เทศกาลอีสเตอร์

รูปภาพของ sss28222

เรื่องราวของวันอีสเตอร์(easter)


ที่มาของภาพ : http://mblog.manager.co.th/uploads/88/images/jesus-ldcn-org-uk.jpg


อีสเตอร์คือเทศกาลหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิซึ่งในประเทศที่นับถือคริสตศาสนาอีสเตอร์คือการเฉลิมฉลองวันหยุดทางศาสนาซึ่งเป็นวันที่พระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าได้ทรงฟื้นพระชนม์ขึ้นจากความตาย แต่ นอกจากการเฉลิมฉลองเทศกาลอีสเตอร์นี้แล้วยังมีการฉลองในลักษณะประเพณีต่างๆและจากตำนานต่างๆซึ่งมาจากที่มาทางศาสนาที่แตกต่างกัน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาคริสต์
นักวิชาการทางด้านศาสนาได้ยอมรับต้นตอที่มาของคำว่าอีสเตอร์ซึ่งศึกษาโดยนักวิชาการทางด้านศาสนาชาวอังกฤษอังกฤษในศตวรรษที่8 ที่ชื่อว่าเซนต์ เบเด(St.Bede) ซึ่งเชื่อว่า ชื่อ"Easter" นั้นมาจากภาษาสแกนดิเนเวียนว่า"OSTRA" และในภาษาทิวโทนิค(ภาษาพื้นเมืองสแกนดิเนวีย)ว่า"Ostern" หรือ "Eastre"ซึ่งเป็นชื่อของเทพธิดาแห่งเทพปกรณัมผู้ที่นำฤดูใบไม้ผลิและการเจริญพันธุ์และยังเป็นผู้ที่ถูกสักการะและเฉลิมฉลองในวันที่เรียกว่าVernal Equinox(วันในฤดูใบไม้ผลิที่มีกลางวันและกลางคืนเท่าๆกันพอดี)และประเพณีที่เกี่ยวข้องกับ การฉลองเทศกาลแห่งการมีชีวิตอยู่    โดยใช้กระต่ายอีสเตอร์เป็นสัญลักษณ์และการเจริญพันธุ์ซึ่งใช้ไข่อีสเตอร์เป็นสัญญลักษณ์

ซึ่งไข่เหล่านั้นถูกทาสีอย่างสดใสและสวยงามซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหมายของแสงอาทิตย์ที่สดใสในฤดูใบไม้ผลิและถูกใช้ในการแข่งขันโยนไข่อีสเตอร์(เป็นประเพณีอย่างนึงในวันอีสเตอร์) และไข่อีสเตอร์ยังใช้มอบให้เป็นของขวัญแก่กันด้วย


การเฉลิมฉลองของชาวคริสต์ในเทศกาลอีสเตอร์นั้นเกิดจากการนำเอาหลายประพณีมารวมกันซึ่งโดยรวมแล้วมีความเกี่ยวข้องกันระหว่างเทศกาลอีสเตอร์และเทศกาลPassover หรือเทศกาลปัสกาของชาวยิวนั่นเอง  หรืออีกชื่อนึงซึ่งชาวยุโรปชอบเรียกกันคือเทศกาลPaschซึ่งใช้เรียกวันอีสเตอร์ในแถบยุโรปนั่นเอง


