มหันตภัย 7 โรคร้ายในอุทกภัย

รูปภาพของ sss28155
 
อหิวาตกโรค  เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหารจากแบคทีเรียชนิดเฉียบพลัน เริ่มด้วยอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำอย่างมากโดย       ไม่มีอาการปวดท้อง บางรายอุจจาระขาวขุ่นเหมือนน้ำซาวข้าว บางครั้งมีคลื่นไส้ อาเจียน สูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วจนเกิดภาวะเป็นกรดใน     เลือด และ การไหลเวียนโลหิตล้มเหลว สำหรับเชื้อโรคอุจจาระร่วงอย่างแรง  
อาการและอาการแสดง  ถ่ายเป็นน้ำจำนวนมาก มีเนื้ออุจจาระน้อย เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันร่วมกับมีอาการและอาการแสดงของการ   ขาดน้ำอย่างรวดเร็วและรุนแรง อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่ไม่มีไข้ ไม่ปวดท้อง
 
 
 
โรคไข้เลือดออก  เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีที่มียุงลายเป็นแมลงนำโรค โรคนี้ได้กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขในหลายประเทศทั่ว     โลก เนื่องจากโรคได้แพร่กระจายอย่างกว้างขวางและจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมากใน 30 ปีที่ผ่านมา มากกว่า 100 ประเทศที่โรคนี้กลาย   เป็นโรคประจำถิ่น และโรคนี้ยังคุกคามต่อสุขภาพของประชากรโลกมากกว่าร้อยละ 40 (2,500 ล้านคน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะพบมากใน     ประเทศเขตร้อน และเขตอบอุ่น 
วิธีการติดต่อ  โรคไข้เลือดออกเดงกีติดต่อกันได้โดยมียุงลายบ้าน (Aedes aegypti) เป็นแมลงนำโรคที่สำคัญ และในชนบทบาง     พื้นที่จะมียุงลายสวน (Aedes albopictus) เป็นแมลงนำโรคร่วมกับยุงลายบ้าน เมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้ ซึ่ง   เป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือดมาก เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะยุง และเพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลาย พร้อมที่จะเข้าสู่คนที่ถูกกัดต่อไปเมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสเดงกีไปกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัด ทำให้คนนั้นป่วยได้
 
อาการและอาการแสดง  หลังจากได้รับเชื้อจากยุงประมาณ 5-8 วัน (ระยะฟักตัว) ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการของโรค ซึ่งมีความรุนแรง     แตกต่างกันได้ ตั้งแต่มีอาการคล้ายไข้เดงกี (dengue fever: DF) ไปจนถึงมีอาการรุนแรง (dengue hemorrhagic fever: DHF) และ     รุนแรงมากจนถึงช็อกและเสียชีวิต 
การรักษา  ในปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี จึงให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการแพทย์ผู้รักษาจะต้องเข้าใจ             ธรรมชาติของโรค และให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด จะต้องมีการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีตลอดระยะวิกฤต คือ ช่วง 24-48 ชั่วโมง ที่มีการ   รั่วของพลาสมา 
 
 
โรคตับอักเสบ  เป็นโรคที่พบได้ทั่วโลก ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ไวรัสที่ทำให้เกิดตับอักเสบ มีตั้งแต่ไวรัสตับอักเสบชนิด A, B, C, D,     E, F,G นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบไวรัสชนิดใหม่ๆ ที่อาจทำให้เกิด ตับอักเสบได้เช่นเดียวกัน เช่น ไวรัสไข้เลือดออก ไวรัสที่ทำให้เกิด โรค   เริม และ งูสวัด เป็นต้น 
อาการของโรค
- การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ เป็นได้ทั้งชนิดมีอาการและชนิดไม่มีอาการ ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ แต่อาการ       จะมากและรุนแรงขึ้น ในกลุ่มอายุที่มากขึ้น ในผู้ใหญ่อาการมักเป็นรุนแรงกว่าในเด็ก
- อาการเริ่มต้นด้วยเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีไข้ต่ำๆ ในวันแรกๆ ปัสสาวะสีเข้ม ปวดบริเวณชายโครงขวา ตัวและตาเหลือง     ตรวจเลือด จะพบการทำงานของตับผิดปกติ
- ระยะเวลาดำเนินของโรค 4-8 สัปดาห์ ร้อยละ 50 ของผู้ป่วย จะมีระดับการทำงานของตับเป็นปกติ ภายใน 1 เดือน บางรายอาจเหลือง       เกิน 3 เดือน ส่วนใหญ่มักเป็นปกต ิภายในไม่เกิน 6 เดือน
 
ที่มาของภาพ http://www.chulakid.com/knowledge/hepatitis.jpg
การรักษา
- ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ
- ในระยะที่มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองมาก และเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน หรืออาหารที่มีไขมันสูง อาจดื่มน้ำ       หวานเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และภาวะคลื่นไส้อาเจียน แต่ยังควรรับประทานอาหารอื่นๆ ที่มีคุณค่าร่วมด้วย เช่น แป้ง โปรตีน
- พักผ่อนมากๆ เพื่อลดการใช้พลังงานของร่างกาย เป็นการลดการทำงานของตับ ไม่ให้มากเกินไป เพื่อช่วยให้ตับซ่อมแซมตัวเองได้เร็วขึ้น
- เฝ้าระวังภาวะเลือดออกและตับวาย ซึ่งพบในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคตับอักเสบจากไวรัสเอ จะหายขาดจากโรค และมี     ภูมิคุ้มกันขึ้นตลอดชีวิต โอกาสที่จะเสียชีวิตในขณะเกิดอาการ ประมาณร้อยละ 0.1-0.2 เท่านั้น 
 
 
ไข้ไทฟอยด์  เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียทั่วร่างกายโดยมีอาการไข้ลอย ปวดศีรษะอ่อนเพลียเบื่ออาหารไอแห้งๆพบอาการท้องผูกใน   ผู้ใหญ่มากกว่าท้องร่วงอาการแสดงได้แก่ หัวใจเต้นช้าม้ามโตมีผื่นดอกกุหลาบ (rose spots)นอกจากนี้ ยังมีผลต่อเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลือง   พบการติดเชื้ออย่างอ่อนๆหรือการติดเชื้อแบบ atypical 
อาการ  หลังจากได้รับเชื้อนี้1-2 สัปดาห์ผู้ป่วยจะเริ่มเกิดอาการเบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ปวดตามตัว มีไข้สูง 40.5 องศา มีอาการท้อง   ร่วงบางรายอาจจะมีผื่นขึ้นตามตัว บางรายอาจจะมีอาการแน่นท้อง หากไม่รักษาผู้ป่วยบางรายหายเองได้ใน3-4 สัปดาห์
 
ที่มาของภาพ http://www.thavornmedline.com/article/art_601607.jpg
การรักษา  ก่อนที่จะมียาปฏิชีวนะอัตราการตายประมาณร้อยละ 10 แต่หลังจากมียาปฏิชีวนะอัตราการตายลดลงผู้ป่วยอาจจะตาย       จากปอดบวม ลำไส้ทะลุถ้าผู้ป่วยเพลียมากก็ให้น้ำเกลือ และยาปฏิชีวนะ 
แหล่งอ้างอิง
รูปภาพของ ssspoonsak

อืม ดีจ้ะ แต่จะเพิ่มเติมอีกก็ได้นะจ้ะ

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล
ทำด้วยใจ ไปด้วยฝัน

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 23 คน กำลังออนไลน์