สัญญาจ้างแรงงาน

สัญญาจ้างแรงงาน
1. ลักษณะทั่วไปของสัญญาและกิจการ
ในสัญญาจ้างแรงงาน อันเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาจะเกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาของบุคคลสองฝ่ายคือนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งคู่กรณีต่างจะต้องมีความผูกพันตามข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงงานและตามกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แม้สัญญาจ้างแรงงานจะไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ แต่ในหลายกรณีนายจ้างและลูกจ้างควรจะทำสัญญาหรือข้อตกลงกำหนดหน้าที่ของนายจ้างลูกจ้าง กำหนดค่าสินจ้างตอบแทนระหว่างนายจ้างและลูกจ้างให้ชัดเจน เพื่อจะได้ไม่ต้องโต้เถียงหรือต้องมีข้อพิพาทเกิดขึ้นภายหลัง มีข้อสังเกตว่าลักษณะสำคัญของสัญญาจ้างแรงงานประการหนึ่งคือการที่นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาการทำงานของลูกจ้าง
2. ส่วนประกอบที่จะต้องมีในสัญญาจ้าง
• ผู้ว่าจ้าง (ผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท หรือผู้รับมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจกระทำการแทน)
• ผู้รับจ้าง
• วันเริ่มจ้าง
• ระยะเวลาทดลองงาน (หากมีการทดลองงานจะต้องระบุไว้ในสัญญา)
• วันสิ้นสุดการจ้าง(เฉพาะกรณีเป็นสัญญาจ้างมีระยะเวลาการจ้างแน่นอน)
• อัตราค่าจ้าง
• จะต้องมีลายมือชื่อของ "ผู้ว่าจ้าง" และ "ผู้รับจ้าง"
• ไม่จำเป็นต้องมีพยาน
3. ปัญหาภาษีอากรสำคัญโดยทั่วไปของสัญญา
ปัญหาภาษีอากรสำคัญที่เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน จะได้แก่ปัญหาภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เพราะบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้รับเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน (เงินได้ตามมาตรา 40 (1)ประมวลรัษฎากร) ย่อมอยู่ในข่ายที่ต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรา 50 บัญญัติว่า “ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนความที่ต้องจ่าย เพื่อได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หารด้วยจำนวนคราวที่ต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินจำนวนที่เกลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับจำนวนภาษีที่ต้องเสียทั้งปี”
ส่วนรายการเกี่ยวกับชนิดของเงินได้ตามมาตรา 40 (1)ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ดังนี้
“มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำกรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าทอดใด
(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า ในที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่เนื่องจากการจ้างแรงงาน ฯลฯ
เงินค่าภาษีอากรตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทใด ไม่ว่าในทอดใดหรือในปีภาษีใดก็ตาม ให้ถือเป็นเงินได้ประเภทและของปีภาษีเดียวกันกับเงินได้ที่ออกแทนให้นั้น
ต่อไปนี้เป็นกรณีตัวอย่างแนวปฏิบัติของกรมสรรพกรที่เคยตอบวินิจฉัยเกี่ยวกับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และภาระภาษีอากรของผู้เกี่ยวข้อง
เงินช่วยค่าอาหารและค่าล่วงเวลา
การจ่ายเงินให้พนักงานที่ได้รับเงินเดือนประจำ ซึ่งมีฐานะเป็นลูกจ้าง โดยจ่ายเงินช่วยค่าอาหาร เงินค่าอยู่เวรและเงินค่าล่วงเวลาให้นั้น ก็เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นลูกจ้าง ดังนั้น เงินดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร อยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร (ดูภาคอ้างอิง ข้อ 11.1 หนังสือ กรมสรรพากรที่ กค.0804/14707 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2524 )
ค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
