กล้วยไม้ : แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียน

รูปภาพของ sss29602

กล้วยไม้

                                                                                           กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceae เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะดอกและสีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการใช้งานได้นาน กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทย เพราะเป็นไม้ส่งออกขายต่างประเทศทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท มีการปลูกเลี้ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผสมเกสร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เลี้ยงลูกกล้ายไม้ เลี้ยงต้นกล้ายไม้จนกระทั่งให้ดอก ตัดดอกบรรจุหีบห่อและส่งออกเองอกเอง                                                                     

แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชียแปซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็นอาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกาใต้ ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของกล้วยไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา  จากการสำรวจในอดีตพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกล้วยไม้อยู่ในป่าธรรมขาติไม่ต่ำกว่า 1,000 ชนิด ทั้งประเภทที่พบอยู่บนต้นไม้ บนพื้นผิวของภูเขาและบนพื้นดิน สรุปได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทยเอื้ออำนวยแก่การเจริญงอกงามของกล้วยไม้เป็นอย่างมาก ในอดีตชาวชนบทของไทย โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีกล้วยไม้ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้นำกล้ายไม้ป่ามาปลูกเลี้ยงโดยเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำกล้วยไม้มาปลูกไว้กับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆ บ้านเรือน การเลี้ยงกล้วยไม้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกเลี้ยงอย่างจริงจังโดยชาวตะวันตกผู้หนึ่ง ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เห็นว่าสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จึงได้สร้างเรือนกล้วยไม้อย่างง่ายๆ และนำเอากล้วยไม้ป่าจากเขตร้อนของอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากกล้วยไม้ในเอเชียและเอเชียแปซิฟิค โดยนำมาปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรกในขณะเดียวกันก็มีเจ้านายชั้นสูงและบรรดาข้าราชการที่ใกล้ชิด ให้ความสนใจเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มบุคคลสูงอายุซึ่งเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อความสุขทางใจ การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ อย่างไรก็ตามการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ คือ ในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีเงินในยุคนั้น และเป็นการปลูกเลี้ยงที่นิยมกล้วยไม้พันธุ์ต่างประเทศ ส่วนกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของประเทศไทยจะนิยมและยกย่องเฉพาะพันธุ์ที่หายากและมีราคาแพง
หลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี 2475 สภาพการเลี้ยงก็ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบเช่นเดิม แต่ผลงานเกี่ยวกับการผสมพันธุ์กล้วยไม้ในต่างประเทศเริ่มมีอิทธิพลกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องกับวงการกล้วยไม้ในประเทศไทยสนใจกล้วยไม้ลูกผสมมากขึ้น มีการสั่งกล้วยไม้ลูกผสมจากประเทศในทวีปยุโรป สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศไทย
การพัฒนาการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นไปอย่างจริงจัง เมื่อประมาณปี 2493 โดยได้มีการวิจัย นับตั้งแต่การรวบรวมปลูกในระดับพื้นฐาน ต่อมาในปี 2497 ได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500 และในปีเดียวกันนี้ ได้เริ่มมีการนำเอาความรู้ในเรื่องกล้วยไม้และแนวความคิดในการพัฒนาวงการกล้วยไม้ออกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ และมีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ทำให้วงการกล้วยไม้ของประเทศไทย ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมและสโมสรเกี่ยวกับกล้วยไม้ขึ้นในภาคและจังหวัดต่างๆ
ในปี 2501 ได้มีการเปิดการสอนวิชากล้วยไม้ขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก เพื่อผลิตนักวิชาการและพัฒนางานวิจัยกล้วยไม้ของประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในวงแคบอีกต่อไป จากการส่งเสริมดังกล่าว ทำให้มีการนำเข้ากล้วยไม้ลูกผสมจากต่างประเทศ เช่น จากฮาวายและสิงคโปร์จำนวนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความรู้หันมารวบรวมพันธุ์ผสมและเพาะพันธุ์จากพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ ทั้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากป่า และลูกผสมที่สั่งเข้ามาแล้วในอดีต
ปี 2506 วงการกล้วยไม้ของไทยได้เริ่มมีแผนในการขยายข่ายงานออกไปประสานกับวงการกล้วยไม้สากล เพื่อยกระดับวงการกล้วยไม้ในประเทศให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ
ปี 2509 เริ่มการทำสวนกล้วยไม้ตัดดอกอย่างจริงจัง เมื่อไทยเริ่มส่งออกกล้วยไม้ไปสู่ตลาดต่างประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต่อมาจึงขยายตลาดไปสู่ประเทศญี่ปุ่น แคนาดา และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา

