งานครั้งที่ 1 ม.2/13 ครูกิตติมา ฐิตะธรรมกุล ภาคเรียนที่ 2/2555

รูปภาพของ bmskittima

งานครั้งที่ 1  ม.2/13  ครูกิตติมา  ฐิตะธรรมกุล  ภาคเรียนที่ 2/2555

ให้นักเรียนเขียนหาตัวอย่างโครงงานคณิตศาสตร์ ให้ครบทั้ง 4 ประเภท ประเภทละ 1 โครงงาน

แล้วเขียนลงในช่องแสดงความคิดเห็นด้านล่าง

ส่งภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 เวลา 05.00 น.


โครงงานเรื่องของใช้คณิตศาสตร์   
เมื่อพูดถึงอุปกรณ์ตกแต่งบ้านหลายคนคงนึกถึงเพียงแต่ โต๊ะ ตู้ เตียง กระถางต้นไม้
และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆจะมองข้ามสิ่งของที่มีความสำคัญไม่แพ้กันอย่างที่พวกเราได้นำเสนอ
คือโคมไฟ นาฬิกา และงานจักรสาน ในปัจจุบันมนุษย์เราได้ริเริ่มดัดแปลงเครื่องมือต่างๆ
มาแปลสภาพให้เป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้านเมื่อไรนั้นไม่ปรากฏเป็นหลักฐานที่แน่นอนแต่เป็น
ที่ทราบกันดีว่าได้มีการพัฒนารูปแบบของอุปกรณ์ตกแต่งบ้านในหลายลักษณะเพื่อให้เกิด
ความเหมาะสมกับลักษณะของชิ้นงานและความสวยงามอย่างต่อเนื่องเป็นไปตามค่านิยม 
และถ้าบ้านใดมีอุปกรณ์ตกแต่งบ้านที่มีราคาแพงก็จะช่วยแสดงให้เห็นว่าบ้านหลังนั้นมีฐานะ
ทางบ้านที่ดีทั้งยังแสดงให้เห็นถึงค่านิยมของบ้านหลังนั้นอีกด้วย
ในปัจจุบันอุปกรณ์ตกแต่งบ้านบางชนิดเช่น โคมไฟ นาฬิกา แจกัน เป็นสิ่งที่ได้รับความ
นิยมนำมาเป็นของตกแต่งบ้าน ของขวัญ ของฝากของที่ระลึกหรือสัญลักษณ์แทนความ
หมายต่างๆซึ่งต่างก็มีราคากันทั้งนั้นและก็ยังมีของที่ไม่ได้รับความนิยมมากนักทางกลุ่มของ
กระผมจึงได้เกิดความคิดที่จะนำวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาประดิษฐ์เป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน
แบบต่างๆสามารถใช้งานได้จริงทั้งยังเป็นการส่งเสริมรายได้ให้ท้องถิ่นได้ดีอีกด้วย
เพื่อสร้างของใช้ในบ้านจากวัสดุในท้องถิ่นโดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์เข้ามาประยุค
ในการประดิษฐ์ของทั้ง 3 ชิ้นนี้ เป็นการหารายได้เสริมให้กับครอบครัวและกับชุมชน
เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และเป็นไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
“ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงไม่ต้องทั้งหมดแม้จะไม่ถึงครึ่ง
อาจจะเป็นเศษหนึ่งส่วนสี่ก็จะสามารถที่จะอยู่ได้การแก้ปัญหาต้องใช้เวลาไม่ใช่ง่ายๆโดย
มากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อนแต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็จะสามารถที่จะแก้ไขได้” 
1. รูปทรงเรขาคณิต
2. สถิติ
3. เซต
4. เรขาคณิตวิเคราะห์
5. ระบบจำนวนจริง
6. ตรีโกณมิติ
ขั้นตอนที่ 1 วางแผนออกแบบชิ้นงาน 
ประชุมปรึกษาหารือเพื่อออกแบบชิ้นงานโดยแบ่งความรับผิดชอบให้ไปศึกษารูปแบบ
ชิ้นงานจากกลุ่มจักรสานและคนที่มีความรู้ในด้านนี้เพื่อนำเสนอที่ประชุม
ชื่อสมาชิก      สถานที่ให้ความรู้
1. ธนาชัย      ท่าบ้านเก่า
2. สิทธิพร      กลุ่มแม่บ้านสำเภาล่ม(ถักเชือก)
3. อัจฉริยะ    บ้านหนองโรง
ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาหัวข้อเรื่องที่เชื่อมโยงกับเนื้อหาทางคณิตศาสตร์ 
2.1ประชุมปรึกษาหารือแต่ระส่วนของชิ้นงานนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ของ
มัธยมปลายมาเกี่ยวข้องแบ่งความรับผิดชอบให้มาศึกษาทางห้องสมุดและสอบถาม
คณะครูอาจารย์ในกลุ่มสาระคณิตศาสตร์
2.2  สมาชิกในกลุ่มศึกษาค้นคว้าเรื่องที่เกี่ยวกับเนื้อหา 
2.3 สมาชิกในกลุ่มประชุมอภิปรายและขอคำปรึกษาจากอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ช่วยกันเลือกเนื้อหาทางคณิตศาสตร์ที่นำมาใช้ในส่วนต่างๆของชิ้นงาน 
2.4 ลงมือสร้างชิ้นงาน
เครื่องจักรสาร  |    โคมไฟ   |   นาฬิกา
เครื่องจักรสาน
อุปกรณ์
1. หวายต้น หวายเส้น                
2. หมุด                                
3. กรรไกร
4. กรรไกรตัดเล็บ                        
5. ท่อ P.V.C.                
6. คัดเตอร์
7. ตะปูหมุด                                  
8. ค้อนเล็ก                         
9. สีย้อมผ้า
10. น้ำมันยูนิเทน                      
11. ชแลค
วิธีการทำ
ส่วนบน
1. เริ่มนำต้นหวายมาทำเป็นวงกลม
2 .นำหวายเส้นพันกับหวายต้นให้เป็นรูปก้นหอย
3. นำหวายมาดัดเป็นวงกลม ทำเป็นฐานดอก 5วง
4. ถักดอกจำนวน 20 ดอก
5. เมื่อถักดอกเสร็จแล้วขึ้นฐานออกจากดอก 5 วง
6.เมื่อขึ้นฐานเสร็จแล้วนำต้นหวาย 1 วง เพื่อขึ้นขอบต่อส่วนบน
7. ขึ้นห่วงมหัศจรรย์ต่อจากขอบต่อ
8. เมื่อพันห่วงเสร็จแล้วขึ้นขอบบนจำนวน 4 วง 
9. เมื่อพันทั้งสามวงเสร็จแล้วขึ้นขอบวงที่ 5 
10.เมื่อพันขอบสุดท้ายเสร็จแล้วต่อจากขอบทำเป็นสามเหลี่ยมจำนวน 21 เหลี่ยม
ส่วนล่าง
1.ทำขาตั้งพานลองลงมาจากฐานพานโดยนำต้นหวายมาตัดเป็นวง 1 วง แล้วนำหวายเส้นพันต่อกับส่วนบนของพาน
2. นำหวายเส้นมาวนให้เป็นลายทีละวงให้เป็นรูปกรวยหงายจำนวน 7 วง
3. เมื่อทำ 7 วงแรกเสร็จแล้วก็นำหวายมาทำเป็นรูปกรวยคว่ำเหมือนส่วนแรก
จำนวน 5 วง 
4. ทำส่วนที่ 2 เสร็จแล้วก็ทำส่วนที่ 3 โดยทำรูปแบบเหมือนส่วนที่ 2 เป็นรูปกรวย
หงายจำนวน 5 วง 
5. ส่วนที่ 3 เสร็จแล้วก็ทำส่วนฐานเป็นรูปกรวยคว่ำฐานใหญ่จำนวนทั้งหมด 9 วง 
6. เมื่อทำฐานเสร็จทั้ง 4 ส่วนเสร็จแล้วก็ขึ้นขอบต่อจากส่วนที่ 4 จำนวน 1 วง แล้วพันให้สนิทเป็นอันเสร็จส่วนล่างของพาน
โคมไฟ 
อุปกรณ์ 
1. ปอที่ใช้ในการถัก            
2. กระดาษสา       
3. กาวแท่ง
4. หลอดไฟ(หลอดตะเกียบ)  
5. สายไฟ            
6. ไม้ไผ่
วิธีการทำ
1.เริ่มจากการเตรียมปอโดยตัดเป็น 4 เส้น เท่าๆกัน
2.ถักให้เป็นรูปตัวปู เตรียมไว้
3.นำตัวปูที่ถักแล้ว 2 ตัว มาต่อกันโดยใช้การถักตัวปู
4.นำตัวปูมาถักต่อไปเลื่อยๆจะได้เป็นรูปทรงกรวย
5.ตัดปอเป็น 4 เส้น นำมาถักเป็นเปีย
6.นำเปียที่ถักได้มาต่อเข้ากับด้านบนของกรวยที่เตรียมไว้
7.นำไม้ไผ่มาม้วนเป็นวงกลมแล้วติดกรวยเพื่อเสริมความแข็งแรง
8.นำกระดาษสามาติดกับกรวยด้านในโดยใช้กาวแท่งติด
9.นำสายไฟมาใส่กับกรวยด้านบนซึ่งจะเป็นด้านบนกรวย
10.ใส่หลอดไฟ
การทำนาฬิกา 
อุปกรณ์ 
1.ตอก                              
2.เชือกไนลอน              
3.ชุดทำนาฬิกา
4.กรรไกร                         
5.กาวแท่ง                   
6.เข็ม , ด้าย
7.เศษผ้า                           
8.กระดาษวาดเขียน    
9.ปากกาหมึกซึม
10.แผ่นเสียง
วิธีการทำ
1.นำตอกมาสารเป็นลายโดยสารเป็นลายสาม
2.ออกแบบสมการรูปหัวใจลงในกระดาษวาดเขียนเพื่อทำเป็นแบบร่าง
3.ตัดตอกที่สารไว้ตามแบบร่างสมการรูปหัวใจที่วาดในกระดาษวาดเขียน
4.นำผ้ามาเย็บทำขอบของตอกที่สารไว้และตัดตามรูปไว้แล้วเพื่อความหนาแน่น
ของตอก
5.ตัดกระดาษตามขนาดของแผ่นเสียงและออกแบบลวดลายโดยใช้
หลักคณิตศาสตร์และศิลปะมาประยุกต์ 
6.นำรูปที่ได้มาติดกับแผ่นเสียง
7.นำแผ่นเสียงที่ติดรูปมาติดกับตอกที่ตัดไว้เป็นรูปหัวใจ ดังรูป
8.นำเชือกไนลอนมาตกแต่งขอบโดยใช้กาวแท่งในการติด
9.นำตัวนาฬิกามาใส่และติดตัวเลขให้เรียบร้อย
10.ตกแต่งลายละเอียดให้เรียบร้อยและทำที่แขวนเป็นอันเสร็จเรียบร้อย
โครงงานคณิตศาสตร์นี้ผู้จัดทำมีจุดประสงค์ประดิษฐ์สิ่งของที่มีคุณค่า แปลกใหม่ 
สวยงาม และมีประโยชน์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้านได้เป็นอย่างดีโดยใช้ความรู้ทาง
คณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟเส้นโค้งหัวใจ (Cardiod)  ภาคตัดกรวย เรขาคณิตวิเคราะห์
มาประยุกต์เป็นผลงานที่มีความแปลกใหม่คือ นำมาทำเป็นนาฬิกา โคมไฟ และเป็นงาน
จักรสานที่มีความสวยงามซึ่งจากการทำดังกล่าวจะทำให้ได้ของใช้ที่เกิดจากความคิดสร้าง
สรรค์เป็นการส่งเสริมในการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์  อีกทั้งยังเป็นการช่วยเสริมรายได้
ให้กับครอบครัวเพราะการทำสิ่งประดิษฐ์นี้จะเป็นการนำสิ่งของที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นและ
เป็นการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มาประยุกต์เข้าในชิ้นงานชิ้นนี้ 
ผลงานทางคณิตศาสตร์ชิ้นนี้เป็นงานที่มีความคิดสร้างสรรค์และนำความรู้
คณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและเป็นรายได้เสริมให้กับชุมชนยุคเศรษฐกิจ
ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
1.งานจักรสานสามารถเปลี่ยนแปลงจากรูปร่างที่เป็นอยู่ให้เปลี่ยนรูปแบบไปตาม
รูปทาง เรขาคณิต ซึ่งจะเป็นการนำคณิตศาสตร์เข้ามาประยุกต์
2.ภาพModular   Art  สามารถประยุกต์ทำสิ่งอื่นๆได้อีกมากมาย  
เช่น  ทำลายกระเบื้องปูพื้น  หรือภาพฝาผนัง  เป็นการเสริมรายได้ให้กับ
ครอบครัว ชุมชนเป็นต้น

