โรคที่ควรระวังซึ่งมากับน้ำท่วม

รูปภาพของ sss28055
ในขณะที่ประเทศไทยประสบภัยพิบัติน้ำท่วม ซึ่งมีน้ำจำนวนมหาศาล ไหลมาจากภาคเหนือของประเทศ จนท่วมมาถึงภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้วนั้น ถ้าสังเกตด้วยตาเปล่า อาจจะเห็นแค่น้ำใสถ้ายังท่วมแค่ตอนแรกๆ แต่เมื่อท่วมนานเป็นเดือนก็จะมีสีดำ เน่าและกลิ่นเหม็น แถมยังมีขยะลอยมากับน้ำเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านั้นน่ากลัีวและอันตรายกว่า เพราะน้ำได้ไหลผ่านมาในระยะทางไกลแล้วก็พัดพาเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย ฯลฯ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้มากมาย ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน เราก็ควรจะมาทำความรู้จักกับโรคที่มากับน้ำท่วม อาการ และวิธีป้องกัน สักหน่อย เพื่อไม่ให้เจอกับโรคพวกนี้เข้าสู่ร่างกาย จะได้มีแรงที่จะสู้กับภัยน้ำท่วมค่ะ ^^
โรคที่มากับน้ำท่วมก็มีด้วยกัน 9 โรคนะคะ ดังนี้ 
1. โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ตัวอย่างเช่น
1) ไข้หวัด
 
 
ที่มาของภาพ : http://img.kapook.com/image/health/32004361.jpg
เป็นโรคติดต่อจากการติดเชื้อไวรัส
ในระบบทางเดินหายใจส่วนบน (ได้แก่ จมูกและคอ) อาการของโรคประกอบด้วยการจาม
, อาการคัดจมูก, เยื่อจมูกที่จะบวมและแดง, และยังมีการหลั่งน้ำมูกมากกว่าปกติจนไหลออกทางจมูก
ถ้าเชื้อไวรัสติดเชื้อไปที่จมูก แต่ถ้าติดเชื้อที่คอ จะมีอาการเจ็บคอ คอแหบแห้ง
หรือมีเสมหะสะสมอยู่บริเวณลำคอ โดยการติดเชื้ออาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งสองบริเวณ
นอกจากนี้ผู้เป็นโรคจะมีอาการไอ
, ปวดศีรษะ และเหนื่อยง่าย
ไข้หวัดมักจะมีระยะโรคอยู่ที่ประมาณสามถึงห้าวัน
อาจร่วมด้วยอาการไอที่สามารถต่อเนื่องไปได้ถึงสามสัปดาห์
สาเหตุไข้หวัด และลักษณะของโรค

            เกิดจากเชื้อหวัด
ซึ่งเป็นเชื้อไวรัส มีอยู่ร่วม 200 ชนิดด้วยกัน
การเกิดโรคขึ้นในแต่ละครั้งจะเกิดจากเชื้อหวัดเพียงชนิดเดียว
เมื่อเป็นแล้วคนเราก็จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อหวัดชนิดนั้น
ในการเจ็บป่วยครั้งใหม่ก็จะเกิดจากเชื้อหวัดชนิดใหม่ หมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ
เชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ หรือหายใจรดกัน
นอกจากนี้ เชื้อหวัดยังอาจติดต่อได้โดยการสัมผัสมือ กล่าวคือ
เชื้อหวัดติดที่มือผู้ป่วยเมื่อสัมผัสถูกมือของคนอื่นเชื้อหวัดก็จะติดมือของคนๆ
นั้น และเมื่อใช้นิ้วขยี้ตาหรือแคะจมูกก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนๆ
นั้นจนกลายเป็นไข้หวัดได้

การติดต่อ

โรคหวัดสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ผ่านทางละอองน้ำมูกและน้ำลายที่มาจากการไอหรือจามของผู้ป่วย
โดยละอองเหล่านี้สามารถทำให้คนเป็นหวัดได้ผ่านจากการสูดละอองเหล่านี้เข้าไปโดยบังเอิญ
หรือผ่านการสัมผัสจากมือต่อมือกับผู้ป่วย และจากการสัมผัสวัตถุที่ผู้ป่วยเคยสัมผัสมาก่อน
ซึ่งจะติดต่อผู้ที่ไม่เป็นโรคได้ผ่านทางส่วนตาและจมูก
เมื่อมือที่เปื้อนเชื้ออยู่สัมผัสไปโดน