เทศกาลปัสกานั้นคือเทศกาลเฉลิมฉลอง  ที่สำคัญมากในชาวยิวซึ่งเป็นการฉลองต่อเนื่องเป็นเวลา 8วันเพื่อระลึกถึงการเดินทางมายังดินแดนแห่งพันธะสัญญา(คานาอัน)และการเป็นอิสระของชนชาติอิสราเอลจากการตกเป็นทาสในอียิปต์ซึ่งคริสเตียนรุ่นหลังๆที่มีเชื้อสายยิวได้นำเอาประเพณีฮิบรู (ยิว)รวมถึงเทศกาลอีสเตอร์ในฐานะของเทศกาลปัสกายุคใหม่ ซึ่งเป็นการระลึกถึงพระเมสไซอาห์(พระเยซู)ซึ่งได้มีผู้เผยพระวจนะได้ทำนายไว้ล่วงหน้าเทศกาลอีสเตอร์ได้ถูกรักษาไว้โดยเคร่งครัดเริ่มโดยคริสตจักรในประเทศทางตะวันตกโดยนับเอาวันอาทิตย์แรกหลังจากวันพระจันทร์เต็มดวงซึ่งเกิดขึ้นหลังวัน Vernal Equinox (21มีนาคม)ดังนั้นวันอีสเตอร์จึงเป็นเทศกาลที่ไม่มีวันที่ที่แน่นอน แต่จะเคลื่อนไปมาทุกปีอยู่ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม ถึง 25  เมษายนคริสตจักรในประเทศทางตะวันตกซึ่งอยู่ใกล้กับที่เกิดของศาสนาคริสต์และยังต้องดำรงประเพณีดั้งเดิมอย่างเข้มแข็ง ได้รักษาวันอีสเตอร์ไว้ในช่วงเวลาเดียวกันกับเทศกาลปัสกา


วันอีสเตอร์ยังเป็นวันสิ้นสุดของเทศกาลมหาพรต(Lenten Season)ซึ่งครอบคลุมเวลา 46วัน ซี่งเริ่มในวันที่เรียกว่า วันพุธรับเถ้า(Ash Wednesday) และจบลงในวันอีสเตอร์ แต่เฉพาะเทศกาลมหาพรตเองนั้นมีกำหนดเวลา 40 วัน เพราะจะไม่นับวันอาทิตย์ทั้ง 6 วันรวมอยู่ในเทศกาลมหาพรตด้วย(เทศกาลมหาพรตเป็นเทศกาลของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิค)
สัปดาห์ศักสิทธิ์(Holy Week) คือสัปดาห์สุดท้ายของเทศกาลมหาพรต ซึ่งเริ่มต้นในวันปาล์มซันเดย์ซึ่งเป็นวันที่พระเยซูทรงเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเลมอย่างผู้พิชิตและฝูงชนโห่ร้องต้อนรับพระองค์และได้เอาใบปาล์มโบกต้อนรับและเอาเสื้อผ้าปูลงตามทางเพื่อให้พระองค์ทรงดำเนินผ่านเพราะพระลักษณะที่พระองค์เสด็จมานั้นตรงกับพระวจนะของพระเจ้าที่มีผู้เผยพระวจนะทำนายไว้ล่วงหน้าของพระองค์เป็นมื้อสุดท้าย(TheLastSupper)   ซึ่งเกิดขึ้นในตอนเย็นก่อนวันที่พระองค์จะถูกตรึงบนไม้กางเขน  และในวันศุกร์ของสัปดาห์ศักสิทธิ์นี้ถูกเรียกว่าวันศุกร์ประเสริฐ(GoodFriday)ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ทรงถูกตรีงและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนสัปดาห์ศักสิทธิ์และเทศกาลมหาพรตนั้นจะสิ้นสุดพร้อมกันใน วันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันอีสเตอร์ ซึ่งเป็นวันที่พระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าทรงฟื้นคืนพระชนม์ขี้นมาจากความตายนั่นเอง 

แห่งที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=E3JZyHjm4Ug

 

Easter Eggs : ไข่อีสเตอร์

ที่มาของภาพ : http://talk.mthai.com/uploads/2009/04/03/12202-attachment.jpg

 

การหาไข่อีสเตอร์ กลายเป็นธรรมเนียมประเพณีที่สนุกสนาน เคียงคู่ไปกับการเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ จนยากที่จะตัดทิ้ง ทั้ งๆที่ไข่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับอีสเตอร์แรกเลย เริ่มแรกเมื่อมีการใช้ไข่ในยุโรปสมัยโบราณ หมายถึง “ชีวิตใหม่”หรือ “ความ อุดมสมบูรณ์ที่กลับมาอีกครั้งหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ”  ชาวยุโรปเคยใช้ไข่กลิ้งไปตามท้องทุ่ง แล้วบนบานให้ทุ่งนาของตนมีผลิตผลบริบูรณ์ ต่อมาเมื่อคริสต์ศาสนาเผยแผ่เข้าไปในยุโรป และในหลายๆประเทศยอมรับเชื่อเป็นสาวกของพระเยซู เมื่อถึงปัสกา หรืออีสเตอร์ ซึ่งตรงกับฤดูใบไม้ผลิพอดี เลยเอาไข่ที่เคยใช้แต่ก่อนแล้วมาผสมโรงด้วย  