            พันธุ์กล้วยไม้

ได้มีการส่งเสริมให้นำเอาพันธุ์ไม้   ซึ่งชนรุ่นก่อนๆได้นำเข้ามาจากต่างประเทศ   มาพิจารณาเน้นความสำคัญในด้านการผลิต เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  ร่วมกันไปกับการชักจูงให้ประชาชน ได้สนใจพันธุ์กล้วยไม้พื้นเมืองที่มีอยู่ในประเทศไทย    เพื่อนำมาคัดพันธุ์  ผสมพันธุ์   และผลิตลูกผสมใหม่ๆ แปลกๆ    ออกมาสู่สังคมทั้งในและต่างประเทศด้วย

สกุลกล้วยไม้ที่นิยมเลี้ยงกันในประเทศอย่างแพร่หลายมีตัวอย่างเช่น สกุลหวาย   คัทลียา   ออนซีเดียม  (Oncidium) แวนดา  ฟาแลนอปซิส (Phalaenopsis) รินคอสไทลิส หรือสกุลช้าง(Rhynchostylis) แมลงปอลาย (Arachnis)แอสโคเซนทรัมหรือเข็ม (Ascocentrum) และแวนดอปซิส (Vandopsis)เป็นต้น  กล้วยไม้สกุลต่างๆ ตามที่ได้ยกตัวอย่างมานี้ทั้งหมด  แม้จะมีบางสกุลและบางชนิดซึ่งถูกนำมาจากภูมิภาคอื่นของโลก แต่ก็ได้ปรากฏผลว่า   เจริญงอกงามดีในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย  จึงได้มีการส่งเสริมให้ประชาชนสนใจ  และผสมพันธุ์ผลิตกล้วยไม้ลูกผสม ใหม่ๆ  มีลักษณะสวยงามในแบบแปลกออกไปอย่างกว้าง  ได้มีการส่งเสริมให้นำเอาพันธุ์ไม้   ซึ่งชนรุ่นก่อนๆได้นำเข้ามาจากต่างประเทศ   มาพิจารณาเน้นความสำคัญในด้านการผลิต เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  ร่วมกันไปกับการชักจูงให้ประชาชน ได้สนใจพันธุ์กล้วยไม้พื้นเมืองที่มีอยู่ในประเทศไทย    เพื่อนำมาคัดพันธุ์  ผสมพันธุ์   และผลิตลูกผสมใหม่ๆ แปลกๆ    ออกมาสู่สังคมทั้งในและต่างประเทศด้วย

สกุลกล้วยไม้ที่นิยมเลี้ยงกันในประเทศอย่างแพร่หลายมีตัวอย่างเช่น สกุลหวาย   คัทลียา   ออนซีเดียม  (Oncidium) แวนดา  ฟาแลนอปซิส (Phalaenopsis) รินคอสไทลิส หรือสกุลช้าง(Rhynchostylis) แมลงปอลาย (Arachnis)แอสโคเซนทรัมหรือเข็ม (Ascocentrum) และแวนดอปซิส (Vandopsis)เป็นต้น  กล้วยไม้สกุลต่างๆ ตามที่ได้ยกตัวอย่างมานี้ทั้งหมด  แม้จะมีบางสกุลและบางชนิดซึ่งถูกนำมาจากภูมิภาคอื่นของโลก แต่ก็ได้ปรากฏผลว่า   เจริญงอกงามดีในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย  จึงได้มีการส่งเสริมให้ประชาชนสนใจ  และผสมพันธุ์ผลิตกล้วยไม้ลูกผสม ใหม่ๆ  มีลักษณะสวยงามในแบบแปลกออกไปอย่างกว้างขวาง    ทำให้ ประเทศไทยกลายเป็นประเทศหนึ่งซึ่งมีผลงานผสมพันธุ์กล้วยไม้เมืองร้อน เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศต่างๆทั่วโลกขวาง    ทำให้ ประเทศไทยกลายเป็นประเทศหนึ่งซึ่งมีผลงานผสมพันธุ์กล้วยไม้เมืองร้อน เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศต่างๆทั่วโลก                                                                 

                                                                     ลักษณะการขยายพันธุ์

ประโยชน์ของการขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์มีประโยชน์ 3 ประการ คือ เพิ่มปริมาณกล้วยไม้ให้มากขึ้น ทำให้กล้วยไม้ที่ปลูกเลี้ยงไว้นานจนเติบโตเป็นกอใหญ่เกินไป มีสภาพทรุดโทรม ให้กลับมีการเจริญเติบโตดีขึ้น และทำให้ได้กล้วยไม้พันธุ์ใหม่ ๆ ซึ่งจะมีคุณค่าทั้งทางด้านวิชาการและทางเศรษฐกิจ

วิธีการขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์กล้วยไม้แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ การขยายพันธุ์โดยไม่มีการผสมเกสร (vegetative propagation) และการผสมพันธุ์โดยการผสมเกสรและเพาะเมล็ด (seed propagation)

1. การขยายพันธุ์โดยไม่มีการผสมเกสรารเจริญเติบโตของกล้วยไม้
การขยายพันธุ์วิธีนี้เป็นการนำเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของกล้วยไม้ ซึ่งไม่ใช้เมล็ด ไปทำการขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณ โดยที่ยังคงลักษณะทางพันธุศาสตร์ของต้นเดิมไว้ หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย การขยายพันธุ์โดยวิธีนี้มี 2 แบบ ดังนี้

1) การตัดแยก เป็นวิธีที่ปฏิบัติได้ไม่ยาก และเพิ่มปริมาณได้ไม่มากนัก ได้แก่

(1) การตัดแยกลำหน้า (front bulb) และลำหลัง (back bulb) ใช้สำหรับกล้วยไม้ประเภทฐานร่วม เช่น กล้วยไม้สกุลสิงห์โตกลอกตา สกุลกุหลาบ สกุลคัทลียา เป็นต้น
กล้วยไม้ประเภทฐานร่วมจะมีเหง้าซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ลำต้น เป็นตัวสร้างลำลูกกล้วยและเชื่อมโยงส่วนโคนของลำลูกกล้วยให้ติดต่อกัน ลำลูกกล้วยที่เกิดก่อนหรือแก่กว่าเรียกว่า "ลำหลัง" ส่วนลำที่เกิดที่หลังหรืออ่อนกว่าเรียกว่า "ลำหน้า" และทิศทางที่เหง้าเจริญออกไปเป็นลำลูกกล้วยลำใหม่เรียกว่า "หน้าไม้"
กล้วยไม้ที่ปลูกใหม่ ๆ ในระยะแรกควรเลี้ยงไว้ในที่ร่ม พอมีรากใหม่เกิดขึ้นจึงนำออกไปเลี้ยงในเรือนเลี้ยงกล้วยไม้

(2) การตัดลำแก่ไปปักชำ ใช้สำหรับกล้วยไม้ประเภทฐานร่วมบางสกุล เช่น สกุลหวาย สกุลเข็ม สกุลช้าง โดยตัดลำลูกกล้วยลำหนัง ๆ ที่แก่แต่ก็ยังคงสมบูรณ์และอาจจะทิ้งใบหมดแล้วให้ขาดจากกอแยกเป็นลำเดี่ยว ๆ ตัดรากเก่า ๆ ที่โคนลำออกให้หมด ระวังอย่าให้ตาที่โคนลำเป็นอันตราย แล้วเปลือกข้าง รดน้ำให้ตามปกติ ถ้าตาที่โคนลำลูกกล้วยสมบูรณ์ดีจะแตกเป็นหน่อกลายเป็นลำลูกกล้วย มีราก มีใบได้ หรืออาจเกิดเป็นตะเกียงหรือหน่อเล็ก ๆ ที่กลางหรือปลายลำลูกกล้วย ซึ่งเจริญเติบโตเป็นลำลูกกล้วยไม้ มีราก มีใบ เช่นเดียวกับต้นเดิม การย้ายไปปลูกใหม่ก็คงปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกหน้าลำหลัง

