เนื้อหา รายวิชาสังคมศึกษา 3

เครื่องมือและการใช้เครื่องมือในการศึกษาทางภูมิศาสตร์

 

แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์

ความหมายของแผนที่

พจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของแผนที่ไว้ว่าแผนที่ คือ สิ่งที่แสดงลักษณะของพื้นผิวโลกทั้งที่มีอยู่ตามธรรมชาติและที่ปรุงแต่งขึ้น โดยแสดงลงในพื้นแบนราบ ด้วยการย่อให้เล็กลงตามขนาดที่ต้องการและอาศัยเครื่องหมายกับสัญลักษณ์ที่กำหนดขึ้น

แผนที่ หมายถึง การนำเอารูปภาพสิ่งต่างๆ บนพื้นผิวโลก (Earth’ surface) มาย่อส่วนให้เล็กลง แล้วนำมาเขียนลงกระดาษแผ่นราบ สิ่งต่างๆ บนพื้นโลกประกอบไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (nature) และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (manmade) สิ่งเหล่านี้แสดงบนแผนที่โดยใช้สี เส้นหรือรูปร่างต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์แทน

การจำแนกชนิดของแผนที่

ปัจจุบันการจำแนกชนิดของแผนที่ อาจจำแนกได้หลายแบบแล้วแต่จะยึดถือสิ่งใดเป็นหลักในการจำแนก เช่น

1. การจำแนกชนิดของแผนที่ตามลักษณะที่ปรากฏบนแผนที่ แบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ

1.1 แผนที่ลายเส้น (Line Map) เป็นแผนที่แสดงรายละเอียดในพื้นที่ด้วยเส้นและองค์ประกอบของเส้น ซึ่งอาจเป็นเส้นตรง เส้นโค้ง ท่อนเส้น หรือเส้นใดๆ ที่ประกอบเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น ถนนแสดงด้วยเส้นคู่ขนาน อาคารแสดงด้วยเส้นประกอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม สัญลักษณ์ที่แสดงรายละเอียดเป็นรูปที่ประกอบด้วยลายเส้น แผนที่ ลายเส้นยังหมายรวมถึงแผนที่แบบแบนราบและแผนที่ทรวดทรง ซึ่งถ้ารายละเอียดที่แสดงประกอบด้วยลายเส้นแล้วถือว่าเป็นแผนที่ลายเส้นทั้งสิ้น 

ตัวอย่างแผนที่ลายเส้น

 

1.2 แผนที่ภาพถ่าย (Photo Map) เป็นแผนที่ซึ่งมีรายละเอียดในแผนที่ที่ได้จากการถ่ายภาพด้วยกล้องถ่ายภาพ ซึ่งอาจถ่ายภาพจากเครื่องบินหรือดาวเทียม การผลิตแผนที่ทำด้วยวิธีการนำเอาภาพถ่ายมาทำการดัดแก้ แล้วนำมาต่อเป็นภาพแผ่นเดียวกันในบริเวณที่ต้องการ แล้วนำมาใส่เส้นโครงพิกัด ใส่รายละเอียดประจำขอบระวาง แผนที่ภาพถ่ายสามารถทำได้รวดเร็ว แต่การอ่านค่อนข้างยากเพราะต้องอาศัยเครื่องมือและความชำนาญ 

ตัวอย่างแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ

1.3 แผนที่แบบผสม (Annotated Map) เป็นแบบที่ผสมระหว่างแผนที่ลายเส้นกับแผนที่ภาพถ่าย โดยรายละเอียดที่เป็นพื้นฐานส่วนใหญ่จะเป็นรายละเอียดที่ได้จากการถ่ายภาพ ส่วนรายละเอียดที่สำคัญๆ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง ถนนหรือเส้นทาง รวมทั้งอาคารที่ต้องการเน้นให้เห็นเด่นชัดก็แสดงด้วยลายเส้น พิมพ์แยกสีให้เห็นเด่นชัดปัจจุบันนิยมใช้มาก เพราะสะดวกและง่ายแก่การอ่าน มีทั้งแบบแบนราบ และแบบพิมพ์นูน ส่วนใหญ่มีสีมากกว่าสองสีขึ้นไป 

ตัวอย่างแผนที่แบบผสม

2. การจำแนกชนิดของแผนที่ตามขนาดของมาตราส่วน ประเทศต่าง ๆ อาจแบ่งชนิดของแผนที่ตามขนาดมาตราส่วนไม่เหมือนกัน ที่กล่าวต่อไปนี้เป็นการแบ่งแผนที่ตามขนาดมาตราส่วนแบบหนึ่งเท่านั้น
2.1 แบ่งมาตราส่วนสำหรับนักภูมิศาสตร์
2.1.1 แผนที่มาตราส่วนเล็ก ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนเล็กว่า 1:1,000,000
2.1.2 แผนที่มาตราส่วนกลาง ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนตั้งแต่ 1:250,000 ถึง 1:1,000,000
2.1.3 แผนที่มาตราส่วนใหญ่ ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนใหญ่กว่า 1:250,000
2.2 แบ่งมาตราส่วนสำหรับนักการทหาร
2.2.1 แผนที่มาตราส่วนเล็ก ได้แก่ แผนที่มาตราส่วน 1:600,000 และเล็กกว่า
2.2.2 แผนที่มาตราส่วนกลาง ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนใหญ่กว่า 1:600,000 แต่เล็กกว่า 1:75,000
2.2.3 แผนที่มาตราส่วนใหญ่ ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนตั้งแต่ 1:75,000 และใหญ่กว่า

ตัวอย่างแผนที่

 

3. การจำแนกชนิดแผนที่ตามลักษณะการใช้งานและชนิดของรายละเอียดที่แสดงไว้ในแผนที่

3.1 แผนที่ทั่วไป (General Map) เป็นแผนที่พื้นฐานที่ใช้อยู่ทั่วไปหรือที่เรียกว่า Base map

3.1.1 แผนที่แสดงแบนราบ (Planimetric Map) เป็นแผนที่แสดงรายละเอียดที่ปรากฏบนผิวโลกเฉพาะสัณฐานทางราบเท่านั้น 

ตัวอย่างแผนที่แบนราบ

3.1.2 แผนที่ภูมิประเทศ (Topographic Map) เป็นแผนที่แสดงรายละเอียดทั้งทางแนวราบและแนวดิ่ง หรืออาจแสดงให้เห็นเป็น 3 มิติ 

ตัวอย่างแผนที่ภูมิประเทศ

                       

3.2 แผนที่พิเศษ (Special Map or Thematic Map) สร้างขึ้นบนแผนที่พื้นฐาน เพื่อใช้ในกิจการเฉพาะอย่าง

4. การจำแนกตามมาตรฐานของสมาคมคาร์โตกร๊าฟฟี่ระหว่างประเทศ (ICA) สมาคมคาร์โตกร๊าฟฟี่ระหว่างประเทศ ได้จำแนกชนิดแผนที่ออกเป็น 3 ชนิด

4.1 แผนที่ภูมิประเทศ (Topographic map) รวมทั้งผังเมืองและแผนที่ภูมิศาสตร์ เป็นแผนที่ที่ให้รายละเอียด โดยทั่วๆ ไป ของภูมิประเทศ โดยสร้างเป็นแผนที่ภูมิประเทศ มาตราส่วนขนาดเล็ก กลาง และขนาดใหญ่ และได้ข้อมูลมาจากภาพถ่ายทางอากาศ และภาพถ่ายดาวเทียม แผนที่มาตราส่วนเล็กบางทีเรียกว่าเป็นแผนที่ภูมิศาสตร์ (Geographical map) แผนที่ทั่วไป (General map) และแผนที่มาตราส่วนเล็กมากๆ ก็อาจอยู่ในรูปของแผนที่เล่ม (Atlas map)

4.2 ชาร์ตและแผนที่เส้นทาง (Charts and road map) เป็นแผนที่ที่สร้างขึ้นเป็นเครื่องมือประกอบการเดินทาง โดยปกติจะเป็นแผนที่มาตราส่วนกลาง หรือมาตราส่วนเล็ก และแสดงเฉพาะสิ่งที่เป็นที่น่าสนใจของผู้ใช้ เช่น ชาร์ตเดินเรือ ชาร์ตด้านอุทกศาสตร์ เป็นต้น 

ตัวอย่างแผนที่เส้นทาง

4.3 แผนที่พิเศษ (Thematic and special map) ปัจจุบันมีความสำคัญมากขึ้น เพราะสามารถใช้ประกอบการทำวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ การวางแผนและใช้ในงานด้านวิศวกรรม แผนที่ชนิดนี้จะแสดงข้อมูลเฉพาะเรื่องลงไป เช่น แผนที่ดิน แผนที่ประชากร แผนที่พืชพรรณธรรมชาติ แผนที่ธรณีวิทยา เป็นต้น 

ตัวอย่างแผนที่พิเศษ

องค์ประกอบของแผนที่

องค์ประกอบของแผนที่ที่จะกล่าวต่อไปนี้ หมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนแผ่นแผนที่ ซึ่งผู้ผลิตแผนที่จัดแสดงไว้ โดยมีความมุ่งหมายที่จะให้ผู้ใช้แผนที่ได้ทราบข่าวสารและรายละเอียดอย่างเพียงพอสำหรับการใช้แผนที่นั้น แผนที่ที่จัดทำขึ้นก็เพื่อแสดงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งซึ่งเรียกว่าระวาง” (Sheet) และในแผนที่แต่ละระวางจะพิมพ์ออกมาเป็นกี่แผ่น (Copies) ก็ได้ วัสดุที่ใช้ พิมพ์แผนที่ควรมีลักษณะสำคัญ คือ ยืดหรือหดน้อยที่สุดเมื่อสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง องค์ประกอบแผนที่แต่ละระวาง ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