ไปดูหลักฐานการใช้ไข่ตั้งแต่โบราณคือ ชาวอียิปต์ และชาวเปอร์เชียได้นำไข่มาทาสีและมอบให้เป็นของขวัญแก่เพื่อนๆ ในเ วลาต่อมาคริสตชนในตะวันออกกลาง เป็นพวกแรกก็ได้เอาไข่ทาสีเข้ามาในพิธีเฉลิมฉลอง อีสเตอร์ของตน

ณ เวลานี้ ไข่ก็ได้พัฒนาเป็นช็อกโกแลตรูปไข่หรือไข่พลาสติก ข้างในบรรจุของกิน หรือของขวัญตามที่จะออกแบบใช้กันในป ระเทศนั้นๆ นี่เป็นที่มาด้านธุรกิจ  อย่างไรก็ตามสำหรับอีสเตอร์ในคริสตจักรไทยๆ ก็ยังนิยม เอาไข่ ไก่-เป็ด มาต้ม ทาสีแดง หรือไม่ ทา แต่ก็เอาไปซ่อนไว้ในที่ต่างๆ เช้ามืดของวันอาทิตย์ คริสตชนจะไปโบสถ์กันตั้งแต่เช้ามืด เด็กๆก็หาไข่ที่ซ่อน ผู้ใหญ่ก็ร่วมนมัสก ารเช้ามืด จำลองสถานการณ์เหมือนเช้าตรู่ เมื่อสองพันปีที่ แล้วที่สาวกย่องไปที่อุโมงค์เพื่อไปชโลมพระศพ และพบว่าอุโมงค์ว่างเปล่า เพราะพระเยซูเป็นขึ้นจากความตายแล้ว


Easter Bunny : กระต่ายอีสเตอร์


 


ที่มาของภาพ : http://www.creation-church.com/idea/easter09.jpg

 

ทำนองเดียวกับไข่ เพียงแต่กระต่ายเป็นสัญลักษณ์ของ “ชีวิตใหม่” ที่ออกลุกดกในฤดูใบไม้ผลิ มากกว่าการเน้น “การเป็นขึ้ นจากความตาย” มาดูที่ความเชื่อโบราณของคนอียิปต์ กระต่ายเป็นสัญลักษณ์ของ “ดวงจันทร์” ประกอบกับการยึดเอาปฏิทินทางจันทรคติมาเป็นตัวกำหนดวันอีสเตอร์ในแต่ละปีด้วย ดังนั้นกระต่ายจึงเป็นของแถมกลายเป็นสัญลักษณ์ของอีสเตอร์ไปเลย        

ด้านตำนานสมัยใหม่เกี่ยวกับกระต่ายคือ สตรีนางหนึ่งซ่อนไข่อีสเตอร์ไว้สำหรับลูกๆของนางในช่วงกันดารอาหาร  ในขณะที่เ ด็กๆพบไข่ที่คุณแม่ซ่อนไว้นั้น พวกเขาพบกระต่ายตัวโตตัวหนึ่งกระโดนออกไปจากหลุมที่ซ่อนไข่นั้น พวกเด็กๆจึงเข้าใจว่า กระต่ายเป็นผู้เอาไข่มาให้พวกเขา ดังนั้นเรื่องของกระต่ายจึงแจมเข้ามาด้วยประการละฉะนี้

แหล่งอ้างอิง 1.http://www.saranair.com/10161

2.http://www.catholic.or.th/spiritual/article/article2009/article01.html

รูปภาพของ ssspoonsak

ดีจ้า

ขอมอบปลาให้ไปเลี้ยงนะจ้ะ

 ที่มาของภาพ http://2.bp.blogspot.com/_7rUu3IhNi9I/TLR00C2uJRI/AAAAAAAABfY/P6v3yNeL54g/s1600/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%A11.jpg

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล
ทำด้วยใจ ไปด้วยฝัน

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 3 คน กำลังออนไลน์