ส่งงานครับ

การเสียกรุงศรีอยุทธยาครั้งที่หนึ่ง

สงครามช้างเผือก

ในปี พ.ศ. 2106 พระเจ้าบุเรงนองทรงยกทัพเข้ามาทางด่านแม่ละเมา
โดยสามารถยึดหัวเมืองเหนือได้โดยสะดวก พระองค์รบชนะทัพอยุธยาที่ชัยนาท
และลงมาตั้งค่ายล้อมพระนครทั้ง 4 ทิศ
แต่ถึงแม้ว่าพม่าจะยิงปืนใหญ่เข้าสู่พระนครเป็นระยะ ๆ
แต่ก็ไม่สามารถเข้าสู่ตัวเมืองได้
พระเจ้าบุเรงนองจึงมีพระราชสาส์นให้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเลือกจะรบให้
รู้แพ้รู้ชนะหรือเลือกยอมสงบศึก โดยที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเลือกสงบศึก[4]
อยุธยาจึงต้องยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของพม่า โดยมอบช้างเผือก 4
ช้างให้แก่พม่า
มอบตัวบุคคลที่คัดค้านไม่ให้ส่งช้างเผือกแก่พม่าเมื่อครั้งก่อนสงครามช้าง
เผือก ได้แก่ พระราเมศวร พระยาจักรี เจ้าพระยาจักรีมหาเสนา
และพระสมุทรสงคราม[5] ส่งช้างให้แก่พม่าปีละ 30 ช้าง ส่งเงินให้แก่พม่าปีละ 300 ชั่ง และให้พม่ามีสิทธิเก็บภาษีอากรในเมืองมะริด[5] โดยมีการเจรจาขึ้นบริ้วณสถานที่ประทับชั่วคราวระหว่างวัดพระเมรุสาธิการรามกับวัดหัศดาวาส[2]

ถึงแม้ว่าพม่าจะได้รับประโยชน์จากข้อตกลงดังนี้ แต่พระเจ้าบุเรงนองยังไม่ทรงประสบความสำเร็จในการได้กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองประเทศราช[2] ดังนั้น พระเจ้าบุเรงนองจึงทรงพยายามดำริหาวิธีในการเอาชนะกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่จะมารบอีกครั้งหนึ่ง

พระมหาธรรมราชาเอาพระทัยออกห่าง

พระมหาธรรมราชาทรงแสดงท่าทีฝักใฝ่พม่าตั้งแต่ระยะหลังสงครามช้างเผือกแล้ว โดยทรงยินยอมส่งกำลังหทารไปช่วยพระเจ้าบุเรงนองล้อมเมืองเชียงใหม่ตามที่ติดต่อมา การเอาพระทัยออกห่างเช่นนี้เป็นการบั่นทอนความมั่นคงของประเทศ[3] ราวปี พ.ศ. 2108 พระมหาธรรมราชาทรงส่งข่าวเรื่องการทรงพระราชทานพระเทพกษัตรีแก่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 1 แห่งอาณาจักรล้านช้าง แต่ถูกกองทัพพม่าดักชิงตัวไปกลางทาง ทำให้การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับล้านช้างล้มเหลวลง[3]

ต่อมา พระมหาธรรมราชาเสด็จไปเฝ้าพระเจ้าบุเรงนองในปี พ.ศ. 2108
โดยทรงกล่าวโทษว่าอยุธยาวางแผนกำจัดพระองค์
พระเจ้าบุเรงนองจึงให้พระมหาธรรมราชาเป็นเจ้าเมืองประเทศราช ทรงพระนามว่า พระศรีสรรเพชญ์ เจ้าฟ้าพิษณุโลก หรือ เจ้าฟ้าสองแคว อันอยู่ในฐานะกบฎต่ออาณาจักรอยุธยา[6]
ถึงแม้ว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจะทรงนำพระชายาและพระธิดาของพระมหาธรรมราชา
ลงมายังอยุธยา โดยหวังว่าพระมหาธรรมราชาจะไม่ทรงกล้าดำเนินการใด ๆ
ต่อกรุงศรีอยุธยา แต่ก็การณ์มิได้เป็นเช่นนั้น[1]

