วิธีรับมือกับสถานการณ์หลังน้ำลด

รูปภาพของ sss28136
ณ ตอนนี้หลายพื้นที่น้ำเริ่มลดระดับลงแล้ว
คนที่อพยพคงอยากกลับไปสำรวจบ้านตนเองเต็มแก่
ส่วนคนที่ติดเกาะอยู่ในบ้านก็ได้ผ่อนคลายเสียที
หลังน้ำลดลงสิ่งที่รอคอยอยู่คือ การทำความสะอาดครั้งใหญ่
ซึ่งนอกจากจะต้องเช็ดถูทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่มากับน้ำแล้ว
ยังต้องซ่อมแซมสิ่งที่ชำรุดเสียหายด้วยเมื่อบ้านถูกน้ำท่วมจนเละไปหมด
คำถามคือควรเริ่มจัดการกับความสับสนวุ่นวายนี้อย่างไรดี ?

หน้าที่ 1 - เตรียมตัวก่อนกลับบ้าน (ที่น้ำท่วม)

เตรียมตัวก่อนสำรวจบ้าน

สำหรับผู้ที่อพยพ
เมื่อจะก้าวเข้าสู่บ้านของตัวเองเพื่อสำรวจความเสียหาย เพื่อความปลอดภัย
ควรรอให้น้ำลดลงเสียก่อนจึงเข้าไปตรวจสอบภายในบ้าน
และสำรวจบ้านตอนกลางวันเพื่อให้มีแสงสว่างเพียงพอ เตรียมอุปกรณ์จดบันทึก
กล้องถ่ายรูป อุปกรณ์ช่างต่างๆ เช่น ไขควง ตลับเมตร ท่อพีวีซี ให้พร้อม
เพื่อใช้ในการสำรวจและบันทึกความเสียหายต่างๆ
นอกจากนี้ควรเตรียมไฟฉายไปด้วยเผื่อสำรวจในที่อับแสงแต่งกายให้รัดกุมทะมัด
ทะแมง สวมรองเท้าหุ้มส้น ยิ่งถ้าทราบว่าน้ำท่วมสูงถึงอกหรือมิดหัว
ควรสวมหมวกนิรภัยด้วย


เริ่มต้นสำรวจ

สำรวจรอบบ้านก่อน
เคลื่อนย้ายเศษสิ่งของต่างที่เกะกะให้พ้นทาง
สังเกตว่ามีสายไฟขาดห้อยลงมาหรือไม่โดยเฉพาะสายไฟที่จุ่มอยู่ในแอ่งน้ำ
ซึ่งอาจยังมีกระแสไฟฟ้าอยู่ ควรหลีกเลี่ยงให้ไกล 
สังเกตว่ามีกลิ่นแก๊สหรือไม่
หากมีระวังการกระทบเสียดสีที่ก่อให้เกิดประกายเปลวไฟ
และห้ามสูบบุหรี่เด็ดขาด ตรวจสอบแนวรั้วว่าเอน แอ่นหรือไม่
เพราะหากรั้วไม่ได้ลงฐานไว้ลึกเมื่อโดนน้ำกัดเซาะฐานอาจทำให้รั้วเอียงได้
ถ้ารั้วเอียงมากอาจใช้ไม้หรือแท่งปูนค้ำยันไว้ก่อน ระวังต้นไม้ใหญ่ล้มทับ
ต้นไม้ที่โดนน้ำท่วมนานๆ อาจโดนน้ำกัดเซาะทำให้รากไม่ยึดเกาะดิน
ให้สังเกตว่าต้นไม้เอียงหรือไม่ รากยังเกาะดินหรือไม่
เมื่อเข้ามาภายในบ้าน
ให้ระวังพื้นลื่น โดยเฉพาะพื้นกระเบื้องหรือหินขัด คราบโคลนที่ยังไม่แห้งดี
ทำให้ลื่นได้ง่าย ห้ามยกสะพานไฟขึ้นหรือเปิดแก๊สเด็ดขาด
ให้สำรวจสายไฟภายในให้แน่ใจก่อนว่าไม่มีขาด หลุด หรือห้อยลงมา
ทางที่ดีในวันแรกๆ ที่เข้าบ้านไม่ต้องยกสะพานไฟเลยจะดีกว่า
เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่สายไฟและวงจรต่างๆ จะยังชื้นอยู่
เปิดประตูและหน้าต่างออกให้หมดเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้อย่างสะดวก
เป็นการช่วยกำจัดความชื้น กลิ่นไม่พึงประสงค์ออกไป
ระวังสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ เช่น งู ตะขาบ หรือแม้กระทั่ง จระเข้
ซึ่งอาจหนีน้ำเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านด้วยสำรวจร่องรอยความเสียหายที่เกิดจาก
น้ำท่วม  หากน้ำท่วมสูงถึงฝ้าเพดาน
พึงระวังไว้ว่าฝ้าเพดานที่อุ้มน้ำอาจร่วงลงมาทับ
ให้ใช้ไม้แหลมเจาะฝ้าเป็นระยะๆ
เพื่อให้ตรวจสอบและระบายน้ำที่อาจขังอยู่บนฝ้าเพดาน ตรวจดูว่าเสา
กำแพงมีรอยแตกร้าวหรือไม่
และหลีกเลี่ยงอย่าเข้าใกล้โครงสร้างที่แตกร้าวเสียหาย