โครงงานคณิตศาสตร์ประเภททดลอง 

เทียนสมุนไพรเรขาคณิตพิชิตยุง 
บทที่  1  
ที่มาและความสำคัญ  
จากกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  เรื่อง รูปทรงเรขาคณิตและปริมาตรพวกเราได้เรียนรู้ถึงลักษณะของรูปทรง  การหาพื้นที่  และการหาปริมาตรของรูปทรงต่างๆ ทำให้พวกเราเกิดข้อสงสัยว่าปริมาตรของรูปทรงที่ได้จากการคำนวณโดยใช้สูตรนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรและเราอยากที่จะทราบว่าในปริมาตรและความสูงเท่ากันนั้นรูปทรงเรขาคณิตจะเป็นอย่างไร  เราจึงได้คิดหาวิธีที่จะพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าวโดยใช้เศษเทียนมาหลอมเป็นรูปทรงต่างๆเนื่องจากว่าโรงเรียนของพวกเราอยู่ใกล้วัดเห็นเศษเทียนจากการประกอบพิธีทางศาสนาที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อะไรพวกเราจึงได้คิดที่จะนำเอาเศษเทียนเหล่านั้นมาใช้หล่อเป็นรูปทรงเรขาคณิตเพื่อพิสูจน์ตามข้อสงสัยดังกล่าวนอกจากนี้พวกเรายังได้นำเอาพืชสมุนไพรที่สามารถไล่ยุงได้มาผสมลงในการหล่อเทียนเป็นรูปทรงต่างๆเพื่อใช้เป็นเทียนสมุนไพรไล่ยุงและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง 
วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า  
1.   เพื่อศึกษาค้นคว้าความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรงปริซึม พีระมิด กรวย   ทรงกระบอกและทรงกลม 
2.  เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง 
สมมติฐาน  
เทียนสมุนไพรรูปทรงกรวยสามารถใช้ในการไล่ยุงได้นานที่สุด 
ขอบเขตการศึกษา  
ในการทดลองเทียนสมุนไพรเรขาคณิตพิชิตยุงมีขอบเขตในการศึกษาดังต่อไปนี้ 
ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง  
ตัวแปรควบคุม 
1. พื้นที่ฐานและส่วนสูงของรูปทรงเรขาคณิต 
2. ปริมาตรและส่วนสูง 
ตัวแปรตาม 
1. ปริมาตรของรูปทรงเรขาคณิต 
2. ระยะเวลาในการกำจัดยุง 
ระยะเวลา  
6   กันยายน 2552  ถึง  24  กันยายน  2552 
สถานที่ 
อาคารอเนกประสงค์โรงเรียนบ้านดอนตัดเรือ  ต.โนนแดง  อ.โนนแดง 
จ.นครราชสีมา 
ประโยชน์ที่ได้รับ 
1.  ทราบปริมาตรของรูปทรงปริซึมสัมพันธ์กับพีระมิดและปริมาตรของกรวย  
ทรงกลมสัมพันธ์กับทรงกระบอก 
2.  ทราบปริมาตรของรูปทรงเรขาคณิตที่ใช้ในการไล่ยุงได้นานที่สุดคือ 
กรวย พีระมิด ทรงกระบอกและปริซึม ตามลำดับ 
3.  เศษเทียนที่ใช้แล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้ 
4.  เศษเทียนสามารถผสมกับพืชสมุนไพรไล่ยุงได้ 
บทที่2 
เอกสารที่เกี่ยวข้อง 
เรขาคณิต : การหาพื้นที่และปริมาตร 
ระดับชั้นมัธยมต้นนี้ นักเรียนควรมีพื้นฐานเกี่ยวกับ พื้นที่และปริมาตรที่ควรทราบดังนี้ 
1.  พิระมิด  (Pyramid)  คือ ทรงสามเหลี่ยมที่มีฐานเป็นรูปเหลี่ยมใด ๆ มียอดแหลม 
ซึ่งไม่อยู่บนระนาบเดียวกัน และทุกหน้าเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีจุดยอดร่วมกันที่ยอดแหลมนั้น      
พื้นที่ผิวเอียง  =   x เส้นรอบฐาน x สูงเอียง 
พื้นที่ผิวทั้งหมด  =  พื้นที่ผิวเอียง  +  พื้นที่ฐาน 
ปริมาตร       =   x พื้นที่ฐาน x สูง 
2.  ปริซึม  เป็นรูปทรงที่มีหน้าตัด(ฐาน)  ทั้งสองข้างเป็นรูปหลายเหลี่ยมที่เท่ากันทุกประการมีหน้าข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก การเรียกชื่อปริซึมจะเรียกตามรูปหน้าตัดของปริซึม 
พื้นที่ผิวข้าง     =  เส้นรอบฐาน x สูง 
พื้นที่ผิวทั้งหมด  =  พื้นที่ผิวข้าง  +  2 พื้นที่หน้าตัด 
ปริมาตร         =  พื้นที่ฐาน  x สูง  = กว้าง x ยาว x สูง 
3.  วงกลมแบน (Cycle) 
พื้นที่วงกลม  =  pr2   โดยที่  p =   หรือ p =  3.14159 
พื้นที่วงแหวน  =     pr12   -  pr22    โดยที่ r1  =  รัศมีวงกลมใหญ่ 
r2  =  รัศมีวงกลมเล็ก 
เส้นรอบวง  =    2pr 
4.    ทรงกลม (sphere)  คือ ทรงสามมิติที่มีผิวโค้งเรียบและจุดทุกจุดบนผิวโค้งอยู่ 
ห่างจากจุดคงที่จุดหนึ่งเป็นระยะทางเท่ากัน 
พื้นที่ผิวทรงกลม  =  4pr2 
ปริมาตรทรงกลม   =   pr3 
5.   ทรงกระบอก (Cylinder) คือ ทรงสามมิติใด ๆ ที่มีฐานเป็นรูปวงกลมที่เท่ากันทุกประการกับหน้าตัด และอยู่ในระนาบที่ขนานกัน เมื่อตัดทรงสามมิตินี้ด้วยระนาบที่ขนานกับฐานแล้ว จะได้รอยตัดเป็นวงกลมที่เท่ากันทุกประการกับฐานเสมอ 
พื้นที่ผิวข้าง  =  2pr  x  h  ( เมื่อ h คือ สูงตรง r  คือ  รัศมีปากกระบอก ) 
พื้นที่ผิวทั้งหมด  =  พื้นที่ผิวข้าง + พื้นที่ฐานทั้งสองของทรงกระบอก 
ปริมาตร   =  pr2 x h 
6.   กรวย (cone)  คือ  ทรงสามมิติใด ๆ ที่มีฐานเป็นวงกลม มียอดแหลมที่ไม่อยู่บนระแนบเดียวกันกับฐาน และเส้นที่ต่อระหว่างจุดยอดและจุดใด ๆ บนขอบของฐานเป็นส่วนของเส้นตรง 
พื้นที่ผิวข้าง  =  prl    เมื่อ  l  = สูงเอียง  r  = รัศมีของปากกระบอก 
พื้นที่ผิวกรวย  =  prl x pr2 
ปริมาตร    =    pr2h 
7.   พื้นที่สี่เหลี่ยมมุมฉาก              =    กว้าง x ยาว 
8.   พื้นที่รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส            =   ด้าน x ด้าน 
9.   พื้นที่รูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน       =   ฐาน x สูง 
10.  พื้นที่สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน       =   x ผลคูณของเส้นทแยงมุม 
11.  พื้นที่สี่เหลี่ยมคางหมู             =  x  ผลบวกด้านคู่ขนาน x สูง 
12.  พื้นที่รูปสี่เหลี่ยมใด ๆ             =  x ความยาวของเส้นทแยงมุม  x  ผลบวกของความยาวของเส้นกิ่งที่ตั้งฉากกับเส้นทแยงมุมนั้น 
13.  พื้นที่สามเหลี่ยม                  =  x ฐาน  x สูง 
ตระไคร้หอม 
1.  ฤทธิ์ไล่ยุงและแมลง 
น้ำมันตะไคร้หอม (Citronella oil) ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยสกัดจากต้นตะไคร้หอมสามารถใช้ไล่แมลงได้ (1)  ครีมที่มีน้ำมันจากใบตะไคร้หอม ความเข้มข้น 1.25, 2.5 และ 5% มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงกัด เมื่อทดสอบกับยุงก้นปล่อง โดยมีระยะเวลาในการป้องกัน นาน 2 ชม. และที่ความเข้มข้น 10% จะมีระยะเวลาในการป้องกันได้มากกว่า 4 ชม.  ตำรับครีมที่มีส่วนผสมของน้ำมันข่า 5% น้ำมันตะไคร้หอม 2.5% และวานิลลิน 0.5%  จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงกัดได้เช่นกัน โดยมีระยะเวลาในการป้องกัน นานกว่า 6 ชม.  (2, 3) และเมื่อทดสอบกับยุงรำคาญ พบว่าตำรับครีมผสม สามารถป้องกันยุงกัดได้ดีกว่าครีมที่ไม่มีน้ำมันหอมระเหย  เมื่อนำน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม มาทดสอบกับยุงที่เป็นพาหะของโรคมาลาเรีย ไข้เลือดออก และเท้าช้าง พบว่ามีผลป้องกันยุงกัดได้นาน 8-10 ชม. (4) และในการทดสอบกับยุงลาย พบว่าความเข้มข้นที่ผลในการป้องกันยุงได้ร้อยละ 50 (EC50) และร้อยละ 95 (EC95) มีค่าเท่ากับ 0.031 และ 5.259% ตามลำดับ และน้ำมันหอมระเหย ความเข้มข้น 1% สามารถป้องกันยุงกัดได้ 75.19% (5)  สารสกัด 90% เอทานอลจากตะไคร้หอม และสารสกัดตะไคร้หอมที่ผสมกับน้ำมันมะกอกและน้ำมันหอมระเหยกลิ่นชะมดเช็ด เมื่อนำมาทดสอบกับยุงลายและยุงรำคาญตัวเมีย จะมีประสิทธิภาพในการไล่ยุงได้นาน โดยมีค่าเฉลี่ยช่วงเวลาอยู่ที่ 114-126 นาที นอกจากนี้ยังมีผลในการควบคุมกำจัดลูกน้ำยุงได้ด้วย (6) น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม ความเข้มข้น 10% มี
ฤทธิ์ดีในการไล่ตัวอ่อนของเห็บ โดยให้ผลในการไล่ได้นานถึง 8 ชม.  (7)  นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ไล่แมลงที่จะมาทำลายเมล็ดข้าวที่เก็บไว้ได้ โดยไม่มีผลต่อคุณภาพของข้าว (8) ตะไคร้หอมยังมีฤทธิ์ไล่ผีเสื้อกลางคืน (9) และพวกแมลงบินต่างๆ ได้ (10) 
2.  สารสำคัญในการออกฤทธิ์ไล่ยุง 
น้ำมันตะไคร้หอมมีส่วนประกอบที่สำคัญในการออกฤทธิ์ คือ camphor (11, 12), cineol (13-15), eugenol (16-19), linalool (20), citronellal, citral (17) 
3.  การทดลองทางคลินิกใช้ในการไล่ยุง 
มีการศึกษาผลของครีมที่มีส่วนผสมน้ำมันหอมระเหย 14% ในการทาป้องกันยุง 
รำคาญกับอาสาสมัคร 40 คน เปรียบเทียบกับครีมที่ไม่มีตัวยา พบว่าสามารถป้องกันยุงได้ 13 คน ในอาสาสมัครที่ทาครีม 20 คน ขณะที่อาสาสมัครที่ทาครีมที่ไม่มีตัวยา จะไม่สามารถป้องกันยุงได้ (21)สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้ทดลองประสิทธิภาพป้องกันยุงกัดของครีมตะไคร้หอม 14% พบว่ามีผลป้องกันยุงกัดได้นาน 2 ชม. ซึ่งใกล้เคียงกับครีมจากสารสังเคราะห์ (dimethyl phthatate 20% + diethyl toluamide 5%) (22) 
การใช้ตะไคร้หอมไล่ยุง 
1. ใช้ต้นตะไคร้หอม ทุบวางไว้ข้างๆ 
2. ใช้สารสกัดตะไคร้หอมด้วยแอลกอฮอล์ ชุบสำลีวางไว้ใกล้ๆตัว 
มะกรูด 
มะกรูดมีการใช้ประโยชน์อย่างมาก เป็นได้ทั้งเครื่องเทศและยาสมุนไพร สามารถนำไปประกอบอาหารดับกลิ่นคาวและเป็นยารักษาโรค เช่น ช่วยแก้อาการท้องอืด แก้ปวดท้อง บำรุงโลหิตสตรี ขับเสมหะ ฯลฯ นอกจากการบริโภคเป็นอาหารและเป็นยารักษาโรคแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางประเภทต่าง ๆได้อีกด้วย เช่น แชมพู ครีมนวด ครีมหมักผมเป็นต้น ส่วนต่าง ๆของมะกรูด สามารถเก็บรักษาไว้ในรูปของแห้ง คือ ใบมะกรูดแห้ง และผิวมะกรูดแห้ง หรือน้ำมันหอมระเหยสารสกัดวิธีต่างๆปัจจุบันความต้องการมะกรูดของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมีแนวโน้มที่สูงขึ้น เนื่องด้วยสรรพคุณของมะกรูดที่มีความหลากหลาย แต่เกษตรกรมักจะปลูกมะกรูดกันในลักษณะเป็นพืชผักสวนครัว หรือพืชรองเท่านั้น 
ชื่อภาษาไทย   มะกรูด  ชื่อสามัญ  Porcupine Orange, Kiffir Lime, Leech Lime, Mauritius papeda  ชื่อวิทยาศาสตร์    Citrus hystrix DC. ชื่อวงศ์   RUTACEAE 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 
1.   มะกรูด เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นสูง 2-12 เมตร ลำต้นและกิ่ง มีหนามแหลม                 2. ใบมะกรูด มีลักษณะเป็นรูปไข่กว้างถึงไข่แกมรี หรือขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง 
2-6 เซนติเมตรยาว  3-15 เซนติเมตรปลายใบมน โคนใบสอบหรือมน ขอบใบ จักมน ก้านใบมีปีกเป็นแผ่นคล้ายใบคล้ายรูปลิ่มหรือไข่หัวกลับใบเป็น 2 ตอน ใบค่อนข้างหนา มีสีเขียวแก่ แผ่นใบมีต่อมน้ำมันใส มีกลิ่นหอม                3. ดอกมีสีขาว  อยู่บริเวณตรงซอกใบ มีกลิ่นหอม มีลักษณะเป็นทั้งดอกเดี่ยวและดอกช่อ มี 2-12 ดอก 
- กลีบเลี้ยง มี 4-5 กลีบ เป็นรูปไข่กว้าง ปลายแหลม   
- กลีบดอก มี 4-5 กลีบ กลีบหนา รูปไข่แกมรี ปลายมนแหลม ด้านนอกมีต่อมน้ำมันกลีบร่วงง่าย 
- เกสรเพศผู้ มีจำนวนมาก ก้านเกสรสีขาว อับเรณูสีเหลืองอ่อน 
- เกสรเพศเมีย คล้ายรูปกระบอง สีเหลืองแกมเขียว ยอดเกสรกลม สีเหลืองแกมเขียว 
-  รังไข่ ค่อนข้างกลม ส่วนบนกว้าง มีหลายช่อง 
4. ผล เป็นผลเดี่ยวค่อนข้างกลม บางพันธุ์มีผิวขรุขระ มีจุกที่หัวผล เปลือกหนา สีเขียวเมื่อสุกมีสีเหลือง มีเมล็ดหลายเมล็ด โครงสร้างด้านในคล้ายพืชตระกูลส้ม ขนาดของผลประมาณ 3-7 เซนติเมตร 
แหล่งที่พบ                          ไม่ทราบแหล่งกำเนิด แต่พบมากตามธรรมชาติในมาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา พม่า และแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
การใช้ประโยชน์จากมะกรูด 
1. ใช้ส่วนต่าง ๆ ของมะกรูด เป็นยาหรือส่วนผสมของยาต่าง ๆ  ดังนี้ 
1.1 ใบมะกรูด มีรสปร่า กลิ่นหอม แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ช้ำใน ดับกลิ่นคาว 
1.2 ผลลูกมะกรูด มีรสเปรี้ยว กัดเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้องแก้ระดูเสีย ฟอกโลหิต ขับระดู ขับลมในลำไส้ 
1.3 ผิวลูกมะกรูด    มีรสปร่า กลิ่นหอมร้อน ขับลมในลำไส้ ขับระดู ขับผายลม 
1.4 น้ำในลูกมะกรูด มีรสเปรี้ยว แก้ไอเสมหะ ฟอกโลหิต ขับระดู ขับลมในลำไส้ 
1.5 ราก มีรสจืดเย็น แก้ไข้ ถอนพิษสำแดง แก้ลมจุกเสียด กระทุ้งพิษไข้ แก้พิษ  ฝีภายใน แก้เสมหะ 
2. ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหอมและเครื่องสำอางต่าง ๆ 
