การป้องกันและรักษาโรคที่มากับน้ำท่วม

รูปภาพของ sss28322

1.โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อราและแผลพุพองเป็นหนอง

ที่มาของภาพ : http://www.beautyfullallday.com/wp-content/uploads/2011/10/foot_11.jpg

          โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อราและแผลพุพองเป็นหนอง เกิดจากการย่ำน้ำหรือแช่น้ำที่มีเชื้อโรค หรือเกิดจากการสวมใส่เสื้อผ้าที่อับชื้นและไม่สะอาดเป็นเวลานาน

อาการ

          ในระยะแรกจะสังเกตได้ว่าเท้าเปื่อย เป็นหนอง และเริ่มคันตามซอกนิ้วเท้า ผิวหนังลอกเป็นขุย จากนั้นผิวหนังจะพุพอง นิ้วเท้าหนาและแตก ซึ่งมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนคือผิวหนังอักเสบ

การรักษา

ที่มาของภาพ : http://www.realbeauty.com/cm/realbeauty/images/natural-athletes-foot-cure-de-medium_new.jpg

          ล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดให้แห้ง ใส่ถุงเท้าที่สะอาดและไม่เปียกชื้นใช้ครีมกันเชื้อราหรือโรยแป้งฝุ่นที่เท้า

การป้องกัน

          ควรใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่แห้ง เช็ดเท้าให้แห้งโดยเฉพาะซอกเท้าหลังอาบน้ำ ใส่ถุงเท้าที่ทำด้วยขนสัตว์เพราะผ้าขนสัตว์จะช่วยซับความชื้นจากเท้า ถ้าเท้าเปียกควรเปลี่ยนรองเท้า

2. โรคฉี่หนู 

ที่มาของภาพ : http://pics.manager.co.th/Images/554000014943401.JPEG

          โรคฉี่หนู หรือ ไข้ฉี่หนู หรือโรคเล็ปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เป็นโรคระบาดในคน แต่ติดต่อจากคนสู่คนได้น้อยมาก พบได้บ่อยในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ซึ่งเป็นฤดูฝน สาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย เลปโตสไปรา (Leptospira sp.) ซึ่งเป็นเชื้อที่อยู่ในปัสสาวะของสัตว์พาหะ โดยส่วนใหญ่คือ หนู แต่ก็ยังรวมถึงสุกร โค กระบือ แพะ แกะ หรือสัตว์เลี้ยงใกล้ตัวอย่างแมว และสุนัขด้วย

การติดต่อ

          โดยปกติแล้ว โรคฉี่หนู จะติดต่อกันโดยการสัมผัสปัสสาวะ เลือด เนื้อเยื่อของสัตว์ที่มีการติดเชื้อโดยตรง หรือสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรค ซึ่งเชื้อแบคทีเรีย เลปโตสไปรา สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายวีธี ดังนี้

1. การรับประทานอาหาร หรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย เลปโตสไปรา เข้าไป
2. การหายใจเอาไอละอองของปัสสาวะ หรือ ของเหลวที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย เลปโตสไปรา เข้าไป
3. เชื้อแบคทีเรีย เลปโตสไปรา เข้าทางผิวหนังตามรอยแผล และรอยขีดข่วน
4. เชื้อแบคทีเรีย เลปโตสไปรา เข้าทางผิวหนังที่เปียกชุ่มจากการแช่น้ำนานๆ เช่น ในสภาวะน้ำท่วม

          ทั้งนี้ ระยะฟักตัวของโรคฉี่หนูใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ หรืออาจนานถึง 3 สัปดาห์ ซึ่งอาการส่วนใหญ่จะหายไปภายใน 1 สัปดาห์แรก และหลังจากนั้นอีก 1-3 วัน จะเข้าสู่ระยะที่สอง คือ ระยะมีเชื้อในปัสสาวะ

อาการ อาการของผู้ติดเชื้อ โรคฉี่หนู มี 2 แบบ ดังนี้

1.แบบติดเชื้อไม่รุนแรง หรือ โรคเล็ปโตสไปโรซิสแบบไม่เหลือง (anicteric leptospirosis)

          แบบติดเชื้อไม่รุนแรง คือกลุ่มที่ไม่มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

1.1 ระยะเชื้อเข้ากระแสเลือด (leptospiremic phase) 

          ในระยะเชื้อเข้ากระแสเลือดจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ รู้สึกหนาวสั่น ปวดศีรษะ หรือปวดหลังเบ้าตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยโรคฉี่หนูนี้จะต่างจากโรคอื่นตรงที่จะปวดบริเวณน่อง โคนขา หลัง และหน้าท้องด้วย นอกจากนี้อาจมีอาการดีซ่านได้เล็กน้อย ต่อมน้ำเหลือง ตับ และม้ามโต เยื่อบุตาแดง คอแดง กดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อ และมีผื่นตามผิวหนัง ซึ่งอาการในระยะนี้จะหายไปได้เองภายใน 1 สัปดาห์ และจะไม่มีอาการอยู่ช่วงหนึ่งนาน 1-3 วัน ก่อนจะเข้าสู่ระยะที่สองคือ “ระยะมีเชื้อในปัสสาวะ”

