การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ในเอเชีย

รูปภาพของ kls23155

หน่วยการเรียนรู้ที่2

การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ในเอเชีย

หลักเกณฑ์การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์

          การกำหนดช่วงเวลาประวัติศาสตร์มีกี่วิธี
แบ่งได้อย่างไรบ้าง

          1.1 การแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์
ตามเกณฑ์ของนักประวัติศาสตร์

นักประวัติศาสตร์คำนึงถึงการประดิษฐ์ตัวอักษรและนำมาบันทึกเรื่องราว
และนำมา

กำหนดยุคสมัยโดยแบ่งเป็นสองยุค
ได้แก่ ยุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคประวัติศาสตร์ เมื่อพบหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรจึงถือว่าเริ่มยุคประวัติศาสตร์

          1.2 การแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์
ตามเกณฑ์ของนักโบราณคดี

                   นักโบราณคดีส่วนใหญ่
กำหนดตามเทคนิควิธีและวัสดุที่ใช้ทำเครื่องมือใช้สอย เช่น

ยุคหินและยุคโลหะ

          1.3 การแบ่งตามแบบแผนของนักมานุษยวิทยา
เน้นการดำรงชีพและลักษณะสังคม

แบบแผนที่สำคัญได้แก่

1.     

สมัยชุมชนล่าสัตว์-หาของป่า (Hunting –
Gathering Society Period) ราว  500,000-4,500 ปีมาแล้ว

2.     

สมัยหมู่บ้านเกตรกรรม ( Agricultural
Village Society Period ) เป็นสังคมระดับหม่บ้าน เริ่มเมื่อราว 4,500
ปี

3.     

สมัยสังคมเมือง ( Urban
Society Period) สังคมมีลักษณะซับซ้อนมากขึ้น เริ่มปรากฏตั้งแต่ 2,500
ปีมาแล้ว

          อย่างไรก็ตาม
การศึกษาประวัติศาสตร์ทุกช่วงสมัยจำเป็นต้องมองทั้งด้านพัฒนาการของเครื่องมือเครื่องใช้และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ควบคู่กัน
จึงสรุปได้ดังนี้        

          ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นยุคที่มนุษย์เริ่มรู้จักดัดแปลงวัสดุตามธรรมชาติมาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการยังชีพ
ที่สำคัญได้แก่ การนำก้อนหินมากะเทาะ ให้มีคม ดัดแปลงเป็นเครื่องมือสับ ตัด ขูด
เพื่อยังชีพ โดยอาศัยตามถ้ำ เก็บพืชผักตามธรรมชาติ ล่าสัตว์เป็นอาหาร
อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง

ยุคหินแบ่งเป็นยุคหินเก่า
และยุคหินใหม่  พบในบริเวณต่าง ๆ
ทั่วโลกแต่ละแห่งมีวิวัฒนาการคล้ายกัน (แต่อยู่ในช่วงเวลาไม่เท่ากัน) 
         
1. ยุคหินเก่า ( Paleolithic หรือ The Old Stone
Age )

พัฒนาการในยุคหินเก่า
สรุปได้ดังนี้

ระยะเวลาโดยประมาณ

ชื่อเรียกมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์และเครื่องมือหิน

เรื่องที่ค้นพบ

2
ล้านปี

Australopitheecus

เรียกกันว่า
มนุษย์วานร

1.75
ล้านปี

Homo
habilis

 

1.5
ล้านปี

Homo
erectus

 

หินเก่าตอนต้น

เครื่องมือแบบเชลลีนพบมากตอนกลางของยุโรป

และเครื่องมือแบบอาชลีน

เครื่องมือหินกะเทาะหรือขวานกำปั้น
ใช้สับ ตัด ขูด

มนุษย์ไฮเดนเบิร์ก

มนุษย์ชวา
มนุษย์ปักกิ่ง ในเอเซีย

หินเก่า
ตอนกลาง

ประมาณ 150,000 ปี ระหว่างหิมะละลาย

 