ก่อนการเสียกรุง พ.ศ. 2112
พระมหาธรรมราชาได้ทรงส่งกองทัพมาร่วมล้อมกรุงศรีอยุธยาร่วมกับทัพใหญ่ของพระ
เจ้าบุเรงนองด้วย และได้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในกองทัพพม่าด้วย และในปี พ.ศ.
2112 พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 1
แห่งล้านช้างทรงส่งกองทัพเข้าช่วยเหลือกรุงศรีอยุธยา
พระมหาธรรมราชาก็ทรงปลอมเอกสารลวงให้กองทัพล้านช้างนำทัพผ่านบริเวณที่ทหาร
พม่าคอยดักอยู่ กองทัพล้านช้างจึงแตกพ่ายกลับไป[7]

การเตรียมการของฝ่ายอยุธยา

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงให้เตรียมการป้องกันบ้านเมืองเพิ่มเติม ดังนี้[1]

  1. สร้างป้อมและหอรบเพิ่มเติม โดยหอรบอยู่ห่างกันหอละ 40 เมตร รวมทั้งเสริมกำแพงให้แข็งแกร่งขึ้น
  2. จัดปืนใหญ่ไว้ตามกำแพงเมืองเป็นจำนวนมาก โดยห่างกันเพียงกระบอกละ 10 เมตร
  3. โปรดให้สร้างแนวกำแพงขึ้นใหม่โดยให้ชิดกับคูเมืองทุกด้าน
  4. ให้สร้างหอรบไว้กลางลำน้ำที่เป็นคูเมืองแล้วเอาปืนใหญ่ติดตั้งไว้บนนั้น

สาเหตุ

  1. เกิดความแตกสามัคคีกันระหว่างสมเด็จพระมหินทราธิราชกับพระมหาธรรมราชาเนื่องมาจากการยุยงของข้าศึก
  2. ไทยขาดกำลังใจต่อสู้เนื่องจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิสวรรคตในขณะบัญชาการศึก
  3. พระยาจักรีซึ่งเป็นแม่ทัพไทยเป็นไส้ศึกให้แก่พม่า
  4. ไทยว่างเว้นการสงครามมานาน พอมีศัตรูมารุกรานก็ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน

ลำดับเหตุการณ์

พระเจ้าบุเรงนองทรงนำทัพเข้ารุกรานกรุงศรีอยุธยาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2111
ประกอบด้วยหลายทัพ ทั้งจากพระมหาอุปราชา เจ้าเมืองแปร เจ้าเมืองตองอู
เจ้าเมืองอังวะ และเจ้าเมืองเชียงใหม่ เชียงตุงและพิษณุโลก รวมจำนวนได้กว่า
500,000 นาย[1] ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา เมืองตาก ลงมาถึงพระนครในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน แล้วทัพพระเจ้าบุเรงนองก็ตั้งค่ายรายล้อมพระนครอยู่ไม่ห่าง[1] การตั้งรับภายในพระนครส่งผลให้มีการระดมยิงปืนใหญ่ของข้าศึกทำลายอาคารบ้านเรือนอยู่ตลอด ทำให้ได้รับความเสียหายอย่างมาก

พระเจ้าบุเรงนองทรงพยายยามโจมตีอยู่นานจนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2112 ก็ยังไม่ได้กรุงศรีอยุธยา อีกทั้งยังสูญเสียกำลังพลเป็นจำนวนมาก[8]
พระองค์ทรงพยายามเปลี่ยนที่ตั้งค่ายอยู่หลายระยะ
โดยในภายหลังทรงย้ายค่ายเข้าไปใกล้กำแพงเมืองจนทำให้สูญเสียพลอย่างมาก
แต่ก็ทำให้สามารถบุกเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาได้ในที่สุด
ประกอบกับการที่พระมหาธรรมราชาทรงเกลี้ยกล่อมพระยาจักรีให้เป็นไส้ศึกในกรุง
ศรีอยุธยา
ครั้นพระยาจักรีได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาพระนครแล้วจึงดำเนิน
การสับเปลี่ยนหน้าที่ของฝ่ายต่าง ๆ จนกระทั่งการป้องกันพระนครอ่อนแอลง
และทำให้กองทัพพม่าเข้าสู้พระนครสำเร็จโดยใช้เวลาเพียง 1 เดือน[7]

