....อยากรู้ไหม ? ความเป็นมาของกรุงเทพมหานครนั้นเป็นยังไง....

รูปภาพของ sss28309

....อยากรู้ไหม ? ความเป็นมาของกรุงเทพมหานครนั้นเป็นยังไง....
เอาละ ถ้าอยากรู้ล่ะก็ ไปอ่านกันเลยดีกว่า


ความเป็นมาของกรุงเทพมหานคร

กรุงรัตนโกสินทร์

 

   

    ราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีประวัติศาสตร์สืบย้อนขึ้นไปได้กว่า ๘๐๐ ปี ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ตั้ง

ของราชธานี อันเป็นศูนย์รวมของการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดินมา ๔ ครั้งราชธานีแรก

คือกรุงสุโขทัย ต่อมาคือกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน


     โดยเฉพาะกรุงศรีอยุธยาอันมีนามเต็มว่า “กรุงเทพมหานคร บวรทวารวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพ

นพรัตนราชธานี บุรีรมย์” นั้น มีนามสามัญอันปรากฏทั่วไปในพงศาวดาร จดหมายเหตุ หมายรับสั่ง

ใบบอก สารตรา และเอกสาร สำคัญทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ว่า กรุงเทพมหานครบ้าง  พระนครบ้าง

 ตลอดระยะเวลากว่า ๔๐๐ ปี ฉะนั้น ต่อมาแม้ราชธานีจะย้ายมาอยู่ที่ กรุงธนบุรีก็ดี กรุงรัตนโกสินทร์

ก็ดี คำเรียกราชธานีว่ากรุงเทพมหานคร หรือ  พระนครนั้นก็ยังใช้สืบกันมาโดยตลอด   เมื่อพระบาท

-สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสถาปนาราชธานี

ใหม่ ณ ฝั่งตะวันออกของ แม่น้ำ เจ้าพระยา เสร็จการฉลองพระนครแล้วจึงพระราชทานนามพระนคร

ใหม่ เปลี่ยนแปลงจากครั้งกรุงศรีอยุธยาว่า “กรุงรัตนโกสินทร์อินท์ อโยธยา”   ครั้นในรัชสมัยพระ-

บาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาธิบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแก้นามพระนคร

เป็น “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินท์ มหินทอยุธยา”   ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทร-

มหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนคำว่า บวร เป็น อมร เปลี่ยนคำว่า มหินทอยุธยา โดย

วิธีการสนธิศัพท์เป็น มหินทรายุธยา และเติมสร้อยนามต่อ ทั้งเปลี่ยนการสะกดคำ สินท์ เป็น สินทร์

ชื่อ กรุงรัตนโกสินทร์จึงมีนามเต็มว่า “กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลก

ภพ นพรัตน์ราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศมหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกทัตติยวิษณุกรรม-

ประสิทธิ์” อันแปลได้ความว่า


      กรุงเทพมหานคร                             พระนครอันกว้างใหญ่ ดุจเทพนคร


      อมรรัตนโกสินทร์                             เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต


      มหินทรายุธยา                                เป็นมหานครที่ไม่มีใครรบชนะได้


      มหาดิลกภพ                                   มีความงามอันมั่นคง และเจริญยิ่ง


      นพรัตน์ราชธานีบูรีรมย์                      เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ


      อุดมราชนิเวศมหาสถาน                    น่ารื่นรมย์ยิ่ง


      อมรพิมานอวตารสถิต                        มีพระราชนิเวศใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่

                                                          ประทับของพระราชา


      สักกทัตติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์            ผู้อวตารลงมาซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้

                                                         พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้

              ......................................................................................................


     มูลเหตุที่ราชธานีใหม่จะได้นามว่ากรุงรัตนโกสินทร์นั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬา-

ลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในเรื่องพระราชกรัณยานุสรณ์ว่า  “การถือ

น้ำในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนั้น ทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใสมาก จึงได้

ทรงสถาปนาพระอารามในพระบรมมหาราชวัง แล้วพระราชทานนามว่า วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เชิญพระพุทธปฏิมากรมาประดิษฐานไว้บนบุษบกทองคำในพระอุโบสถ แล้วจึงพระราชทานนาม

พระนครใหม่ให้ต้องกับการซึ่งมีพระพุทธมณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกตพระองค์นี้เป็นศิริสำหรับ   พระ-

นคร… นามซึ่งว่า รัตนโกสินทร์ นั้น  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านรับสั่งว่า เพราะท่าน

ประสงค์ความว่า เป็นที่เก็บรักษาไว้ขององค์พระมหามณีรัตนปฏิมากรพระองค์นี้มาก จึงยกไว้เป็น

หลักพระนคร พระราชทานนามพระนคร ก็ให้ต้องกับพระนามพระมหามณีรัตนปฏิมากรพระองค์นี้ด้วย

 เพราะฉะนั้น เมื่อถึงการพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจาอันใหญ่นี้ จึงได้โปรดให้ข้าราชการมา

กระทำสัตย์สาบาน แล้วรับน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเฉพาะพระพักตร์พระมหามณีรัตนปฏิมากร


     คำว่า “กรุง” ตามสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๑ หมายถึง “เมืองหลวงหรือเมือง

ใหญ่ซึ่งเป็นที่ประทับอยู่ประจำของพระมหากษัตริย์ หรือเป็นเมืองที่ตั้งสถานที่ทำการของรัฐบาล แต่

ก่อนใช้ในความหมายว่า ประเทศ ก็มีเช่นคำว่า “กรุงสยาม”


     อนึ่ง ตามพระบรมราชาธิบาย ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

มีว่า “คำว่า “กรุง” นี้ เดิมหมายความว่า “แม่น้ำ” โดยอรรถาธิบายว่า ผู้ใดมีอำนาจเหนือพื้นน้ำหรือ

เป็นเจ้าแห่งแม่น้ำตั้งแต่ปากน้ำไปจนถึงที่สุดของ แม่น้ำ ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นเจ้ากรุง แลเมืองที่ เจ้า

พระองค์นั้นประทับอยู่ก็เลยเรียกว่า “กรุง” อย่างเมืองหลวงปัจจุบันนี้ เรียกว่า กรุงเทพฯ หรือกรุงเทพ

พระมหานคร ฉะนั้น”


     ส่วนสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ  กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ทรงพระนิพนธ์ไว้ใน

สาส์นสมเด็จว่า กรุงมิได้แปลว่า “เมือง” แต่แปลว่า จักรวรรดิ (Empire) มีประเทศราชน้อยใหญ่

เป็นเมืองขึ้น มีใช้ในหนังสือเก่าเวลาออกพระนาม พระเจ้าจักรพรรดิ ออกต่อท้ายนามกรุงก็มี เช่น

พระเจ้ากรุงสีพี เป็นต้น

สร้างโดย: 
ด.ญ. ชลดา กทิศาสตร์ ม.3/8 เลขที่ 30 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 27 คน กำลังออนไลน์