ระวัง!! ศัตรูร้าย มันมากับน้ำท่วม

รูปภาพของ sss28227

 

 

 

เนื่องจากช่วงนี้เกิดเหตุการณ์อุทกภัยน้ำท่วมกันค่อนข้างหลายพื้นที่

ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมด้วยนะคะ

 

 

แล้วจากที่ทุกท่านประสบภัยน้ำท่วมก็จะมีเหตุการณ์และปัญหาในด้านต่างๆตามมา
เช่น ความยากลำบากในการเดินทาง ขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม 
หรือ แม้กระทั่งโรคที่มากับน้ำท่วมที่เป็นสิ่งสำคัญมาก
ซึ่งวันนี้ก็อยากมาให้ความรู้ในเรื่องโรคที่มากับภัยน้ำท่วมกับทุกๆคนค่ะ
ซึ่งได้หาข้อมูลมาจากเว็บต่างๆซึ่งจะให้เครดิตไว้ข้างล่างนะคะ  ^^ 

 

 

 

ที่มา : http://media.thaigov.go.th/Sitedirectory/471/2269/61300_%E0%B8%99%E0%B9%...

 

 

สำหรับโรคเเรกที่จะนำมาเล่าให้ฟังนี้ เป็นโรคที่เจอบ่อยมากที่สุด และทุกคนที่ประสบภัยอยู่ตอนนี้ต้องระวังไว้เป็นที่หนึ่งเลย

บางคนอาจบอกว่า เฮ้ย!!น้ำแค่นี้เองเดินผ่านเป๊บเดียวไม่เป็นไรหรอก ใช่ค่ะไอแป๊บๆอ่ะไม่เป็นไร แต่ถ้าบ่อยครั้ง งานมันก็เริ่ม เข้าได้เหมือนกันนะเอ้า

พูดมากมาตั้งนาน โรคนี้ก็คือ โรคน้ำกัดเท้าค่า 

 

 

ที่มา : http://www.mnst.go.th/images_small_blog/153.jpg

 

โรคน้ำกัดเท้า 

โรค น้ำกัดเท้าในระยะแรกนี้ ยังไม่มีเชื้อรา เป็นเพียงอาการระคายเคืองจากความเปียกชื้นและสิ่งสกปรกในน้ำ ทำให้เท้าเปื่อย ลอก แดง คันและ

'แสบ การรักษาในระยะนี้ควรใช้ยาทาสเตียรอยด์อ่อนๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและแสบมากขึ้น

 

ถ้า ผิวเปื่อยเป็นแผล เมื่อสัมผัสกับสิ่งสกปรกที่เจือปนอยู่ในน้ำ จะเกิดการติดเชื้อได้ง่าย เมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรีย จะทำให้เกิดอาการอักเสบ

บวมแดง เป็นหนองและปวด ต้องให้การรักษาโดยการรับประทานยาปฏิชีวนะร่วมกับการชะล้างบริเวณแผลด้วย น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น น้ำด่างทับทิม

แล้วทาด้วยยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ

 

โรค น้ำกัดเท้า ในระยะแรกเป็นแค่ผิวแดงลอกจากการระคายเคือง เมื่อผิวลอกเปื่อยและชื้นอยู่นาน จะมีการติดเชื้อรา โรคเชื้อราที่ซอกเท้าอาจ

เกิดขึ้นหลังจากน้ำกัดเท้าอยู่บ่อยๆ เป็นเวลานาน เชื้อราจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในผิวหนัง เมื่อเป็นเชื้อราแล้วจะหายยาก ถึงแม้จะใช้ยาทาจนดูเหมือน

หายดี แต่มักจะมีเชื้อหลงเหลืออยู่ เมื่อเท้าอับชื้นขึ้นเมื่อใด ก็จะเกิดเชื้อราลุกลามขึ้นมาใหม่ ทำให้เกิดอาการเป็นๆ หายๆ เป็นประจำ ไม่หายขาด

 

การ ดูแลป้องกันโรคเชื้อราที่เท้าไม่ให้กลับเป็นซ้ำอีกจึงมีความสำคัญ การรักษาความสะอาดให้เท้าแห้งอยู่เสมอ โดยการล้างน้ำฟอกสบู่ และเช็ด