เครื่องมือแบบมูส์เตเรียน
ปลายแหลม

มนุษย์นีแอนเดอธัล
(Neanderthal
Man) กะโหลกศีรษะแบน หน้าผากลาด
เริ่มรู้จักศิลปะวาดภาพสัตว์บนผนังถ้ำ เริ่มมีพิธีฝังศพ

หินเก่าตอนปลาย
ประมาณ

40,000 ปี ระยะที่ 4 ของยุคน้ำแข็งสุดท้าย

เครื่องมือแบบแมกดาเลเนียน

มนุษย์โครมันยอง
(
Cro-magnonan) พบที่ฝรั่งเศส เครื่องมือทำจากกระดูก 

เขาสัตว์
เครื่องประดับหลายรูปแบบ ภาพเขียนในถ้ำที่เสปนและฝรั่งเศส

 

         

ตัวอย่างหลักฐานยุคหินเก่า ซึ่งแบ่งเป็น
3 ตอน คือ ตอนต้น ตอนกลางและตอนปลาย

 ยุคหินเก่าตอนต้น เครื่องมือหินกะเทาะ ได้แก่ ขวานมือหรือ
ขวานกำปั้น   พบมากในยุโรปตอนกลาง อายุใกล้เคียงกับมนุษย์ชวา และมนุษย์ปักกิ่ง
ที่พบในเอเซีย มนุษย์บางกลุ่ม เช่น มนุษย์ไฮเดนเบิร์ก  สามารถพัฒนาเครื่องมือให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น
เครื่องมือหินกะเทาะแบบอาชลีน (
Acheulean) เป็นต้น

                                                

 

                            ตัวอย่างเครื่องมือหินกะเทาะแบบ
อาชลีน (
Acheulean )                      

ยุคหินเก่าตอนกลาง  รูปร่างของเครื่องมือหินกะเทาะแบบนี้มีปลายค่อนข้างแหลม
  มนุษย์กลุ่มที่ทำเครื่องแบบนี้ ได้แก่
นีแอนเดอธัล (
Neanderthal
) ในเยอรมันนี  เครื่องมือหินกะเทาะที่ทำขึ้นเรียกกันว่า แบบมูส์เตเรียน
( Mousterian )

               
                         

             

                            เครื่องมือหินกะเทาะ แบบมูส์เตเรียน (Mousterian )                   

                                        

                                       

                      ภาพจำลองนีแอนเดอธัล( Neanderthal )
อายุกว่า 60,000 ปีมาแล้ว                                                 

           ยุคหินเก่าตอนปลาย  เป็นผลงานของมนุษย์โครมันยอง เรียกกันว่าแบบแมกดาเลเนียน
 (Magdalenian ) ซึ่งนอกจากทำด้วยหินไฟแล้ว
ยังนำกระดูกสัตว์เขาสัตว์ เปลือกหอยและงาช้าง มาใช้  ประโยชน์ เครื่องมือสมัยนี้มีความประณีตมาก
รู้จักใช้มีดมีด้าม ทำเข็มจากกระดูกสัตว์ มีการฝน

และขัดเครื่องมือให้เรียบและคม
ใช้ประโยชน์ได้หลายด้านมากขึ้น

                                        

           ศึกษาภาพเพิ่มเติมได้จาก http://www.iquat.u-bordeaux.fr/paleo-art/Images.htm

 

     เครื่องมือหินของพวกโครมันยองแบบแมกดาเลเนียนจัดเป็นแบบสุดท้ายของยุคหินเก่าตอน

ปลาย
มีพัฒนาการมากขึ้น รู้จักประดิษฐ์เข็มทำจากกระดูกสัตว์  แสดงว่าเริ่มรู้จักการเย็บเครื่องนุ่งห่มจากหนังสัตว์  และทำเครื่องมือ เครื่องใช้หลากหลายมากขึ้น
เช่น ฉมวกจับปลา  เป็นต้น ที่สำคัญคือ
เริ่มรู้จักทำเครื่องประดับและวาดภาพในผนังถ้ำ     ศิลปะแบบแมกดาเลเนียนที่มีชื่อเสียงที่สุด
ได้แก่ ภาพวาดบนผนังถ้ำในประเทศฝรั่งเศสและเสปน

                         

