วรรรณศิลป์

   วรรรณศิลป์  คือ  ศิลปะในการแต่งคำประพันธ์  เพื่อให้บทร้อยกรองมีความงาม ความไพเราะ  แบ่งเป็น ๓ วิธี  คือ การใช้ถ้อยคำ   การใช้ภาษาภาพพจน์  และการใช้โวหาร
๑)  การใช้ถ้อยคำ   เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกและมโนภาพตามจินตนาการของผู้แต่ง  ได้แก่ 
๑.  ใช้คำเรียบง่ายที่รู้จักกันดี  มีความหมายชัดเจน   ตรงกับระดับอารมณ์ความรู้สึก
๒.  ใช้คำที่มีความไพเราะของเสียง  ออกเสียงง่าย  หนักเบา  สูงต่ำ  สั้นยาว ชวนฟังเหมือนเสียงดนตรี
๓.  ใช้การเล่นเสียง  การเล่นคำ  การเล่นอักษร
๔. ระดับของถ้อยคำเหมาะสมกับเนื้อความและชนิดของคำประพันธ์

๒)  การใช้ภาษาภาพพจน์  คือภาษาหรือถ้อยคำที่ทำให้เกิดภาพในใจ  เกิดจินตนาการ  มีความสำคัญคือช่วยเสริมให้สำนวนโวหารดีขึ้น  เกิดภาพในใจชัดเจน  โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นนามธรรมจะเกิดรูปธรรมที่แจ่มชัด
 ภาษาภาพพจน์ที่นิยมใช้มี  ๘  ชนิด  คือ
๑. อุปมา  คือ การเปรียบเหมือน  เป็นการเปรียบสิ่งหนึ่งว่าเหมือนอีกสิ่งหนึ่ง   เปรียบเสมือน   เสมือน  เหมือน  ดัง  ดั่ง  ราวกับ  ดุจ  คล้าย  เช่น  เพียง  เพี้ยง  ปูน  เล่ห์  กล  พ่าง  เฉก  ปาน  ฯลฯ  ก็ได้ เช่น
นาคีมีพิษเพี้ยง     สุริโย   
โศกพี่โศกสมด้วย ดั่งไม้นามมี
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด  ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
๒. อุปลักษณ์  คือ การเปรียบเป็น  การเปรียบว่าสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง  ใช้คำเปรียบว่า  เป็น  เท่า  คือ  เช่น
อำมาตย์เป็นบรรทัด ถ่องแท้
  เปรียบพ่อแม่คือโคมทองส่องชีวิต
๓. บุคคลสมมุติหรือบุคคลวัต คือการสมมุติให้สัตว์หรือสิ่งไม่มีชีวิต มีอากัปกิริยาอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดเหมือนคน  เช่น      ดวงตะวันยิ้มพรายทักทายโลก 
ซุงพันท่อนนอนร้องไห้ที่ชายป่า
ธรรมชาติรอบข้างต่างสลด   หมดความคะนองสิ้นทุกสิ่ง  ทุกอย่างนอนนิ่งเงียบสงัด
คำฝรั่งมีอยู่ว่า เงินพูดได้
เดิมเคยเรียกว่า บุคลาธิษฐาน  แต่บุคลาธิษฐานเป็นศัพท์ทางพระพุทธศานาหมายถึง ยกบุคคลขึ้นเป็นที่ตั้ง ใช้เป็นหลักในการอธิบาย คู่กับคำธรรมาธิษฐาน เช่น ยกเรื่องของพญามารขึ้นมาเพื่ออธิบายเรื่องของกิเลสให้เข้าใจง่ายขึ้น
๔. อธิพจน์หรืออติพจน์  คือการแต่งเกินความจริง  เช่น 
หยาดน้ำตาล้นสี่ห้องของหัวใจ  
รักเธอเทียบเทียมฟ้ามหาสมุทร
๕. ปฏิพจน์  คือการใช้ถ้อยคำที่มีความหมายขัดแย้งกัน เช่น
       อยู่ปราสาทเสาคอดยอดด้วน กำแพงแก้วแล้วล้วนด้วยเรียวหนาม
มีทหารหอนเห่าเฝ้าโมงยาม  คอยปราบปรามปัจจามิตรที่คิดร้าย
     ยิ่งเย็นเยียบยิ่งเดือดมิรู้ดับ
๖. สัทพจน์  คือใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติหรือแสดงอาการต่างๆ ตามธรรมชาติ  เช่น
อ้อยอี๋เอียงอ้อยอี๋เอียงส่งเสียงร้อง
ต้อยตะริดติดตี่เจ้าพี่เอ๋ย จะละเลยเร่ร่อนไปนอนไหน
แอ้อีอ่อยสร้อยฟ้าสุมาลัย  แม้เด็ดได้แล้วไม่ร้างให้ห่างเชย
ชะโดดุกกระดี่โดด  สลาดโลดยะหยอยหยอย
กระเพื่อมน้ำพะพร่ำพรอย  กระฉอกฉาดกระฉ่อนชล
๗. นามนัย  คือการใช้สื่อส่วนประกอบที่เด่นของสิ่งหนึ่งแทนสิ่งนั้นทั้งหมด  เช่น 
    “...ว่านครรามินทร์  ผลัดแผ่นดินเปลี่ยนราช  เยียววิวาทชิงฉัตร...”    ฉัตร   หมายถึง  ราชสมบัติ พระเจ้าแผ่นดิน
เขามัวแต่ห่วงเก้าอี้เลยไม่ยอมตัดสินใจทำอะไรเพราะกลัวพลาด        เก้าอี้   หมายถึง   ตำแหน่งผู้บริหาร
งานนี้ยากจริงๆ ต้องช่วยกันระดมสมอง                 สมอง  หมายถึง  ผู้มีกำลังความคิด มีสติปัญญาสูง 
วงการสีกากีสะเทือน                  สีกากี   หมายถึง  ตำรวจ
๘. สัญลักษณ์  คือการใช้คำที่เป็นรูปธรรมแทนสิ่งที่เป็นนามธรรม  ทำให้เกิดความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องใช้
คำอธิบาย  หรือใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่งที่มีคุณสมบัติหรือลักษณะภาวะบางประการร่วมกันและเป็นที่ยอมรับในหมู่คนส่วนใหญ่  เช่น
   เมื่อแรกเชื่อว่าเนื้อทับทิมแท้  มาแปรเป็นพลอยหุงไปเสียได้
  กาลวงว่าหงส์ให้ปลงใจ   ด้วยมิได้ดูหงอนแต่ก่อนมา
 ทับทิม , หงส์    เป็นสัญลักษณ์แทน     ความมีคุณค่า          พลอยหุง , กา        เป็นสัญลักษณ์แทน      ความต่ำต้อย, ความไร้ค่า
ตัวอย่างสัญลักษณ์
สีแดง  แทน ความเข้มแข็ง ความเป็นชาติ  สีขาว แทน ความบริสุทธิ์
นกพิราบ  แทน สันติภาพ    ลา, ควาย  แทน คนโง่ 
เมฆ หมอก แทน อุปสรรค ความเศร้า  ราชสีห์ แทน ผู้มีอำนาจ  
ดอกบานไม่รู้โรย  แทน ความรักมั่นคง ความยืนยง  รวงข้าว แทน ความอ่อนน้อม ถ่อมตน
สุนัขจิ้งจอก แทน คนเจ้าเล่ห์ คนที่ไม่น่าไว้วางใจ สีดำ แทน ความตาย ความโศกเศร้า ความชั่วร้าย
ผึ้ง มด  แทน ความขยันขันแข็ง ความอุตสาหะ พยายาม