หลังจากสำรวจความเสียหายและบันทึกไว้แล้ว
ก็เริ่มทำความสะอาดได้เหมือนการทำความสะอาดบ้านทั่วไป 
โดยหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นจุดเสี่ยงต่างๆ

 

หน้าที่ 2 - ซ่อมแซมอาคาร

หากโครงสร้างและระบบต่างๆ
ไม่ได้ชำรุดเพียงแค่ล้างทำความสะอาดก็เรียบร้อย
แต่หากมีส่วนที่เสียหายจากน้ำท่วมก็ต้องพิจารณาซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่
โดยมีวิธีการดังนี้

ตัวอาคาร

พื้นและผนังบ้านเป็นส่วนที่น้ำท่วมถึง
มีโอกาสเสียหายมากกว่าส่วนอื่น เนื่องจากต้องรับแรงดันจากน้ำโดยตรง น้ำ 1
ลูกบาศก์เมตรหนักถึง 1 ตัน
โดยทั่วไปแล้วพื้นและผนังไม่ได้ถูกออกแบบให้รับน้ำหนักมากขนาดนี้
จึงอาจเกิดความเสียหายได้ค่อนข้างมาก

การซ่อมแซมพื้นบ้าน

กรณีที่ได้รับความเสียหายมาก เช่น
พื้นแอ่น หรือแตกร้าว ถือว่าใช้การไม่ได้แล้ว ต้องทุบทิ้งและเทคอนกรีตใหม่
กรณีที่เสียหายไม่มาก เช่น พื้นไม้ปาร์เก้หลุดล่อน
เนื่องจากกาวที่ยึดถูกน้ำละลาย 
ให้ผึ่งลมให้แห้งและรอจนพื้นคอนกรีตแห้งสนิทด้วย 
แล้วจึงทาด้วยกาวลาเท็กซ์หนา 1-2 มิลลิเมตร ค่อยๆ กดลงไปที่เดิมให้แน่น
ทิ้งไว้อย่างน้อย 15 วันจึงใช้งานได้
แต่ถ้าไม้ปาร์เก้เสียหายมากหรือหลุดลอยไปกับน้ำ
อาจเปลี่ยนใหม่บางส่วนโดยใช้ไม้ชนิดเดียวกับของเดิม

การซ่อมแซมผนังบ้าน

ผนังบ้านเป็นส่วนที่รับแรงดันและแรงปะทะจากคลื่น
โดยเฉพาะบ้านที่สามารถกันน้ำไม่ให้เข้าในตัวบ้านได้
ผนังจะกลายเป็นส่วนที่รับแรงดันทั้งหมด กรณีที่ได้รับความเสียหายมาก
ผนังด้านนอกจะเอียง บิด หรือแตกร้าว ต้องก่ออิฐฉาบปูนใหม่

กรณีที่ไม่เสียหายมาก การซ่อมแซมจะขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำผนัง
ผนังไม้ ให้เช็ดทำความสะอาด รอให้ระเหยความชื้นจนแห้งแล้วใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ชโลมที่ผิว
ผนังก่ออิฐฉาบปูน ให้เช็ดทำความสะอาดเช่นกัน แต่ต้องรอให้แห้งนานกว่าผนังไม้ก่อนจะทาสี เพราะมีความหนามากกว่า
ผนัง
ยิบซัมบอร์ด เนื่องจากผนังยิปซัมไม่กันน้ำ
ต้องเลาะผนังที่เปื่อยยุ่ยออกแล้วเปลี่ยนใหม่
ถ้าโครงเคร่าเป็นโลหะก็สามารถติดแผ่นใหม่ได้เลย
แต่ถ้าโครงเคร่าเป็นไม้ก็ต้องรอแห้งก่อน จึงจะติดแผ่นใหม่ได้