1. เส้นขอบระวาง ตามปกติรูปแบบของแผนที่ทั่วไปจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า ห่างจากริมทั้งสี่ด้านของแผนที่เข้าไปจะมีเส้นกั้นขอบเขตเป็นรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งเรียกว่าเส้นขอบระวางแผนที่ ( Border ) เส้นขอบระวางแผนที่บางแบบ ประกอบด้วยขอบสองชั้น เพื่อให้เกิดความสวยงาม สำหรับแผนที่ภูมิประเทศโดยทั่วไป เส้นขอบระวางมีเพียงด้านละเส้นเดียว บางชนิดมีเส้นขอบระวางเพียงสองด้านเท่านั้น ที่เส้นขอบระวางแต่ละด้านจะมีตัวเลขบอกค่าพิกัดกริด และค่าพิกัดภูมิศาสตร์ (ค่าของละติจูดและลองติจูด) หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นในแผนที่แผ่นหนึ่งเส้นขอบระวางแผนที่จะกั้นพื้นที่ บนแผ่นแผนที่ออกเป็นสองส่วนด้วยกัน คือพื้นที่ภายในขอบระวางแผนที่ และพื้นที่นอกขอบระวางแผนที่

2. องค์ประกอบภายในขอบระวาง หมายถึง สิ่งทั้งหลายที่แสดงไว้ภายในกรอบ ซึ่งล้อมรอบด้วยเส้นขอบระวางแผนที่ ตามปกติแล้วจะประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้ คือ

- สัญลักษณ์ ( Symbol) ได้แก่ เครื่องหมายหรือสิ่งซึ่งคิดขึ้นใช้แทนรายละเอียดที่ปรากฏอยู่บนพื้นผิวภูมิประเทศ หรือให้แทนข้อมูลอื่นใดที่ต้องการแสดงไว้ในแผนที่นั้น

- สี ( Color) สีที่ใช้ในบริเวณขอบระวางแผนที่จะเป็นสีของสัญลักษณ์ที่ใช้แทนรายละเอียดหรือข้อมูลต่าง ๆ ของแผนที่

- ชื่อภูมิศาสตร์ ( Geographical Names) เป็นตัวอักษรกำกับรายละเอียดต่าง ๆ ที่แสดงไว้ภายในขอบระวางแผนที่ เพื่อบอกให้ทราบว่าสถานที่นั้นหรือสิ่งนั้นมีชื่อเรียกอะไร

- ระบบอ้างอิงในการกำหนดตำแหน่ง ( Position Reference Systems) ได้แก่ เส้นหรือตารางที่แสดงไว้ในขอบระวางแผนที่ เพื่อใช้ในการกำหนดค่าพิกัดของตำแหน่งต่างๆ ในแผนที่นั้น ระบบอ้างอิงในการกำหนดตำแหน่งมีหลายชนิด ที่นิยมใช้ในแผนที่ทั่วไปมี 2 ชนิด คือ

- พิกัดภูมิศาสตร์ (Geographic Coordinates) ได้แก่ เส้นขนานและเส้นเมอริเดียนที่บอกค่าละติจูดและลองติจูด อาจแสดงไว้เป็นเส้นยาวจรดขอบระวางแผนที่ หรืออาจแสดงเฉพาะส่วนที่ตัดกันเป็นกากบาท (graticul) อย่างเช่นแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 หรืออาจแสดงเป็นเส้นสั้นๆ เฉพาะที่ขอบ

- พิกัดกริด (Rectangular Coordinates) ได้แก่ เส้นขนานสองชุดที่มีระยะห่างเท่าๆ กัน ตัดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก เส้นตรงขนานทั้งสองชุดดังกล่าวอาจแสดงไว้เป็นแนวเส้นตรงยาวจรดขอบระวาง หรืออาจแสดงเฉพาะส่วนที่ตัดกันก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม

3. องค์ประกอบภายนอกขอบระวาง หมายถึง พื้นที่ตั้งแต่เส้นขอบระวางไปถึงริมแผ่นแผนที่ทั้งสี่ด้าน บริเวณพื้นที่ดังกล่าวผู้ผลิตแผนที่จะแสดงรายละเอียดอันเป็นข่าวสารหรือข้อมูลที่ผู้ใช้แผนที่ควรทราบ และใช้แผนที่นั้นได้อย่างถูกต้องตรงตามความมุ่งหมายของผู้ผลิตแผนที่ รายละเอียดนอกขอบระวางจะมีอะไรบ้างขึ้นอยู่กับชนิดของแผนที่

การหาระยะบนแผนที่

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ระยะบนแผนที่ คือ ระยะราบ (Horizontal Distance) เพราะแผนที่คือ การฉาย (Project) รายละเอียดภูมิประเทศจริงลงบนพื้นระนาบหรือพื้นราบ ฉะนั้นแผนที่จะมีมาตราส่วนเดียวกันหมดทั้งระวาง การหาระยะทางบนแผนที่จึงสามารถกระทำได้ 2 วิธีคือ

1. การหาระยะโดยอาศัยมาตราส่วนของแผนที่ เช่น เราวัดระยะบนแผนที่มาตราส่วน 1: 50,000 ได้ 3 เซนติเมตร เพราะฉะนั้นระยะราบในภูมิประเทศจริงคือ 3 X 50000 = 150,000 ซ.ม. หรือ 1,500 เมตร หรือ 1.5 ก.ม.

2. การหาระยะโดยอาศัยมาตราส่วนแบบบรรทัด

2.1 ให้กระทำโดยนำขอบบรรทัดหรือขอบกระดาษเรียบๆ วางทาบให้ผ่านจุดสองจุดที่ต้องการหาระยะทางบนแผนที่แล้วทำเครื่องหมายไว้ที่ขอบกระดาษแสดงตำแหน่งของจุดทั้งสอง

2.2 นำขอบกระดาษไปวางทาบที่มาตราส่วนเส้นบรรทัด อันมีหน่วยวัดระยะตามต้องการแล้วอ่านระยะบนมาตราส่วนเส้นบรรทัด ระยะที่ได้จะเป็นระยะราบในภูมิประเทศจริง

สูตรการหาระยะทาง 

               

MD = ระยะทางบนแผนที่ (Map Distance)

GD = ระยะทางในภูมิประเทศจริง (Ground distance)

ตัวอย่าง สมมุติว่าแผนที่มาตราส่วน 1: 50,000 วัดระยะระหว่างจุด ก. ถึง จุด ข. ได้ 3.5 เซนติเมตร จงหาระยะทางในภูมิประเทศจากสูตร

        

ตอบ นั่นคือ ระยะในแผนที่ 3.5 เซนติเมตร แทนระยะทางในภูมิประเทศจริง 1.75 กิโลเมตร

การอ่านและแปลความในแผนที่

การอ่านและแปลความหมายของแผนที่ให้เข้าใจ จำเป็นต้องรู้ข้อมูลเบื้องต้นที่เป็นองค์ประกอบของแผนที่ และทำความเข้าใจให้ถูกต้องเสียก่อน เพื่อที่จะแปลความหมายและใช้ประโยชน์จากแผนที่ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะแผนที่ภูมิประเทศแบบลายเส้นซึ่งเป็นแผนที่พื้นฐานที่ใช้อยู่แพร่หลายในโลก

ปัจจุบันนักวิชาการได้คิดหาระบบและสัญญลักษณ์ที่เป็นสากล ในการกำหนดตำแหน่ง เช่น พิกัดภูมิศาสตร์ (Geographic Coordinates) เป็นระบบอ้างอิงบนผิวพิภพ ตำแหน่งของจุดใดๆ บนพื้นผิวพิภพสามารถ กำหนดด้วยค่าละติจูด (Latitude) หรือที่เรียกว่า เส้นขนาน และเส้นลองจิจูด (Longitude) หรือที่เรียกว่า เส้นเมอริเดียน

แผนที่แสดงลักษณะภูมิประเทศ นอกจากแสดงให้ทราบถึงตำแหน่งที่ตั้ง ระยะทาง และทิศทาง สิ่งสำคัญของแผนที่ชนิดนี้คือ แสดงความสูงต่ำ และทรวดทรงแบบต่างๆ ของภูมิประเทศ การแสดงลักษณะภูมิประเทศบนแผนที่ มีหลายวิธี เช่น

1. แถบสี ใช้แถบสีแสดงความสูงต่ำของภูมิประเทศที่แตกต่างกัน เช่น สีเขียวแสดงพื้นที่ราบ สีเหลืองจนถึงสีส้มแสดงบริเวณที่เป็นที่สูง สีน้ำตาลเป็นบริเวณที่เป็นภูเขา

2. เงา การเขียนเงานั้นตามธรรมดานั้น จะเขียนในลักษณะที่มีแสงส่องมาจากทางด้านหนึ่ง ถ้าเป็นที่สูงชันลักษณะเงาจะเข้ม ถ้าเป็นที่ลาดเงาจะบาง วิธีเขียนเงาจะทำให้จินตนาการถึงความสูงต่ำได้ง่ายขึ้น

3. เส้นลาดเขา เป็นการเขียนลายเส้นเพื่อแสดงความสูงต่ำของภูมิประเทศ ลักษณะเส้นจะเป็น เส้นสั้นๆ ลากขนานกัน ความหนาและช่วงห่างของเส้นมีความหมายต่อการแสดงพื้นที่ คือ ถ้าเส้นหนาเรียงค่อนข้างชิด แสดงภูมิประเทศที่สูงชัน ถ้าห่างกันแสดงว่าเป็นที่ลาด

4. แผนที่ภาพนูน แผนที่ชนิดนี้ถ้าใช้ประกอบกับแถบสี จะทำให้เห็นลักษณะภูมิประเทศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

5. เส้นชั้นความสูง คือเส้นสมมุติที่ลากไปตามพื้นผิวโลกที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เท่ากัน เส้นชั้นความสูงแต่ละเส้นจึงแสดงลักษณะและรูปต่างของพื้นที่ ณ ระดับความสูงหนึ่งเท่านั้น

ประโยชน์ของแผนที่

1. ด้านการเมืองการปกครอง เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ ให้คงอยู่ จำเป็นจะต้องมีความรู้ในเรื่องภูมิศาสตร์การเมือง หรือที่เรียกกันว่า "ภูมิรัฐศาสตร์" และเครื่องมือที่สำคัญของนักภูมิรัฐศาสตร์ ก็คือ แผนที่ เพื่อใช้ศึกษาสภาพทางภูมิศาสตร์และนำมาวางแผนดำเนินการเตรียมรับหรือแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ อย่างเช่น แนวพรมแดนระหว่างประเทศ จำเป็นต้องอาศัยแผนที่ในการวางแผนดำเนินการ เตรียมรับหรือแก้ไขสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างถูกต้อง แผนที่ในกิจกรรมทางการเมืองนอกจากแผนที่แนวเขตแดนซึ่งสำคัญแล้ว ยังต้องเกี่ยวข้องกับแผนที่ต่าง ๆ มากมาย