หลังสงคราม

สมเด็จพระมหินทราธิราช ถูกพาตัวไปที่กรุงหงสาวดีแต่ประชวรสวรรคตระหว่างทางไปกรุงหงสาวดี โดยพระเจ้าบุเรงนองตั้งให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ของอยุธยา ซึ่งมาจากราชวงศ์สุโขทัย แล้วนำพระราชโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาไปเลี้ยงดู ซึ่งพระราชโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาคนนั้นคือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งต่อมาในภายหลังเป็นผู้นำที่ทำสงครามกับพม่านำอิสรภาพมาสู่สยาม

อาณาจักรอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าเป็นเวลานาน 15 ปี โดยพม่าแต่งตั้งให้พระมหาธรรมราชาธิราชเป็น
พระมหากษัตริย์อยุธยาในฐานะประเทศราช
ประชาชนส่วนใหญ่ถูกกวาดต้อนไปยังเมืองพม่า โดยเหลือให้รักษาเมืองเพียง
1,000 คน คนที่เหลือก็หนีไปหลบอาศัยอยู่ที่อื่น
ทรัพย์สินจำนวนมากถูกลำเลียงไปยังเมืองพม่า
พร้อมด้วยพระบรมวงษศานุวงศ์หลายพระองค์
บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายได้รับความเสียหายเป็นอันมาก[9]