3. กรดซิตริกที่อยู่ในมะกรูด ช่วยขจัดคราบสบู่ที่หลงเหลืออยู่ ทำให้ผมหวีเรียบง่ายน้ำมันจากผิวมะกรูดช่วยให้ผมดกเป็นเงางาม 
4. ใช้ปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร ดับกลิ่นคาวของอาหารใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกง         
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ 
1. ประสิทธิภาพต่อการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ 
ประสิทธิภาพต่อการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ของผิวมะกรูดอยู่ที่ส่วนน้ำมันหอมระเหย ซึ่ง 
ผิวมะกรูดจะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ ต่าง ๆ ได้ดีกว่าใบมะกรูด(เนื่องจากมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยที่น้อยกว่าผิวมะกรูด) จุลินทรีย์ที่ถูกยับยั้งได้ง่าย คือ รา ดังนั้นจึงมีการนำน้ำมันหอมระเหยไปเป็นส่วนผสมในแชมพูสระผม เพื่อกำจัดรังแค ที่มีสาเหตุ 
มาจากเชื้อรา             2. กลไกการยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ 
การที่มะกรูดสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ได้นั้น เนื่องจากมีสารพวก เจอรานิออล นิโรลิออลไอโซพูลีกอล ลินาลูล และเทอร์ไปนีนออล อยู่ด้วย ซึ่งมีรายงานว่าสารเหล่านี้มีปริสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ได้ แต่กลไกในการยับยั้งยังไม่ทราบแน่ชัด 
3. ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา 
น้ำมันใบมะกรูดมีฤทธิ์ไล่ยุงได้นาน 3 ชั่วโมง ต้านเชื้ออมีบา , d-limonene เป็นสารหลักในน้ำมันผิวมะกรูดมีฤทธิ์ยับยั้งสารก่อมะเร็งในหนู 
ส้มเขียวหวาน                  ผลไม้เมืองไทยมีมากมาย และมีตลอดปี ที่สำคัญราคาถูกและยังได้คุณค่าของสารอาหารมากมาย แถมผลไม้ยังมีเส้นใยอาหารมาก ทำให้เปรียบเสมือนตัวปัดกวาดลำไส้ให้สะอาดอยู่เสมอ ในบรรดาผลไม้ที่มีมากมายนั้นส้มถือเป็นผลไม้ที่ทุกคนรู้จัก นอกจากเป็นผลไม้แล้วยังมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรอีกด้วย ส้มเขียวหวานมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus reticulata Blanco อยู่ในวงศ์ RUTACEAE ในชื่อภาษาอังกฤษคือ Tangerine หรือ Mandarine orange มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นดังนี้ ส้มแก้วเกลียง ส้มจันทบูร ส้มแป้นกระดาน ส้มแสงทอง ส้มจุก ส้มแป้นเกลี้ยง ส้มเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงประมาณ 8 เมตร ใบเป็นใบประกอบลดรูปมีใบย่อยใบเดียวเรียงสลับใบย่อยเป็นรูปไข่กว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร ยาว 5-8 เซนติเมตรปลายใบแหลมสีเขียวเป็นมันมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วไปก้านใบมีครีบเล็กๆ ดอกเป็นสีขาวออกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อสั้นๆ ส้มเขียวหวาน ตามซอกใบและปลายกิ่งมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ มีกลิ่นหอม ผลมี
รูปกลมแป้น ขนาด 3-5 เซนติเมตร ( เส้นผ่าศูนย์กลาง ) ผิวเรียบมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วไป เมื่อแก่ จัดมีสีเขียวอมเหลือง ผิวบาง ภายในมีลักษณะเป็นกลีบหลายกลีบแยกออกจากกันได้ง่าย ผนังของกลีบบาง เนื้อในมีสีส้มบรรจุอยู่ในถุงน้ำหวานขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดเป็นรูปกลมรีสีขาวการขยายพันธุ์ทำโดยใช้ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง หรือ ใช้เมล็ด ส้มมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรโดยผลส้มสด 100 กรัม จะมีเบต้าแคโรทีน 82 ไมโครกรัม และวิตามินซี 42 มิลลิกรัม จึงใช้รักษาและป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน นอกจากนี้เปลือกผลแห้งจะมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย ซิตรัล ( CITRAL ) เจอรานิออล ( GERANIOL ) และ ไลนาโลออล ( LINALOOL ) ซึ่งน้ำมันหอมระเหยนี้สามารถสกัดออกมาเพื่อใช้แต่งกลิ่นยาและมีฤทธิ์ขับลม นอกจากนี้เปลือกผลที่แห้งเมื่อนำมาจุดไฟจะมีกลิ่นหอมและสามารถไล่ยุงได้ดีอีกด้วย ซึ่งเหมาะสมกับฤดูฝนนี้ที่มีไข้เลือดออกระบาดดังนั้นท่านผู้อ่านสามารถจะใช้เปลือกส้มไล่ยุงก็ได้ เพราะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 
การหล่อเทียน 
ขั้นตอนการหล่อเทียน              1. ทาพื้นผิวด้านในของแม่พิมพ์ด้วยวาสลีน              2. นำไส้เทียนมาตัดให้มีความยาวตามต้องการ และผูกปลายด้านหนึ่งของไส้เทียนเข้ากับ โลหะสำหรับถ่วง นำไปวางไว้ที่ฐานของแม่พิมพ์ พันปลายไส้เทียนอีกด้านหนึ่งเข้ากับแท่งไม้ไผ่ จนกระทั่งไส้เทียนส่วนที่ขึงอยู่ในแม่พิมพ์ตึงพอดี จึงวางแท่งไม้ไผ่พาดบนขอบแม่พิมพ์ ใช้เทปกาวติดยึดแท่งไม้ไผ่เข้ากับด้านนอกของแม่พิมพ์ ถ้าเทียนที่ต้องการหล่อมีรูปทรงกว้าง คุณจะทำให้มีไส้เทียนหลายๆ อันก็ได้             3. นำแม่พิมพ์ไปวางบนวัสดุพื้นผิวเรียบ             4. ใส่ขี้ผึ้งลงไปในหม้อแล้วนำไปตั้งไฟอ่อนๆ ให้ขี้ผึ้งละลาย อย่าให้ขี้ผึ้งเดือดเป็นอันขาด ถ้าขี้ผึ้งเริ่มมีควันขึ้นให้ยกหม้อออกจากเตา หาฝาหม้อมาไว้ใกล้มือ เพื่อครอบปิดในกรณีที่เกิดไฟลุกขึ้นมา เมื่อขี้ผึ้งละลายดีแล้วให้เติมสีและกลิ่นลงในขั้นตอนก่อนเทขี้ผึ้ง        5. เมื่อขี้ผึ้งละลายได้ที่ ให้รีบตักหรือเทลงแม่พิมพ์อย่างรวดเร็ว แต่อย่าเทจนหมด ให้เก็บขี้ผึ้งไว้เล็กน้อยสำหรับเติมลงในส่วนที่เป็น "บ่อ" ที่อยู่ด้านบนสุดของแท่งเทียนเพื่อให้จับตัวแข็งอยู่รอบๆ ไส้เทียน        6. ทิ้งให้เทียนจับตัวแข็งราว 24 ชั่วโมง (ห้ามเคลื่อนย้ายอย่างน้อย 2 ชั่วโมง) แล้วจึงนำออกจากแม่พิมพ์        7. ส่วนใหญ่แล้วเทียนที่จับตัวแข็งจะหลุดออกจากพิมพ์อย่างง่ายดาย แต่ถ้ายังเอาออกไม่ได้ ให้นำไปแช่ตู้เย็นอีก  1 ชั่วโมง ก็จะเอาออกได้    
บทที่  3 
วิธีการดำเนินการ 
อุปกรณ์ 
1.   กระดาษแข็ง                      2.  เศษเทียน           
3.  แก้ว                                  4.  สีเทียน 
5.  ไส้เทียน                            6.  บิกเกอร์ ขนาด 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร 
7.บิกเกอร์ ขนาด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร    8.  เตาไฟ                     
9.  รูทรงเรขาคณิต                     10.  มีดคัตเตอร์        
11.  กาว                                 12.  แผ่นฟิวเจอร์บอร์ด 
13. ใบตะไคร้หอม (บดตากแห้ง)    14.  เปลือกส้ม (บดตากแห้ง) 
15.  เปลือกมะกรูด (บดตากแห้ง)    16.  เครื่องปั่นผลไม้ 
17. ไม้ขีดไฟ                           18.  กรรไกร 
19. ไม้บรรทัด 
ศึกษาความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรงปริซึม  พีระมิด   กรวย   ทรงกระบอก 
และทรงกลม 
ขั้นเตรียม 
1.  ความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรงปริซึม   พีระมิด    จัดเตรียมรูปทรงพีระมิดฐานสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมจัตุรัสและ หกเหลี่ยมด้านเท่าที่มีพื้นที่ฐานและส่วนสูงเท่ากับรูปทรงของปริซึมฐานสามเหลี่ยม  สี่เหลี่ยมจัตุรัส  และหกเหลี่ยมด้านเท่า ตามลำดับเพื่อเป็นแม่พิมพ์สำหรับหล่อรูปทรงเรขาคณิต 
2.  ความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรง กรวย ทรงกระบอก และทรงกลม 
จัดเตรียมรูปทรงกรวย  ทรงกระบอก  และทรงกลม(รัศมีเท่ากัน)และส่วนสูงเท่ากัน เพื่อเป็นแม่พิมพ์สำหรับหล่อรูปทรงเรขาคณิต 
ขั้นปฏิบัติ 
1. หลอมละลายเทียนให้ได้ปริมาตร  ตามที่ต้องการ 
2. นำเทียนที่หลอมละลายนั้นมาตวงใส่ในบิกเกอร์ขนาด100ลูกบาศก์เซนติเมตร 
3. จดบันทึกปริมาตรของเทียนที่ใช้  หล่อเทียนในแม่พิมพ์รูปทรงปริซึม  พีระมิด  กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลม 
ขั้นสรุปผล 
1.   เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของปริมาตรระหว่างรูปทรงปริซึม กับพีระมิดจากข้อมูลที่จดบันทึกไว้ 
2.  เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของปริมาตรระหว่างรูปทรงกรวยทรงกระบอก และทรงกลม 
ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง 
ขั้นเตรียม 
1. กำหนดรูปทรงเรขาคณิต  ปริซึม   พีระมิด   กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลมที่มีปริมาตรและพื้นที่ฐานที่เท่ากัน 
2.  คำนวณหาส่วนสูงของรูปทรงปริซึม พีระมิด กรวย ทรงกระบอกและทรงกลมเพื่อจัดทำแม่พิมพ์สำหรับหล่อเทียน 
3. จัดทำแม่พิมพ์รูปทรงเรขาคณิต  ปริซึม  พีระมิด  กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลมที่มีปริมาตรและพื้นที่ฐานเท่ากัน 
ขั้นปฏิบัติ 
1.  หลอมละลายเทียนให้ได้ปริมาตร  ตามที่ต้องการ 
2.  นำเทียนที่หลอมละลายนั้นมาตวงใส่บิกเกอร์ขนาด 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร 
3.  หล่อเทียนรูปทรงปริซึม  พีระมิด  กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลม 
4.  จุดเทียนรูปทรงปริซึม  พีระมิด กรวย ทรงกระบอกและทรงกลมและจับเวลาในการหลอมละลาย 
5.  บันทึกผลการทดสอบ 
ขั้นสรุปผล 
เปรียบเทียบระยะเวลาที่ได้จากการจุดเทียนที่รูปทรงปริซึม  พีระมิด  กรวย ทรงกระบอกและทรงกลม 
บทที่  4  
ผลการดำเนินการ 
การทดลองหาความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรงปริซึม  พีระมิด  
กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลม 
ตารางที่  1  เปรียบเทียบปริมาตรของรูปทรงปริซึม  พีระมิด  กรวย  ทรงกระบอก 
และทรงกลม   ที่มีพื้นที่ฐานเท่ากัน และส่วนสูงเท่ากัน 
รูปทรง พื้นที่ฐาน ความสูง ปริมาตร 
ปริซึมสามเหลี่ยม  x 9 x 8 = 36 8.33 300 
พีระมิดสามเหลี่ยม  x 9 x 8 = 36 8.33 100 
ปริซึมสี่เหลี่ยมจัตุรัส 6x6   =  36 8.33 300 
พีระมิดสี่เหลี่ยมจัตุรัส 6x6   =  36 8.33 100 
ทรงกระบอก x = 33.3 9 300 
ทรงกลม x = 33.3 6.5 200 
กรวย x = 33.3 9 100 
ผลการทดลอง  พบว่า   
ความสัมพันธ์ของปริมาตรระหว่างรูปทรงปริซึมกับพีระมิดที่มีพื้นที่ฐานและความ 
สูงเท่ากัน  พบว่าปริมาตรของทรงปริซึมที่ได้เป็นสามเท่าของรูปทรงพีระมิด 
ความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงกรวย  ทรงกระบอก  พบว่าปริมาตรของรูป 
ทรงกระบอกที่ใช้เป็นสามเท่าของรูปทรงกรวย  และเป็นสองเท่าของทรงกลมตามลำดับโดยเรากำหนดพื้นที่ฐานและความสูงของรูปทรงเป็นตัวควบคุม  จึงทำให้เรามองเห็นความจริงในเรื่องของปริมาตรที่เป็นรูปธรรมและมีความชัดเจน 
การทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง 
ตารางที่  2   เปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง 
รูปทรง พื้นที่ฐาน สูง ปริมาตร ระยะเวลา(ชั่วโมง) 
ปริซึมสี่เหลี่ยมจัตุรัส 5 x 5   =  25 10 250 2.06 
พีระมิดสี่เหลี่ยมจัตุรัส 5 x 5   =  25 30 250 2.31 
กรวย x = 25 29.83 250 2.52 
ทรงกระบอก x = 25 9.94 250 2.18 
ผลการทดลอง  พบว่า   
รูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง เมื่อปริมาตรและพื้นที่ฐานเท่ากันรูปทรงเรขาคณิตทีมีระยะเวลาในการหลอมละลายในการไล่ยุงได้นานที่สุด ได้แก่  รูปทรงกรวย  รูปทรงพีระมิด   ทรงกระบอก   และรูปทรงปริซึม  ตามลำดับ 
บทที่ 5 
อภิปรายผลการดำเนินการ 
จากผลการศึกษาค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับรูปทรงเรขาคณิตและปริมาตร โดยเรากำหนดพื้นที่ฐานและความสูงของรูปทรงปริซึม พีระมิด กรวย ทรงกลมและทรงกระบอก ทำให้เราพิสูจน์ทฤษฏีบทในการคำนวณหาปริมาตรโดยใช้สูตรให้เห็นเป็น รูปธรรม กล่าวคือ 
1.  กลุ่มข้าพเจ้าได้เห็นความสัมพันธ์ของปริมาตรระหว่างรูปทรงปริซึมกับพีระมิดที่มีพื้นที่ฐานและความสูงเท่ากัน  พบว่า 
-    ปริมาตรของทรงปริซึมที่ใช้เป็นสามเท่าของรูปทรงพีระมิด 
-    ปริมาตรของรูปทรงกระบอกที่ใช้เป็นสามเท่าของรูปทรงกรวย 
-  ปริมาตรของรูปทรงกลมที่ใช้เป็นสองเท่าของรูปทรงกรวย 
โดยเรากำหนดพื้นที่ฐานและความสูงของรูปทรงเป็นตัวควบคุม  จึงทำให้เรามองเห็นความจริงในเรื่องของปริมาตรที่เป็นรูปธรรมและมีความชัดเจน 