2. ด้านการทหาร ในการพิจารณาวางแผนทางยุทธศาสตร์ของทหาร จำเป็นต้อง หาข้อมูลหรือข่าวสารที่เกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร์ และตำแหน่งทางสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องแน่นอนเกี่ยวกับระยะทาง ความสูง เส้นทาง ลักษณะภูมิประเทศที่สำคัญ

3. ด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้านเศรษฐกิจ เป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็นอยู่ ของประชาชนภายในชาติ เพราะฉะนั้นทุกประเทศก็มุ่งที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของตนเพื่อความมั่งคั่ง และมั่นคง การดำเนินงานเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาคที่ผ่านมา แผนที่ เป็นสิ่งแรกที่ต้องผลิตขึ้นมาเพื่อการใช้งานในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ต้องอาศัยแผนที่เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อให้ทราบ ทำเลที่ตั้ง สภาพทางกายภาพแหล่งทรัพยากร และ แผนที่ยังช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมและความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ได้มากขึ้น ทำให้วางแผนและพัฒนาเป็นไปได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ

4. ด้านสังคม สภาพแวดล้อมทางสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ที่เห็นชัดคือสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ ซึ่งทำให้สภาพแวดล้อมทางสังคมเปลี่ยนแปลงไปการศึกษาสภาพการเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยแผนที่เป็นสำคัญ และอาจช่วยให้การดำเนินการวางแผนพัฒนาสังคมเป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง

5. ด้านการเรียนการสอน แผนที่เป็นตัวส่งเสริมกระตุ้นความสนใจ และก่อให้เกิดความเข้าใจในบทเรียนดีขึ้นใช้เป็นแหล่งข้อมูลทั้งทางด้านกายภาพ ภูมิภาค วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สถิติและการกระจายของสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และปรากฏการณ์ต่าง ๆใช้เป็นเครื่องช่วยแสดงภาพรวมของพื้นที่หรือของภูมิภาค อันจะนำไปศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์ของพื้นที่

6. ด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว แผนที่มีความจำเป็นต่อนักท่องเที่ยวในอันที่จะทำให้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวได้ง่าย สะดวกในการวางแผนการเดินทาง หรือเลือกสถานที่ท่องเที่ยวตามความเหมาะสม

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

ความหมายของ Remote Sensing

ในอดีตที่ผ่านมาเทคโนโลยีภาพถ่ายทางอากาศ (Aerial Photograph) และทางภาพถ่ายดาวเทียม (Satellite Imagery) เป็นคำที่ใช้แยกจากกัน ต่อมาได้มีการกำหนดศัพท์ให้รวมใช้เรียกคำทั้งสองรวมกัน ตลอดจนถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวกับข้อมูลซึ่งได้จากตัวรับสัญญาณระยะไกลที่เรียกว่า Remote Sensing

คำว่า รีโมทเซนซิ่ง (Remote Sensing) เป็นประโยคที่ประกอบขึ้นมาจากการรวม 2 คำ ซึ่งแยกออกได้ดังนี้ คือ Remote = ระยะไกล และ Sensing = การรับรู้ จากการรวมคำ 2 คำเข้าด้วยกัน คำว่า "Remote Sensing" จึงหมายถึง "การรับรู้จากระยะไกล" โดยนิยามความหมายนี้ได้กล่าวไว้ว่าเป็นการสำรวจตรวจสอบคุณสมบัติสิ่งใดๆ ก็ตาม โดยที่มิได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นเลย

ดังนั้นคำว่า "Remote Sensing" จึงมีความหมายที่นิยมเรียกอย่างหนึ่งว่า การสำรวจจากระยะไกล โดยความหมายรวม รีโมทเซนซิ่ง จึงจัดเป็นวิทยาศาสตร์ และศิลปะการได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุ พื้นที่ หรือปรากฏการณ์จากเครื่องมือบันทึกข้อมูล โดยปราศจากการเข้าไปสัมผัสวัตถุเป้าหมาย ทั้งนี้ อาศัยคุณสมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อในการได้มาของข้อมูลใน 3 ลักษณะ คือ

- คลื่นรังสี (Spectral)

- รูปทรงสัณฐานของวัตถุบนพื้นผิวโลก (Spatial)

- การเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา (Temporal)

ปัจจุบันข้อมูลด้านนี้ได้นำมาใช้ในการศึกษาและวิจัยอย่างแพร่หลาย เพราะให้ผลประโยชน์หลายประการ อาทิเช่น ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายในการสำรวจ เก็บข้อมูล ความถูกต้อง และรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์

อย่างไรก็ตาม การรับรู้จากระยะไกลก็ได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าโดยมีการประดิษฐ์ คิดค้นเครื่องมือรับสัญญาณที่มีประสิทธิภาพสูง เทคนิคที่นำมาใช้ในการแปลตีความ ก็ได้รับการพัฒนาควบคู่กันไปให้มีความถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงปรากฏว่ามีการนำข้อมูลทั้งภาพถ่ายทางอากาศ และ ภาพถ่ายดาวเทียม มาใช้ประโยชน์เพื่อสำรวจหาข้อมูลและทำแผนที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

องค์ประกอบของการสำรวจระยะไกล

 

องค์ประกอบของการสำรวจระยะไกล ประกอบด้วย

- แหล่งกำเนิดพลังงาน (Source of Energy)

- วัตถุและปรากฏการณ์ต่างๆ บนพื้นผิวโลก (Earth Surface Features)

- เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการบันทึกข้อมูล (Sensor)

หลักการสำรวจข้อมูลระยะไกล

การสำรวจจากระยะไกล ( Remote sensing) เป็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงหนึ่ง ที่ใช้ในการ บ่งบอก จำแนก หรือ วิเคราะห์คุณลักษณะของวัตถุต่าง ๆ โดยปราศจากการสัมผัสโดยตรง

Remote sensing เป็นศัพท์เทคนิค ที่ใช้เป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2503 ซึ่งมีความหมายรวมถึง การทำแผนที่ การแปลภาพถ่าย ธรณีวิทยาเชิงภาพถ่าย ฯลฯ

การใช้คำรีโมตเซนซิงเริ่มแพร่หลายนับตั้งแต่ได้มีการส่งดาวเทียม LANDSAT-1 ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติดวงแรกขึ้นในปี พ.ศ.2515 พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าที่สะท้อน หรือแผ่ออกจากวัตถุ เป็นต้นกำเนิดของข้อมูลที่สำรวจจากระยะไกล

นอกจากนี้ตัวกลางอื่นๆ เช่น ความโน้มถ่วง หรือสนามแม่เหล็ก ก็อาจนำมาใช้ในการสำรวจจากระยะไกลได้เช่นกัน

เราสามารถหาคุณลักษณะของวัตถุได้ จากลักษณะการสะท้อนหรือการแผ่พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า จากวัตถุนั้นๆนั้นคือวัตถุแต่ละชนิดจะมีลักษณะการสะท้อนแสงหรือการแผ่รังสีที่เฉพาะตัวและแตกต่างกันไป ถ้าวัตถุหรือสภาพแวดล้อมเป็นคนละประเภทกัน การสำรวจจากระยะไกลจึงเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการจำแนก และเข้าใจวัตถุ หรือสภาพแวดล้อมต่างๆ จากลักษณะเฉพาะตัวในการสะท้อนแสงหรือแผ่รังสี

เครื่องมือที่ใช้วัดค่าพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าที่สะท้อนหรือแผ่ออกจากวัตถุ เรียกว่า เครื่องวัดจากระยะไกล (Remote sensor) หรือ เครื่องวัด (sensor) ตัวอย่าง เช่น กล้องถ่ายรูป หรือ เครื่องกวาดภาพ (scanner) สำหรับยานพาหนะที่ใช้ติดตั้งเครื่องวัด เรียกว่า ยานสำรวจ (platform) ได้แก่ เครื่องบิน หรือ ดาวเทียม

สำหรับข้อมูลที่สำรวจจากระยะไกลนั้นจะผ่านกระบวนการวิเคราะห์แบบอัตโนมัตด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และ/หรือ การแปลด้วยสายตา แล้วจึงนำไปประยุกต์ใช้ในด้านเกษตร การใช้ที่ดิน ป่าไม้ ธรณีวิทยา อุทกวิทยา สมุทรศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา และสภาวะแวดล้อม ฯลฯ

การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม

 การวิเคราะห์ภาพจากดาวเทียมด้วยคอมพิวเตอร์   

- การเตรียมภาพ (Data Preparation)     

- การเตรียมข้อมูลก่อนการวิเคราะห์ (Pre-Processing)     

- การปรับปรุงคุณภาพของข้อมูล (Image Enhancement)     

- การกำหนดประเภทข้อมูล (Nomenclature)     

- การจำแนกประเภทข้อมูล (Classification)     

- การวิเคราะห์หลังการจำแนกประเภทข้อมูล (Post-Classification)     

- การวิเคราะห์ความถูกต้อง

  การวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียม (Data Analysis)
    

- การแปลภาพด้วยสายตา     

- การวิเคราะห์ภาพจากดาวเทียมด้วยคอมพิวเตอร์

ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร

 

ดาวเทียม THEOS (Thailand Earth Observation Satellite) ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของประเทศไทย

- กำหนดขึ้นสู่วงโคจร ปี พ.ศ.2550

- รายละเอียดภาพ

1) 2 เมตร (แบบช่วงคลื่นเดียว) ความกว้างแนวภาพ 22 กม.

2) 15 เมตร (แบบหลายช่วงคลื่น) ความกว้างแนวภาพ 22 กม.