การประกาศอิสรภาพ

ในปี พ.ศ. 2127 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง พ้นจากการเป็นประเทศราชของพม่าตั้งแต่บัดนั้น (รวมเวลาที่เป็นเมืองขึ้นของพม่า 15 ปี) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น3ปีหลังจากพระเจ้าบุเรงนองประชวรและสวรรคตลงในปีพ.ศ. 2124และมังไชยสิงห์ ราชบุตรองค์โตของพระเจ้าบุเรงนองที่รัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้านันทบุเรงแต่พระเจ้าอังวะพระญาติประกาศแข็งเมืองพระเจ้านันทบุเรงจึงบัญชาให้ พระเจ้าแปร พระเจ้าตองอู (พระสังกทัต) พระเจ้าเชียงใหม่ (อโนรธามังสอพระราชอนุชาของพระเจ้านันทบุเรง) พระเจ้า[[กรุงศรีสัตนา คนหุต]] (พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช) และสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชยกกองทัพไปตีกรุงอังวะพระเจ้านันทบุเรงจึงทรงมีรับสั่งให้พระมหาอุปราชา
ที่ทรงโปรดให้รักษากรุงฯว่าถ้าสมเด็จพระนเรศวรทรงยกกองทัพมาถึงหงสาวดีให้
ฆ่าเสีย
(สาเหตุที่ทรงยกทัพมาแทนเนื่องจากพระมหาธรรมราชาทรงพระชราและพระนเรศวรทรง
ทูลขอ ออกรบเอง)
ทุกเมืองยกกองทัพไปหมดแล้วแต่พระนเรศวรทรงเห็นว่าอยุธยาถึงเวลาที่จะเป็น
เอกราชเสียทีจึงทรงยาตราทัพออกจากเมืองพิษณุโลกไปอย่างช้าๆถึงเมืองแครง
โดยพระองค์ทรงหวังว่าถ้าพระเจ้าหงสาวดีแพ้ก็จะโจมตีกรุงหงสาวดีซำเติมหากทัพ
หงสาฯชนะก็จะกวาดต้อนครัวไทยที่อยู่ที่ชายแดนพม่ามาไว้เป็นกำลังของพระองค์
สืบไปส่วนพระมหาอุปราชา
ทรงทราบว่าสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพมาจึงโปรดให้ขุนนางมอญ2คนคือพระยาเกียรติ์และพระยารามศิษย์พระอาจารย์เดียวกันกับพระนเรศวรคือพระมหาเถรคันฉ่องออก
มา ต้อนรับโดยทรงสั่งว่าเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมาถึงหงสาวดีพระองค์
(พระมหาอุปราชา)
จะเข้าโจมตีจากข้างหน้าและให้พระยา�อย่างเปิดเผยพระองค์จึงเรียกประชุม
แม่ทัพนายกองทั้งหมดและนิมนต์พระมหาเถรคันฉ่องและพระสงฆืในวัดนั้นมาเป็น
ประธานและทรงเล่าเรื่องที่พระเจ้านันทบุเรงคิดปองร้ายพระองค์แล้วพระองค์จึง
หลั่งนำจากสุวรรณ ภิงคาร (นำเต้าทอง)
ลงสู่พื้นพสุธาและประกาศแก่เทพยดาฟ้าดินและผู้คนในที่นั้นว่า
"ตั้งแต่วันนี้กรุงศรีอยุธยาขาดไมตรีกับกรุงหงสาวดีมิได้เป็นมิตรดังแต่ก่อน
สืบไป"เมื่อวันที่ 15พฤษภาคมพ.ศ.2127หลัง
ประกาศเสร็จแล้วทรงตรัสถามชาวเมืองมอญว่าจะมาเข้ากับฝ่ายไทยไหมชาวมอญทั้ง
หลายก็พร้อมใจกันเข้ากับฝ่ายไทย
และทรงจัดทัพบุกตรงไปกรุงหงสาวดีแต่พอข้ามแม่นำสะโตงไปม้าเร็วก็มารายงาน
พระองค์ว่าพระเจ้าหงสาวดีได้ชัยชนะเหนือพระเจ้าอังวะและยกทัพกลับจวนถึงหง
สาวดีอยู่แล้วเห็นไม่
สมควรจึงทรงกวาดต้อนครัวไทยครัวมอญกลับอยุธยาพร้อมพระองค์พระมหาอุปราชา
เมื่อทรงทราบว่าพระยามอญทั้ง2ไปสวามิภักดิ์กับสมเด็จพระนเรศวรก็ทรงพิโรธและ
ทราบว่าพระนเรศวรทรง ถอยทัพกลับจึงทรงบัญชาให้สุรกรรมาคุม
ทัพมาสกัดแต่พระนเรศวรทรงข้ามแม่นำสะโตงไปแล้วทั้ง2ทัพเผชิญหน้ากันแต่แม่นำ
สะโตงกว้างทั้งสองจึงยิงไม่ถึงกันพระนเรศวร
ทรงมีพระแสงปืนอยู่กระบอกหนึ่งมีความยาว9คืบยิง
ถูกสุรกรรมาแม่ทัพพม่าตายคาคอช้างทหารเห็นแม่ทัพตายก็เสียขวัญถอยทัพกลับไป
รายงานพระมหาอุปราชาให้ทรงทราบ
ส่วนพระนเรศวรทรงเดินทัพกลับกรุงศรีอยุธยาโดยสวัสดิภาพพระแสงปืนกระบอกนั้น
มีชื่อว่า"พระแสงปืนข้ามแม่นำสะโตง"เมื่อทรงถึงอยุธยาก็ทรงเข้าเฝ้าพระราช
บิดารายงานเรื่อง
ทั้งหมดให้ทรงทราบสมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงทรงปูนบำเหน็จมอญที่สวามิภักดิ์
และทรงแต่งตั้งพระมหาเถรคันฉ่องเป็นที่สังฆราชส่วนพระยาเกียรติและพระยาราม
ให้มีตำแหน่งได้
พระราชทานพานทองคุมกองทัพมอญที่สวามิภักดิ์พระราชทานบ้านทีอยู่อาศัยในพระ
นคร
พร้อมกันนั้นได้ทรงมอบพระราชอาญาสิทธิ์แก่สมเด็จพระนเรศวรในการบัญชาการรบ
เพื่อที่ จะตระเตรียมกำลังคนและอาวุธไว้รับมือพม่า

     ผู้จัดทำ

นาย พงศกร     หึกขุนทด  ม. 4/3  เลขที่ี 23

นาย จตุพร      ทองพันธ์   ม. 4/3  เลขที่ี 21

นาย  ธีรศักดิ์   ศรีไพบูลย์   ม.4/3  เลขที่ 2 

นาย วันเฉลิม   ชูเชิด       ม.4/3   เลขที่ 29

นาย พสุ   อัศวฤทธิพรหม์   ม.4/3  เลขที่ 13

http://th.wikipedia.org/wiki/การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่ง

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 149 คน กำลังออนไลน์