การซ่อมแซมคานและเสา

คานและเสาเป็นส่วนที่รับน้ำหนักบ้าน
อาจเสียหายจากน้ำท่วมได้เช่นกัน
ซึ่งจะส่งผลให้บ้านเสียหายอย่างหนักในอนาคตหากไม่ได้รับการซ่อมแซมหากคานและ
เสาแตกร้าวแต่ยังไม่ถึงขั้นบิดเบี้ยวเสียรูป
อาจซ่อมแซมรอยแตกร้าวด้วยการฉีดกาวอีพอกซีเข้าไปในรอยแตก
หากเหล็กเสริมเป็นสนิม ต้องขัดเอาสนิมออกแล้วทาสีกันสนิม
เสริมเหล็กเพิ่มเติมแล้วพอกคอนกรีตกลับไปเช่นเดิม
มิฉะนั้นสนิมจะลามไปเรื่อยๆ จนเหล็กเสริมผุหมด ทำให้รับน้ำหนักไมได้
อาจถล่มลงมาวันใดวันหนึ่ง หากเสาหักหรือขาด
ต้องรีบให้ช่างหาเสาเหล็กหรือเสาไม้มาตู๊โครงสร้างโดยด่วน
เนื่องจากเสาที่หักจะรับน้ำหนักไม่ได้อีกต่อไป
โครงสร้างอาจจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ 
การแก้ไขต้องทุบเสาทิ้งและหล่อเสาขึ้นใหม่ ซึ่งทางที่ดีควรรีบปรึกษาวิศวกร
**กรณีที่เสียหายหนัก คือ
ตัวบ้านหลุดหรือเคลื่อนจากฐานราก เพราะถูกน้ำกัดเซาะจาด้านล่าง
ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อโครงสร้างมากเพราะเท่ากับว่าบ้านไม่ได้รองรับด้วยฐาน
รากอีกต่อไป ต้องยกอาคารและทำฐานรากใหม่ ซึ่งทำเองไม่ได้
ต้องปรึกษาวิศวกรที่ชำนาญทางด้านนี้โดยตรงเท่านั้น

การซ่อมแซมฝ้าเพดานบ้าน

ฝ้าเพดานยิบซัมบอร์ด
ให้เลาะแผ่นเปื่อยยุ่ยมากออกแล้วเปลี่ยนใหม่ทั้งแผ่น
รอให้ทั้งหมดแห้งสนิทจริงๆ แล้วจึงทาสีทับฝ้าโลหะ
ให้เช็ดทำความสะอาดให้แห้ง
ถ้าเป็นสนิมใช้กระดาษทรายขัดออกแล้วจึงทาสีทับเข้าไปใหม่โครงฝ้าเพดานที่
เป็นไม้ มักแอ่นหรือทรุดตัว
ให้ตรวจสอบและแก้ไขให้ได้ระดับก่อนการติดแผ่นฝ้าใหม่

*ควรตรวจสอบระบบสายไฟที่เดินในฝ้าไปพร้อมๆ กันด้วย

การซ่อมแซมประตู

ประตูที่แช่น้ำนานๆ มักจะบวมขึ้น
หรือไม่ก็จะเกิดเป็นสนิม มีวิธีแก้ไขคือ ประตูไม้
พิจารณาจากระดับความเสียหาย ถ้าผุมากๆ ควรเปลี่ยนใหม่
แต่ถ้าแค่บวมหรือผุเล็กน้อย ช่อมแซมโดยทิ้งไว้ให้แห้ง
ซ่อมแซมส่วนที่ผุให้เรียบร้อยแล้วจึงทาสีใหม่ ประตูเหล็กที่ขึ้นสนิม
ใช้กระดาษทรายขัดสนิมออกให้หมด เช็ดให้สะอาด  ตรวจรอยต่อต่างๆ
ว่ามีน้ำหลงเหลืออยู่ภายในโครงเหล็กกลวงหรือไม่
หากมีให้ถ่ายน้ำออกแล้วรอให้แห้งสนิทก่อนจึงจะทาสีกันสนิมแล้วจึงทาสีใหม่