ประโยชน์ของรีโมตเซนชิ่ง

1.       การพยากรณ์อากาศ  กรมอุตุนิยมวิทยาใช้ข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อพยากรณ์ปริมาณ และการกระจายของฝนในแต่ละวัน โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมที่โคจรรอบโลกด้วยความเร็วเท่ากับการหมุนของโลก ทำให้คล้ายกับเป็นดาวเทียมคงที่(Geostationary) เช่น ดาวเทียม GMS(Geostationary Meteorological Satellite) และ ดาวเทียมโนอา NOAAที่โคจรรอบโลกวันละ 2ครั้ง  ทำให้ทราบอัตราความเร็ว ทิศทาง และความรุนแรงของพายุที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า หรือพยากรณ์อากาศความแห้งแล้งที่จะเกิดขึ้นได้

2.       สำรวจการใช้ประโยชน์ท่ดิน

3.       สำรวจดิน

4.       สำรวจด้านธรณีวิทยาและธรณีสัณฐานวิทยา

5.       การเตือนภัยจากธรรมชาติ

6.       ด้านการจราจร

7.       ด้านการทหาร

8.       ด้านสิ่งแวดล้อม

9.       ด้านสาธารณสุข

ระบบ GPS

ความหมาย

GPS เป็นระบบดาวเทียมที่ออกแบบและจัดสร้างโดยกองทัพสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้ในการนำทาง (Navigation)

GPS คือ ระบบบอกพิกัดบนพื้นโลกโดยใช้ดาวเทียม การรับสัญญาณจากดาวเทียมที่โคจรอยู่เต็มท้องฟ้า 24 ดวงรับสัญญาณอย่างน้อยต้อง 3 ดวง

GPS เป็นเครื่องมือหาตำแหน่งพิกัดภูมิศาสตร์บนพื้นผิวโลกโดยอาศัยสัญญาณอ้างอิงจากระบบดาวเทียม ทำหน้าที่ส่งสัญญาณจีพีเอส โดยเฉพาะ มีชื่อเรียกอย่างเป็น ทางการว่า เครื่องมือหาพิกัดด้วยดาวเทียม

องค์ประกอบหลักของระบบ GPS

 

1. ระบบดาวเทียมในวงโคจรรอบโลก (The Space segment)

2. สถานีควบคุม (The Control segment)

3. ผู้ใช้งานสัญญาณจีพีเอส (The User segment)

หลักการทำงานของระบบ GPS

 

GPS บอกพิกัดบนพื้นโลกโดยใช้ดาวเทียม การรับสัญญาณจากดาวเทียมที่โคจรอยู่เต็มท้องฟ้า 24 ดวง รับสัญญาณอย่างน้อยต้อง 3 ดวง GPS เป็นเครื่องมือหาตำแหน่งพิกัดภูมิศาสตร์บนพื้นผิวโลก โดยอาศัยสัญญาณอ้างอิงจากระบบดาวเทียม ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณจีพีเอสโดยเฉพาะ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าเครื่องมือหาพิกัดด้วยดาวเทียม” GPS ในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ

ประเภทของเครื่องรับ GPS

 

ประโยชน์ของระบบ GPS

1.       บอกตำแหน่งว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน

2.       บันทึกเส้นทางว่าเราไปไหนมาบ้าง

3.       ระบบนำร่องนำทางไปจุดหมายที่กำหนด (เครื่องบิน)

4.       ระบบติดตามยานพาหนะ

5.       ใช้ในการกำหนดจุดพิกัดผิวโลก เพื่องานด้านระบบสารสนเทศภูมศาสตร์ หรือข้อมูล   คาวเทียม

6.       ใช้ในการสำรวจรังวัดที่ดิน การสำรวจพื้นที่ และการทำแผนที่

7.       ใช้ในกิจกรรมทางทหาร

8.       ใช้ในการศึกษาด้านภูมิศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

9.       การสำรวจพื้นที่ และการทำแผนที่

10.    ใช้ติดตามการเคลื่อนที่ของคน สิ่งของ

11.    ใช้ในการควบคุมเครื่องจักร เช่น เครื่องจักรทางการเกษตร

12.    ใช้ในการขนส่งทางทะเล

13.    ตรวจวัดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกและสิ่งก่อสร้าง

14.    ใช้อ้างอิงในการวัดเวลาที่เที่ยงตรงที่สุดในโลก

15.    ใช้ในการออกแบบเครือข่ายคำนวณตำแหน่งที่ตั้ง เช่น โรงไฟฟ้า ระบบน้ำมัน

16.    ใช้ติดตามความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม

17.    ใช้ในการติดตามอนุรักษ์และควบคุมสัตว์

18.    ประยุกต์ใช้ด้านกีฬา

19.    ใช้ในการเดินทางท่องเที่ยว

20.    ใช้ในด้านความมั่นคงทางทหาร

21.    ใช้สำรวจรังวัด ทำแผนที่

ระบบ GIS

ความหมายและหลักการ


 

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการนำเข้า จัดเก็บ จัดเตรียม ดัดแปลง แก้ไข จัดการ และวิเคราะห์ พร้อมทั้งแสดงผลข้อมูลเชิงพื้นที่ ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้

ดังนั้น GIS จึงเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์เพื่อใช้ในการจัดการ และบริหารการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงข้อมูลด้านพื้นที่ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับระบบการไหลเวียนของข้อมูลและการผสานข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลปฐมภูมิ (primary data) หรือข้อมูลทุติยภูมิ (secondary data) เพื่อให้เป็นข่าวสารที่มีคุณค่า

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

 

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ มีองค์ประกอบที่สำคัญหลายอย่าง แต่ละอย่างล้วนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญทั้งสิ้น แต่ที่สำคัญประกอบด้วย 4 ส่วน คือ

1. ข้อมูล (Data/Information) ข้อมูลที่จะนำเข้าสู่ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ควรเป็นข้อมูลเฉพาะเรื่อง (theme) และเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ในการตอบคำถามต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ เป็นข้อมูลที่มีความถูกต้องและเชื่อถือได้ และเป็นปัจจุบันมากที่สุด

อนึ่ง ข้อมูลหรือสารสนเทศสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. ข้อมูลที่มีลักษณะเชิงพื้นที่ (spatial data)

ข้อมูลเชิงพื้นที่ เป็นข้อมูลที่แสดงตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ (geo-referenced data) ของรูปลักษณ์ของพื้นที่ (graphic feature) ซึ่งมี 2 แบบ คือ

1.1ข้อมูลที่แสดงทิศทาง (vector data)

ประกอบด้วยลักษณะ 3 อย่าง คือ

- ข้อมูลจุด (Point) เช่น ที่ตั้งหมู่บ้าน โรงเรียน เป็นต้น

- ข้อมูลเส้น (Arc or line) เช่น ถนน แม่น้ำ ท่อประปา เป็นต้น

- ข้อมูลพื้นที่ หรือเส้นรอบรูป (Polygon) เช่น พื้นที่ป่าไม้ ตัวเมือง เป็นต้น

ดังภาพที่ 2

- ข้อมูลที่แสดงเป็นตารางกริด (raster data)

จะเป็นลักษณะตารางสี่เหลี่ยมเล็กๆ (Grid cell or pixel) เท่ากันและต่อเนื่องกัน ซึ่งสามารถอ้างอิงค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์ได้ ขนาดของตารางกริด หรือความละเอียด (resolution) ในการเก็บข้อมูล จะใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับการจัดแบ่งจำนวนแถว (row) และจำนวนคอลัมน์ (column) ตัวอย่างข้อมูลที่จัดเก็บโดยใช้ตารางกริด เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม Landsat หรือข้อมูลระดับค่าความสูง (digital elevation model: DEM) เป็นต้น

ดังภาพที่ 3

1.2 ข้อมูลอธิบายพื้นที่ (non-spatial data or attribute data)

ฐานข้อมูล (Database) เป็นโครงสร้างของสารสนเทศ (information) ที่ประกอบด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่ (spatial data) และข้อมูลอธิบาย (non-spatial) ที่มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งการจัดการหรือการเรียกใช้ฐานข้อมูลจะถูกควบคุมโดยโปรแกรม GIS

ดังภาพที่ 4

2. เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ รวมกันเรียกว่า ระบบฮาร์ดแวร์ (hardware) จะประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์นำเข้า เช่น digitizer scanner อุปกรณ์อ่านข้อมูล เก็บรักษาข้อมูล และแสดงผลข้อมูล เช่น printer plotter เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์แต่ละชนิดจะมีหน้าที่และคุณภาพแตกต่างกันออกไป

3. โปรแกรม หรือระบบซอฟต์แวร์ (software) software หมายถึง โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการระบบ และสั่งงานต่างๆ เพื่อให้ระบบฮาร์ดแวร์ทำงาน หรือเรียกใช้ข้อมูลที่จัดเก็บในระบบฐานข้อมูลทำงานตามวัตถุประสงค์โดยทั่วไปชุดคำสั่งหรือโปรแกรมของสารสนเทศภูมิศาสตร์ จะประกอบด้วย หน่วยนำเข้าข้อมูล หน่วยเก็บข้อมูลและการจัดการข้อมูล หน่วยวิเคราะห์ แสดงผล หน่วยแปลงข้อมูล และหน่วยโต้ตอบกับผู้ใช้

4. บุคลากร (human resources) ประกอบด้วย ผู้ใช้ระบบ (analyst) และผู้ใช้สารสนเทศ (user) ผู้ใช้ระบบหรือผู้ชำนาญการ GIS จะต้องมีความชำนาญในหน้าที่ และได้รับการฝึกฝนมาแล้วเป็นอย่างดี พร้อมที่จะทำงานได้เต็มความสามารถ โดยทั่วไปผู้ใช้ระบบจะเป็นผู้เลือกระบบฮาร์ดแวร์ และระบบซอฟแวร์ เพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ และสนองตอบความต้องการของหน่วยงาน

ส่วนผู้ใช้สารสนเทศ (User) คือนักวางแผน หรือผู้มีอำนาจตัดสินใจ (decision-maker) เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

นอกจากองค์ประกอบที่สำคัญทั้ง 4 ส่วนแล้ว องค์กรที่รองรับ (organization) ก็นับว่ามีความสำคัญต่อการดำเนินงานระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ทั้งนี้เพราะองค์กรที่เหมาะสม และมีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับระบบงานสารสนเทศภูมิศาสตร์ จะสามารถรองรับและให้การสนับสนุนการนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เข้ามาใช้ในแผนงานขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ และบุคลากรที่เหมาะสมกับหน้าที่