ระยะฟักตัว
ระยะตั้งแต่ผู้ป่วยรับเชื้อเข้าไปจนกระทั่งมีอาการเกิดขึ้น
1-3 วัน คนที่ได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดเข้าไปมีอัตราการเป็นโรคสูงถึง 95% อย่างไรก็ตามมีเพียง 75% เท่านั้นที่แสดงอาการออกมา
โดยการแสดงอาการจะเกิดขึ้น
1-2 วันหลังจากการติดเชื้อ
ซึ่งโดยปกติแล้วอาการของโรคหวัดจะเริ่มต้นด้วยอาการเจ็บคอ และไม่มีอาการติดขัดใดๆ
ในระบบทางเดินหายใจ หลังจากนั้นเอง อาการจะเกิดขึ้นจากกลไกการสกัดกั้นเชื้อโรคของร่างกายได้แก่
อาการจาม
, น้ำมูกไหล, และไอเพื่อขับเชื้อออกไป
และการเกิดอาการอักเสบเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงาน

ผู้ป่วยอาจมีไข้ตัวร้อนเป็นพักๆ
ครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย ปวดหนักศีรษะเล็กน้อย เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกใสจาม
คอแห้ง หรือเจ็บคอเล็กน้อย ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะเล็กน้อยลักษณะสีขาว
บางครั้งอาจทำให้รู้สึกเจ็บแถวลิ้นปี่เวลาไอ ในผู้ใหญ่อาจไม่มีไข้ มีเพียงคัดจมูก
น้ำมูกใส ในเด็กมักจับไข้ขึ้นมาทันทีทันใด บางครั้งอาจมีไข้สูง และชักได้
มีอาการท้องเดินได้ หรือถ่ายเป็นมูกร่วมด้วย ถ้าเป็นเกิน
4 วัน หรือถ่ายเป็นมูกข้นเหลืองหรือเขียวหรือไอมีเสลดเป็นสีเหลืองหรือเขียว
จากการอักเสบซ้ำของเชื้อแบคทีเรีย และอาจมีอาการอื่นๆ
แทรกซ้อนตามมาซึ่งจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะร่วมกัน ตรวจพบ ไข้ น้ำมูก
เยื่อจมูกบวมและแดง คอแดงเล็กน้อย ในเด็กอาจพบต่อมทอลซิลโต แต่ไม่แดงมากและไม่มีหนอง

หลังจากผู้ป่วยหายจากโรคหวัดแล้ว
ร่างกายของผู้ป่วยจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสไข้หวัดชนิดที่ผู้ป่วยเพิ่งประสบมาโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดอยู่มากมาย
ภูมิคุ้มกันนี้จึงให้การป้องกันที่จำกัด ดังนั้นคนที่หายจากโรคหวัดมา
อาจเป็นได้อีก ถ้าติดเชื้อไวรัสไข้หวัดอีกชนิดหนึ่ง
ซึ่งจะทำให้กระบวนการและอาการทั้งหมดเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง

 

2) ปอดบวม

เป็นโรคของระบบหายใจอย่างหนึ่งซึ่งมีการอักเสบของปอด
โดยเฉพาะของถุงลม ทำให้มีไข้ มีอาการทางปอด มีการสูญเสียของพื้นที่แลกเปลี่ยนก๊าซ
ซึ่งเห็นได้จากการเอกซเรย์ปอด ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น
การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา หรือพยาธิ แต่ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ
เช่นได้รับสารเคมีหรือการกระทบกระเทีอนทางกายภาพได้เช่นกัน

อาการ 

 ผู้ป่วยโรคปอดบวมจะมีอาการโดยทั่วไปได้แก่ ไอ
เจ็บหน้าอก มีไข้สูง และหายใจหอบ[4]
การวินิจฉัยจะกระทำโดยการถ่ายภาพเอกซเรย์ปอดและการตรวจเสมหะ

การป้องกันโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ 

วิธีที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงเชื้อหวัดได้คือการหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นหวัด ด้วยการล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ , หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าของตนเอง , ดูแลร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยหลีกเลี่ยงการเล่นน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน , ไม่สวมเสื้อผ้าที่เปียกชื้น เช็ดตัวให้แห้งอยู่เสมอ , สวมเสื้อผ้าให้หนาพอหากอากาศเย็น และปิดปาก จมูกด้วยผ้าหรือกระดาษทิชชูเวลาไอหรือจาม

รูปภาพของ sss28240

เนื้อหาเยอะมากค่ะ

รูปภาพของ sss28334

เนื้อหากับรูปภาพน่าสนใจมากเลยค่ะ^^

รูปภาพของ sss28235

เนื้อหาแน่นมากค่ะ^^

รูปภาพของ ssspoonsak

อืม ดีจ้ะ แต่จะเพิ่มเติมอีกก็ได้นะจ้ะ

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล
ทำด้วยใจ ไปด้วยฝัน

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 1 คน และ ผู้เยี่ยมชม 49 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • studyoverseas