โครงงานคณิคศาสตร์ประเภทประดิษฐ์ ชื่อ  โครงงานแปลงโฉมโคมไฟ  
ครูที่ปรึกษา     1.  ครูชัชรีย์   ธีระรังสิกุล     2.  ครูณชญาดา บำรุงศรี 
คณะผู้จัดทำ 
1. นางสาว พิกุลรัตน์ ศรีสกุล    เลขที่    8      ชั้น   ม. 4 
2. นางสาว อภิวัน คำนวน       เลขที่   14      ชั้น   ม. 4 
3.นางสาว ศศิธร พิมพ์สอน       เลขที่   19     ชั้น   ม. 4 
ที่มาและความสำคัญ 
แสงสว่างมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต กิจกรรมการทำงานทุกชนิดต้องอาศัยแสงสว่างช่วยในการมองเห็น ถ้าแสงสว่างที่ได้รับไม่เพียงพอ หรือ มีแสงสว่างมากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของงาน การเรียนเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้แสงสว่างในการมองเห็น 
นักเรียนต้องเรียนหนังสือประมาณวันละ 6 ชั่วโมง หากแสงสว่างในห้องเรียนไม่เพียงพอจะส่งกระทบต่อสมรรถภาพสายตา และสมาธิในการเรียนการจัดแสงสว่างในห้องเรียนให้เพียงพอและมีการกระจายของแสงสว่างอย่างทั่วถึงทั้งห้องจึงเป็นเรื่องสำคัญสภาพสังคมปัจจุบัน มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ที่มนุษย์พัฒนาขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการในด้านต่างๆ รวมทั้งด้านการบริโภค ซึ่งมีอาหารและเครื่องดื่มที่ผลิตขึ้นบรรจุในภาชนะหลากหลาย โดยเฉพาะ
พลาสติกที่ก่อให้เกิดปัญหาเนื่องจากย่อยสลายยาก ถ้านำไปเผาทำลายจะทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น รัฐบาลและสื่อต่างๆจึงร่วมมือกันรณรงค์แก้ไขปัญหาด้วยการเชิญชวนให้ประชาชน ใช้น้อย ใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่  
วิธีการดำเนิน งาน 
1. ศึกษารูปแบบการทำโคมไฟจากขวดเพท  
2. ศึกษาการทนความร้อนของขวดเพทกับหลอดประหยัดไฟ    ที่มีกำลังวัตต์ที่แตกต่างกัน  
3. ทดลองประดิษฐ์โคมไฟรูปแบบต่างๆ  
4. สรุปผลการทดลอง  
5. จัดทำรายงานผลการทดลอง  
ขั้นตอนการทำ 1. นำกระดาษทิชชูมาเช็ดทำความสะอาดภายในขวดและรอบๆขวด  
2. นำคัตเตอร์มาตัดขวดเพื่อไปทำดอกไม้  3.เริ่มตัดขวดเพื่อทำเป็นดอกไม้และใบไม้ 4. นำมาประกอบ เป็นโคมไฟสวยงาม 
สรุปผลการศึกษา 1. โคมไฟที่ได้จากการแปลงโฉมใหม่ ใช้หลอดประหยัดไฟขนาด 60 วัตต์ ซึ่งมีความสว่างเพียงพอสำหรับการอ่านหนังสือและถนอมสายตาไม่ให้ระคายเคืองได้ 2. กาวที่ใช้ยึดติดดอกไม้จากขวดเพทคือกาวร้อน สามารถยึดติดวัสดุกับโคมไฟจากขวดเพทได้ดี ทนต่อความร้อนจากหลอดไฟ ไม่ลอกหลุดง่าย  
3. ได้โคมไฟที่ประดิษฐ์จากขวดเพท ตามความต้องการและมีความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง  4. สีที่ใช้ในการระบายดอกไม้และใบไม้เป็นสีเรซิ่น (สีทาเล็บ) ซึ่งหาได้ง่ายในท้องถิ่น หากต้องการสีที่สดใสมากขึ้น ควรใช้สีอครีลิค แต่มีราคาสูงกว่าสีทาเล็บมาก 
ประโยชน์ที่ได้รับ 
ได้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของขวดเพทและสามารถประดิษฐ์โคมไฟจากขวดเพท(PET)เพื่อใช้ประโยชน์ได้  
ตามวัตถุประสงค์ ช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกทางหนึ่งด้วย การนำขวดพลาสติกมาประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับตกแต่ง  การทำโคมไฟจากขวดเพทนี้ ใช้งบประมาณในการประดิษฐ์ต่ำ ทำง่ายสามารถนำไปใช้ประดับตกแต่งอาคาร หรือร้านค้าต่างๆได้อย่างสวยงาม โดยใช้วัสดุเหลือใช้หาง่าย ในท้องถิ่น และเลือกใช้หลอดไฟที่มีกำลังไฟได้ตามความต้องการใช้งานอีกด้วย เราอาจจะตัดเป็นรูปทรงเรขาคณิตต่างๆ เช่น  รูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ห้าเหลี่ยม เจ็ดเหลี่ยม ฯลฯ ถ้ายิ่งเหลี่ยมน้อยเราต้องลดกำลังวัตต์ ของไฟฟ้าลง ถ้าหลายเหลี่ยมก็ควรเพิ่มจำนวนวัตต์ของไฟฟ้าด้วย  