การวิเคราะห์ข้อมูลในระบบ

สารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) มีความสามารถในการนำข้อมูลเชิงพื้นที่หลายๆ ชั้นข้อมูล (layers) มาซ้อนทับกัน (overlay) เพื่อทำการวิเคราะห์ และกำหนดเงื่อนไขต่างๆ โดยใช้คอมพิวเตอร์ตามวัตถุประสงค์ หรือตามแบบจำลอง (model) ต่างๆ ซึ่งอาจเป็นการเรียกค้นข้อมูลอย่างง่าย หรือซับซ้อน เช่น โมเดลทางสถิติ หรือโมเดลทางคณิตศาสตร์ เป็นต้น

ทั้งนี้ เนื่องจากชั้นข้อมูลต่างๆ ถูกจัดเก็บโดยอ้างอิงค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์ และมีการจัดเก็บอย่างมีระบบ และประมวลผลโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ผลที่ได้รับจากการวิเคราะห์ จะเป็นชั้นข้อมูลอีกลักษณะหนึ่งที่แตกต่างไปจากชั้นข้อมูลเดิม

ดังภาพที่ 5

ประโยชน์ของ GIS

GIS เป็นระบบสารสนเทศที่รวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ (spatial data) และข้อมูลอธิบายต่างๆ (attribute data) ดังนั้น จึงมีประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ และตอบคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านพื้นที่ได้หลายประการ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท คือ

1. Location what is at …? มีอะไรอยู่ที่ไหน คำถามแรกที่ GIS สามารถตอบได้ คือ มีอะไรอยู่ที่ไหน หากผู้ถามรู้ตำแหน่งที่แน่นอน เช่น ทราบชื่อหมู่บ้าน ตำบล หรืออำเภอแต่ต้องการรู้ว่าที่ตำแหน่งนั้นๆ ที่รายละเอียดข้อมูลอะไรบ้าง

2. Condition Where is it? สิ่งที่อยากทราบอยู่ที่ไหน คำถามนี้จะตรงกันข้ามกับคำถามแรก และต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูล ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการ ทราบว่าบริเวณใดมีดินที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช อยู่ใกล้แหล่งน้ำ และไม่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ เป็นต้น

3. Trends what has changed since…? ในช่วงระยะที่ผ่านมามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง คำถามที่สามเป็นการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในระยะช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งคำถามนี้จะเกี่ยวข้องกับ คำถามที่หนึ่งและคำถามที่สอง ว่าต้องการทราบการเปลี่ยนแปลงของอะไร และสิ่งที่ได้เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ไหน มีขนาดเท่าไร เป็นต้น

4. Patterns what spatial patterns exist? ความสัมพันธ์ด้านพื้นที่เป็นอย่างไร คำถามนี้ค่อนข้างจะซับซ้อนกว่าคำถามที่ 1-3 ตัวอย่างของคำถามนี้ เช่นเราอยากทราบว่าปัจจัยอะไร เป็นสาเหตุของการเกิดโรคท้องร่วงของคนที่อาศัยอยู่เชิงเขา หรือเชื้อโรคมาจากแหล่งใด การตอบคำถามดังกล่าว จำเป็นต้องแสดงที่ตั้งแหล่งมลพิษต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง หรืออยู่เหนือลำธาร ซึ่งลักษณะการกระจาย และตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่ดังกล่าวทำให้เราทราบถึงความสัมพันธ์ของปัญหาดังกล่าว เป็นต้น

5. Modeling What if…? จะมีอะไรเกิดขึ้นหาก คำถามนี้จะเกี่ยวข้องกับการคาดการณ์ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหากปัจจัยอิสระ (Independence factor) ซึ่งเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงไป ยกตัวอย่างเช่น จะเกิดอะไรขึ้นหากมีการตัดถนนเข้าไปในพื้นที่ป่าสมบูรณ์ การตอบคำถามเหล่านี้บางครั้งต้องการข้อมูลอื่นเพิ่มเติม หรือใช้วิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์ เป็นต้น

ข้อสอบเครื่องมือและการใช้เครื่องมอในการศึกษาทางภูมิศาสตร์

1.การผสมภาพเชิงคลื่น ของ ภาพสีผสมเท็จ จากภาพถ่ายดาวเทียม สีแดงที่เห็นในภาพหมายถึงอะไร

1.พื้นที่ในเขตเมือง

2.พื้นดินว่างเปล่า

3.พื้นน้ำ ทะเล มหาสมุทร

4.พืชพรรณธรรมชาติ ต้นไม้

2.ข้อมูลจากดาวเทียมดวงใดที่สามารถให้รายละเอียดของภาพในระยะ 1 เมตรได้ดีที่สุด

1. SPOT-5

2. TERRA

3. LANDSAT-5

4.  IKONOS

3.เส้นกั้นขอบเขตรายละเอียดบริเวณแผนที่กับพื้นที่นอกขอบระวางแผนที่ หมายถึงข้อใด

1.เส้นขอบแผนที่

2.เส้นขอบระวางแผนที่

3.เส้นขอบระวางแผนที่เสริม

4.เส้นขอบพื้นที่บริเวณที่เป็นแผนที่

4.ข้อใดไม่ใช่ดาวเทียมที่ใช้ในการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ

1.ดาวเทียมสปอต์

2.ดาวเทียมไทยคม

3.ดาวเทียมไอโคนอต

4.ดาวเทียมแลนด์แซท

5.การใช้สัญลักษณ์ประเภทสีใน ข้อใดเรียงลำดับความสูงของพื้นที่และลักษณะภูมิประเทศในแผนที่จากต่ำไปสูงได้ถูกต้อง

1.ฟ้า เขียว น้ำตาล ส้ม เหลือง

2.ขาว เหลือง เขียว น้ำตาล ส้ม

3.ฟ้า เขียว เหลือง ส้ม น้ำตาล

4.เหลือง เขียว ฟ้า ส้ม น้ำตาล

6.องค์ประกอบของแผนที่ "เลขหมายแผ่นระวาง" มักจะแสดงไว้ที่บริเวณใดของแผนที่

1.บริเวณขอบล่างด้านซ้าย

2.บริเวณขอบล่างด้านขวา

3.บริเวณขอบบนด้านซ้าย

4.บริเวณขอบบนด้านขวา

7.ถ้าต้องการแสดงข้อมูลรายละเอียดจำนวนประชากร ปริมาณน้ำฝน ควรใช้แผนที่ประเภทใด

1.แผนที่แสดงคุณลักษณะ

2.แผนที่ลายเส้น

3.แผนที่แสดงปริมาณ

4.แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ

8.ข้อใดไม่ใช่การใช้ประโยชน์ของ GPS

1.ช่วยหาตำแหน่งได้ตลอด24 ช.ม.ทุกๆจุดบนพื้นโลก

2.สำรวจรังวัดที่ดิน การสำรวจพื้นที่และทำแผนที่

3.บันทึกเส้นทางและระบบนำร่องนำทางไปจุดหมายที่กำหนด

4.ใช้ศึกษาประเมินความเสียหายด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

9.แผนที่ คือ อุปกรณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อแสดงเกี่ยวกับเรื่องใด

1.สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏบนพื้นผิวโลก

2.ลักษณะภูมิประเทศ

3.สิ่งต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น

4.สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

10.แผนที่ภูมิประเทศมีลักษณะอย่างไร

1.แสดงข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติ

2.แสดงข้อมูลทั่วไปบนผิวโลก

3.แสดงความสูงต่ำของผิวโลก

4.แสดงข้อมูลเฉพาะแผ่นดินเท่านั้น

11.เครื่องหมายหรือสิ่งที่ใช้แทนรายละเอียดต่าง ๆ ในแผนที่เรียกว่าอะไร

1.สัญลักษณ์

2.รูปแทน

3.ตราสัญลักษณ์

4.รูปลักษณะ

12.ถ้าทราบข้อมูลเพียงเส้นละติจูดซึ่งเป็นข้อมูลทางภูมิศาสตร์ของประเทศหนึ่งประเทศใด เราจะทราบข้อมูลใดต่อไปนี้อย่างชัดเจน

1.ภูมิอากาศ

2.ลมประจำถิ่นที่พัดผ่าน

3.ความกดอากาศ

4.วัน เวลาท้องถิ่น

13.ข้อใดเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของระบบ GPS

1.คอมพิวเตอร์ องค์กร บุคลากร

2.ระบบบันทึกข้อมูล พลังงงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การวิเคราะห์ข้อมูล

3.ซอฟต์แวร์ ฮาร์ตแวร์ บุคลากร ข้อมูล

4.ส่วนควบคุม ส่วนอวกาศ ส่วนผู้ใช้

14.ประเทศไทยเริ่มทำแผนที่แบบชาวตะวันตกขึ้นครั้งแรกเมื่อใด

1.พ.ศ.2418 สมัย ร.5

2.พ.ศ.2411 สมัย ร.4

3.พ.ศ.2453 สมัย ร.6

4.พ.ศ.2394 สมัย ร.3

15.ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์: GIS หมายถึงข้อใด

1.การรับรู้ระยะไกล หรือการบันทึกคุณลักษณะของวัตถุต่างๆ ที่ปรากฎอยู่บนพื้นโลกจากการสะท้อนและหรือการแผ่รังสีพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าโดยปราศจากการสัมผัสวัตถุโดยตรง

2.ระบบดาวเทียมที่ใช้จัดเก็บข้อมูลที่อ้างอิงตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ และแสดงออกมาในรูปของแผนที่ รูปภาพ และรายงาน

3.ระบบเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ไว้ในฐานข้อมูล โดยนำออกมาใช้ดัดแปลง วิเคราะห์และแสดงผลในรูปของรายงาน และแผนที่

4.ระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลก ด้วยดาวเทียม โดยใช้คลื่นความถี่สูง

16.เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ หมายถึงข้อใด

1.ระบบการถ่ายภาพด้วยดาวเทียมที่ใช้จัดเก็บข้อมูลที่อ้างอิงตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ และแสดงออกมาในรูปของแผนที่ รูปภาพ และรายงาน

2.การพัฒนารวมพวกเทคโนโลยี 3 อย่างมาผสมผสานกันเพื่อช่วยในการตัดสินใจด้านการวางแผนทรัพยากรธรรมชาติ คือ GPS RS GIS

3.การบันทึกคุณลักษณะของวัตถุต่างๆ ที่ปรากฎอยู่บนพื้นโลกจากการสะท้อนและหรือการแผ่รังสีพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าโดยปราศจากการสัมผัสวัตถุโดยตรงโดยเทคโนโลยี RS

