0601โมอาย

โมอาย

Moai : แท่งหินยักษ์แห่งเกาะราปานุย
คอลัมน์ Delicious Groove
เรื่อง อัษฎา อาทรไผท

วันก่อนแอบได้ยินคนคุยกันถึง Moai (โมอาย) แท่งหินยักษ์สกัดเป็นรูปคน ที่มีหน้าใหญ่ยาวผิดปกติจนกลายเป็นจุดเด่น หากใครเคยเล่น Famicom เครื่องวิดีโอเกมของ Nintendo ในสมัยก่อน พวกเกมของค่าย Konami ชอบนำเจ้า Moai นี้มาเป็นส่วนประกอบในเกมต่างๆ จนเป็นที่คุ้นตากันดี แต่คนที่พูดถึงโมอายที่ผมไปได้ยินมาวันก่อน ไม่ได้รู้จักเจ้าแท่งหินนี้จริงๆ เพราะจากที่ได้ยินการสนทนาของท่านผู้นั้น เขากำลังบอกเพื่อนของเขาว่า มันมีที่มาจาก New Zealand ซึ่งแม้จะเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีอิทธิพลจาก Polynesian เหมือนกัน แต่ที่นั่นไม่มี Moai แน่ๆ ด้วยเหตุนี้ วันนี้จึงต้องหยิบเรื่องโมอายมาสาธยายกัน เผื่อท่านที่เข้าใจผิดคนนั้นเผอิญมาอ่าน จะได้รู้แจ้งเห็นจริงเสียที

แท่งหินโมอายนั้นถูกสร้างในช่วงปี ค.ศ.1250 ถึง 1500 ของแท้ของจริงมีอยู่ที่เดียว คือที่เกาะ Easter Island หรือที่ชาวพื้นเมืองเชื้อสาย Polynesian เรียกกันว่า Rapa Nui (ราปานุย) ความเก๋าของเกาะนี้คือ มันตั้งอยู่ห่างไกลแผ่นดินอื่น (Tahiti และ Chile) ถึง 2,000 ไมล์ เรียกว่าอยู่กันแบบสันโดษไปเลย จนกระทั่งนักสำรวจชาวดัตช์นามว่า Jacob Roggeveen มาพบเข้า ในวันอีสเตอร์พอดิบพอดี (และนั่นคือที่มาของชื่อเกาะ) เมื่อปี 1722 จึงเริ่มทำให้ Moai กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วพิภพในเวลาต่อมา หลายคนเข้าใจว่ามันมีแต่หัว แต่จริงๆ แล้วเขาสร้างมาทั้งตัว แต่ส่วนใหญ่ถูกดินกลบทับอยู่ ทำให้มีแต่ช่วงหัวที่โผล่ออกมาสู้ฟ้าดิน

ความไม่ธรรมดาของ Moai นั้น เริ่มที่ขนาดมหึมาของมัน ที่บางแท่งสูงถึง 10 เมตร หนัก 80 กว่าตัน (มีการสำรวจพบบางแท่งที่ยังแกะไม่เสร็จ มีความสูงถึง 21 เมตร หนัก 270 ตัน !!!) สำหรับรายละเอียดนั้น แม้ชาวเกาะเมื่อกว่า 500 ปีที่แล้วจะไม่ทราบ แต่พวกเขาเผลอรังสรรค์งานศิลปะแนว Minimalist เข้าให้ตั้งแต่ยังไม่มีใครคิดค้นเลย พวกเขาคิดแต่จะสร้างมันขึ้นมาเพื่อเป็นเกียรติแก่บรรพบุรุษ พร้อมให้เป็นตัวแทนบรรพชนชาวเกาะผู้ล่วงลับให้ช่วยปกป้องลูกหลานสืบต่อไป

Moai แต่ละตัวมีรูปร่างแตกต่างกันไป ตามแต่ละศิลปินที่สลักเสลามันขึ้นมา ลักษณะโดยรวมของ Moai ส่วนหัวจะใหญ่โตยาวเหยียดเป็นพิเศษ (3 ใน 5 ของทั้งตัว) ไม่ต่างกับหูที่ยานลงมาตลอดหัว คิ้วโหนกออกมาจนเป็นสัน ส่วนตาตกแต่งด้วยปะการังและหินสวยงาม (แต่หลุดร่วงไปตามกาลเวลา ทำให้เหลือแต่ตาโบ๋ๆ ดังที่เห็น) ตรงช่วงปลายของจมูกที่ยาวผิดปกติมีการเชิดขึ้นเล็กน้อย รับกับปากแบะๆ ยื่นๆ ของมัน แขนทั้งสองติดอยู่แนบกับลำตัวล่ำสัน มือและนิ้วยาวๆ วางอยู่แนบสะโพก บางตัวมีก้อนหินสีแดงวางทูนไว้บนหัว