โครงงานคณิตศาสตร์ประเภทสำรวจ 

โครงงานสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี ปีการศึกษา 2550 เกี่ยวกับประเภทของภาพยนตร์ที่นักเรียนเลือกชม 
จัดทำโดย 
กลุ่ม KASPERSKY 
เสนอ 
อาจารย์สมบัติ สัณหรัติ 
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 
โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี 
คำนำ 
ภาพยนตร์คือสื่อบันเทิงที่จะช่วยผ่อนคลายอารมณ์ ความเครียด ในปัจจุบันก็มีภาพยนตร์มากมายให้เลือกดู คณะทำงานจึงอยากสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับประเภทของภาพยนตร์ที่วัยรุ่นชอบดู จึงนำเสนอโครงงานสำรวจนี้เพื่อศึกษาและรวบรวมความคิดเห็นของวัยรุ่นเพื่อวิเคราะห์ลักษณะนิสัย ผ่านทางประเภทของภาพยนตร์ จึงตัดสินใจเสนอโครงงานชุดนี้ 
โครงงานสำรวจนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชาคณิตศาสตร์แหล่ง ข้อมูลได้มาจากการสำรวจโดยตรง หากระบบการพิมพ์และรวมเล่มมีข้อผิดพลาดบ้าง ทางคณะทำงานจึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยและจะปรับปรุงให้ดีในครั้งต่อไป 
กลุ่ม Kaspersky 
26 มกราคม 2551 
สารบัญ 
เรื่อง           หน้า 
บทคัดย่อ          1 
ตัวอย่างแบบสอบถาม         2 
ตัวอย่างแบบสอบถามจริง  3   คน        3 
ผลสรุป           6 
* ตารางแสดงจำนวนคำตอบของผู้ตอบแบบสอบถาม     7 
* ตารางแสดงร้อยละของจำนวนคำตอบคิดเป็นร้อยละ   8 
* กราฟและแผนภูมิแสดงจำนวนคำตอบของผู้ตอบแบบสอบถาม   9 
แบบประเมิน          11 
คณะทำงาน          14  
บทคัดย่อ 
โครงงานสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย    โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี  ปีการศึกษา 2550 
เกี่ยวกับประเภทของภาพยนตร์ที่นักเรียนเลือกชม 
ความเป็นมา 
ในปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไป ความกดดันจากสิ่งแวดล้อมต่างๆทำให้ประชาชนเกิดความเครียด ภาพยนตร์จึงเข้ามามีบทบาทในการให้ความบันเทิง ความรู้ และช่วยคลายความเครียด คณะทำงานจึงอยากทราบว่าวัยรุ่นชื่นชอบภาพยนตร์ประเภทใดบ้าง 
จุดประสงค์ 
1. เพื่อสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกชมภาพยนตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี  ปีการศึกษา 2550  เกี่ยวกับประเภทของภาพยนตร์ที่นักเรียนเลือกชม 
2. วิเคราะห์ลักษณะนิสัยของวัยรุ่นจากประเภทของภาพยนตร์ 
กลุ่มสาระที่เกี่ยวข้อง 
1. ภาษาไทย – การใช้ภาษาในการสื่อสาร สื่อความหมาย และการนำเสนอข้อมูล  
2. คณิตศาสตร์ - กระบวนการทางสถิติ 
3. สังคมศึกษา - คุณธรรมและจริยธรรมของกิจกรรมนักเรียน 
4. สุขศึกษาและพลศึกษา - กิจกรรมที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 
วิธีดำเนินงาน 
1. สมาชิกประชุมปรึกษาและร่วมกันวางแผนโครงงานสำรวจความคิดเห็น เสนอบทคัดย่อต่อครูที่ปรึกษา 
ประจำวิชา เพื่อพิจารณาความสำคัญของปัญหา ความเหมาะสม และแก้ไขให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ 
2.คณะทำงานดำเนินการตามกระบวนการทางสถิติ ได้แก่ เก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นจากแหล่งการเรียนรู้ เช่น ห้องสมุด เว็บไซต์ เป็นต้น สร้างแบบถาม และ ตรวจสอบความถูกต้อง เสนอครู 
3. ทำสำเนาแบบสอบถามจำนวน 200 ชุด สำรวจความคิดเห็นนักเรียนโดยการสุ่มตัวอย่าง ห้องละ 40 คน จำนวน 5 ห้อง นำผลการสำรวจมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวโน้มเข้ามาสู่ส่วนกลาง ค่าสถิติที่ใช้คือ ฐานนิยม ในรูปแบบค่าร้อยละของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามค่ามากไปสู่น้อย 
4. นำค่าการวิเคราะห์ข้อมูลมาสรุปผลโดยภาครวมและอภิปรายผลในภาคบรรยาย 
5. สรุปผลการทำโครงงาน นำเสนอผลงานต่อที่ประชุมห้องเรียนเพื่อตรวจสอบความช่วยเหลือ ความสมบูรณ์ของข้อมูล แล้วจัดทำรูปเล่มโครงงาน 1 เล่ม รูปแบบสำรวจ 1 เล่ม ส่งครูที่ปรึกษาประจำวิชา 
ผลที่คาดว่าจะได้รับ 
1. ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่นักเรียนเลือกชม 
2. ทราบลักษณะนิสัยของวัยรุ่นจากประเภทของภาพยนตร์ 
ผลการสำรวจ 
จากแบบสอบถามแบบสุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 200 ชุด   ผู้ตอบแบบสอบถามส่งกลับมาจำนวน 200 ชุด แต่ละชุดมีคำตอบครบทั้ง 200 ชุด 
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป 
สรุปข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้ดังนี้ 
1. อายุของผู้ตอบแบบสอบถาม 
อายุ 15 ปี จำนวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 21 
อายุ16 ปี จำนวน  71 คน คิดเป็นร้อยละ 35.5 
อายุ 17 ปี จำนวน 55 คน คิดเป็นร้อยละ 27.5 
อายุ 18 ปี จำนวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 17.5 
2. เพศ 
ชาย จำนวน  0 คน คิดเป็นร้อยละ 0 
หญิง จำนวน  200 คน คิดเป็นร้อยละ 100 
3. การศึกษาอยู่ระดับชั้น 
ม.4 จำนวน  86 คน คิดเป็นร้อยละ 43 
ม.5 จำนวน  67 คน คิดเป็นร้อยละ 33.5 
ม.6 จำนวน  47 คน คิดเป็นร้อยละ 23.5 
จากตอนที่ 1 สรุปได้ว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อายุ 16 ปี เป็นเพศ  หญิง 
และการศึกษาอยู่ในระดับชั้นม.4 
ตารางที่ 1  แสดงจำนวนความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถาม 
ประเภทของภาพยนต์ ระดับความคิดเห็น รวม มาก(3) ปานกลาง(2) น้อย(1) ไม่มีความคิดเห็น(0) 
1. Action/บู๊  101 63 30 6 200 
2. Horror/สยองขวัญ 108 67 21 4 200 
3. War/สงคราม 47 72 60 21 200 
4. Suspense/สืบสวน 61 84 43 12 200 
5. Sci-fi/วิทยาศาสตร์ 56 84 48 12 200 
6. fantacy/แฟนตาซี 100 63 28 9 200 
7. Comedy/ตลก 145 44 8 3 200 
8. Romantic/โรแมนติค 100 55 25 20 200 
9. History/ประวัติศาสตร์ 21 88 43 48 200 
10. Musical/เพลง 101 40 29 30 200 
11. Animation/การ์ตูน 113 48 29 10 200 
12. ประเภทอื่นๆ 2 2 4 192 200 
จากตารางที่ 1 แสดงจำนวนความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถาม  สรุปได้ว่า 
ภาพยนตร์ที่นักเรียนเลือกชมมากที่สุด    คือ  Comedy/ตลก  จำนวน 145 คน  
เลือกชมปานกลางมากที่สุดคือ  History/ประวัติศาสตร์จำนวน 88 คน  
เลือกชมน้อยมากที่สุด   คือ  War/สงคราม  จำนวน 60 คน  
ไม่เคยเลือกชมมากที่สุด   คือ   อื่นๆ   จำนวน 192 คน 
ตารางที่ 2  แสดงจำนวนความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามคิดเป็นร้อยละ 
ประเภทของภาพยนตร์ ระดับความคิดเห็น รวม มาก(3) ปานกลาง(2) น้อย(1) ไม่มีความคิดเห็น(0) 
1. Action/บู๊   50.5  31.5 15  3  100  
2. Horror/สยองขวัญ  54  33.5  10.5  2  100 
3. War/สงคราม  23.5  36  30  10.5  100 
4. Suspense/สืบสวน  30.5  42  21.5  6  100 
5. Sci-fi/วิทยาศาสตร์  28  42  24  6  100 
6. fantacy/แฟนตาซี  50  31.5  14  4.5  100 
7. Comedy/ตลก  72.5  22  4  1.5  100 
8. Romantic/โรแมนติค  50  27.5  12.5  10  100 
9. History/ประวัติศาสตร์  10.5  44  21.5  24  100 
10. Musical/เพลง  50.5  20  14.5  15  100 
11. Animation/การ์ตูน  56.5  24  14.5  5  100 
12. อื่นๆ  1 1   2  96  100 
จากตารางที่ 2 แสดงจำนวนความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามคิดเป็นร้อยละ  สรุปได้ว่า 
ภาพยนตร์ที่นักเรียนเลือกชมมากที่สุด    คือ  Comedy/ตลก  คิดเป็นร้อยละ     72.5  
เลือกชมปานกลางมากที่สุดคือ  History/ประวัติศาสตร์คิดเป็นร้อยละ      44 
เลือกชมน้อยมากที่สุด   คือ  War/สงคราม  คิดเป็นร้อยละ     30 
ไม่เคยเลือกชมมากที่สุด   คือ   ประเภทอื่นๆ  คิดเป็นร้อยละ     96 
เด็กหญิงกชมน เฮ่า เลขที่ 13 ชั้น ม.2/13 