เท้าให้แห้ง โดยให้ความสนใจเป็นพิเศษที่บริเวณซอกนิ้วเท้า เมื่อเช็ดให้แห้งแล้ว ให้ทายารักษาโรคเชื้อรา แต่ถ้ามีอาการรุนแรงและเรื้อรัง ทายา

ไม่ได้ผล อาจต้องพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเองซึ่งอาจจะมีผลข้างเคียงต่อตับไต และควรรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดใช้ยาเองแม้ว่า

จะดีขึ้น การหยุดยาเร็วเกินไปขณะที่เชื้อยังไม่หมด มีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีกได้ง่าย

 

 

มาดูโรคที่สองกันดีกว่าค่ะ โรคที่สองที่จะมานำเสนอในที่นี้เป็นโรคที่เป็นญาติกับน้ำค่า - - ''

คือโรคนี้เคยไปอ่านเจอบล๊อกของคุณหมอท่านหนึ่งที่ผู้เขียนประทับใจมากๆ

(บล๊อกของหมอแมวค่ะ ดีมากๆ คือ ลองเข้าไปอ่านกันดูมีทั้งแบบสุขภาพยัน ชีวิต นร. แพทย์ คือคนเขียนติดเรื่องสั้นชุดวศิน(มันมีประโยชน์มากสำหรับคนที่ไม่แน่ใจว่าอยากจะเรียนหมอรึเปล่า) กับ หมอแมวสี่ช่องใครว่างไปอ่านกันได้ค่า)

 

 

 

คุณหมอแมวได้เล่าว่าโรคนี้ไม่จำเป็นว่าที่บ้านจะต้องมีหนู เพระามันเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เป็น

เกลียว ในภาษาแพทย์เรียกว่า Leptospirosis

โดยพบเชื้อนี้ได้จากน้ำจากสัตว์ที่ติดเชื้อได้หลายทางโดยเฉพาะฉี่

ซึ่งเรามาดูรายละเอียดของโรคนี้กันเลยค่า

 

ที่มา : http://www.ronghosp.org/hosmain/pps-xls-word-show/Leptospirosis/Pict/vsd...

 

 

โรคฉี่หนู หรือ Leptospirosis

 

โรคนี้พบได้ทั้งในคนและสัตว์ โดยในสัตว์ที่เป็นพาหะนั้นอยู่รอบตัวเราเอง มักพบในหนู วัว ควาย สุกร หมา แมว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวสำคัญที่พบ

บ่อยที่สุดคือ หนูนั่นเอง ซึ่งเป็นที่มาของ โรคฉี่หนู เชื้อโรคนี้ เป็นเชื้อแบคทีเรีย ชื่อว่า "เลปโตสไปร่า" แรกเริ่มนั้น หนูเป็นตัวแพร่โรคที่สำคัญ

เพราะเชื้อจะอยู่ในไต ของหนู เมื่อหนูฉี่ออกมา เชื้อก็จะออกมาด้วย และปนเปื้อนอยู่ในน้ำ ดินโคลนที่ชื้นแฉะ หนองบึง หรือในนาข้าว เมื่อเราไป

ย่ำน้ำ โดยไม่ใส่อะไรป้องกัน

 

 

 

การติดต่อ

โอกาสติดต่อจากคนสู่คนมีน้อยมาก ไม่ต้องรังเกียจ แต่เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์ สู่คนง่ายมาก เพียงจากฉี่หนู ที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ในน้ำ และที่แย่ก็

คือ เชื้อนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำ ได้หลายเดือน และ สำหรับสัตว์นั้น ที่น่ากลัวก็คือ เมื่อสัตว์เช่น วัว ควาย หมู ไปกินน้ำหรืออาหาร ที่มีเชื้อนี้เข้าไป

ในร่างกาย เชื้อก็จะเข้าสู่กระแสเลือด และเข้าไปที่ไต ทุกครั้งที่สัตว์พวกนี้ฉี่ออกมา ก็จะปล่อยเชื้อโรคออกมาด้วย

 

 

การเข้าสู่ร่างกาย

เชื้อแบคทีเรียเลปโตสไปร่า สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง โดยเฉพาะทางผิวหนังที่มีบาดแผล หรือ รอยถลอก รวมทั้ง เยื่อบุตา เยื่อบุจมูก

และเยื่อบุภายในปาก หรือติดต่อโดยการกินอาหารดิบ โดยเฉพาะ เครื่องในสัตว์ และพืชผัก ที่ปนเปื้อนฉี่หนู เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะกระจายไป

เจริญเติบโต ในกระแสเลือด และอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะ อวัยวะสำคัญ เช่น หลอดเลือด ตับ ไต ปอด และกล้ามเนื้อ

 

 

 

ที่มา : http://www.ronghosp.org/hosmain/pps-xls-word-show/Leptospirosis/Pict/Pic...