                               ภาพจากถ้ำ Lascaux

 ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก http://www.culture.gouv.fr/culture/arcnat/lascaux/en/

 

  ปลายยุคหินเก่า เครื่องมือหินมีขนาดเล็กลง
และสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     มากขึ้น บางแห่งจึงจัดเป็นยุคหินกลาง ระหว่าง
10,000
– 6,000 ปี

 

     คำถามเว้นวรรค

     1. ให้อธิบายคำต่อไปนี้                 อาชลีน  มูสเตเรียน 
แมกดาเลเนียน
    
2. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ช่วงใดที่น่าสนใจมากที่สุด
เพราะเหตุใด

 

  
2.  ยุคหินใหม่
( Neolithic หรือ The New Stone Age )   เริ่มต้นในช่วง 6,000 ปีก่อน

คริสต์กาล แบ่งตามลักษณะเครื่องมือหิน
ได้แก่ หินขัด คือ การทำเครื่องมือหินขัดจนบางเรียบ

มีด้าม ทำให้คม ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย
บางแห่งนำซุงมาขุดเป็นเรือ ทำธนูและลูกศร รู้จักนำสุนัขมาเลี้ยง  ในราว
8,000 ปีก่อนคริสต์กาล
ปรากฏหลักฐานว่ามนุษย์เริ่มรู้จักทำการเกษตรอย่างเป็นระบบ  สามารถเพาะปลูกพืชและเก็บไว้เป็นอาหาร รู้จักทอผ้าและทำเครื่องปั้นดินเผา  แหล่งโบราณคดีที่เก่าที่สุด คือ บริเวณตอนเหนือของเมโสโปเตเมียหรืออิรัคในปัจจุบัน

 

 

ตัวอย่างเครื่องมือหินขัด
และเครื่องปั้นดินเผา

      

          

     

          ขวานหินขัดก่อนใส่ด้าม                      ขวานหินขัด
พร้อมด้ามไม้

                                 

 

                    เครื่องปั้นดินเผายุคหินใหม่
พบในประเทศจีน

 

การขยายตัวของการเกษตรกรรมระหว่าง
8,000
– 5,000 ปีก่อนคริสต์กาล
เป็นปัจจัยสำคัญนำไปสู่การสร้างสรรค์ความเจริญระดับอารยธรรมในเวลาต่อมา
จากเอเซียตะวันตก ไปสู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป ในราว
4,000 ปีก่อนคริสต์กาล การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์
เพื่อเป็นอาหารของชุมชนและแลกเปลี่ยนกับชุมชนอื่น ๆ
ได้ขยายไปสู่บริเวณเอเซียกลางและรอบ ๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

 

                             เจอริโก หนึ่งในแหล่งโบราณคดียุคหินใหม่
   
                      ศึกษาเพิ่มเติมจาก
http://www.bibleplaces.com/jericho.htm

       ชุมชนเจอริโกเป็นตัวอย่างของหมู่บ้านยุคหินใหม่
ที่เริ่มมีการปลูกข้าวสาลีและข้าวบาเลย์
รู้จักใช้เครื่องมือล่าสัตว์และทำภาชนะจากดินเหนียว
สำหรับเก็บข้าวเปลือกและใส่อาหาร ตั้งแต่ราว 5,000ปี ก่อนคริสต์กาล

        สมัยหินใหม่จัดเป็นการปฏิวัติครั้งแรกของมนุษย์
ที่ประสบความสำเร็จขั้นต้นในการ

ปรับตัวให้เข้ากับข้อจำกัดของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ไม่ต้องร่อนเร่ย้ายถิ่น และเป็นช่วงเวลา

เริ่มต้นการรวมกลุ่มเป็นตั้งหลักแหล่ง
ในบริเวณที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ (แม้ว่ายังมีบางกลุ่มที่ยังคงวิถีชีวิตผูกพันกับการเลี้ยงปศุสัตว์
ที่ต้องเปลี่ยนที่ไปตามความอุดมสมบูรณ์ของทุ่งหญ้า เช่น พวก