ในกรณีที่บริษัทได้เช่าบ้านพักให้พนักงานชาวต่างประเทศอาศัย และออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งหลาย เช่น ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าคนสวน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยที่บริษัทต้องจ่ายได้ร่วมใช้ประโยชน์ในบ้านพักนั้นในกิจการของบริษัทอยู่บ้างกรณีอาจจะถือว่า จำนวนค่าใช้จ่ายในอัตราร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่าทั้งหมดที่บริษัทได้จ่ายนั้น เป็นประโยชน์ที่พนักงานชาวต่างประเทศได้รับ ซึ่งพนักงานเหล่านั้นจะต้องนำประโยชน์เพิ่มในอัตราร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่ง ประมวลรัษฎากรด้วย (ดูภาคอ้างอิง ข้อ 11.2 หนังสือกรมสรรพากรที่ กค. 0802/9557 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2528 )
เบี้ยขยัน
บริษัทมีการจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก้พนักงาน เพื่อเป็นสินน้ำใจตอบแทนการทำงานของพนักงานที่ทำงานตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอตลอดปี ตามประกาศของบริษัทว่าด้วยเบี้ยขยัน เงินดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) ด้วย(ดูภาคอ้างอิง ข้อ 11.3หนังสือกรมสรรพากรที่ กค. 0802/6373 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม2525 )
เงินช่วยเหลือความเสียหายเนื่องจากน้ำท่วม
ในกรณีที่บริษัทหนึ่งได้รับความช่วยเหลือแก่พนักงานโดยให้เปล่าเนื่องจากประสบภัยน้ำท่วม กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยว่า ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี หรือเงินที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาตามมาตรา 42 (10) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร (ดูภาคอ้างอิง ข้อ 11.4 หนังสือกรมสรรพากรที่ กค. 0802/6683 ลงวันที่ 1พฤษภาคม 2527 )
เงินได้บางกรณีได้รับยกเว้นภาษีเงินได้
แม้เงินค่าจ้างหรือประโยชน์เพิ่มที่พนักงานลูกจ้างได้รับนั้น โดยปกติจะต้องนะไปเสียภาษีเงินได้ และจะอยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย แต่มีเงินได้หลายประเภทที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 42 กำหนดว่า ผู้รับเงินได้จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ จึงไม่อยู่ในข่ายต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังมีตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับสัญญา ดังนี้
บริษัทหนึ่งประกอบธุรกิจการจัดสรรที่ดิน ตามระเบียบของบริษัทกำหนดให้ฝ่ายบริหารที่จะเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยธุรกิจของบริษัทนั้น เบิกเบี้ยเลี้ยงตามค่าใช้จ่ายที่เป็นจริง ค่าเบี้ยเลี้ยงที่บริษัทจ่ายตามข้อเท็จจริงดังกล่าว หากพนักงานของบริษัทซึ่งเป็นผู้รับไป พิสูจน์ได้ว่าได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้นแล้ว ย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร (ดูภาคอ้างอิง ข้อ 11.5 หนังสือกรมสรรพากรที่
กค.0804/13693 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2523)
สัญญารับจ้างเข้าทำงาน

สัญญาฉบับนี้ทำขึ้นที่บริษัท ตั้งอยู่เลขที่
เมื่อวันที่ ระหว่าง บริษัท โดย
ผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทฯ ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “ผู้ว่าจ้าง” ฝ่ายหนึ่ง กับ อายุ ปี
บัตรประชาชนเลขที่ ออกที่ ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านเลขที่
ปัจจุบันพักอยู่บ้านเลขที่ ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “ผู้รับจ้าง” อีกฝ่ายหนึ่ง โดยทั้งสองผ่ายได้ตกลงทำสัญญา
กันมีข้อตกลงดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ผู้ว่าจ้างหมายถึง บริษัท จำกัด
ข้อ 2. ผู้ว่าจ้างตกลงว่าจ้างและผู้รับจ้างตกลงรับจ้างเป็นพนักงานเพื่อเข้าทำงานกับผู้ว่าจ้าง โดยมีรายละเอียดการจ้างดังนี้
ตำแหน่งหน้าที่ ฝ่าย
วันเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ ระยะเวลาทดลองงาน 119 วัน
อัตราค่าจ้าง(รายเดือน / รายวัน)ละ บาท
รายได้อื่นๆ(รายเดือน/รายวัน)ละ บาท
ข้อ 3. ภายในระยะเวลาทดลองงาน หากผู้ว่าจ้างเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างไม่เป็นที่พอใจ ผู้รับจ้างยินยอม ให้ผู้ว่าจ้างขยายระยะการทดลองงานออกไปตามที่เห็นสมควร หรือให้เลิกจ้างได้ในทันทีในระหว่าง ที่ทดลองงาน โดยจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น
ข้อ 4. เมื่อครบกำหนดการทดลองงานแล้ว ปรากฏว่าจากการประเมินผลการทดลอง