 

 

อาการของผู้ป่วย

อาการป่วยด้วยโรคเลปโตสไปโรซีสที่ไม่รุนแรง จะเกิดขึ้นหลังจากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย

เฉลี่ยประมาณ ๑-๒ สัปดาห์ บางคนจะไม่มีอาการใดๆเลย หรือ มีอาการไม่รุนแรง และจนถึงมีอาการรุนแรง

 

 

อาการที่ไม่รุนแรง

คล้ายคนเป็นไข้หวัดใหญ่คือจะเริ่มจากการมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะคลื่นไส้ อาเจียนหรือท้องเสีย ตาแดง และมีอาการ ปวดกล้ามเนื้อน่อง หลัง

หรือหน้าท้อง บางคนอาจจะมีอาการเจ็บคอ เป็น ผื่น หรือไอร่วมด้วย อาการ ต่างๆ จะหายใน ๑ สัปดาห์ หลังจากนั้นบางราย จะมีอาการไข้ขึ้นมา

ใหม่อีก ๒-๓ วัน เนื่องจาก ปฏิกิริยา ของภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย

 

อาการที่รุนแรง

กลุ่มนี้เป็นอาการที่ทำให้โรคฉี่หนู เป็นโรคที่น่ากลัวโรคหนึ่ง ทำให้เสียชีวิตได้โดยง่าย หากไม่ได้รับการดูแล ที่เพียงพอ อาการสำคัญคือ ตัวเหลือง

ตาเหลือง ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้คือ ไตวาย มีเลือดออกตามร่างกาย เช่น เลือดกำเดา ไอเป็นเลือดหรือจ้ำเลือดตามตัว เมื่อเป็นมากขึ้น จะมี

อาการของ หัวใจล้มเหลว หากไม่ได้รับ การรักษาทันท่วงที ผู้ป่วยก็จะเสียชีวิตในที่สุด 

 

การรักษา

แพทย์จะให้ยาไปรับประทาน ในรายที่เป็นมากก็จะฉีดยาให้ และให้นอนพักในร.พ.ประมาณ ๒-๗ วัน

อาการจะทุเลาลงจนสามารถกลับบ้านได้การป้องกันเพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมโรคฉี่หนู

ควรหลีกเลี่ยงจากแหล่งสกปรก บริเวณที่เป็นแหล่งสะสม ของเชื้อโรค และควรปฏิบัติตัวให้ถูกสุขลักษะดังนี้

 

 

ที่มา : http://www.ck-hospital.com/private_folder/17-13-24-519054039.gif

 

๑. หลีกเลี่ยงการแช่น้ำ ลุยน้ำหรือว่ายน้ำในขณะที่มีน้ำท่วมขัง ถ้าหากจำเป็น ต้องพยายามไม่ให้น้ำเข้าตา จมูก หรือปาก

๒. หลีกเลี่ยงการเดินย่ำโคลน ดินชื้นแฉะ ด้วยเท้าเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีบาดแผล รอยขีดข่วน ที่ขา และเท้า ควรสวม รองเท้ายางหุ้มข้อ เพื่อการป้องกันเชื้อโรค

๓. ดูแลบ้านเรือนให้สะอาด ไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินของหนู ซึ่งเป็นพาหะนำโรค

๔. กำจัดขยะ ที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และที่อาศัยของหนู

๕. ควรเก็บอาหารไว้ในที่มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้หนูถ่ายปัสสาวะรดอาหาร

๖. อาหารที่ค้างมื้อ เมื่อจะนำมากินในมื้อต่อไป จะต้องนำมาอุ่นให้เดือดเสียก่อน เพื่อให้เชื้อโรค ที่อาจปะปน อยู่ในอาหาร ถูกทำลายโดยความร้อน

๗. ถ้ามีบาดแผลหรือรอยถลอก ควรปิดปลาสเตอร์ก่อนลงน้ำ

๘. นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคทุกปี

๙. ควรปิดฝาโอ่งน้ำหรือภาชนะบรรจุน้ำ เพื่อป้องกันหนูมาถ่ายปัสสาวะลงไปในน้ำ

๑๐. ภาชนะที่ใช้ใส่อาหาร ควรล้างทำความสะอาดก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อโรค

 

 

มาดูโรคที่สามกันดีกว่าค่ะ โรคนี้จะว่าไม่ร้ายแรงก็ไม่ร้ายแรง จะว่าร้ายแรงก็ร้ายแรงค่ะ คนอ่านอาจะเอ๊ะยังไงเนี่ย!!!