4.ระบบเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ไว้ในฐานข้อมูล โดยนำออกมาใช้ดัดแปลง วิเคราะห์และแสดงผลในรูปของรายงาน และแผนที่

17.ข้อใดเป็นกลุ่มดาวเทียมที่ใช้ในการพยากรณ์อากาศทั้งหมด

1. LANDSAT-7, QuickBird

2. IRS , LANDSAT

3. LANDSAT-7 ,SPOT-4

4. GMS-5, NOAA6-9

18.แผนที่ที่ใช้แสดงข้อมูลเกี่ยวกับเขตการปกครองของแต่ละประเทศคือข้อใด

1.แผนที่รัฐกิจ

2.แผนที่ธรณีวิทยา

3.แผนที่ภูมิอากาศ

4.แผนที่ภูมิประเทศ

19.สีน้ำเงิน นิยมใช้แทนสัญลักษณ์อะไรในแผนที่

1.น้ำหรือแหล่งน้ำ

2.พืชพรรณธรรมชาติ

3.ความสูงของภูมิประเทศ

4.ถนนหรือเส้นทางคมนาคม

20.ข้อใดเป็นดาวเทียมที่ใช้ในการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยดวงแรก

1. THEOS

2. LANDSAT-7

3. NAVSTAR

4. IKONOS

21.ถ้าต้องการศึกษาเส้นทางในการเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวต่างจังหวัดหลายๆ จังหวัดในภูมิภาคอีสานควรใช้แผนที่ชนิดใดจึงจะครบถ้วนที่สุด

1.แผนที่เพื่อการนิทัศน์

2.แผนที่ทางหลวง

3.แผนที่รัฐกิจ

4.แผนที่การใช้ที่ดิน

22.ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของ GIS

1.ติดตามข้อมูลข่าวสารการพยากรณ์อากาศ

2.วางแผนป้องกันการเกิดอุทกภัยในทุกพื้นที่

3.วิเคราะห์การหาพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย

4.สำรวจติดตามยานพาหนะบนทางด่วน

23.ข้อใดกล่าวผิดไปจากความเป็นจริงเกี่ยวกับเทคโนโลยีสำรวจข้อมูลระยะไกล

1.บันทึกข้อมูลหรือพื้นที่เป้าหมายด้วยอุปกรณ์บันทึกข้อมูลโดยปราศจากการสัมผัสวัตถุ

2.อาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ และความยาวคลื่นแตกต่างกันเป็นสื่อในการบันทึกข้อมูล

3.ระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลกใช้ในการค้นหาตำแหน่งด้วยดาวเทียม

4.ระบบการบันทึกข้อมูลมี 2 วิธีคืออาศัยแหล่งพลังงานภายนอกและผลิตพลังงานเอง

24.สีแดง หรือสีดำ ใช้แทนสัญลักษณ์อะไรในแผนที่

1.สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งหมด

2.น้ำ หรือแหล่งน้ำ

3.ความแตกต่างของภูมิประเทศ

4.พืชพรรณธรรมชาติ

25.ถ้าต้องการทราบข้อมูลความสูงต่ำของภูมิประเทศทั้งบนบกและในน้ำควรเลือกใช้แผนที่ประเภทใด

1.แผนที่รัฐกิจ

2.แผนที่ภูมิประเทศ

3.แผนที่ภูมิอากาศ

4.แผนที่แสดงพืชพรรณ

26.วัดระยะระหว่างเมือง ก กับ เมือง ข ในแผนที่ได้ 2.5 เซนติเมตร ถ้าแผนที่มีมาตราส่วน 1:5,000,000 เมืองทั้งสองอยู่ห่างกันกี่กิโลเมตร

1. 125 กิโลเมตร

2. 200 กิโลเมตร

3. 12.5 กิโลเมตร

4. 20 กิโลเมตร

27.ข้อใดมิใช่ประเภทของดาวเทียมที่มีในปัจจุบัน

1.ดาวเทียมคมนาคม

2.ดาวเทียมพยากรณ์อากาศ

3.ดาวเทียมด้านวิทยาศาสตร์

4.ดาวเทียมสื่อสาร

28.ถ้าต้องการศึกษาพื้นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่า และจำแนกชนิดของป่าไม้ ควรใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประเภทใดจึงจะเหมาะสม

1.ระบกำหนดตำแหน่งบนโลก: GPS

2.รีโมตเซนซิ่ง:RS

3.แผนที่ธรณีวิทยา และการใช้ประโยนช์จากที่ดิน:MAP

4.  ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์:GIS

29.ข้อใดคือระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นพิภพ

1. GIS

2. GPS

3. RS

4. GMM

30.ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ จัดว่าเป็น "แผนที่

1.แผนผัง

2.ลายแทง

3.แผนภูมิ

4.โฉนดที่ดิน

31.ข้อใดไม่ใช่แผนที่ทางกายภาพ

1.แผนที่ภูมิประเทศ

2.แผนที่แสดงเส้นทางรถไฟ

3.แผนที่ประวัติศาสตร์

4.แผนที่แสดงภูมิอากาศ

32.ข้อใดไม่องค์ประกอบของแผนที่

1.ชื่อแผนที่

2.มาตราส่วน

3.ที่ตั้งของแผนที่

4.สัญลักษณ์ในแผนที่

33.สัญลักษณ์ ====  ที่ปรากฏในแผนที่หมายถึงสิ่งใด

1.ทางรถไฟ

2.ทะเลสาบ

3.ภูเขา

4.แม่น้ำ

34.การเดินทางไปยังจังหวัดต่าง ๆ ควรใช้แผนที่ใด

1.แผนที่รัฐกิจ

2.แผนที่ภูมิประเทศ

3.แผนที่ภูมิอากาศ

4.แผนที่แสดงเส้นทางรถไฟ

35.เครื่องมือใดสำคัญที่สุดสำหรับนักเดินเรือ

1.เข็มทิศ

2.แผนที่ดาว

3.แผนที่ภูมิประเทศ

4.กล้องส่องทางไกล

36.สีน้ำเงินในแผนที่หมายถึงสิ่งใด

1.ทะเล

2.ป่าไม้

3.ภูเขา

4.ที่ราบสูง

37.ข้อใดไม่ถูกต้อง

1.เส้นศูนย์สูตรมีค่า 0

2.เข็มทิศใช้ค้นหาตำแหน่งที่ตั้ง

3.สีน้ำตาลในแผนที่หมายถึงภูเขาสูง

4.เส้นเมริเดียนปฐมอยู่ที่ประเทศไทย

38.ถ้าต้องการวัดระยะทางในแผนที่ที่เป็นเส้นคดหรือเส้นโค้งจะต้องใช้สิ่งใดวัด

1.ไม้บรรทัด

2.ไม้เมตร

3.ไม้โปรแทรกเตอร์

4.เส้นด้าย

39.ข้อใดไม่ใช่เครื่องมือทางภูมิศาสตร์

1.เข็มทิศ

2.ภาพถ่ายทางอากาศ

3.แผนที่

4.นาฬิกา

40.ลูกโลกต่างจากแผนที่อย่างไร

1.สีสวยกว่า

2.เป็นวัตถุทรงกลม

3.ราคาแพงกว่า

4.ขนาดเล็กกว่า

41.แผนที่ถูกรวบรวมข้อมูลไว้ให้ทราบลงบนวัสดุแบบใด

1.วัสดุแบนราบ (กระดาษ)

2.วัสดุที่ขรุขะ

3.วัสดุที่โค้งงอ

4.วัสดุอะไรก็ได้

42.แผนที่แสดงลักษณะความ สูง-ต่ำ ของพื้นผิวโลกโดยใช้เส้นชั้นความสูงจากระดับ น้ำทะแลปานกลาง มีชื่อเรียกว่าอะไร

1.แผนที่ภูมิประเทศ

2.แผนที่ภูมิอากาศ

3.แผนที่เฉพาะเรื่อง

4.แผนที่เล่ม

43.แผนที่รัฐกิจแสดงเขตการปกครองหรืออาณาเขต, แผนที่แสดงอุณหภูมิของอากาศ จัดว่าเป็นแผนที่ประเภทใด

1.แผนที่ภูมิประเทศ

2.แผนที่ภูมิอากาศ

3.แผนที่เล่ม

4.แผนที่เฉพาะเรื่อง

44.แผนที่ ที่มีการรวบรวมเรื่องต่างๆ เช่นลักษณะกายภาพ เศรษฐกิจ ไว้ในเล่มที่เดียว เรียกว่าอะไร

1.แผนที่เฉพาะเรื่อง

2.แผนที่เล่ม

3.แผนที่ภูมิประเทศ

4.แผนที่โลก

45.ข้อใด เป็นเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ประเภทให้ข้อมูลสารสนเทศที่ต้องนำมาวิเคราะห์และแปลความหมาย

1.เข็มทิศและกล้องวัดระดับพื้นที่

2.เครื่องวัดน้ำฝนและเทอรโมมิเตอร์

3.รูปถ่ายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม
4.
แผนที่แสดงเขตการปกครองของประเทศ

46.GIS คือข้อใด

1.ระบบนำวิถีขีปนาวุธ

2.ระบบสื่อสารโทรศัพท์ไร้สาย

3.ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

4.ระบบนำร่องดาวเทียมโทรคมนาคม

47.ข้อใดอธิบายความหมายและการทำงานของกระบวนการ รีโมตเซนซิง “ ( Remote Sensing ) ในแง่ปัจจุบันผิดความจริง

1.การจัดส่งดาวเทียมไทยคม 3 ขึ้นไปโคจรในอวกาศ

2.การวิเคราะห์และแปลความหมายของภาพจากดาวเทียม

3.การบันทึกข้อมูลของพื้นที่เป้าหมายในระยะไกลโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อ

4.การบันทึกภาพวัตถุในระยะไกลของดาวเทียมและส่งสัญญาณกลับมายังสถานีรับภาคพื้นดิน

48.รูปถ่ายทางอากาศเป็นเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ที่นำมาใช้ประโยชน์โดยตรงในด้านใด