(3) การตัดก้านช่อดอก ให้แตกต้นอ่อนที่ข้อก้าน ใช้สำหรับกล้วยไม้สกุลฟาแลนอปซิส

(4) การตัดยอดและการแยกหน่อ ใช้สำหรับกล้วยไม้ประเภทฐานเดี่ยว เช่น กล้วยไม้สกุลช้าง แวนดา กุหลาบ เป็นต้น ตัวอย่างการขยายพันธุ์กล้วยไม้สกุลช้างด้วยวิธีตัดยอด ให้เลือกเฉพาะต้นที่มีขนาดสูงพอดี และมีรากเกิดขึ้นที่ส่วนยอด ตัดลำต้นออกเป็น 2 ท่อน ด้วยกรรไกรหรือมีดคม ๆ ที่สะอาด ให้ท่อนบนซึ่งเรียกว่ายอดมีรากติดไปด้วย 2-3 ราก ส่วนท่อนล่างซึ่งติดอยู่กับภาชนะที่ปลูกเรียกว่าตอให้มีความสูง มีข้อปล้อง และใบเหลืออยู่พอสมควร หลังจากตัดส่วนยอดออกไปไม่นานจะมีหน่อเกิดขึ้นที่ตาของต้นตอ นำส่วนยอดไปปลูก
ส่วนการแยกหน่อจากต้นเดิมควรเลือกแยกหน่อที่แข็งแรง มีรากอยู่ใกล้ ๆ กับโคนหน่ออย่างน้อย 2-3 ราก ใช้กรรไกรหรือมีดคม ๆ ที่สะอาดตัดตรงใกล้โคน โดยให้หน่อชิดกับต้นเดิมมากที่สุด ให้รากที่เกิดจากโคนหน่อติดไปกับหน่อทั้งหมด หลังจากตัดยอดหรือแยกหน่อออกไปแล้วรอยแผลที่เกิดขึ้นทุกแผลควรใช้ปูนแดงหรือยาป้องกันโรค เช่น ออร์โธไซด์ 50 ผสมน้ำให้เละ ๆ ทาเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
เนื่องจากกล้วยไม้ประเภทฐานเดี่ยวในสภาพแวดล้อมของบ้านเราแทบจะไม่มีการพักตัว การตัดยอดและการแยกหน่อจึงน่าจะทำได้ในทุกฤดูกาล แต่ที่เหมาะที่สุดคือปลายฤดูร้อนถึงต้นฤดูฝน

          การเพาะเนื้อเยื่อ
การเพาะเนื้อเยื่อกล้วยไม้หรือที่เรียกกันว่า "การปั่นตา" เป็นการนำส่วนของเนื้อเยื่อจากส่วนต่าง ๆ เช่น ตายอด ตาช้าง ปลายใบอ่อน มาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ ในสภาพปลอดเชื้อ โดยมีการควบคุมสภาพแวดล้อม เช่น แสง อุณหภูมิ ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโต ต้นที่ได้จากการขยายพันธุ์วิธีนี้เรียกว่า mericlone แปลว่าต้นพันธุ์ใหม่ ผลจากการขยายพันธุ์วิธีนี้อาจจะมีโอกาสกลายพันธุ์ไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงได้ แต่ก็พบได้ยาก
ระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงนำไปปลูกได้จำนวนประมาณหมื่นต้น จะใช้เวลาอย่างเร็วที่สุด 10 เดือน แต่ส่วนใหญ่จะใช้เวลานานกว่านี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของกล้วยไม้ ความสมบูรณ์ของหน่อ เทคนิคในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สูตอาหารสังเคราะห์ และสภาพแวดล้อม
ขั้นตอนที่สำคัญในการเพาะเนื้อเยื่อกล้วยไม้ พอสรุปได้ดังต่อไปนี้

(1) การเลือกชิ้นส่วนของกล้วยไม้ ใช้ส่วนที่มีเนื้อเยื่อเจริญ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นต้นอ่อนได้ เช่น กล้วยไม้สกุลหวาย ใช้หน่ออ่อน ตาข้าง ตายอด ดอกอ่อน กล้วยไม้คัทลียา ใช้หน่ออ่อน ตาข้าง ตายอด ปลายใบอ่อน กล้วยไม้สกุลแวนดา และลูกผสม ใช้ยอดอ่อนที่มีตาข้าง และตายอด ช่อดอกอ่อน ยายไม่เกิน 3 มิลลิเมตร เป็นต้น

(2) การฟอกฆ่าเชื้อ ที่ผิวชิ้นส่วนกล้วยไม้ให้ปลอดเชื้อจุลินทรีย์ ก่อนตัดส่วนเนื้อเยื่อเจริญออกไปเพาะเลี้ยง

(3) การเลี้ยงชิ้นส่วนหรือตา ในระยะแรกเมื่อฟอกฆ่าเชื้อแล้วใช้มีดเจาะตาขนาดเล็กไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร นำไปเลี้ยงในอาหารเหลวหรืออาหารแข็ง สูตรที่เหมาะสม ตาอาจจะมีสีเขียวสดหรือสีน้ำตาล แล้วแตกโปรโตคอร์ม (protocorm) สีเขียวออกมารอบ ๆ ชิ้นส่วน ระยะนี้ต้องเปลี่ยนอาหารทุกสองสัปดาห์

(4) การเพิ่มจำนวนโปรโตคอร์ม คัดเลือกโปรโตคอร์มที่เป็นก้อนกลมไม่มีใบยอด ไปเลี้ยงในอาหารสูตรที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มจำนวน ถ้าโปรโตคอร์มพัฒนาเป็นยอด ต้องตัดยอดทิ้งเพื่อให้เกิดการแตกหน่อจากส่วนฐาน