อนารายชนมองโกล เป็นต้น) ความสามารถในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นถึง
10 เท่าและกระจายอยู่ทั่วโลก  ทั้งยังเริ่มมีความเชื่อทางศาสนา แสดงความเคารพอำนาจของธรรมชาติ
เพื่อให้มีแต่ความอุดมสมบูรณ์

         ตัวอย่างความเชื่อที่สำคัญ
คือ การนำก้อนหินขนาดกลางหรือขนาดใหญ่มาเรียงต่อกัน เรียกว่า เมกาลิธิค (
Megalithic
)  เช่น สโตนเฮนจ์  (The Stonehenge) ในอังกฤษ  

                                

  

  
     สโตนเฮนจ์ (
The Stonehenge )
Wiltshire, England

 

                       

         ภาพจำลองสโตนเฮนจ์
สร้างตามแบบเสมือนจริง

ศึกษาเพิ่มเติมได้จากwww.windows.ucar.edu/.../ uts/megalith.html

 

บางแห่งมีความเชื่อเรื่อง
การบูชารูปผู้หญิงอวบอ้วน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และการให้กำเนิดชีวิตใหม่ บางแห่งมีการบูชายัญสาวพรหมจรรย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่น
ๆ เพื่อให้เทพเจ้าพอใจและนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์

การอยู่เป็นหลักแหล่ง
มีประชากรมากขึ้นและมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ทำให้มนุษย์ยุคหินใหม่  มีเวลามากขึ้นและเริ่มแบ่งงานตามความถนัด สามารถนอกจากรู้จักทำเครื่องปั้นดินเผาแล้วยังรู้จักเทคโนโลยีสำหรับทำเครื่องมือ
เครื่องใช้จากสำริดและเหล็ก ดังนี้

2.1  สมัยโลหะ    ประกอบด้วยสมัยสำริด  และสมัยเหล็ก สมัยนี้เครื่องมือ เครื่องใช้

ทำจากสำริดและเหล็ก  กำหนดอายุด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ อยู่ในราว 5,600 – 1,200
ปี ก่อนคริสต์กาล เริ่มต้นเมื่อมนุษย์พบวิธีถลุงแร่ทองแดงและดีบุก
นำมาผสมผสานกันเป็นสำริด  สามารถทำแม่พิมพ์เป็นเครื่องใช้
เครื่องประดับและอาวุธหลากหลาย เช่น ใบหอก กำไล กลองมโหระทึก เป็นต้น

2.2  สมัยเหล็ก  ประมาณ 1,200 ปีก่อนคริสต์กาล
เป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของมนุษย์ที่สามารถทำเครื่องมือเครื่องใช้ที่คงทนมากขึ้น
จึงมีเครื่องมือการเกษตรกรรมที่ใช้ในการผลิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น บางกลุ่มรู้จักเทคโนโลยีสำหรับถลุงเหล็กและนำมาตีเป็นดาบและอาวุธต่าง
 จึงเป็นที่มาของการสร้างกองทัพขนาดใหญ่
ส่งผลต่อการเปลี่ยนรูปแบบสงครามและยุทธวิธีในการรบอย่างต่อเนื่อง

3. 
ยุคประวัติศาสตร์
 เริ่มต้นราว 3,000
ปีก่อนคริสต์กาล เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เริ่มรู้จักการประดิษฐ์ตัวอักษร ใช้บันทึกเรื่องราวและนำมาใช้สื่อสารระหว่างกัน 

ในที่นี้ขอกล่าวโดยสรุปคือ
สมัยนี้เริ่มมีชุมชนขนาดใหญ่และมีความเจริญในระดับอารยธรรมตามแหล่งต่าง ๆ
แบ่งย่อยได้ดังนี้

1.     