การซ่อมแซม บานพับ ลูกบิด และรูกุญแจ

อุปกรณ์ต่างๆ เช่น บานพับ ลูกบิด
และรูกุญแจ ทำด้วยโลหะ เมื่อโดนน้ำท่วมย่อมมี ปัญหาตามมา มีวิธีแก้ไข คือ
เช็ดให้แห้งสนิท ขัดส่วนที่เป็นสนิมออกให้หมด
ใช้พวกน้ำยาหล่อลื่นชโลมตามจุดรอยต่อและรูต่างๆ ให้ทั่ว อย่าใช้จาระบี
หรือพวกขี้ผึ้งทา เพราะจะทำให้ความชื้นระเหยออกไม่ได้และฝังอยู่ข้างใน
จะกลายเป็นปัญหาภายหลัง

ถ้ายังใช้การไม่ได้ ก็ลองทำตามวิธีที่ว่านี้หลายๆ ครั้ง ถ้ายังมีปัญหา ก็ควรจะต้องถอดออก แล้วซื้อมาเปลี่ยนใหม่ 


หน้าที่ 3 - ซ่อมระบบ ไฟฟ้า/ประปา

ระบบไฟฟ้า

หลายคนคงปฏิบัติตามคำแนะนำที่ให้ตัด
ไฟฟ้าโดยปิดคัตเอาท์เมื่อน้ำท่วมบ้านเพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่ว เมื่อน้ำลดแล้ว
ก่อนจะเปิดใช้ไฟฟ้าควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีสายไฟส่วนที่ขาดห้อยต่องแต่ง
ตามที่ต่างๆ และได้ทิ้งระยะเวลาให้ความชื้นระเหยออกจากสายไฟ ปลั๊ก
และสวิตช์หมดแล้วเริ่มแรกให้ลองเปิดคัทเอ๊าท์ ถ้าคัทเอ๊าท์ตัดไฟอีกครั้ง
(ฟิวส์ขาด) แสดงว่าปลั๊กหรือสายไฟบางจุดยังเปียกชื้นอยู่
ให้เปลี่ยนฟิวส์ทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน
หรือนานกว่านั้นเพื่อให้แน่ใจว่าความชื้นระเหยออกหมดแล้ว แล้วลองอีกครั้ง
หากคัทเอ๊าท์ยังตัดไฟเหมือนเดิม เป็นไปได้ว่าอาจเกิดการลัดวงจรขึ้นจริงๆ
ควรตามช่างไฟฟ้ามาตรวจสอบ ไล่สายไฟหาจุดผิดปกติ ดีกว่าเสี่ยงชีวิตเอง
หากเปิดคัทเอ๊าท์แล้วไม่มีปัญหา ให้ลองทดสอบเปิดไฟฟ้าทีละจุด
ทดสอบปลั๊กว่ามีกระแสไฟฟ้าปกติหรือไม่
อาจใช้ไขควงชนิดตรวจกระแสไฟฟ้าได้ทดสอบดู จุดไหนที่ไม่มีกระแสไฟฟ้า
ควรเปลี่ยนสวิตช์หรือปลั๊กนั้นเสีย หากไม่มีความรู้ด้านนี้
กรุณาตามช่างไฟฟ้า ดับไฟทุกจุดในบ้าน ปลดเครื่องใช้ไฟฟ้าออกทั้งหมด
แต่ยังคงเปิดคัทเอ๊าท์เอาไว้
แล้วดูมิเตอร์ไฟฟ้าหน้าบ้านว่าเคลื่อนไหวหรือไม่
หากมิเตอร์นิ่งถือว่าสบายใจได้ระดับหนึ่งว่าระบบไฟฟ้าอาจไม่เสียหาย
แต่หากมิเตอร์หมุนเป็นไปได้ว่าไฟฟ้าตามสาย หรือตามจุดรอยต่อ อาจจะรั่ว
ให้ตามช่างไฟมาตรวจสอบหากทดสอบตามนี้แล้วผ่านถือว่าปลอดภัยระดับหนึ่งที่จะ
ใช้ไฟฟ้า อย่างไรก็ตามควรสังเกตความผิดปกติไปอีกสักระยะ
เพราะบางครั้งน้ำท่วมอาจทำให้วงจรหรือจุดเชื่อมค่อยๆ
เป็นสนิมจนความต้านทานเปลี่ยนไป เป็นเหตุให้เกิดการลัดวงจรได้
สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่โดนน้ำท่วม
ก่อนจะใช้งานต้องแห้งสนิทจริงๆ
เพราะหากยังมีความชื้นอยู่การเปิดให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านอาจทำให้เสียไปจริงๆ 
ถ้าชิ้นไหนถอดออกมาตากได้ก็ควรถอดออกมาตากให้แห้งก่อนเมื่อลองเปิดเครื่องดู
ถ้ามีความผิดปกติก็ควรดับเครื่องทันที
อาจเป็นไปได้ว่าวงจรได้เสียหายไปก่อนแล้ว
ควรส่งช่างไฟฟ้าอย่างไรก็ตามเครื่องใช้ไฟฟ้าเช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ
เครื่องซักผ้า ประกอบไปด้วยกลไกหลายส่วนที่ซับซ้อน ยากที่จะทำให้แห้งได้
ทางที่ดีควรให้ตัวแทนจำหน่าย หรือช่างประจำมาดูแลจะดีกว่า