(5) การเลี้ยงโปรโตคอร์มให้เป็นต้น เมื่อได้จำนวนโปรโตคอร์มตามต้องการแล้ว ย้ายไปเลี้ยงในอาหารแข็งสูตรที่เหมาะสม ให้โปรโตคอร์มแต่ละหน่วยเกิดใบยอด เมื่อต้นสูงประมาณ 2-3 เซนติเมตร ก็ตัดแยกแต่ละต้น ย้ายไปเลี้ยงในวุ้นอาหารสูตรถ่ายขวด เพื่อให้เจริญเติบโตแข็งแรง พร้อมที่จะนำออกปลูกภายนอก

การขยายพันธุ์โดยมีการผสมเกสรและเพาะเมล็ด                                                                      
การขยายพันธุ์วิธีนี้เป็นการนำเมล็ดที่เป็นผลจากการผสมเกสรมาเพาะเลี้ยง ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณ และปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ให้ดีเด่นหรือแปลกออกไป จึงมีความจำเป็นต้องเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์กล้วยไม้อย่างเหมาะสม

1) การผสมเกสร
การผสมเกสรมี 2 ลักษณะ คือ

(1) การผสมตัวเอง (self pollination) เป็นการผสมระหว่างเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียภายในดอกเดียวกันหรือต่างดอกแต่อยู่ในช่อเดียวกันหรือคนละช่อแต่อยู่ในต้นเดียวกัน หรืออาจจะเป็นคนละต้นที่ตัดแยกออกจากลูกผสมที่ได้ออกมาก็จะมีลักษณะทั่วไปเหมือนกับพันธุ์แท้นั้นมากที่สุด อาจจะมีผิดเพี้ยนไปบ้างเล็กน้อย

