โครงสร้างของโลก

รูปภาพของ klsnitiya

โครงสร้างโล
          โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะที่เกิดขึ้นเมือประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว   นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่สันนิษฐานว่า   ระบบสุริยะเกิดจากการหมุนวนของฝุ่นและแก๊สในอวกาศ (เนบิวลา) แรงโน้มถ่วงระหว่างมวลทำให้ฝุ่นและแก๊สในอวกาศเกิดการยุบตัวและรวมกันจนในที่สุด   กลายเป็นระบบสุริยะ   ดังภาพ 1.1 ซึ่งประกอบด้วยดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่างๆ ที่นักเรียนจะได้ศึกษาในบทที่ 6

 

 

 

 

 

 


ภาพ 1.1 การหมุนวนของกลุ่มฝุ่นและแก๊สในอวกาศ   ทำให้เกิดระบบสุริยะ


       -    นักเรียนคิดว่าโลกมีโครงสร้างภายในเป็นอย่างไร    นักธรณีวิทยารู้โครงสร้างภายในของโลกได้อย่างไร
         
      นักเรียนได้พยายามศึกษาหาข้อมูลทั้งทางตรงและทางอ้อม   เพื่อให้รู้ถึงส่วนประกอบและลักษณะต่างๆ ภายในเปลือกโลก เช่น ศึกษาเรื่องอุกาบาตรลงมาสู่พื้นผิวโลก   ศึกษาเรื่องการระเบิดของภูเขาไฟที่พ่นชิ้นส่วนและวัตถุจากภายในโลกออกมาสู่ผิวโลก   ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีส่วนประกอบคล้ายกับส่วนประกอบของโลกเมื่อเริ่มเกิด

       -    นักเรียนคิดว่ายังมีข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเรื่องใดอีกบ้าง   ที่ช่วยให้รู้เกี่ยวกับโครงสร้างภายในของโลกได้

 


ภาพ 1.2 โครงสร้างโลกทั้งชั้นนอกและชั้นใน


           จากข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ดังกล่าว   นักวิทยาศาสตร์แบ่งโครงสร้างโลกตามลักษณะมวลสารเป็นชั้นใหญ่ 3 ชั้นคือ ชั้นเปลือกโลก   เนื้อโลก และแก่นโลก ดังภาพ 1.2
          ชั้นเปลือกโลก (crust)  เป็นเสมือนผิวด้านนอกที่ปกคลุมโลก   แบ่งออกได้เป็น 2 บริเวณ คือ เปลือกโลกภาคพื้นทวีป หมายถึงส่วนที่เป็นแผ่นดินทั้งหมด   ประกอบด้วยซิลิกาและอลูมินาเป็นส่วนใหญ่และเปลือกโลกส่วนใต้มหาสมุทร   หมายถึงเปลือกโลกส่วนที่ปกคลุมด้วยน้ำ   ประกอบด้วย   ซิลิกาและแมกนีเซียเป็นส่วนใหญ่   มีความลึกตั้งแต่ 5 กิโลเมตร ในส่วนที่อยู่ใต้มหาสมุทรไปจนถึง 70 กิโลเมตร ในบริเวณที่อยู่ใต้เทือกเขาสูงใหญ่
           ชั้นเนื้อโลก (mantle)  เป็นชั้นที่อยู่ถัดลงไปขากชั้นเปลือกโลก   ส่วนมากเป็นของแข็ง   มีความลึกประมาณ  2,900 กิโลเมตรนับจากฐานล่างสุดของเปลือกโลกจนถึงตอนบนของแก่นโลก   ชั้นเนื้อโลกส่วนบนเป็นหินที่เย็นตัวแล้วและบางส่วนมีรอยแตกเนื่องจากความเปราะ   ชั้นเนื้อโลกส่วนบนกับชั้นเปลือกโลกรวมกันเรียกว่า  “ธรณีภาค” (lithosphere)  ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษากรีก   แปลว่าชั้นหิน   ชั้นธรณีภาคมีความหนาประมาณ 100 กิโลเมตรนับจากผิวโลกลงไป
         ชั้นเนื้อโลกถัดไปที่ความลึก 100-350 กิโลกเมตร เรียกว่าชั้น ฐานธรณีภาค (asthenosphere)  เป็นชั้นของหินหลอมละลายร้อนหรือหินหนืดที่เยกว่า แมกมา   ซึ่งหมุนวนอยู่ภายในโลกอย่างช้าๆ ชั้นเนื้อโลกที่อยู่ถัดลงไปอีกเป็นชั้นล่าสุดอยู่ที่ความลึกตั้งแต่ 350-2,900 กิโลเมตร   เป็นชั้นที่เป็นของแข็งร้อนแต่แน่นและหนืดกว่าตอนบน   มีอุณหภูมิสูงตั้งแต่ประมาณ  2,250-4,5000C
          ชั้นแก่นโลก (core) อยู่ในระดับความลึกจากผิวโลกประมาณ 2,900 กิโลกเมตรลงไป   แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ แก่นโลกชั้นนอกมีความหนาตั้งแต่ 2,900-5,100 กิโลเมตร   เชื่อกันว่าชั้นนี้ประกอบไปด้วยของเหลวร้อนของโลหะเหล็กและนิกเกิลเป็นส่วนใหญ่และมีความร้อนสูงมาก   ต่อเนื่องจากแก่นโลกชั้นนอกลงไปเป็นแก่นโลกชั้นใน   ส่วนประกอบของแก่นโลกชั้นในเหมือนกับชั้นนอกแต่อยู่ในสภาพของแข็งเนื่องจากมีความดันและอุณหภูมิสูงมาก   อาจสูงถึง 6,0000C
          จะเห็นว่าชั้นต่างๆ ของโลกมีลักษณะและสมบัติแตกต่างกัน   ทั้งทางด้านกายภาพและส่วนประกอบทางเคมี   โครงสร้างและส่วนประกอบภายในของโลกดังกล่าว   เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่าแผ่นดินไหว   และภูเขาไฟระเบิด

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 464 คน กำลังออนไลน์