คือ มันเป็นอาการของการควบคุมและดูแลสภาพจิตใต มาถึงตรงนี้อาจจะมีคนเดาได้แล้วค่า นั่นก็คือ โรคเครียดนั่นเอง

 

โรคเครียด

 

 

คือ ต้องบอกก่อนว่าที่เอาโรคนี้มาเพราะว่า จากที่ตามข่าวน้ำท่วมทั้งในสื่อต่างๆ เช่นทีวี เฟสบุ๊ค และ ทวิตเตอร์ 

จะสังเกตได้อย่างเห็นได้ชัดว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมมานี้ คนมีภาวะเครียดถึงกับต้องพบแพทย์นั้นเยอะพอสมควรทีเดียว

จากที่ดูข่าวแพทย์ที่ออกอาสาไปช่วยตามที่ต่างๆ  พบว่าคนมาพบแพทย์นอกจากเปอร์เซ็นของโรคน้ำกัดเท้าแล้ว

โรคเครียดก็มีเปอร์เซ็นที่มากอย่างเห็นได้ชัด แล้ววันนี้ วันที่เขียนบล๊อก พี่กลับมาเล่าว่า เพื่อน (ขออนุญาตินะคะถ้าเพื่อนพี่มาเจอ^^)

อยู่ดีๆนิ้วก็เป็นหนองขึ้นมาตรงนิ้วโป้ง แล้วเกิดอาการเจ็บค่อนข้างมากเลยไปหาหมอ ซึ่งหมอตรวจแล้วก็เล่าว่า

เกิดจากเชื่อเเบคทีเรียชนิดหนึ่งซึ่งเชื้อชนิดนี้เกิดมาจากการเครียดเกินไป ซึ่งก็ต้องมาให้ทำการผ่าตัด

แล้วพอผ่าเสร็จก็ไปล้างแผลทำหัตการตามปกติ แล้วอยู่ดีๆก็เจ็บอีกและปวดแผลมาก หมอก็มาตรวจพบว่า

ปากแผลนั้นปิดเร็วเกินไปทำให้ภายในอักเสบเกิดหนองขึ้นมาอีกเล็กน้อยและมีเนื้อบางส่วนตายด้วย

คุณหมอเลยขออณุญาติผ่าตัดอีกครั้งเพื่อเอาหนองออกและขอตัดชิ้นเนื้อที่ตายบางส่วนไปตรวจและทำการเพาะเชื้อ

ได้ฟังแบบนี้รู้สึกว่าน่ากลัวไปเลยทีเดียว แค่เครียด ก็อาจจะทำให้เกิดโรคร้ายๆตามมาอีกเป็นขบวนก็ได้

ทางที่ดีเราควรพยายามอย่าเครียด คือผู้เขียนเองก็รู้ว่ามันยากมากค่ะ เพระาส่วนตัวเวลาเครียดนี่ก็แก้ไม่ได้เหมือนกัน

แต่เวลาที่ตัวเองเครียดนั้นจะกินแล้วก็ฟังเพลง อ่าน การ์ตูนและนิยาย ค่ะ คือพยายามทำอะไรก็ได้ที่โครตชอบ+ชอบมากๆไป

เพระาว่ามันจะทำให้เราสบายใจขึ้นและลืมได้ชั่วขณะหนึ่ง สำหรับใครที่ธรรมะธรรมโม นั่งสมาธินี่ก็เวิร์คไม่แพ้กันนะคะ

หรือออกกำลังกายนี่ก็ดีสุดๆไปเลยค่า อันนี้เรื่องจริงโดยเฉพาะว่ายน้ำนี่ขอบอกได้เลยว่า