ความน่าสนใจอีกอย่างนอกจากความใหญ่โตแล้ว ชาวเกาะโบราณทำอย่างไรในการเคลื่อนย้าย ติดตั้งโมอายแต่ละตัว ที่กะเทาะออกมาจากหินภูเขาไฟ ห่างไกลจากสถานที่ตั้งพอสมควร เนื่องจากแหล่งผลิตอยู่ช่วงกลางของเกาะ แต่ที่ตั้งบูชา (Ahu) นั้นอยู่ริมขอบชายฝั่ง หันหลังให้ทะเล หันหน้ามองแผ่นดิน ชาวพื้นเมืองที่หลงเหลืออยู่เชื่อกันว่า กษัตริย์ของพวกเขาในอดีตกาลมีเวทมนตร์ สามารถเคลื่อนย้ายแท่งหินได้ ส่วนนักคิดสติเฟื่องฝั่งตะวันตกหลายคน นำโดย Erich Von Daniken ให้ความเห็นว่า มีแต่มนุษย์ต่างดาวเจ้าเดียวกับที่ไปสอนคนอียิปต์สร้างพีระมิดเท่านั้นที่จะสามารถเคลื่อนย้ายของหนักๆ อย่างนี้ได้เมื่อกว่า 5 ศตวรรษที่แล้ว พวกชาวเกาะตาดำๆ จะไปทำอะไรเป็น จนมาวันหนึ่ง น้า Pavel Pavel นักทดลองชาวเช็ก ได้ตั้งสมมุติฐานว่า การเคลื่อนย้ายแท่งหินขนาดเขื่องนี้สามารถทำได้ด้วยเชือกและคนเพียงสิบเจ็ดคน เขาไม่ได้แค่คิด เพราะเขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นในเวลาต่อมา ณ สถานที่จริง ว่าสามารถทำได้จริงๆ โดยผูกเชือกไว้ตามส่วนหัวและลำตัว จากนั้นให้คน 17 คนสลับกันดึง ให้รูปปั้นโยกเยกประหนึ่งเดินได้ ไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย

แต่ยังมีอีกหนึ่งสมมุติฐานกล่าวว่า ไม้คือหัวใจของการเคลื่อนย้ายโมอาย ซึ่งก็มีมูลอยู่บ้าง เพราะเมื่อเกาะ Easter ถูกค้นพบ มันไม่มีต้นไม้ใหญ่หลงเหลืออยู่เลย แถมผู้คนก็ละทิ้งอพยพไปจากเกาะที่ไร้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติแห่งนี้หมดแล้ว อาจเป็นได้ว่า ชาวราปานุยมัวแต่จะบูชาบรรพบุรุษกันจนหน้ามืดตามัว โค่นล้มต้นไม้เพื่อมาใช้ลำเลียงหินยักษ์ จนไปๆ มาๆ ป่าหายหมด เป็นเหตุให้เหล่าสรรพสัตว์ไม่มีที่พักพิง ตอนหลังเกิดสงครามเข่นฆ่ากันเอง (แถมยังมาพาลล้มโมอายจนหมด) เพื่อแย่งอาหารน้อยนิดที่เหลืออยู่ ทำให้อารยธรรมการสร้าง Moai มาถึงจุดสิ้นสุด ไปพร้อมๆ กับตำนานชนเผ่า Rapa Nui

จริงแท้ยังไงไม่ทราบ แต่ที่อยากเน้นคือ โมอาย มาจากเกาะอีสเตอร์ ไม่ได้มาจากนิวซีแลนด์แต่อย่างใด นกกีวีต่างหากที่กำเนิดในนิวซีแลนด์ ส่วนผลกีวีนั้นแท้ที่จริงก็มาจากเมืองจีน ไม่ได้ถือกำเนิดจากแผ่นดินนิวซีแลนด์ ส่วนชาวนิวซีแลนด์ดั้งเดิมคือชาวเมารี มิใช่ฝรั่งตาน้ำข้าว และมนุษย์ต่างดาวไม่ได้เป็นคนสร้างโมอาย มนุษย์เรานี่เองที่ทำสิ่งมหัศจรรย์ไว้ให้ลูกหลานฉงนสนเท่ห์ไปอีกพันๆ ปี

วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3952 (3152)
----------------------

ที่มา : http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?p=3873&sid=b90fe61503fd7faa2d7fb29eb4672f23

รูปภาพของ msw7706

แจ่มดีครับ

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 98 คน กำลังออนไลน์