สมัยโบราณ  แหล่งอารยธรรมเก่าที่สุด ได้แก่  เมโสโปเตเมีย ประมาณ 3,000 ปี

ก่อนคริสต์กาล ผู้คนในบริเวณลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติสหรือดินแดนพระจันทร์เสี้ยวเป็นกลุ่มแรกที่ได้ประดิษฐ์อักษรคูนิฟอร์ม
บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ  ปัจจุบันคือ
บริเวณประเทศอิรัคและบางส่วนของซีเรีย

               แหล่งอารยธรรมที่มีอายุในเวลาใกล้เคียงกันคือ

                อียิปต์ ชุมชนบริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์เจ้าของอักษรเฮียโรกริฟฟิคเป็นผู้สร้างสรรค์อารยธรรมอียิปต  เริ่มตั้งแต่ประมาณ 3,300 ปีก่อนคริสต์กาล จนถึงประมาณ 30 ก่อนคริสต์กาล เมื่ออียิปต์ตกเป็นเมืองขึ้นของโรมัน

จีน    เริ่มต้นด้วยราชวงศ์ชาง บริเวณลุ่มแม่น้ำเหลือง
ตั้งแต่ประมาณ
1,800
ปีก่อนคริสต์กาล

                ฮารัปปา-โมเฮ็นโจดาโร บริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ
ประมาณ
3,000
ปี              

                แหล่งอารยธรรมที่สำคัญในสมัยต่อมา
คือ กรีก พัฒนาจากอารยธรรมไมนวล ที่เกาะครีต ราว
3,000 ปีก่อนคริสต์กาล
จนถึงสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช
(323 –

30 ปีก่อนคริสต์กาล  

      ส่วนจักรวรรดิโรมัน เริ่มต้นราว 1,000 ปีก่อนคริสต์กาล และพัฒนาเป็นจักรวรรดิ

ยิ่งใหญ่
จนสิ้นสุดเพราะถูกรุกรานโดยอนารยชนเยอรมนิค ในค.ศ.
476  ถือเป็นการสิ้นสุดสมัยโบราณ   ศูนย์กลางความเจริญได้ย้ายไปอยู่ที่ไบเซ็นไทน์
หรือต่อมาคือคอนสแตนติโนเปิล

(อยู่ในตุรกีปัจจุบัน)
หรือที่เรียกว่าอาณาจักรโรมันตะวันออก

2.     

ยุคมืด (Dark Age )และสมัยกลาง
(
The Middle Ages) 
เป็นช่วงต่อระหว่าง

จักรวรรดิโรมันล่มสลาย ความเจริญหยุดชงัก
ประดุจยุคมืด ประมาณคริสต์ศตวรรษที่
4 - 5

เพราะการบุกทำลายเมืองต่าง
ๆโดยอนารยชนเยอรมันนิคเผ่าวิสิกอธ
( Visigoth ) ประชาชนในยุโรปต่างไม่มีที่พึ่ง
 เจ้าผู้ครองแต่ละเมืองตั้งตัวเป็นใหญ่
ในระบบศักดินาสวามิภักดิ ประชาชนให้ความสำคัญกับศาสนาจักรคริสต์โรมันคาธอลิคอย่างมาก
ต่อมาศาสนาจักรจึงมีอำนาจเหนือการปกครอง ยุคนี้ผู้คนศรัทธาในพระเจ้า
จนยอมสละชีพเดินทางไปตะวันออกกลาง เพื่อสู้รบแย่งชิงดินแดนปาเลสไตน์อันศักดิ์สิทธิ์จากมุสลิมในสงครามครูเสดหลายครั้ง
( ค.ศ.
1096 – 1291 ) ต่อเนื่องนานกว่า 300 ปี

ปลายสมัยกลาง ราว
ค.ศ.
1347
หรือคริสต์ศตวรรษที่ 14   เกิดกาฬโรคหรือ

Black
Death
ระบาดทั่วยุโรป ผู้คนเสียชีวิตกว่าสามล้านคน
ส่งผลกระทบต่อสังคมยุโรปใน

เวลานั้นอย่างมาก

 

คำถามเว้นวรรค

1.     

แหล่งอารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ มีที่ใดบ้าง
ที่ตั้งของต่ละแห่งมีลักษณะร่วมกันอย่างไร

2.     

เกาะครีตและกรีกเกี่ยวข้องกันอย่างไร

3.     