มันสบายกายใจและได้ออกกำลังกายทุกสัดส่วนจริงๆค่ะ ถ้าใครที่อยากจะเฟริมหุ่นนี่ขอคอนเฟริมเลยค่ะ

แต่ต้องมีระเบียบวินัยกับตัวเองหน่อยน้า ยังไงลองเอาวิธีผู้เขียนไปใช้ก็ได้ค่ะ เคยว่ายน้ำแบบฟิตตัวเองตกวันละ 20 รอบ

ห้ามพักนะคะ แตะปุ๊บไปเลย ตกเเล้ววันละ 1 กิโลค่ะ อ้อ ถ้าเป็นไปได้กินข้าวเย็นก่อนลงสระว่ายเสร็จขึ้นมาห้ามกิน

ทางที่ดีแนะนำตอนเย็นนะคะ ไม่ร้อนถนอมผิวดีค่า 5555+ น้ำหนักลดช่วงนั้นผอมเลย

แต่ตัวเองนั้นทำได้แค่อาทิตย์เดียวค่า 555+

 

 

รู้สึกว่ามันเริ่มไม่ใช่บล๊อกความรู้และผิดประเด็นไปนิด ขอโทษค่า TT TT ยังไงถ้าว่างอีกจะอัพเพิ่งแน่นอนค่า 

ตอนนี้ก็สามโรคก่อนละกันเนาะ เอาไว้เจอกันใหม่ค่า ^^

 

เคระดิต :

http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/6576

http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Sanasoke/SA250/27.html

 

 

 

 

รูปภาพของ ssspoonsak

เนื้อหาครบ ภาพประกอบสวยงาม

การจัดข้อความดูดี ยกเว้นบางหัวข้อไม่เน้น

เนื้อหาเยอะน่าจะแบ่งเป็นหน้าย่อยจะทำให้ดูน่าอ่านมากขึ้นหรือป่าว

อาจจะเพิ่มเติมข้อมูลได้อีก

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล
ทำด้วยใจ ไปด้วยฝัน

รูปภาพของ sss28288

ว้าว ทำได้สวยมากเลย

เนื้อหาดีมากเลย ^^ 

รูปภาพของ sss28222

สามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เลยค่ะ :D

รูปภาพของ sss28211

ป้ายน่ารักอ่ะ

 

เนื้อหาก็นำไปใช้ได้เนอะ 

รูปภาพของ sss28265

โรคที่มากับน้ำท่วมน่ากลัวกว่าที่คิดอีกแฮะ =[]=

รูปภาพของ sss28260

เอิ่ม ไม่กล้าออกไปแตะน้ำแล้วนะเนี่ย

โชคดี อาการไม่เหมือน

กำลังเสียวๆว่าจะเป็นอะไรซักอย่างรึเปล่า 55+

รูปภาพของ sss28268

ต้องป้องกัน โรคภัย ระหว่างภาวะ น้ำท่วม ซะหน่อย 

รูปภาพของ ssspoonsak

อืม ดีจ้ะ แต่จะเพิ่มเติมอีกก็ได้นะจ้ะ

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล
ทำด้วยใจ ไปด้วยฝัน

รูปภาพของ sss28221

อ่า.. น้ำท่วมนี่มีโรคตามมาด้วยเยอะเลย 

ยังไงก็ต้องระวังตัวกันเอาไว้บ้างเนอะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆจ้า Laughing

ขอบคุณครับ^^

รูปภาพของ sss28315
แต่ละโรคน่ากลัวทั้งนั้นเลย
 
มีประโยชน์มากคะ 
รูปภาพของ sss28239

เวลาลุยน้ำเสร็จ คันขาสุดๆ

 

ต้องพกน้ำใส่ขวดไว้ล้างเท้าเลยแหละ Smile

รูปภาพของ sss28250

มีประโยชน์มากเลยค่ะ

รูปภาพของ sss28230

น้ำท่วมนี่มีโรคมาด้วยเยอะจริงๆ พวกเด็กน้อยที่ลงไปเล่นจะเป็นยังไงกันเนี่ย

รูปภาพของ sss28246

เนื้อหาดีมากเลย

เราได้ความรู้มาเยอะเลย

เห็นน้ำใสๆอย่างงี้ก็มีเชื้อโรคเยอะเหมือนกันนะเนี่ย 

รูปภาพของ sss28293

เนื้อหาดี มีภาพประกอบ ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น :)

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 18 คน กำลังออนไลน์