ระบบประปา

ถังเก็บน้ำใต้ดิน
หากน้ำท่วมถึงควรถ่ายน้ำออก ล้างภายในถังทั้งหมด
เพราะน้ำที่ท่วมเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลหากหลงเหลือไว้จะเพาะพันธุ์อยู่ในถัง
ปั๊มน้ำหากโดนน้ำท่วมมิด ต้องรอให้แห้ง
แล้วจึงตรวจดูว่าเครื่องทำงานปกติหรือไม่ ตรวจสอบแรงดันน้ำ
ระยะเวลาที่อัดลมเก็บไว้ได้
หากมีอาการผิดไปจากที่เคยใช้ควรตามช่างมาแก้ไขส้วมราดไม่ลง
อาจเกิดขึ้นหลังน้ำท่วม ซึ่งคงสร้างความกระอักกระอ่วนไม่น้อย
ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ หากเป็นส้วมระบบบ่อเกรอะ-บ่อซึม อาจเกิดจาก
พื้นดินโดยรอบมีน้ำอิ่มตัว จนน้ำในบ่อซึมไม่สามารถระบายออกไปได้
กรณีนี้เป็นเรื่องปกติของระบบบ่อเกรอะ-บ่อซึม
อาจต้องรอให้พื้นดินแห้งสักหน่อยจึงจะใช้งานได้
ถ้าไม่อยากรอหรือคิดว่าไม่อยากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ทุกครั้งที่น้ำท่วม
อาจเปลี่ยนไปใช้ระบบส้วมสำเร็จแทน
หากโถส้วมอยู่ระดับต่ำกว่าหรือใกล้เคียง
กับหรือถังส้วม เมื่อนํ้าท่วมทำให้ระดับนํ้าในถังส้วมสูงกว่าระดับโถส้วม
ทำให้ราดน้ำไม่ลง หรือมีน้ำล้นออกมาจากส้วม
ซึ่งอาจแก้ไขโดยยักระดับโถส้วมให้สูงขึ้นท่อส้วมอาจแตกและฝังในดิน
ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและราดส้วมลงบ้างไม่ลงบ้าง 
ขึ้นอยู่กับน้ำในดินบริเวณรอบๆ หลังน้ำท่วมที่น้ำในดินยังมากอยู่
จึงทำให้ราดส้วมไม่ลง ให้สำรวจแนวท่อส้วมดูว่ามีท่อแตกหรือไม่
และตามช่างมาซ่อมให้เรีบร้อย
ท่อระบายอากาศจากบ่อส้วมอาจโดนเศษขยะลอยมาอุดตอนน้ำท่วม
ทำให้อากาศไม่ระบายจากถึงส้วม
ผลคือไม่สามารถเติมอะไรลงไปในถังได้อีกคล้ายส้วมเต็ม
ให้สำรวจท่อระบายอากาศจากถังส้วมกำจัดสิ่งที่อุดตันออก
หากปลาท่ออยู่ต่ำอาจต่อท่อให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันเศษขยะมาติดในอนาคต

 