1.การวางแผนพัฒนาการใช้ที่ดิน

2.เชื่อมโยงกับสัญญาณถ่ายทอดทางดาวเทียม

3.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้องวงจรปิด

4.ศึกษาการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง

49.อุปกรณ์ที่ใช้ศึกษาวิเคราะห์รูปถ่ายทางอากาศ เพื่อพิจารณาความสูงต่ำของลักษณะภูมิประเทศในพื้นที่แห่งหนึ่ง คือข้อใด

1.เครื่องไฮโกรมิเตอร์ ( Hygrometer )

2.เครื่องไซโครมิเตอร์ ( Psychrometer )

3.กล้องสามมิติ ( Stereoscope )

4.กล้องวัดระดับ ( Telescope )

50.ในปัจจุบัน ภาพจากดาวเทียม ( Satellite Imagery ) ใช้ประโยชน์ในวงการใดกว้างขวางที่สุด

1.การศึกษาด้านธรณีวิทยา

2.การทหารและความมั่นคงของประเทศ

3.การศึกษาด้านโครงการอวกาศ

4.การสำรวจแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ

51.ภาพจากดาวเทียม โดยใช้ กระบวนการ รีโมตเซนชิง ( Remote Sensing ) “ เป็นระบบการทำงานที่ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญข้อใด

1.ความเร็วของแสง

2.คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อ

3.ความหนาแน่นของมวลอากาศ

4.การสะท้อนของรังสีอัลตราไวโอเลต

52.กรมอุตุออกประกาศเตือนเรื่องพายุไต้ฝุ่น มุ่ยฟ้า ทำให้เจ้าหน้าที่สถานีตรวจอากาศตามชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยต้องคอยสังเกตเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ประเภทใดมากที่สุด

1.เครื่องวัดน้ำฝน ( Rain Gauge )

2.เครื่องไฮโกรมิเตอร์ ( Hygrometer )

3.เครื่องแอนนิมอมิเตอร์ ( Anemometer )

4.เครื่องแอนิรอยด์ ( Aneroid )

53.ข้อใดอธิบายความหมายของ ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ หรือ GIS ไม่ถูกต้อง

1.การรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลทางภูมิศาสตร์โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์

2.การวิเคราะห์ข้อมูลทางภูมิศาสตร์โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์

3.การเรียกข้อมูลทางภูมิศาสตร์จากระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ศึกษา

4.การใช้คลื่นสัญญาณดาวเทียมบอกตำแหน่งเรือรบในมหาสมุทร

54.หน่วยงานของรัฐได้นำข้อมูล GIS จากเหตุการณ์ใด มาใช้เป็นกรณีศึกษาเพื่อหาทางป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากพายุฝน น้ำท่วมฉับพลัน และแผ่นดินถล่ม?

1.เหตุการณ์ที่หมู่บ้านน้ำก้อ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ พ.ศ.2544

2.เหตุการณ์ที่ตำบลกระทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ.2531

3.เหตุการณ์วาตภัยจากพายุไต้ฝุ่นเกย์ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร พ.ศ.2532

4.เหตุการณ์วาตภัยจากพายุโซนร้อนแฮเรียต แหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ.2506

55.การนำข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ GIS มาใช้พัฒนางานราชการเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2516 ข้อใด

1.การวิเคราะห์สาเหตุการเกิดไฟไหม้ป่า / กรมป่าไม้

2.การศึกษาระบบนิเวศวิทยาของพื้นที่ป่าชายเลน / กรมป่าไม้

3.การประเมินสภาพการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ / กรมป่าไม้
4.การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่ปลูกฝิ่นทางภาคเหนือของประเทศ / สำนักงาน ป.ป.ส.

56.แผนที่ประชากร แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการกระจายของประชากรในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ควรแสดงด้วยวิธีใด

1.แผนที่จุด ( Dot Map)

2.แผนที่ภูมิทัศน์ ( Landscape Map)

3.แผนที่ดิจิตอล ( Digital Map)

4.ใช้เส้นชั้นความสูง ( Contour Line)

57.แผนที่แสดงที่ตั้งแหล่งทรัพยากรนันทนาการในทุกภูมิภาคของประเทศไทย จัดว่าเป็นแผนที่เฉพาะเรื่อง ประเภทใด

1.แผนที่รัฐกิจ

2.แผนที่ภูมิทัศน์

3.แผนที่บรรยากาศ

4.แผนที่วัตถุประสงค์พิเศษ

58.แผนที่ที่ใช้แสดงข้อมูลเกี่ยวกับสภาพลมฟ้าอากาศประจำวัน โดยเตือนภัยจากพายุให้ชาวประมงรับทราบจัดว่าเป็นแผนที่ประเภทใด

1.แผนที่ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ

2.แผนที่อ้างอิง

3.แผนที่บรรยากาศ

4.แผนที่อากาศประจำวัน

59.ข้อใด ไม่ใช่ แผนที่รัฐศาสตร์ของประเทศไทย

1.แสดงข้อมูลเกี่ยวกับจุดยุทธศาสตร์บริเวณชายแดน

2.แสดงพื้นที่ในความรับผิดชอบของเทศบาล

3.จัดทำเป็นรูปล่ม (Atlas) รวบรวมข้อมูลครบถ้วน

4.แสดงเส้นกั้นอาณาเขตของประเทศ

60.องค์ประกอบของแผนที่ในข้อใด ทำให้ทราบว่าตำแหน่งที่ตั้งของเกาะภูเก็ตอยู่ในตำแหน่งละติจูดและลองติจูดใด

1.เครื่องหมายชี้ทิศในแผนที่

2.ค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์ในแผนที่

3.แผนภาพเดคลิเนชั่น ( Declination)

4.การบอกทิศแบบอะซิมุท ( Azimuth)

61.การบอกทิศในแผนที่ต้องอาศัยทิศหลัก 3 ชนิด อยากทราบว่าทิศเหนือประเภทใดจะยึดถือตามแนวเส้นเมอริเดียนตามค่าลองติจูดที่ใช้ไปยังขั้วโลกเหนือ

1.ทิศเหนือแม่เหล็ก

2.ทิศเหนือกริด

3.ทิศเหนือจริง
4.ทิศเหนือเอียงตามแกนโลก

62.ถ้าต้องการทำเหมืองแร่ ควรใช้แผนที่ประเภทใดเหมาะสมที่สุด

1.แผนที่โครงสร้างทางธรณี

2.แผนที่แสดงเขตเกษตรเศรษฐกิจ

3.แผนที่แสดงการตั้งถิ่นฐานของประชากร
4.
แผนที่แสดงเส้นทางคมนาคมทางอากาศ

63.ถ้าต้องการศึกษาการตั้งถิ่นฐานของประชากร ควรใช้แผนที่ลักษณะใด

1.แผนที่เก่า

2.แผนที่ภูมิภาค

3.แผนที่ประชากร

4.แผนที่ภูมิทัศน์

64.ถ้าต้องการค้นหาเมืองหลวงของประเทศต่างๆ ควรใช้แผนที่ในข้อใด

1.แผนที่ประชากร

2.แผนที่รัฐศาสตร์

3.แผนที่ภูมิประเทศ
4.
แผนที่การใช้ที่ดิน

65.แผนที่มีกี่ชนิด

1.1

2.2

3.3

4.4

66.ปัจจุบันเรานิยมใช้สิ่งใดแทนสัญลักษณ์ในการบอกข้อมูลในแผนที่

1.เส้น

2.สี

3.ตัวอักษร

4.รูปภาพ

67.หากผู้โดยสารเครื่องบินเดินทางข้ามเส้นเขตวันสากล โดยเดินทางจากไทยไป สหรัฐอเมริกา จะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไร

1.เพิ่มเวลาอีก 1 วัน

2.ลดเวลาลงอีก 1 วัน

3.เพิ่มเวลาอีก 48 ชั่วโมง
4.
ลดเวลาลงอีก 48 ชั่วโมง

68.ภูมิประเทศใดต่อไปนี้เกิดจากการยกตัวของเปลือกโลก

1.เขตที่ราบภาคกลางของประเทศไทย

2.ชายฝั่งทะเลอันดามันของภาคใต้

3.เทือกเขาสูงในภาคเหนือ
4.
ที่ราบสูงโคราชในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

69.ปลายฤดูฝนของประเทศไทย จะไม่แล้งฝนด้วยเหตุผลในข้อใด

1.ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้นำฝนมาตกในพื้นที่

2.ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือนำความหนาวเย็นและฝนโปรยมาสู่พื้นดิน

3.ร่องความกดอากาศต่ำก่อให้เกิดฝนเป็นบริเวณกว้าง

4.พายุหมุนจากทะเลจีนใต้พัดผ่าน

70.ร่องความกดอากาศต่ำหรือร่องมรสุม เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ใดในประเทศไทย

1.การเปลี่ยนอุณหภูมิตามอิทธิพลมรสุม

2.การเปลี่ยนอุณหภูมิตามอิทธิพลมรสุม

3.การได้รับแสงอาทิตย์ในเดือนเมษายนและเดือนสิงหาคม

4.การเปลี่ยนแปลงทางเดินของพายุหมุนจากมหาสมุทรแปซิฟิกสลับมหาสมุทรอินเดีย

71.ป่าไม้ประเภทใด ที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด

1.ป่าสนเขา

2.ป่าดงดิบ

3.ป่าดงดิบ
4.
ป่าเบญจพรรณ

72.เมื่อประเทศไทยได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะเกิดปรากฏการณ์ใด

1.เมื่อประเทศไทยได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะเกิดปรากฏการณ์ใด

2.ภาคใต้ฝั่งตะวันออกเริ่มหนาวและแห้งแล้ง

3.ภาคเหนือมีฝนตกจากพายุดีเปรสชั่น
4.
ภาคตะวันตกมีความกดอากาศสูง และอุณหภูมิลดลง

73.ลักษณะความรุนแรงในข้อใดมีค่ามากที่สุดในขณะเกิดแผ่นดินไหว

1.พื้นดินเป็นรอนคลื่น

2.รางรถไฟเกิดการบิดงอ

3.เกิดรอยแยกของแผ่นดิน
4.
ท่อใต้ดินเสียหายใช้การไม่ได้

74.แม่น้ำสายใด ในภาคเหนือที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง

1.แม่น้ำตาปี

2.แม่น้ำกก - แม่น้ำอิง

3.แม่น้ำน่าน แม่น้ำเมย

4.แม่น้ำปิง

75.ปัจจัยที่ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำมูล แม่น้ำชี แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำแม่กลองตอนปลายคดไปโค้งมาคือข้อได