๓)  การใช้โวหาร  คือการใช้ถ้อยคำในการเขียนอย่างมีชั้นเชิง   เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจหรือเกิดความรู้สึกคล้อยตาม  
โวหารแบ่งเป็น   ๕  ชนิด  คือ
 ๑.  บรรยายโวหาร  คือโวหารที่เล่าเรื่องอย่างละเอียดถี่ถ้วน  อ่านแล้วเข้าใจแจ่มแจ้ง  ใช้เล่าเรื่องนิทาน  ประวัติ  ตำนาน  หรือจดหมายเหตุต่างๆ
 ๒.  พรรณนาโวหาร  คือ  โวหารที่มีลักษณะคล้ายบรรยายโวหารมาก  เพียงแต่ยกเฉพาะบางอย่างมากล่าวถึงโดยละเอียด เพื่อโน้มน้าวใจให้เกิดภาพพจน์  เกิดอารมณ์คล้อยตามและมีความซาบซึ้ง  โวหารนี้ใช้กับเรื่องสดุดี  ชมความงามของบ้านเมือง  และแสดงความรู้สึกต่างๆ
 ๓.  เทศนาโวหาร  คือโวหารที่เป็นคำสอน  โอวาท  ผู้อ่านอ่านแล้วเห็นดีเห็นงามไปกับข้อความนั้น
 ๔.  สาธกโวหาร  คือโวหารที่ยกตัวอย่างหรือเรื่องราวประกอบ  มักแทรกไว้ในเทศนาโวหารหรือบรรยายโวหาร
 ๕.  อุปมาโวหาร  คือ โวหารเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น  เป็นการเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง  อาจกล่าวลอยๆ โดยไม่มีคำว่าเปรียบ  หรืออาจมีคำว่า  เปรียบเสมือน   เสมือน  เหมือน  ดัง  ดั่ง  ราวกับ  ดุจ  คล้าย  เช่น  เพียง  เพี้ยง  ปูน  เล่ห์  กล  พ่าง  เฉก  ปาน  ฯลฯ  ก็ได้
    


 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 86 คน กำลังออนไลน์