หน้าที่ 4 - บริเวณรอบบ้าน และอื่นๆ
นอกบ้าน

ดูแลรักษาต้นไม้ทีโดนน้ำท่วม

ต้นไม้ที่โดนน้ำท่วมนานๆ
รากจะโดนกัดเซาะทำให้ยึดดินไว้ไม่อยู่ต้นไม้อาจล้ม หรือรากเน่าตายได้
วิธีการช่วยต้นไม้มีดังนี้ สำรวจรากต้นไม้
ถ้ามีลักษณะง่อนแง่นไม่ยึดเกาะผิวดิน ให้ใช้ไม้ค้ำยันลำต้น
อย่าใช้วิธีกดอัดดินที่รากเพราะจะทำให้รากที่อ่อนแออยู่แล้วเสียหาย
ต้นไม้จะตายขุดหลุมกว้างประมาณ 0.5 - 1 เมตร ไว้ข้างๆ
(ให้ห่างจากบริเวณราก) เพื่อดึงน้ำส่วนเกินที่ชุ่มอยู่ในดินไปรวมกันไว้
จากนั้นจึงตักหรือสูบออก
อย่าใส่ปุ๋ยเด็ดขาดเพราะจะทำให้รากไม้อ่อนแอกว่าเดิม


การซ่อมแซมรั้วบ้าน

ส่วนใหญ่ด้านล่างของรั้วจะมีคานคอดิน
อยู่ ช่วงน้ำท่วมดินใต้คานนี้อาจถูกน้ำพัดพาไปกลายเป็นโพรง
ต้องนำดินมาถมให้แน่น มิฉะนั้นดินในบ้านจะไหลออกไปข้างนอกหมด
ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาบ้านเอียงตามมา 
หากรั้วเอียงเล็กน้อยอาจหาไม้มาค้ำยันไว้ก่อนได้ แต่รั้วเอียงมากๆ
ควรตามช่างมาซ่อมประตูรั้วที่เป็นเหล็ก ให้ขูดสนิมออกให้หมดแล้วทาสีใหม่
หยอดน้ำมันหล่อลื่นที่บานพับ
ถ้าผุกร่อนเสียหายมากก็ควรเรียกช่างมาเปลี่ยนใหม่


เฟอร์นิเจอร์
การซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์โดยทั่วไปก็คือ
การพยายามเอาความชื้นออกจากเฟอร์นิเจอร์ให้มากที่สุด
แต่ทั้งนี้ยังอยู่ขึ้นกับวัสดุที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่บุ
ด้วยนุ่นหรือฟองน้ำ ควรเปลี่ยนเพราะน้ำจะพาเอาเชื้อโรคมาติดอยู่
แม้จะตากแดดให้แห้งก็ยากจะกำจัดเชื้อโรค เฟอร์นิเจอร์ไม้
ควรผึ่งให้แห้งในที่ร่ม ไม่ควรตากแดดเพราะไม้จะบิดงอ
รอให้แห้งสนิทก่อนจึงค่อยทาสีใหม่ เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ทำจาก "ไม้ปาร์ติเกิล"
(particle) ไม้ชนิดนี้จริงๆ
แล้วได้จากการเอาขี้เลื่อยและเศษไม้มาอัดกาวเป็นแท่งและบุผิวด้วยพลาสติก
ซึ่งไม่ทนน้ำเลย หากน้ำซึมถึงเนื้อไม้แล้ว
ขี้เลื่อยที่อัดไว้จะเปื่อยยุ่ยออกมา
เฟอร์นิเจอร์แบบนี้แม้จะแห้งแล้วก็จะไม่กลับมาแข็งแรงดังเดิม
หากเฟอร์นิเจอร์ไม้ปาร์ติเกิลโดนน้ำท่วมถึงครึ่ง แนะนำให้ทิ้งไปเลยดีกว่า
ถ้าท่วมบางส่วนอาจต้องเสริมความแข็งแรงด้วยไม้จริง
ซึ่งคงไม่สวยงามเหมือนเดิม เฟอร์นิเจอร์ Built in
ต้องตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างแล้ว
ยังต้องตรวจสอบระบบไฟที่ฝังอยู่ในตู้ รวมถึงทำความสะอาดรูกุญแจและลูกบิด
ซึ่งใช้วิธีการเดียวกับที่กล่าวไว้ข้างต้น