1.2 ระยะมีเชื้อในปัสสาวะ (leptospiruric phase) หรือระยะร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน

          ในระยะนี้จะมีอาการจำเพาะ และความรุนแรงน้อยกว่าระยะแรก โดยผู้ป่วยร้อยละ 15 จะมีอาการแสดงออกถึงภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบไร้เชื้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในเด็ก จากนั้นจะเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ม่านตาอักเสบ จอตาอักเสบ

2.แบบติดเชื้อรุนแรง (severe leptospirosis) หรือแบบที่มีอาการเหลือง

          โรคเล็ปโตสไปโรซิสรุนแรง หรือกลุ่มอาการเวล (Weil's Syndrome) พบในกลุ่มที่ได้รับเชื้อในซีโรวาร์ อิกเทอโรฮีมอราเจียอี/โคเปนเฮเกไน ซึ่งอาการเริ่มแรกจะไม่ต่างจากโรคฉี่หนูแบบติดเชื้อไม่รุนแรง แต่ไม่มีลักษณะอาการที่แบ่งออกเป็นสองระยะชัดเจน โดยอาการรุนแรง หรืออาการเหลืองจะแสดงออกมาใน 4-9 วัน หลังจากเริ่มมีอาการ ซึ่งกลุ่มคนไข้ที่ติดเชื้อรุนแรง มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ประมาณร้อยละ 5-15
เชื้อโรคจะเข้าไปอยู่ในบริเวณที่ร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกัน เช่น ลูกตา ทำให้มีอาการตาอักเสบ น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆอีกมากมาย ดังนี้

1. อาการเพ้อ ไม่รู้สึกตัว หากเชื้อเข้าไปอยู่ในสมอง
2. ไตวายเฉียบพลัน หากเชื้ออยู่ในท่อไต
3. เกิดผื่น เช่น ลมพิษ ผื่นแดง
4. กล้ามเนื้อที่น่องกดเจ็บอย่างรุนแรง
5. มีอาการดีซ่าน คือ ผิวหนังจะมีสีเหลืองมาก ตับโต และประมาณร้อยละ20 ของผู้ติดเชื้อมีอาการม้ามโตร่วมด้วย
6. มีอาการทางปอด คือ ไอ มีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย จนถึงระบบหายใจล้มเหลว
7. มีความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือด ซึ่งอาการมีตั้งแต่แบบเล็กน้อย เช่น มีเลือดกำเดา มีจ้ำเลือดตามผิวหนัง ไปจนถึงอาการรุนแรง เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร เลือดออกในช่องเยื่อหุ้มสมอง เป็นต้น

การรักษา 

ที่มาของภาพ : http://203.157.184.5/sasuk101new/images/1123.jpg

          สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ซึ่งควรให้ยารักษาโดยเร็วที่สุด ไม่ควรเกิน 4 วันหลังจากมีอาการ และควรให้ยาติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน

การป้องกัน

1. กำจัดสัตว์พาหะของโรคฉี่หนูในบริเวณสถานที่อยู่อาศัย
2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะของโรคฉี่หนู
3. หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ ลุยโคลนเป็นเวลานานๆ
4. หลีกเลียงการว่ายน้ำในแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด
5. ไม่นำน้ำจากแหล่งที่ต้องสงสัยว่าอาจปนเปื้อนเชื้อโรค มาอุปโภค บริโภค
6. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่วางทิ้งไว้ค้างคืน โดยไม่มีภาชนะปกปิด
7. หากมีเหตุจำเป็นที่จะต้องเดินลุยน้ำ ควรสวมเสื้อผ้า และรองเท้าที่มิดชิด เช่น รองเท้าบูท และทำความสะอาดร่างกายให้สะอาด

รูปภาพของ ssspoonsak

เหมาะสม สวยงามดี เนื้อหาครบ ดูดี

อาจจะเพิ่มเติมข้อมูลได้อีก

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล
ทำด้วยใจ ไปด้วยฝัน

รูปภาพของ ssspoonsak

อืม ดีจ้ะ แต่จะเพิ่มเติมอีกก็ได้นะจ้ะ

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล
ทำด้วยใจ ไปด้วยฝัน

รูปภาพของ sss27978

เนื้อหาเยอะดี :)

รูปภาพของ sss29525

บล็อกสวยมากเลยค่ะ Laughing

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 51 คน กำลังออนไลน์