(2) การผสมข้ามเกสร (cross pollination) เป็นการผสมเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียที่มิได้อยู่ต้นเดียวกัน อาจทำได้ 3 แบบ คือ
ท การผสมข้ามระหว่างต้น (interclonal) เป็นการผสมระหว่างกล้วยไม้คนละต้นแต่เป็นชนิดเดียวกัน เช่น นำเอกล้วยไม้เอื้องช้างน้าว 2 ต้น ที่ไม่ตัดแยกมาจากต้นเดียวกันมาผสมเกสร ลูกที่เกิดมาก็จะมีลักษณะเป็นเอื้องช้างน้าวทั้งหมด และยังใช้ชื่อเอื้องช้างน้าวเช่นเดียวกัน หรือนำเอากล้วยไม้ช้างกระ 2 ต้นที่ไม่ตัดแยกมาจากต้นเดียวกันมาผสมเกสร ลูกที่เกิดมาก็จะมีลักษณะเป็นช้างกระทั้งหมดและยังใช้ชื่อช้างกระเช่นเดียวกัน
ท การผสมข้ามระหว่างชนิด (interspecific) เป็นการผสมระหว่างกล้วยไม้ต่างชนิดแต่อยู่ในสกุลเดียวกัน เช่น การผสมระหว่างกล้วยไม้ช้างกระกับไอยเรศซึ่งอยู่ในสกุลช้างเช่นกัน ลูกผสมที่เกิดมาก็จะอยู่ในสกุลช้างแต่ชื่อชนิดจะต้องเปลี่ยนไป
ท การผสมข้ามระหว่างสกุล (intergeneric) เป็นการผสมระหว่างกล้วยไม้ต่างสกุล เช่น ผสมกล้วยไม้ช้างกระกับกล้วยไม้เข็มขาว (Vanda Iilacica) ลูกผสมก็ต้องจัดอยู่ในสกุลใหม่และชนิดใหม่ ดังตัวอย่างลูกผสมนี้มีชื่อสกุลว่า Rhyncho vandal มีชื่อชนิดว่า Stardust การผสมชนิดนี้มิใช่เป็นเพียงแค่การผสมข้ามระหว่าง 2 สกุลเท่านั้น ลูกผสมสายเลือด 2 สกุลอาจนำไปผสมกับกล้ายไม้อีกสกุลหนึ่งได้เป็นลูกผสม 3 หรือ 4 สกุลต่อไปได้อีก
สำหรับการผสมเกสรของกล้ายไม้สกุลสิงโตกลอกตายังไม่ปรากฏแน่ชัดว่ามีผู้ใดทำ
หลักสำคัญของการผสมเกสรกล้วยไม้คือ นำเอาเกสรตัวผู้ใส่ลงไปในยอดเกสรตัวเมีย ซึ่งจะต้องระวังเรื่องความสะอาดและปฏิบัติให้นุ่มนวล ก่อนผสมเกสรจะต้องตรวจดูว่าดอกที่เป็นแม่พันธุ์บานเต็มที่อยู่กับต้น เกสรตัวผู้และพันธุ์ออกทิ้งเพื่อป้องกันการผสมตัวเอง เวลาที่เหมาะสมในการผสมเกสรคือตอนเช้า
กล้วยไม้ประเภทฐานเดี่ยวมักจะมีก้านเกสรตัวผู้เหนียว ที่โคนก้านมีเยื่อบางๆ ลักษณะเป็นจาน สามารถที่จะติดไปกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไปสัมผัสได้ง่ายใช้ไม้จิ้มฟันสะกิดที่จงอยส่วนล่างของฝาครอบเกสรตัวผู้ เกสรตัวผู้สีเหลืองๆ 1 คู่ก็จะติดออกมา ปลดเกสรตัวผู้ออกจากปลายไม้จิ้มฟันวางบนฝ่ามือหรือแผ่นกระดาษที่สะอาด แล้วใช้ปลายไม้จิ้มฟันเขี่ยน้ำเหนียวๆ จากยอดเกสรตัวเมียของดอกอื่นมาแตะกับเกสรตัวผู้ เกสรตัวผู้ก็จะติดกับปลายไม้จิ้มฟัน นำไปวางไว้ในแอ่งซึ่งเป็นยอดเกสรตัวเมียของดอกที่ใช้เป็นแม่พันธุ์ เกสรตัวผู้ก็จะติดอยู่ในแอ่งยอดของเกสรตัวเมียนั้น
ส่วนเกสรตัวผู้ขอกล้วยประเภทฐานร่วม มีก้านสั้น และไม่มีเยื่อเหนียวบางๆ อยู่ด้วย ในการแคะเอาเกสรตัวผู้ออกจะต้องระวัง เพราะเกสรตัวผู้อาจตกหล่นสูญหายได้ง่าย วิธีผสมก็ทำเช่นเดียวกับกล้วยไม้ประเภทฐานเดี่ยว
เกสรตัวผู้ของกล้วยไม้ ประกอบด้วยละออกเกสรตัวผู้หรือเรณูจำนวนนับล้านเม็ดรวมกัน เมื่อเกสรตัวผู้สัมผัสกับน้ำเหนียวๆ ในแอ่ง แต่ละเม็ดของละออกเกสรตัวผู้หรือเรณูจะงอกเป็นหลอดเล็กๆ ลงไปตามโพรงของเส้าเกสรลงไปในรังไข่ ซึ่งอยู่ในไส้กลางของก้านดอก พร้อมทั้งส่งเชื้อตัวผู้ลงไปตามหลอดเล็กๆ ไปผสมกับไข่ในรังไข่ เกิดเป็นเมล็ดขึ้น
หลังจากผสมเกสรแล้วกลีบดอกของแม่พันธุ์ที่ผสมนั้นจะเริ่มเหี่ยว สีของดอกจะซีดลง และต่อมาส่วนที่เป็นก้านดอกซึ่งเป็นรังไข่ ซึ่งเดิมอาจจะมีสีคล้ายกับสีของกลีบดอก หรืออ่อนกว่ามากจนเกือบจะเป็นสีขาว ก็จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้วเจริญเป็นผัก ภายในฝักจะมีเมล็ดจำนวนมาก
ไม้จิ้มฟันที่ใช้ผสมเกสรแต่ละดอกแล้วต้องทิ้งไป อย่างนำไปใช้ผสมเกสรดอกอื่นๆ อีก เพราะเรณูจากต้นพ่อพันธุ์ตันแรกอาจติดไป ทำให้การผสมเกิดผิดพลาด