กำจัดเชื้อรา

บ้านที่โดนน้ำท่วม
มักมีเชื้อราขึ้นตามมา แม้ในบริเวณที่น้ำท่วมไม่ถึง
ก็อาจมีราขึ้นได้เพราะได้รับความชื้นจากน้ำที่ขังและอากาศไม่ถ่ายเท
การทำความสะอาดเพื่อกำจัดเชื้อราควรสวมหน้ากากป้องกัน และถุงมือ
ควรเปิดประตู หน้าต่าง ม่าน ให้อากาศถ่ายเทออกนอกบ้าน และให้มีแดดส่องถึง
ไม่ควรใช้ระบบระบายอากาศภายในบ้านหรือเปิดแอร์
เพื่อป้องกันสปอร์ฟุ้งกระจายและเชื้อราขึ้นในระบบระบายอากาศ
ให้พิจารณาว่าสิ่งของใดไม่สามารถกำจัดเชื้อราได้หมดหลังจากทำความสะอาด
และไม่มั่นใจที่สามารถทำให้สิ่งของดังกล่าวแห้งได้  ไม่ควรเก็บไว้ 
ให้ทิ้งไปให้หมด อย่าเสียดาย  มิฉะนั้นจะเสียหายมากกว่าเดิม

วัสดุที่กำจัดเชื้อราได้ยาก คือ วัสดุที่มีลักษณะเป็นรูพรุน เช่น พรม
เบาะผ้า ที่นอน ฟูก วอลเปเปอร์  ฝ้าผนังยิปซัม แผ่นยิปซัม แผ่นฝ้าไม้
กระดาษ ควรทิ้งใส่ในถุงพลาสติกและมัดให้แน่นหน่า
ป้องกันสปอร์เชื้อราแพร่กระจายสู่อากาศ

การทำความสะอาด
ให้ล้างด้วยน้ำและสบู่หรือผงซักฟอกเพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกก่อน 
แล้วขัดล้างด้วยน้ำยาโซเดียมไฮโปคลอไรด์ (NaOCl) 0.5%  
หรือใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาซักผ้าขาว ที่มีส่วนผสมของ โซเดียมไฮโปคลอไรด์ผสมอยู่
(ดูที่ข้างฉลากและต้องแน่ใจว่าเป็นยี่ห้อที่มี โซเดียมไฮโปคลอไรด์ 5-6%)
ห้ามผสมน้ำยาซักผ้าขาวกับสารอื่นๆ เด็ดขาด
เนื่องจากการผสมกับน้ำยาอื่นที่มีแอมโมเนียเป็นส่วนประกอบ
หรือน้ำยาที่มีฤทธิ์เป็นกรด จะเกิดก๊าซที่เป็นอันตราย
นอกจากนี้ควรใส่ถุงมือยางทุกครั้งก่อนใช้ และห้ามสูดดมโดยตรงเป็นอันขาด  
หลังจากทำความสะอาดแล้ว
ให้ใช้พัดลมเป่าให้แห้ง ควรเปิดหน้าต่าง เปิดประตู
เพื่อดึงสปอร์ราที่อยู่ในอากาศในบ้านออกไปนอกตัวบ้านหรืออาคารให้มากที่
สุด   ผึ่งลมไว้จนมั่นใจว่าแห้งสนิทแล้ว เป็นอันเสร็จกระบวนการ  
ให้สังเกตการเจริญเติบโตของเชื้อราอีก
2-3 วัน เพราะเชื้อราอาจจริญเติบโตซ้ำได้ ถ้าวัสดุยังไม่แห้งดีพอ 
ถ้าพบเชื้อราอีกให้ทำความสะอาดซ้ำโดยวิธีเดิม หากยังพบเชื้อราซ้ำๆ
อาจจะต้องตรวจสอบระบบการระบายอากาศ  ระบบแอร์ทั้งหมด
เนื่องจากอาจมีเชื้อราเจริญเติบโตในระบบปรับอากาศ
ควรให้ช่างที่เครื่องมือเฉพาะทางมาตรวจสอบ
ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหลังน้ำท่วม
เนื่องจากแต่ละบ้านโดนน้ำท่วมไม่เท่ากัน ระดับความเสียหายจึงไม่เท่ากัน
คงต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป ว่า ส่วนใดควรสร้างใหม่ ส่วนใดควรซ่อมแซมดี
นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับงบประมาณของแต่ละบ้าน
อาจต้องจัดลำดับความสำคัญก่อนว่าควรจัดการอะไรก่อน อะไรรอได้

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 191 คน กำลังออนไลน์