ผู้คนสมัยกลางมีลักษณะเฉพาะทางความคิดด้านศาสนาอย่างไร
ท่านคิดว่ามีข้อดีและข้อเสียอย่างไร

 

 

 

 

 

         4.สมัยใหม่

ราวคริสต์ศตวรรษที่
15
เป็นสมัยแห่งการฟื้นฟูความคิดและศิลปกรรมของกรีก-โรมัน

จึงเรียกว่าสมัยศิลปวิทยาการ ( Renaissance )
ในแหลมอิตาลีและขยายไปสู่ยุโรปส่วนอื่น ๆ  นำไปสู่การเปลี่ยนความคิดออกจากอิทธิพลของศาสนา
เน้นความสำคัญของมนุษย์และเหตุผลมากขึ้น

ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่
17  มีการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ
เช่นเซอร์ไอแซก นิวตัน  เหตุการณ์สำคัญอื่น
ๆ เช่น

-         

สงครามกลางเมืองในอังกฤษ โอลิเวอร์
คลอมเวลเป็นผู้ปกครองอังกฤษในนาม

รัฐสภาและประหารกษัตริย์อังกฤษ
ต่อมาเมื่อเขาสิ้นชีวิต ราชวงศ์อังกฤษจึงได้กลับมาครองราชย์อีกครั้ง

-         

การปกครองแบบกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ล้มเลิกระบอบศักดินา

สวามิภักดิ์ พระมหากษัตริย์มีอำนาจสูงสุดเหนือนครรัฐทั้งหลาย
กษัตริย์หลายพระองค์ส่งเสิรมการสำรวจและการยึดครองดินแดนเป็นอาณานิคมโพ้นทะเล มีนักสำรวจเส้นทางสู่ดินแดนใหม่
เช่น โคลัมบัส และแมคเจแลนด์ เป็นต้น

 

ในคริสต์ศตวรรษที่
18
ตอนปลาย ถึงคริต์ศตวรรษที่ 19 มีการปฏิวัติการเกษตรและการปฏิวัติอุตสาหกรรม
เริ่มในอังกฤษเป็นที่แรก ทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนสู่ระบบเสรีนิยมและการผลิตในระบบอุตสาหกรรม
ส่งผลให้เกิดความต้องการทรัพยากรในการผลิตและตลาดจำหน่ายสินค้า  ประเทศในยุโรปจึงขยายอำนาจครอบงำดินแดนต่าง ๆ
ในสมัยจักรวรรดินิยม
จนเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ( ค.ศ.
1914 – 1918 ) 
และสงครามโลกครั้งที่สอง ( ค.ศ.
1939 – 1945 )
          5.   สมัยปัจจุบัน

                   นักวิชาการส่วนใหญ่กำหนดให้สมัยปัจจุบันเริ่มต้นในสมัยสงครามเย็น
หลังสงครามโลก

ครั้งที่ 2 เป็นช่วงที่มีการประจัญหน้ากันระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำมีอิทธิพลเหนือยุโรปตะวันออก
กับสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ มีอิทธิพลเหนือยุโรปตะวันตก
ทั้งสองมหาอำนาจแทรกแซงทางการเมืองในประเทศต่าง ๆ แต่ไม่มีสงครามระหว่างกันโดยตรง
เพราะต่างเกรงกลัวหายนะจากอาวุธนิวเคลียรส์ สงครามเย็นเริ่มยุติลงสมัยประธานาธิบดีโกบาชอฟ

ในค.ศ. 1989 เมื่อกำแพงเบอร์ลินที่สหภาพโซเวียตเป็นผู้สร้างเพื่อแบ่งเขตปกครองเยอรมัน

ถูกทำลาย
สงครามเย็นยุติอย่างเด็ดขาดเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย ในค.ศ.
1991

           ทุกวันนี้สถานการณ์ในโลกร่วมสมัย (contemporary
) เปลี่ยนเป็นความขัดแย้งด้านความคิดทางศาสนาและการปราบปรามการก่อการร้าย
เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

อิสลาเอล- ปาลเสลไตน์
เหตุการณ์ที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกาหลังเหตุการณ์
9/11 กับชาติมุสลิมในตะวันออกกลาง ได้แก่ อิรัค อัฟกานิสถานและอิหร่าน เป็นต้น

 

 ใบงาน

1.ภาพจำลองนีแอนเดอธัล( Neanderthal )

 

 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 170 คน กำลังออนไลน์