2) การเพาะเมล็ดกล้วยไม้

เมล็ดกล้วยไม้มีแต่คัพภะหรือต้นอ่อน แต่ไม่มีอาหารสำหรับต้นอ่อนสะสมอยู่ภายใน ในสมัยก่อนจึงใช้วิธีหว่านเมล็ดกล้วยไม้จากผักแก่ลงบริเวณโคนต้นของกล้วยไม้ในสกุลเดียวกัน และได้อาศัยเชื้อราชื่อไมคอร์ไรซ่า (mycorrhiza) ซึ่งอาศัยดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันกับรากของกล้วยไม้ ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุต่างๆ ให้เป็นอาหารแก่ตัวอ่อน จึงทำให้เมล็ดที่งอกเจริญเติบโตได้บ้างแต่เป็นจำนวนน้อยมาก
ในปัจจุบันใช้การเพาะเมล็ดลงในอาหารสังเคราะห์ ซึ่งมีธาตุอาหารต่างๆ ของกล้วยไม้ในรูปที่ละลายน้ำได้ในปริมาณ และสัดส่วนที่พอเหมาะแต่อาหารดังกล่าวก็เป็นอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ในอากาศด้วย ดังนั้น การเพาะเมล็ดกล้วยไม้จึงต้องเพาะในขวดเพาะ วุ้นอาหารที่บรรจุลงในขวดก็ดี เมล็ดกล้วยไม้ก็ดี รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเพาะและวิธีการเพาะจึงจำเป็นต้องทำให้ปลอดเชื้อจุลินทรีย์เหล่านั้น หากเชื้อจุลินทรีย์หลุดลอดเข้าไปในขวดเพาะได้ ก็จะเจริญเติบโตบนวุ้นอาหารได้ดีและเร็วกว่าเมล็ดกล้วยไม้มาก จึงขึ้นปกคลุมทำลายเมล็ดกล้วยไม้หมด
ในการเพาะเมล็ดกล้วยไม้นั้นอาจเพาะได้ทั้งเมล็ดจากฝักแก่และเมล็ดจากฝักอ่อน โดยใช้วิธีการและเครื่องมืออุปกรณ์คล้ายคลึงกัน ข้อดีของการเพาะเมล็ดจากฝักอ่อน คือ ประหยัดเวลา ไม่ต้องรอจนฝักแก่ ต้นแม่พันธุ์ไม่ต้องเลี้ยงฝักนาน ต้นไม่โทรม นอกจากนั้นแล้วพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กล้วยไม้บางคู่ผสมยาก พอติดฝักแล้วก็มักจะเหลืองและร่วงก่อนกำหนด การใช้ฝักอ่อนจึงช่วยแก้ปัญหานี้ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อด้วยของการใช้ฝักอ่อน คือต้องรีบเพาะเมล็ดทันทีหลังจากตัดฝักจากต้นแล้ว มิฉะนั้นฝักจะเหี่ยวหรือเสีย ซึ่งจะต่างจากฝักแก่ที่เก็บไว้ในที่ค่อนข้างแห้งและเย็นพอสมควรก็สามารถเก็บได้นานเป็นปี
ขั้นตอนที่สำคัญในกระบวนการเพาะเมล็ดกล้วยไม้ คือ การทำความสะอาดเมล็ดกล้วยไม้ เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ปะปนอยู่กับเมล็ด เป็นขั้นที่ทำนอกตู้เพาะเมล็ด การหว่านเมล็ดลงในขวดเพาะ ซึ่งจะต้องทำอย่างรวดเร็วและรักษาความสะอาดอย่างเข้มงวด และการเก็บขวดเพาะเมล็ดกล้วยไม้ไว้ในที่ที่เหมาะสม

                                                                  การปฏิบัติบำรุงลูกกล้วยไม้

1. การถ่ายขวด
การถ่ายขวด หมายถึง การย้ายลูกกล้วยไม้เล็กๆ ที่ยังอยู่ในขวดเพาะไปปลูกในวุ้นอาหารในขวดใหม่ ด้วยเหตุผลที่สำคัญคือ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของลูกกล้วยไม้ ช่วยลดอันตรายจากสภาพแวดล้อมภายนอก และลดภาระในการปฏิบัติบำรุงของผู้เลี้ยงกล้วยไม้ลง ลดการเบียดเสียดของลูกกล้วยไม้ในขวดเพาะ ซึ่งจะทำให้แย่งอาหารกันและเจริญเติบโตได้ช้าหรือเกิดมีลักษณะผิดปกนิ และยังทำให้ได้ปริมาณขวดเพาะเพิ่มขึ้น สามารถส่งขายได้มากขึ้น การถ่ายขวดอาจทำได้ 1-3 ครั้ง
สิ่งที่จะต้องระมัดระวังในการถ่ายขวดคือ เรื่องความสะอาด และความปลอดภัยของลูกกล้วยไม้อ่อนจากสารเคมีหรือความร้อนซึ่งเกิดจากกรรมวิธีบางอย่างไรการป้องกันกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ การถ่ายขวดจะต้องทำในตู้เพาะเมล็ดกล้วยไม้ และจะต้องมีการเตรียมวุ้นอาหารสูตรที่เหมาะสมสำหรับบรรจุในขวดถ่ายด้วย
2. การนำลูกกล้วยไม้ออกจากขวด
เมื่อลูกกล้วยไม้ในขวดเพาะหรือขวดถ่ายมีขนาดโตพอสมควร คือ อยู่ในขวดเพาะมาแล้วประมาณ 7-8 เดือน หรืออยู่ในขวดเพาะก่อนประมาณ 2-3 เดือน และอยู่ในขวดถ่ายอีก 7-8 เดือน ถ้าจะนำออกจากขวด ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) นำขวดลูกกล้วยไม้ไปวางในที่มีแสงสว่างเพิ่มกว่าเดิมเล็กน้อยประมาณ 5-7 วัน เพื่อให้ลูกกล้วยไม้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม

(2) เปิดจกขวดออก แล้วใช้น้ำสะอาดรินเข้าไปในขวดพอสมควรวางขวดให้วุ้นอาหารอยู่ในระดับนอน

(3) ใช้ลวดซึ่งมีปลายข้างหนึ่งงอโค้ง เป็นขอเกี่ยวสอดเข้าไปทางปากขวด เขี่ยให้รากของลูกกล้วยไม้หลุดจากวุ้นอาหารและลอยอยู่ในน้ำ ค่อยๆรินน้ำลงในอ่างพลาสติดหรืออ่างเคลือบขนาดปากกว้าง12-15นิ้ว ลูกกล้วยไม้บางส่วนอาจไหลออกมากับน้ำ บางส่วนอาจจะติดอยู่ภายในปากขวด ใช้ปลายลวดที่เป็นขอช่วยเกี่ยวดึงเบาๆ ที่โคนต้นหรือรากให้หลุดลงไปในอ่าง ถ้ายังมีลูกกล้วยไม้ติดอยู่อีกก็กรอกน้ำเข้าไปในขวดใหม่ และดำเนินการเช่นที่กล่าวแล้วนี้ในกรณีที่ลูกกล้วยไม้มีขนาดโตมาก ถ้าจะนำออกทางปากขวดก็จะเกิดอันตรายควรทุบขวดใกล้ๆ บริเวณปากหรือกันขวด เพื่อเปิดทางออกให้กว้างขึ้น

(4) ทำความสะอาดลูกกล้วยไม้ในอ่างให้หมดเศษวุ้นอาหาร แล้วนำไปจุ้มในน้ำยานาตริฟิน ในอัตราส่วนน้ำยา 1 ส่วน ผสมน้ำสะอาด 2,000 ส่วน แล้วนำไปผึ่งบนผ้าแห้งๆ หรือตะแกรงตาถี่ๆ ก็ได้ เมื่อแห้งแล้วจึงนำไปปลูกในกระถางหมู่หรือกระถางเดี่ยวต่อไป

3. การปฏิบัติบำรุงลูกกล้วยไม้
ลูกกล้วยไม้ที่นำออกจากขวดเพาะหรือขวดถ่ายใหม่ๆ ยังอ่อนแอจำเป็นต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ทั้งที่ปลูกในกระถางหมู่และกระถางเดี่ยว ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดเรือนกล้วยไม้สำหรับเลี้ยงลูกกล้วยไม้ การให้น้ำ และการให้ปุ๋ย ปรากฏในเนื้อหาตอนที่ 6 ส่วนเรื่องโรคและศัตรูของลูกกล้วยไม้และการป้องกันกำจัด

แหล่งอ้างอิง http://bee00002.wordpress.com/2010/07/15/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89/

รูปภาพของ ssspoonsak

เพิ่งแจ้งส่ง

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล
ทำด้วยใจ ไปด้วยฝัน

รูปภาพของ ssspoonsak

ไม่แจ้งส่ง

ผ่านมาหลายวัน รีบปรับปรุง เพิ่มเติม ให้สวยงาม ดูดี และครบถ้วนด้วยนะจ้ะ 

1. น่าจะทำเป็นป้ายแบนเนอร์ชื่อเรื่อง

2. รูปภาพที่ถ่ายมาน่าจะมีการตกแต่งให้ดูดี

3. ควรบอกสถานที่อยู่ของแหล่งเรียนรู้ และจำนวนแหล่งเรียนรู้ที่นำเสนอว่ามีกี่แห่ง

4. ควรมีข้อคิดเห็นจากสมาชิกของชาวสตรีศรีสุริโยทัย

5. ใช้ Google Map บอกที่ตั้งของแหล่งเรียนรู้

6. ควรสรุปเนื้อหาทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ความยาวประมาณ 5 บรรทัด

7. ควรบูรณาการเข้ากับสาระวิชาทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชาที่กำลังเรียนอยู่ให้ได้

8. ใช้คำสั่ง <!--pagebreak--> เพื่อแบ่งหน้าให้เหมาะสมด้วย

จึงขอมอบนกแก้วไปเลี้ยงก่อนนะ

 
แหล่งที่มาของภาพ http://img.kapook.com/image/pet/indian-parrot.jpg

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล
ทำด้วยใจ ไปด้วยฝัน

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 69 คน กำลังออนไลน์