่รับราชการที่กรมไปรษณีย์โทรเลข มีเรื่องเกิดขึ้นมาเนื่องจากมีโทรเลขจากจังหวัดชุมพร ไปจังหวัดระนอง ใจความว่า ”คุณพ่อหายแล้วมารับด้วย” เป็น “คุณพ่อตายแล้วมารับด่วน” ญาติพี่น้องของผู้รับโทรเลขก็ตกใจรีบเตรียมวัด ซื้อโลงไปรับศพ พอไปเห็นคุณพ่อยืนรอหน้าโรงพยาบาลก็เป็นเรื่อง ขณะนั้นประมาณปี 2516 ทางไปรษณีย์ฯ เลยต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย นี่เป็นเรื่องที่เคยเจอกับความผิดพลาดบริการโทรเลข
 
           นายเศรษฐพร เล่าเสริมว่า การที่ประเทศไทยมีโทรเลขจึงทำให้มีโอกาสไปร่วมการประชุมของ ITU: International Telecommunication Union ทำให้ไทยมีบทบาทสำคัญในวงการโทรคมนาคมโลก นั่นเป็นเพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 ทรงนำชื่อ “สยาม” เข้าไปจดทะเบียนกับ สมาพันธ์โทรเลข หรือ ITU ในปัจจุบัน โดยมีจุดประสงค์ คือ เพื่อให้รู้ว่ามีประเทศสยามเกิดขึ้นบนโลก รับรู้ถึงความเป็นเอกราช มีความทันสมัย และต้องการให้ประเทศสยาม ได้มีบทบาทระดับสากล อีกทั้งยังช่วยให้ไทยได้โอกาสส่งคนไปอบรมเพื่อนเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้
 
           อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขฯ เล่าเพิ่มเติมว่า ตอนที่ กสท มายื่นเรื่องขอปิดบริการโทรเลขตนเป็นคนคัดค้านคนแรก เพราะโทรเลขเป็นบริการสาธารณะ และที่สำคัญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้โทรเลขด้วยเช่นกัน เมื่อเวลาที่พระองค์ต้องการส่งพระราชโทรเลขถึงยังประมุขของประเทศต่างๆ ทาง กทช.จึงขอให้ กสท กลับไปทบทวน และสอบถามทางสำนักราชเลขาธิการดูก่อน เมื่อทางสำนักราชเลขาธิการตอบกลับมาว่า ให้ขึ้นกับดุลยพินิจของผู้ให้บริการ จึงยกเลิกบริการโทรเลขในที่สุด เพราะด้วยเหตุผลว่า มีเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่มาแทนแล้ว

 

           ส่วน นายพลาย อำคำ อดีตบุรุษไปรษณีย์ยุคดั้งเดิมของ กรมไปรษณีย์โทรเลข การสื่อสารแห่งประเทศไทย เล่าว่า รับราชการเป็นบุรุษไปรษณีย์ตั้งแต่ปี 2499 ยุคนั้นต้องใช้จักรยานปั่นไปส่งจดหมายเองทั้งหมดทั่วตัวเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยพื้นที่ใดอยู่ในรัศมีทำการของไปรษณีย์ต้องไปส่งเองหมด ไม่ว่าจะเป็น จดหมาย พัสดุ หรือ โทรเลข สำหรับบริการโทรเลขนี้ ถือเป็นภาระกิจเร่งด่วน ทุกครั้งที่โทรเลขมาถึง เมื่อรับโทรเลขจากต้นทาง ก็ต้องฉีกออกมาพับใส่ซองแล้วปั่นไปส่ง มีหลายครั้งที่เรารู้ว่าโทรเลขฉบับนี้เป็นข่าวร้าย ก็ต้องทำสีหน้าปกติ ให้ผู้รับเป็นผู้เปิดซองอ่านเอง 
 
           “ช่วงหลังๆ เมื่อไปรษณีย์มาเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ก็ได้รถจักรยานยนต์มาใช้ส่งจดหมายแทนจักรยาน พร้อมๆ กับความเจริญและการพัฒนาในท้องถิ่นทำให้ ปริมาณโทรเลขที่ต้องส่งน้อยลงเรื่อยๆ ในระยะหลังๆ ก็ไม่ค่อยได้ส่งอีกจนเกษียนอายุรายการมา 10 กว่าปี เมื่อได้ทราบข่าวว่าทาง กสท จะเลิกบริการโทรเลขก็ใจหาย แต่เพราะคนรุ่นใหม่ๆ ไม่ใช้โทรเลขแล้วเพราะไม่ทันสมัย แม้แต่พนักงานของ ปณท.ยุคนี้ก็น้อยคนที่ใช้เครื่องโทรเลขเป็น คนที่เคาะรหัสมอร์สเป็นก็เหลือน้อยเต็มที” อดีตบุรุษไปรษณีย์ฯ กล่าวทิ้งท้าย   


           มาวันนี้โทรเลขไม่มีอีกต่อไป คงเหลือแต่โทรเลขค้างจ่ายอีกหลายหมื่นฉบับที่ทาง ปณท.คงกำลังทยอยนำส่งถึงผู้รับจนหมด เพราะไม่มีความเร่งด่วนที่ต้องนำส่งอีกต่อไป ขณะที่พนักงานส่งจดหมายก็อาจจะไม่ได้พูดคำว่า “คุณ...รับโทรเลขด้วยครับ” อีกแล้ว เช่นเดียวกับแบบเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ก็ไม่ต้องเรียนแบบฟอร์มการส่งโทรเลขอีกต่อไป โดยหันไปเรียนรู้เรื่องการเขียนบล็อก และทำเว็บไซต์แทน หลงเหลือไว้เพียงแค่ความทรงจำที่เป็นอดีต อันจะตรึงใจผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้อง ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตของท่านก็เคยได้รับโทรเลข หรือ ตะแล้ปแก๊ป กับเขาอยู่เหมือนกัน...

จุลดิส รัตนคำแปง
itdigest@thairath.co.th
 
 

 

สร้างโดย: 
ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย กรุงเทพมหานคร

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 14 คน กำลังออนไลน์