โครงงานเรื่องของใช้คณิตศาสตร์  
  
       เมื่อพูดถึงอุปกรณ์ตกแต่งบ้านหลายคนคงนึกถึงเพียงแต่ โต๊ะ ตู้ เตียง กระถางต้นไม้
และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆจะมองข้ามสิ่งของที่มีความสำคัญไม่แพ้กันอย่างที่พวกเราได้นำเสนอ
คือโคมไฟ นาฬิกา และงานจักรสาน ในปัจจุบันมนุษย์เราได้ริเริ่มดัดแปลงเครื่องมือต่างๆ
มาแปลสภาพให้เป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้านเมื่อไรนั้นไม่ปรากฏเป็นหลักฐานที่แน่นอนแต่เป็น
ที่ทราบกันดีว่าได้มีการพัฒนารูปแบบของอุปกรณ์ตกแต่งบ้านในหลายลักษณะเพื่อให้เกิด
ความเหมาะสมกับลักษณะของชิ้นงานและความสวยงามอย่างต่อเนื่องเป็นไปตามค่านิยม
และถ้าบ้านใดมีอุปกรณ์ตกแต่งบ้านที่มีราคาแพงก็จะช่วยแสดงให้เห็นว่าบ้านหลังนั้นมีฐานะ
ทางบ้านที่ดีทั้งยังแสดงให้เห็นถึงค่านิยมของบ้านหลังนั้นอีกด้วย
       ในปัจจุบันอุปกรณ์ตกแต่งบ้านบางชนิดเช่น โคมไฟ นาฬิกา แจกัน เป็นสิ่งที่ได้รับความ
นิยมนำมาเป็นของตกแต่งบ้าน ของขวัญ ของฝากของที่ระลึกหรือสัญลักษณ์แทนความ
หมายต่างๆซึ่งต่างก็มีราคากันทั้งนั้นและก็ยังมีของที่ไม่ได้รับความนิยมมากนักทางกลุ่มของ
กระผมจึงได้เกิดความคิดที่จะนำวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาประดิษฐ์เป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน
แบบต่างๆสามารถใช้งานได้จริงทั้งยังเป็นการส่งเสริมรายได้ให้ท้องถิ่นได้ดีอีกด้วย
     

เพื่อสร้างของใช้ในบ้านจากวัสดุในท้องถิ่นโดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์เข้ามาประยุค
ในการประดิษฐ์ของทั้ง 3 ชิ้นนี้ เป็นการหารายได้เสริมให้กับครอบครัวและกับชุมชน
 เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และเป็นไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
   “ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงไม่ต้องทั้งหมดแม้จะไม่ถึงครึ่ง
อาจจะเป็นเศษหนึ่งส่วนสี่ก็จะสามารถที่จะอยู่ได้การแก้ปัญหาต้องใช้เวลาไม่ใช่ง่ายๆโดย
มากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อนแต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็จะสามารถที่จะแก้ไขได้”
     

1. รูปทรงเรขาคณิต
2. สถิติ
3. เซต
4. เรขาคณิตวิเคราะห์
5. ระบบจำนวนจริง
6. ตรีโกณมิติ
 
 
ขั้นตอนที่ 1 วางแผนออกแบบชิ้นงาน
    ประชุมปรึกษาหารือเพื่อออกแบบชิ้นงานโดยแบ่งความรับผิดชอบให้ไปศึกษารูปแบบ
ชิ้นงานจากกลุ่มจักรสานและคนที่มีความรู้ในด้านนี้เพื่อนำเสนอที่ประชุม
ชื่อสมาชิก      สถานที่ให้ความรู้
1. ธนาชัย      ท่าบ้านเก่า
2. สิทธิพร      กลุ่มแม่บ้านสำเภาล่ม(ถักเชือก)
3. อัจฉริยะ    บ้านหนองโรง
ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาหัวข้อเรื่องที่เชื่อมโยงกับเนื้อหาทางคณิตศาสตร์
    2.1ประชุมปรึกษาหารือแต่ระส่วนของชิ้นงานนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ของ
มัธยมปลายมาเกี่ยวข้องแบ่งความรับผิดชอบให้มาศึกษาทางห้องสมุดและสอบถาม
คณะครูอาจารย์ในกลุ่มสาระคณิตศาสตร์
    2.2  สมาชิกในกลุ่มศึกษาค้นคว้าเรื่องที่เกี่ยวกับเนื้อหา
    2.3 สมาชิกในกลุ่มประชุมอภิปรายและขอคำปรึกษาจากอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ช่วยกันเลือกเนื้อหาทางคณิตศาสตร์ที่นำมาใช้ในส่วนต่างๆของชิ้นงาน
    2.4 ลงมือสร้างชิ้นงาน
 

เครื่องจักรสาร  |    โคมไฟ   |   นาฬิกา
________________________________________

เครื่องจักรสาน

 


อุปกรณ์
1. หวายต้น หวายเส้น                2. หมุด                                3. กรรไกร
4. กรรไกรตัดเล็บ                        5. ท่อ P.V.C.                6. คัดเตอร์
7. ตะปูหมุด                                  8. ค้อนเล็ก                         9. สีย้อมผ้า
10. น้ำมันยูนิเทน                      11. ชแลค
วิธีการทำ
      ส่วนบน
1. เริ่มนำต้นหวายมาทำเป็นวงกลม
2 .นำหวายเส้นพันกับหวายต้นให้เป็นรูปก้นหอย
3. นำหวายมาดัดเป็นวงกลม ทำเป็นฐานดอก 5วง
4. ถักดอกจำนวน 20 ดอก
5. เมื่อถักดอกเสร็จแล้วขึ้นฐานออกจากดอก 5 วง
6.เมื่อขึ้นฐานเสร็จแล้วนำต้นหวาย 1 วง เพื่อขึ้นขอบต่อส่วนบน
7. ขึ้นห่วงมหัศจรรย์ต่อจากขอบต่อ
8. เมื่อพันห่วงเสร็จแล้วขึ้นขอบบนจำนวน 4 วง
9. เมื่อพันทั้งสามวงเสร็จแล้วขึ้นขอบวงที่ 5
10.เมื่อพันขอบสุดท้ายเสร็จแล้วต่อจากขอบทำเป็นสามเหลี่ยมจำนวน 21 เหลี่ยม
       ส่วนล่าง
1.ทำขาตั้งพานลองลงมาจากฐานพานโดยนำต้นหวายมาตัดเป็นวง 1 วง แล้วนำหวายเส้นพันต่อกับส่วนบนของพาน
2. นำหวายเส้นมาวนให้เป็นลายทีละวงให้เป็นรูปกรวยหงายจำนวน 7 วง
3. เมื่อทำ 7 วงแรกเสร็จแล้วก็นำหวายมาทำเป็นรูปกรวยคว่ำเหมือนส่วนแรก
จำนวน 5 วง
4. ทำส่วนที่ 2 เสร็จแล้วก็ทำส่วนที่ 3 โดยทำรูปแบบเหมือนส่วนที่ 2 เป็นรูปกรวย
หงายจำนวน 5 วง
5. ส่วนที่ 3 เสร็จแล้วก็ทำส่วนฐานเป็นรูปกรวยคว่ำฐานใหญ่จำนวนทั้งหมด 9 วง
6. เมื่อทำฐานเสร็จทั้ง 4 ส่วนเสร็จแล้วก็ขึ้นขอบต่อจากส่วนที่ 4 จำนวน 1 วง แล้วพันให้สนิทเป็นอันเสร็จส่วนล่างของพาน
 ด้านบน
 
  โคมไฟ


อุปกรณ์
       1. ปอที่ใช้ในการถัก            2. กระดาษสา       3. กาวแท่ง
       4. หลอดไฟ(หลอดตะเกียบ)  5. สายไฟ            6. ไม้ไผ่
วิธีการทำ
1.    เริ่มจากการเตรียมปอโดยตัดเป็น 4 เส้น เท่าๆกัน
2.    ถักให้เป็นรูปตัวปู เตรียมไว้
3.    นำตัวปูที่ถักแล้ว 2 ตัว มาต่อกันโดยใช้การถักตัวปู
4.    นำตัวปูมาถักต่อไปเลื่อยๆจะได้เป็นรูปทรงกรวย
5.    ตัดปอเป็น 4 เส้น นำมาถักเป็นเปีย
6.    นำเปียที่ถักได้มาต่อเข้ากับด้านบนของกรวยที่เตรียมไว้
7.    นำไม้ไผ่มาม้วนเป็นวงกลมแล้วติดกรวยเพื่อเสริมความแข็งแรง
8.    นำกระดาษสามาติดกับกรวยด้านในโดยใช้กาวแท่งติด
9.    นำสายไฟมาใส่กับกรวยด้านบนซึ่งจะเป็นด้านบนกรวย
10.  ใส่หลอดไฟ
 ด้านบน
 
การทำนาฬิกา


อุปกรณ์
1.    ตอก                              2.    เชือกไนลอน              3.    ชุดทำนาฬิกา
4.    กรรไกร                         5.    กาวแท่ง                    6.    เข็ม , ด้าย
7.    เศษผ้า                           8.    กระดาษวาดเขียน    9.    ปากกาหมึกซึม
10.    แผ่นเสียง
วิธีการทำ
1.    นำตอกมาสารเป็นลายโดยสารเป็นลายสาม
2.    ออกแบบสมการรูปหัวใจลงในกระดาษวาดเขียนเพื่อทำเป็นแบบร่าง
3.    ตัดตอกที่สารไว้ตามแบบร่างสมการรูปหัวใจที่วาดในกระดาษวาดเขียน
4.    นำผ้ามาเย็บทำขอบของตอกที่สารไว้และตัดตามรูปไว้แล้วเพื่อความหนาแน่น
ของตอก
5.   ตัดกระดาษตามขนาดของแผ่นเสียงและออกแบบลวดลายโดยใช้
หลักคณิตศาสตร์และศิลปะมาประยุกต์
6.    นำรูปที่ได้มาติดกับแผ่นเสียง
7.    นำแผ่นเสียงที่ติดรูปมาติดกับตอกที่ตัดไว้เป็นรูปหัวใจ ดังรูป
8.    นำเชือกไนลอนมาตกแต่งขอบโดยใช้กาวแท่งในการติด
9.    นำตัวนาฬิกามาใส่และติดตัวเลขให้เรียบร้อย
10.    ตกแต่งลายละเอียดให้เรียบร้อยและทำที่แขวนเป็นอันเสร็จเรียบร้อย
 
        โครงงานคณิตศาสตร์นี้ผู้จัดทำมีจุดประสงค์ประดิษฐ์สิ่งของที่มีคุณค่า แปลกใหม่
สวยงาม และมีประโยชน์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้านได้เป็นอย่างดีโดยใช้ความรู้ทาง
คณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟเส้นโค้งหัวใจ (Cardiod)  ภาคตัดกรวย เรขาคณิตวิเคราะห์
มาประยุกต์เป็นผลงานที่มีความแปลกใหม่คือ นำมาทำเป็นนาฬิกา โคมไฟ และเป็นงาน
จักรสานที่มีความสวยงามซึ่งจากการทำดังกล่าวจะทำให้ได้ของใช้ที่เกิดจากความคิดสร้าง
สรรค์เป็นการส่งเสริมในการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์  อีกทั้งยังเป็นการช่วยเสริมรายได้
ให้กับครอบครัวเพราะการทำสิ่งประดิษฐ์นี้จะเป็นการนำสิ่งของที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นและ
เป็นการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มาประยุกต์เข้าในชิ้นงานชิ้นนี้


 
            ผลงานทางคณิตศาสตร์ชิ้นนี้เป็นงานที่มีความคิดสร้างสรรค์และนำความรู้
คณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและเป็นรายได้เสริมให้กับชุมชนยุคเศรษฐกิจ
ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
 
 
      1.งานจักรสานสามารถเปลี่ยนแปลงจากรูปร่างที่เป็นอยู่ให้เปลี่ยนรูปแบบไปตาม
รูปทาง เรขาคณิต ซึ่งจะเป็นการนำคณิตศาสตร์เข้ามาประยุกต์
2.ภาพModular   Art  สามารถประยุกต์ทำสิ่งอื่นๆได้อีกมากมาย 
เช่น  ทำลายกระเบื้องปูพื้น  หรือภาพฝาผนัง  เป็นการเสริมรายได้ให้กับ
ครอบครัว ชุมชนเป็นต้น