1.ปริมาณน้ำในลำคลองมีมากเกินไป

2.น้ำที่ไหลในลำน้ำมีตะกอนมากเกินไป

3.ความลาดเอียงของลำน้ำมีน้อยเกินไป

4.ลำน้ำมีความยาวมากเกินไป

76.เพราะเหตุใดภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าภาคกลางตอนบน

1.เพราะมีโอกาสได้รับฝนจากพายุดีเปรสชัน

2.เพราะได้รับฝนทั้งมรสุมฤดูร้อนและมรสุมฤดูหนาว

3.เพราะปัจจุบันภาคตะวันออกเฉียงเหนือปลุกป่าและ

4.ยางพารามากขึ้น จึงทำให้ปริมาณน้ำฝนสูงกว่าภาคกลางตอนบน

77.ป่าไม้ใดมิได้อยู่ประเภทป่าผลัดใบ

1.ป่าดิบแล้ง

2.ป่าเบญจพรรณ

3.ป่าหญ้าหรือป่าละเมาะ
4.
ป่าเต็งรัง ป่าแดง ป่าโคก หรือแพะ

78.ปัญหาทางมลพิษทางอากาศเนื่องมาจากการจราจรติดขัดในกรุงเทพมหานครได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นจากการพัฒนาในด้านใด

1.การสร้างสวนสาธารณะเพิ่มมากขึ้น

2.การกระจายแหล่งงานออกไปทุกมุมเมือง

3.การติตั้งระบบฟอกอากาศในยานพาหนะทุกชนิด

4.การมีระบบขนส่งมวลชนประเภทรถไฟฟ้าและรถไฟไต้ดิน

79.ข้อใดมิใช้ผลกระทบต่อโลกและการดำรงชีวิตของมนุษย์จากปรากฏการณ์เอลนิโญ

1.ทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลาย

2.ทำให้เกิดภาวะฝนตกและน้ำท่วม

3.ทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล
4.
ทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้น

80.ปรากฏการณ์ใดที่เกิดขึ้นและสะท้อนภาวะสิ่งแวดล้อมโลกปัจจุบัน

1.ชิลีเป็นประเทศเดียวที่ประสบกับปรากฏการเอลนิโญ

2.ฝนกรดมักเกิดขึ้นในเมืองใหญ่และไม่มีผลกระทบต่อป่าไม้โดยตรง

3.โรงงานอุตสาหกรรมใช้น้ำจืดเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดในโลก

4.ความยั่งยืนของป่าฝนเขตร้อนของโลกจะช่วยลดอัตราเร่งในการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก

81.การศึกษาในข้อใดไม่สามารถใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมได้

1.การใช้ที่ดิน

2.พื้นที่น้ำท่วม

3.แหล่งโบราณสถาน
4.
แหล่งแร่ทองคำในถ้ำ

82.เทคโนโลยีทางการเกษตรที่ส่งผลกระทบต่อการเกิดปัญหามลพิษในดินมากที่สุดคือข้อใด

1.เกษตรอินทรีย์

2.เกษตรอนินทรีย์

3.เกษตรทฤษฎีใหม่

4.เกษตรผสมผสาน

83.มาตราส่วน คือสิ่งที่ย่อมาจากระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก เพื่อให้รู้อัตราส่วน แล้วแผนที่โดยส่วนมากจะมีมาตราส่วนกี่ลักษณะ

1.1

2.2

3.3

4.4

84.ข้อใดเป็นปัจจัยควบคุมที่ทำให้เกิดภูมิอากาศแบบต่างๆ

1.ทิศทางลมประจำ ระยะห่างจากทะเล ความสูงของพื้นที่

2.ทิศทางลมประจำ ละติจูดของพื้นที่ กระแสน้ำในมหาสมุทร

3.ละติจูดของพื้นที่ ระยะห่างจากทะเล กระแสน้ำในมหาสมุทร

4.ละติจูดของพื้นที่ ทิศทางลมประจำ กระแสน้ำในมหาสมุทร

5.ถูกทุกข้อ

85.การกระทำของใครที่แสดงให้เห็นถึงการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด

1.นายดีซื้อควายเหล็กมาไว้ใช้ไถนา

2.นายน้อยผ่อนส่งรถบรรทุก 10 ล้อ เพื่อขนส่งผลผลิต

3.นายมีจ้างช่างมาซ่อมเครื่องจักรในโรงงาน
4.
นายมาเช่ารถแทรกเตอร์ประสิทธิภาพสูงมาเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง

86.ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

1.มีการย้ายถิ่นตามหัวหน้าครอบครัว

2.มีการย้ายถิ่นออกไปสู่ทุกภูมิภาค

3.ประชากรวัยเด็กและวัยชรามีอัตราใกล้เคียงกัน

4.อัตราการเจริญพันธุ์สูงกว่าภาคอื่น ๆ

87.การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่นใช้วิธีใดจึงจะเหมาะสมที่สุด

1.ปล่อยให้ป่าฟื้นฟูขึ้นเอง

2.ระดมประชาชนช่วยกันปลูกทุกปี

3.คัดเลือกพันธุ์ไม้ท้องถิ่นเป็นกล้าไม้ปลูกป่า

4.ออกกฎหมายให้ทุกท้องถิ่นปลูกป่า

88.ข้อใดไม่ใช่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของการเผาซากพืชที่เหลือจากการเก็บเกี่ยว

1.ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น

2.ทำให้มีหมอกแดดมากขึ้น

3.ทำให้มีหมอกพิษมากขึ้น

4.ทำให้มีฝุ่นละอองขนาดเล็กมากขึ้น

89.ภูมิประเทศที่มีดินอุดมสมบูรณ์ที่สุดอันเกิดจากการรวมตัวของตะกอนคือข้อใด

1.ที่ราบจากท้องทะเลเก่า

2.ที่ราบระหว่างภูเขา

3.ที่ราบชายฝั่งทะเล

4.ที่ลาดเชิงเขา

90.ลักษณะภูมิประเทศที่พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแต่พบน้อยในภาคอื่นๆคือข้อใด

1.โป่ง

2.พรุ

3.ถ้ำ
4.
กุด

91.หน่วยงานใดรับผิดชอบในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนและองค์ประกอบของประชากร

1.กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

2.กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย

3.สำนักงานสถิติแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย

4.กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และกระทรวงมหาดไทย

92.การพัฒนาเทคโนโลยีในด้านใดเกิดขึ้นในยุคเดียวกันกับการชลประทาน

1.การใช้ตัวอักษร

2.การใช้แผนที่

3.การใช้กล้องโทรทรรศน์

4.การใช้โทรเลข

93.การเคลื่อนที่ของวัตถุทั้งบนพื้นโลกและในบรรยากาศของโลกมาจากการค้นพบทฤษฎีของใคร

1.โรเจอร์ เบคอน

2.อัลเฟรด โนเบล

3.นิโคลัส โคเปอร์นิคัส

4.เซอร์ไอแซค นิวตัน

94.เมื่อพิจารณาการแบ่งภูมิภาคของโลกตามอุณหภูมิ ประเทศไทยควรจัดอยู่ในเขตใด

1.เขตศูนย์สูตร

2.เขตร้อน

3.เขตฝน
4.
เขตมรสุม

95.ในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น ตัวกระทำใดมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงลักษณะภูมิประเทศมากที่สุด

1.น้ำใต้ดิน

2.ลม

3.คลื่น

4.แม่น้ำ

96.ลักษณะภูเขาในตะวันออกส่วนมากเป็นภูเขารูปโคม เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

1.เกิดจากกระบวนการกัดกร่อนของน้ำทะเลในอดีต

2.เกิดจากกระบวนการกัดกร่อนของฝน

3.เนื่องจากหินฐานส่วนมากเป็นหินบะซอลท์

4.เนื่องจากหินฐานส่วนมากเป็นหินแกรนิต

97.ช่วงเดือนเมษายนของทุกปีมีปรากฏการณ์ใดในประเทศไทย

1.มีฝนตกกระจายทั่วไปเพราะเป็นเดือนเริ่มต้นฤดูฝน

2.มีช่วงเวลากลางวันนานกว่า 12 ชั่วโมง เพราะซีกโลกเหนือหันเขาหาดวงอาทิตย์

3.มีช่วงเวลากลางคืนนานกว่า 12 ชั่วโมง เพราะซีกโลกเหนือหันออกจากดวงอาทิตย์

4.มีฝนบริเวณชายฝั่งทะเลเพราะได้รับอิทธิพลจากลมพายุ

98.พรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าคือข้อใด

1.ร่องน้ำลึกแม่น้ำปาย สันปันน้ำทิวเขาหลวงพระบางและสันปันน้ำทิวเขาตะนาวศรี

2.ร่องน้ำลึกแม่น้ำรวก สันปันน้ำทิวเขาหลวงพระบางและสันปันน้ำทิวเขาสันกำแพง

3.ร่องน้ำลึกแม่น้ำเมย สันปันน้ำทิวเขาถนนธงชัยและสันปันน้ำทิวเขาตะนางศรี

4.ร่องน้ำลึกแม่น้ำยวน สันปันน้ำทิวเขาถนนธงชัยและสันปันน้ำทิวเขสันกำแพง

99.ปัจจัยควบคุมการเกิดของดินตรงกับข้อใด

1.ภูมิประเทศ ปริมาณน้ำฝน แสงแดด ชนิดของแร่

2.ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ วัตถุต้นกำเนิดดิน สิ่งมีชีวิต เวลา

3.เป็นป่าไม้ผลัดใบ วัตถุต้นกำเนิดดิน การกระทำของมนุษย์ เวลา
4.
การกระทำของมนุษย์ วัตถุต้นกำเนิดดิน น้ำฝน แสงแดด อุณหภูมิ

100.ข้อใดเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

1.การปรับเหมืองร้างให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ

2.การเติมออกซิเจนในน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม

3.การตัดแต่งต้นไม้เพื่อให้แสงส่องถึงพื้นดิน
4.
การจัดสรรน้ำบนยอดดอย เพื่อการปลูกพืชของชาวเขา

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 4 คน และ ผู้เยี่ยมชม 323 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • MioriJung
  • sss29306
  • sss29408
  • genesis4070lssbatois