โครงงานคณิตศาสตร์ประเภททดลอง
เทียนสมุนไพรเรขาคณิตพิชิตยุง
บทที่  1 
ที่มาและความสำคัญ 
                     จากกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  เรื่อง รูปทรงเรขาคณิตและปริมาตรพวกเราได้เรียนรู้ถึงลักษณะของรูปทรง  การหาพื้นที่  และการหาปริมาตรของรูปทรงต่างๆ ทำให้พวกเราเกิดข้อสงสัยว่าปริมาตรของรูปทรงที่ได้จากการคำนวณโดยใช้สูตรนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรและเราอยากที่จะทราบว่าในปริมาตรและความสูงเท่ากันนั้นรูปทรงเรขาคณิตจะเป็นอย่างไร  เราจึงได้คิดหาวิธีที่จะพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าวโดยใช้เศษเทียนมาหลอมเป็นรูปทรงต่างๆเนื่องจากว่าโรงเรียนของพวกเราอยู่ใกล้วัดเห็นเศษเทียนจากการประกอบพิธีทางศาสนาที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อะไรพวกเราจึงได้คิดที่จะนำเอาเศษเทียนเหล่านั้นมาใช้หล่อเป็นรูปทรงเรขาคณิตเพื่อพิสูจน์ตามข้อสงสัยดังกล่าวนอกจากนี้พวกเรายังได้นำเอาพืชสมุนไพรที่สามารถไล่ยุงได้มาผสมลงในการหล่อเทียนเป็นรูปทรงต่างๆเพื่อใช้เป็นเทียนสมุนไพรไล่ยุงและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า 
             1.   เพื่อศึกษาค้นคว้าความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรงปริซึม พีระมิด กรวย   ทรงกระบอกและทรงกลม
             2.  เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง
 สมมติฐาน 
 เทียนสมุนไพรรูปทรงกรวย สามารถใช้ในการไล่ยุงได้นานที่สุด
 ขอบเขตการศึกษา 
 ในการทดลอง  เทียนสมุนไพรเรขาคณิตพิชิตยุงมีขอบเขตในการศึกษาดังต่อไปนี้
 ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง 
         ตัวแปรควบคุม
1. พื้นที่ฐานและส่วนสูงของรูปทรงเรขาคณิต
2. ปริมาตรและส่วนสูง
          ตัวแปรตาม
1. ปริมาตรของรูปทรงเรขาคณิต
2. ระยะเวลาในการกำจัดยุง
        ระยะเวลา 
 6   กันยายน 2552  ถึง  24  กันยายน  2552
 สถานที่
 อาคารอเนกประสงค์โรงเรียนบ้านดอนตัดเรือ  ต.โนนแดง  อ.โนนแดง
จ.นครราชสีมา
 ประโยชน์ที่ได้รับ
        1.  ทราบปริมาตรของรูปทรงปริซึมสัมพันธ์กับพีระมิดและปริมาตรของกรวย 
ทรงกลมสัมพันธ์กับทรงกระบอก
        2.  ทราบปริมาตรของรูปทรงเรขาคณิตที่ใช้ในการไล่ยุงได้นานที่สุดคือ
กรวย พีระมิด ทรงกระบอกและปริซึม ตามลำดับ
         3.  เศษเทียนที่ใช้แล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้
         4.  เศษเทียนสามารถผสมกับพืชสมุนไพรไล่ยุงได้
            บทที่2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
  เรขาคณิต : การหาพื้นที่และปริมาตร
 ระดับชั้นมัธยมต้นนี้ นักเรียนควรมีพื้นฐานเกี่ยวกับ พื้นที่และปริมาตรที่ควรทราบดังนี้
1.  พิระมิด  (Pyramid)  คือ ทรงสามเหลี่ยมที่มีฐานเป็นรูปเหลี่ยมใด ๆ มียอดแหลม
ซึ่งไม่อยู่บนระนาบเดียวกัน และทุกหน้าเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีจุดยอดร่วมกันที่ยอดแหลมนั้น     
        พื้นที่ผิวเอียง  =   x เส้นรอบฐาน x สูงเอียง
        พื้นที่ผิวทั้งหมด  =  พื้นที่ผิวเอียง  +  พื้นที่ฐาน
        ปริมาตร       =   x พื้นที่ฐาน x สูง
 2.  ปริซึม  เป็นรูปทรงที่มีหน้าตัด(ฐาน)  ทั้งสองข้างเป็นรูปหลายเหลี่ยมที่เท่ากันทุกประการมีหน้าข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก การเรียกชื่อปริซึมจะเรียกตามรูปหน้าตัดของปริซึม
                                       พื้นที่ผิวข้าง     =  เส้นรอบฐาน x สูง
                         พื้นที่ผิวทั้งหมด  =  พื้นที่ผิวข้าง  +  2 พื้นที่หน้าตัด
                          ปริมาตร         =  พื้นที่ฐาน  x สูง  = กว้าง x ยาว x สูง
  3.  วงกลมแบน (Cycle)
                 พื้นที่วงกลม  =  pr2   โดยที่  p =   หรือ p =  3.14159
                พื้นที่วงแหวน  =     pr12   -  pr22    โดยที่ r1  =  รัศมีวงกลมใหญ่
                                                                     r2  =  รัศมีวงกลมเล็ก
                เส้นรอบวง  =    2pr
 4.    ทรงกลม (sphere)  คือ ทรงสามมิติที่มีผิวโค้งเรียบและจุดทุกจุดบนผิวโค้งอยู่
ห่างจากจุดคงที่จุดหนึ่งเป็นระยะทางเท่ากัน
                    พื้นที่ผิวทรงกลม  =  4pr2
                    ปริมาตรทรงกลม   =   pr3
 5.   ทรงกระบอก (Cylinder) คือ ทรงสามมิติใด ๆ ที่มีฐานเป็นรูปวงกลมที่เท่ากันทุกประการกับหน้าตัด และอยู่ในระนาบที่ขนานกัน เมื่อตัดทรงสามมิตินี้ด้วยระนาบที่ขนานกับฐานแล้ว จะได้รอยตัดเป็นวงกลมที่เท่ากันทุกประการกับฐานเสมอ
                 พื้นที่ผิวข้าง  =  2pr  x  h  ( เมื่อ h คือ สูงตรง r  คือ  รัศมีปากกระบอก )
                พื้นที่ผิวทั้งหมด  =  พื้นที่ผิวข้าง + พื้นที่ฐานทั้งสองของทรงกระบอก
                ปริมาตร   =  pr2 x h
 6.   กรวย (cone)  คือ  ทรงสามมิติใด ๆ ที่มีฐานเป็นวงกลม มียอดแหลมที่ไม่อยู่บนระแนบเดียวกันกับฐาน และเส้นที่ต่อระหว่างจุดยอดและจุดใด ๆ บนขอบของฐานเป็นส่วนของเส้นตรง
                         พื้นที่ผิวข้าง  =  prl    เมื่อ  l  = สูงเอียง 
                                                                r  = รัศมีของปากกระบอก
                        พื้นที่ผิวกรวย  =  prl x pr2
                        ปริมาตร    =    pr2h
 7.   พื้นที่สี่เหลี่ยมมุมฉาก              =    กว้าง x ยาว
8.   พื้นที่รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส            =   ด้าน x ด้าน
9.   พื้นที่รูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน       =   ฐาน x สูง
10.  พื้นที่สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน       =   x ผลคูณของเส้นทแยงมุม
11.  พื้นที่สี่เหลี่ยมคางหมู             =  x  ผลบวกด้านคู่ขนาน x สูง
12.  พื้นที่รูปสี่เหลี่ยมใด ๆ             =  x ความยาวของเส้นทแยงมุม  x  ผลบวกของความยาวของเส้นกิ่งที่ตั้งฉากกับเส้นทแยงมุมนั้น
13.  พื้นที่สามเหลี่ยม                  =  x ฐาน  x สูง
 ตระไคร้หอม
1.  ฤทธิ์ไล่ยุงและแมลง
                    น้ำมันตะไคร้หอม (Citronella oil) ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยสกัดจากต้นตะไคร้หอมสามารถใช้ไล่แมลงได้ (1)  ครีมที่มีน้ำมันจากใบตะไคร้หอม ความเข้มข้น 1.25, 2.5 และ 5% มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงกัด เมื่อทดสอบกับยุงก้นปล่อง โดยมีระยะเวลาในการป้องกัน นาน 2 ชม. และที่ความเข้มข้น 10% จะมีระยะเวลาในการป้องกันได้มากกว่า 4 ชม.  ตำรับครีมที่มีส่วนผสมของน้ำมันข่า 5% น้ำมันตะไคร้หอม 2.5% และวานิลลิน 0.5%  จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงกัดได้เช่นกัน โดยมีระยะเวลาในการป้องกัน นานกว่า 6 ชม.  (2, 3) และเมื่อทดสอบกับยุงรำคาญ พบว่าตำรับครีมผสม สามารถป้องกันยุงกัดได้ดีกว่าครีมที่ไม่มีน้ำมันหอมระเหย  เมื่อนำน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม มาทดสอบกับยุงที่เป็นพาหะของโรคมาลาเรีย ไข้เลือดออก และเท้าช้าง พบว่ามีผลป้องกันยุงกัดได้นาน 8-10 ชม. (4) และในการทดสอบกับยุงลาย พบว่าความเข้มข้นที่ผลในการป้องกันยุงได้ร้อยละ 50 (EC50) และร้อยละ 95 (EC95) มีค่าเท่ากับ 0.031 และ 5.259% ตามลำดับ และน้ำมันหอมระเหย ความเข้มข้น 1% สามารถป้องกันยุงกัดได้ 75.19% (5)  สารสกัด 90% เอทานอลจากตะไคร้หอม และสารสกัดตะไคร้หอมที่ผสมกับน้ำมันมะกอกและน้ำมันหอมระเหยกลิ่นชะมดเช็ด เมื่อนำมาทดสอบกับยุงลายและยุงรำคาญตัวเมีย จะมีประสิทธิภาพในการไล่ยุงได้นาน โดยมีค่าเฉลี่ยช่วงเวลาอยู่ที่ 114-126 นาที นอกจากนี้ยังมีผลในการควบคุมกำจัดลูกน้ำยุงได้ด้วย (6) น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม ความเข้มข้น 10% มี
ฤทธิ์ดีในการไล่ตัวอ่อนของเห็บ โดยให้ผลในการไล่ได้นานถึง 8 ชม.  (7)  นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ไล่แมลงที่จะมาทำลายเมล็ดข้าวที่เก็บไว้ได้ โดยไม่มีผลต่อคุณภาพของข้าว (8) ตะไคร้หอมยังมีฤทธิ์ไล่ผีเสื้อกลางคืน (9) และพวกแมลงบินต่างๆ ได้ (10)
2.  สารสำคัญในการออกฤทธิ์ไล่ยุง
น้ำมันตะไคร้หอมมีส่วนประกอบที่สำคัญในการออกฤทธิ์ คือ camphor (11, 12), cineol (13-15), eugenol (16-19), linalool (20), citronellal, citral (17)
 3.  การทดลองทางคลินิกใช้ในการไล่ยุง
         มีการศึกษาผลของครีมที่มีส่วนผสมน้ำมันหอมระเหย 14% ในการทาป้องกันยุง
รำคาญกับอาสาสมัคร 40 คน เปรียบเทียบกับครีมที่ไม่มีตัวยา พบว่าสามารถป้องกันยุงได้ 13 คน ในอาสาสมัครที่ทาครีม 20 คน ขณะที่อาสาสมัครที่ทาครีมที่ไม่มีตัวยา จะไม่สามารถป้องกันยุงได้ (21)สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้ทดลองประสิทธิภาพป้องกันยุงกัดของครีมตะไคร้หอม 14% พบว่ามีผลป้องกันยุงกัดได้นาน 2 ชม. ซึ่งใกล้เคียงกับครีมจากสารสังเคราะห์ (dimethyl phthatate 20% + diethyl toluamide 5%) (22)
การใช้ตะไคร้หอมไล่ยุง
1. ใช้ต้นตะไคร้หอม ทุบวางไว้ข้างๆ
2. ใช้สารสกัดตะไคร้หอมด้วยแอลกอฮอล์ ชุบสำลีวางไว้ใกล้ๆตัว
มะกรูด
              มะกรูดมีการใช้ประโยชน์อย่างมาก เป็นได้ทั้งเครื่องเทศและยาสมุนไพร สามารถนำไปประกอบอาหารดับกลิ่นคาวและเป็นยารักษาโรค เช่น ช่วยแก้อาการท้องอืด แก้ปวดท้อง บำรุงโลหิตสตรี ขับเสมหะ ฯลฯ นอกจากการบริโภคเป็นอาหารและเป็นยารักษาโรคแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางประเภทต่าง ๆได้อีกด้วย เช่น แชมพู ครีมนวด ครีมหมักผมเป็นต้น ส่วนต่าง ๆของมะกรูด สามารถเก็บรักษาไว้ในรูปของแห้ง คือ ใบมะกรูดแห้ง และผิวมะกรูดแห้ง หรือน้ำมันหอมระเหยสารสกัดวิธีต่างๆปัจจุบันความต้องการมะกรูดของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมีแนวโน้มที่สูงขึ้น เนื่องด้วยสรรพคุณของมะกรูดที่มีความหลากหลาย แต่เกษตรกรมักจะปลูกมะกรูดกันในลักษณะเป็นพืชผักสวนครัว หรือพืชรองเท่านั้น
 ชื่อภาษาไทย   มะกรูด  ชื่อสามัญ  Porcupine Orange, Kiffir Lime, Leech Lime, Mauritius papeda  ชื่อวิทยาศาสตร์    Citrus hystrix DC. ชื่อวงศ์   RUTACEAE
 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
                1.   มะกรูด เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นสูง 2-12 เมตร ลำต้นและกิ่ง มีหนามแหลม                 2. ใบมะกรูด มีลักษณะเป็นรูปไข่กว้างถึงไข่แกมรี หรือขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง
2-6 เซนติเมตรยาว  3-15 เซนติเมตรปลายใบมน โคนใบสอบหรือมน ขอบใบ จักมน ก้านใบมีปีกเป็นแผ่นคล้ายใบคล้ายรูปลิ่มหรือไข่หัวกลับใบเป็น 2 ตอน ใบค่อนข้างหนา มีสีเขียวแก่ แผ่นใบมีต่อมน้ำมันใส มีกลิ่นหอม                3. ดอกมีสีขาว  อยู่บริเวณตรงซอกใบ มีกลิ่นหอม มีลักษณะเป็นทั้งดอกเดี่ยวและดอกช่อ มี 2-12 ดอก
        - กลีบเลี้ยง มี 4-5 กลีบ เป็นรูปไข่กว้าง ปลายแหลม  
- กลีบดอก มี 4-5 กลีบ กลีบหนา รูปไข่แกมรี ปลายมนแหลม ด้านนอกมีต่อมน้ำมันกลีบร่วงง่าย
        - เกสรเพศผู้ มีจำนวนมาก ก้านเกสรสีขาว อับเรณูสีเหลืองอ่อน
        - เกสรเพศเมีย คล้ายรูปกระบอง สีเหลืองแกมเขียว ยอดเกสรกลม สีเหลืองแกมเขียว
        -  รังไข่ ค่อนข้างกลม ส่วนบนกว้าง มีหลายช่อง
            4. ผล เป็นผลเดี่ยวค่อนข้างกลม บางพันธุ์มีผิวขรุขระ มีจุกที่หัวผล เปลือกหนา สีเขียวเมื่อสุกมีสีเหลือง มีเมล็ดหลายเมล็ด โครงสร้างด้านในคล้ายพืชตระกูลส้ม ขนาดของผลประมาณ 3-7 เซนติเมตร
                 แหล่งที่พบ                          ไม่ทราบแหล่งกำเนิด แต่พบมากตามธรรมชาติในมาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา พม่า และแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
      การใช้ประโยชน์จากมะกรูด
              1. ใช้ส่วนต่าง ๆ ของมะกรูด เป็นยาหรือส่วนผสมของยาต่าง ๆ  ดังนี้
                    1.1 ใบมะกรูด มีรสปร่า กลิ่นหอม แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ช้ำใน ดับกลิ่นคาว
                     1.2 ผลลูกมะกรูด มีรสเปรี้ยว กัดเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้องแก้ระดูเสีย ฟอกโลหิต ขับระดู ขับลมในลำไส้
            1.3 ผิวลูกมะกรูด    มีรสปร่า กลิ่นหอมร้อน ขับลมในลำไส้ ขับระดู ขับผายลม
            1.4 น้ำในลูกมะกรูด มีรสเปรี้ยว แก้ไอเสมหะ ฟอกโลหิต ขับระดู ขับลมในลำไส้
            1.5 ราก มีรสจืดเย็น แก้ไข้ ถอนพิษสำแดง แก้ลมจุกเสียด กระทุ้งพิษไข้ แก้พิษ  ฝีภายใน แก้เสมหะ
            2. ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหอมและเครื่องสำอางต่าง ๆ
            3. กรดซิตริกที่อยู่ในมะกรูด ช่วยขจัดคราบสบู่ที่หลงเหลืออยู่ ทำให้ผมหวีเรียบง่ายน้ำมันจากผิวมะกรูดช่วยให้ผมดกเป็นเงางาม
            4. ใช้ปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร ดับกลิ่นคาวของอาหารใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกง        
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
         1. ประสิทธิภาพต่อการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์
         ประสิทธิภาพต่อการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ของผิวมะกรูดอยู่ที่ส่วนน้ำมันหอมระเหย ซึ่ง
ผิวมะกรูดจะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ ต่าง ๆ ได้ดีกว่าใบมะกรูด(เนื่องจากมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยที่น้อยกว่าผิวมะกรูด) จุลินทรีย์ที่ถูกยับยั้งได้ง่าย คือ รา ดังนั้นจึงมีการนำน้ำมันหอมระเหยไปเป็นส่วนผสมในแชมพูสระผม เพื่อกำจัดรังแค ที่มีสาเหตุ
มาจากเชื้อรา             2. กลไกการยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์
     การที่มะกรูดสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ได้นั้น เนื่องจากมีสารพวก เจอรานิออล นิโรลิออลไอโซพูลีกอล ลินาลูล และเทอร์ไปนีนออล อยู่ด้วย ซึ่งมีรายงานว่าสารเหล่านี้มีปริสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ได้ แต่กลไกในการยับยั้งยังไม่ทราบแน่ชัด
       3. ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
     น้ำมันใบมะกรูดมีฤทธิ์ไล่ยุงได้นาน 3 ชั่วโมง ต้านเชื้ออมีบา , d-limonene เป็นสารหลักในน้ำมันผิวมะกรูดมีฤทธิ์ยับยั้งสารก่อมะเร็งในหนู
                                                ส้มเขียวหวาน                  ผลไม้เมืองไทยมีมากมาย และมีตลอดปี ที่สำคัญราคาถูกและยังได้คุณค่าของสารอาหารมากมาย แถมผลไม้ยังมีเส้นใยอาหารมาก ทำให้เปรียบเสมือนตัวปัดกวาดลำไส้ให้สะอาดอยู่เสมอ ในบรรดาผลไม้ที่มีมากมายนั้นส้มถือเป็นผลไม้ที่ทุกคนรู้จัก นอกจากเป็นผลไม้แล้วยังมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรอีกด้วย ส้มเขียวหวานมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus reticulata Blanco อยู่ในวงศ์ RUTACEAE ในชื่อภาษาอังกฤษคือ Tangerine หรือ Mandarine orange มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นดังนี้ ส้มแก้วเกลียง ส้มจันทบูร ส้มแป้นกระดาน ส้มแสงทอง ส้มจุก ส้มแป้นเกลี้ยง ส้มเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงประมาณ 8 เมตร ใบเป็นใบประกอบลดรูปมีใบย่อยใบเดียวเรียงสลับใบย่อยเป็นรูปไข่กว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร ยาว 5-8 เซนติเมตรปลายใบแหลมสีเขียวเป็นมันมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วไปก้านใบมีครีบเล็กๆ ดอกเป็นสีขาวออกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อสั้นๆ ส้มเขียวหวาน ตามซอกใบและปลายกิ่งมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ มีกลิ่นหอม ผลมี
รูปกลมแป้น ขนาด 3-5 เซนติเมตร ( เส้นผ่าศูนย์กลาง ) ผิวเรียบมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วไป เมื่อแก่ จัดมีสีเขียวอมเหลือง ผิวบาง ภายในมีลักษณะเป็นกลีบหลายกลีบแยกออกจากกันได้ง่าย ผนังของกลีบบาง เนื้อในมีสีส้มบรรจุอยู่ในถุงน้ำหวานขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดเป็นรูปกลมรีสีขาวการขยายพันธุ์ทำโดยใช้ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง หรือ ใช้เมล็ด ส้มมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรโดยผลส้มสด 100 กรัม จะมีเบต้าแคโรทีน 82 ไมโครกรัม และวิตามินซี 42 มิลลิกรัม จึงใช้รักษาและป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน นอกจากนี้เปลือกผลแห้งจะมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย ซิตรัล ( CITRAL ) เจอรานิออล ( GERANIOL ) และ ไลนาโลออล ( LINALOOL ) ซึ่งน้ำมันหอมระเหยนี้สามารถสกัดออกมาเพื่อใช้แต่งกลิ่นยาและมีฤทธิ์ขับลม นอกจากนี้เปลือกผลที่แห้งเมื่อนำมาจุดไฟจะมีกลิ่นหอมและสามารถไล่ยุงได้ดีอีกด้วย ซึ่งเหมาะสมกับฤดูฝนนี้ที่มีไข้เลือดออกระบาดดังนั้นท่านผู้อ่านสามารถจะใช้เปลือกส้มไล่ยุงก็ได้ เพราะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
 การหล่อเทียน
 ขั้นตอนการหล่อเทียน              1. ทาพื้นผิวด้านในของแม่พิมพ์ด้วยวาสลีน              2. นำไส้เทียนมาตัดให้มีความยาวตามต้องการ และผูกปลายด้านหนึ่งของไส้เทียนเข้ากับ โลหะสำหรับถ่วง นำไปวางไว้ที่ฐานของแม่พิมพ์ พันปลายไส้เทียนอีกด้านหนึ่งเข้ากับแท่งไม้ไผ่ จนกระทั่งไส้เทียนส่วนที่ขึงอยู่ในแม่พิมพ์ตึงพอดี จึงวางแท่งไม้ไผ่พาดบนขอบแม่พิมพ์ ใช้เทปกาวติดยึดแท่งไม้ไผ่เข้ากับด้านนอกของแม่พิมพ์ ถ้าเทียนที่ต้องการหล่อมีรูปทรงกว้าง คุณจะทำให้มีไส้เทียนหลายๆ อันก็ได้             3. นำแม่พิมพ์ไปวางบนวัสดุพื้นผิวเรียบ             4. ใส่ขี้ผึ้งลงไปในหม้อแล้วนำไปตั้งไฟอ่อนๆ ให้ขี้ผึ้งละลาย อย่าให้ขี้ผึ้งเดือดเป็นอันขาด ถ้าขี้ผึ้งเริ่มมีควันขึ้นให้ยกหม้อออกจากเตา หาฝาหม้อมาไว้ใกล้มือ เพื่อครอบปิดในกรณีที่เกิดไฟลุกขึ้นมา เมื่อขี้ผึ้งละลายดีแล้วให้เติมสีและกลิ่นลงในขั้นตอนก่อนเทขี้ผึ้ง        5. เมื่อขี้ผึ้งละลายได้ที่ ให้รีบตักหรือเทลงแม่พิมพ์อย่างรวดเร็ว แต่อย่าเทจนหมด ให้เก็บขี้ผึ้งไว้เล็กน้อยสำหรับเติมลงในส่วนที่เป็น "บ่อ" ที่อยู่ด้านบนสุดของแท่งเทียนเพื่อให้จับตัวแข็งอยู่รอบๆ ไส้เทียน        6. ทิ้งให้เทียนจับตัวแข็งราว 24 ชั่วโมง (ห้ามเคลื่อนย้ายอย่างน้อย 2 ชั่วโมง) แล้วจึงนำออกจากแม่พิมพ์        7. ส่วนใหญ่แล้วเทียนที่จับตัวแข็งจะหลุดออกจากพิมพ์อย่างง่ายดาย แต่ถ้ายังเอาออกไม่ได้ ให้นำไปแช่ตู้เย็นอีก  1 ชั่วโมง ก็จะเอาออกได้   
บทที่  3
วิธีการดำเนินการ
 อุปกรณ์
1.   กระดาษแข็ง                      2.  เศษเทียน          
3.  แก้ว                                  4.  สีเทียน
5.  ไส้เทียน                            6.  บิกเกอร์ ขนาด 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร
7.บิกเกอร์ ขนาด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร    8.  เตาไฟ                    
9.  รูทรงเรขาคณิต                     10.  มีดคัตเตอร์       
11.  กาว                                 12.  แผ่นฟิวเจอร์บอร์ด
13. ใบตะไคร้หอม (บดตากแห้ง)    14.  เปลือกส้ม (บดตากแห้ง)
15.  เปลือกมะกรูด (บดตากแห้ง)    16.  เครื่องปั่นผลไม้
17. ไม้ขีดไฟ                           18.  กรรไกร
19. ไม้บรรทัด
ศึกษาความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรงปริซึม  พีระมิด   กรวย   ทรงกระบอก
และทรงกลม
ขั้นเตรียม
1.  ความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรงปริซึม   พีระมิด    จัดเตรียมรูปทรงพีระมิดฐานสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมจัตุรัสและ หกเหลี่ยมด้านเท่าที่มีพื้นที่ฐานและส่วนสูงเท่ากับรูปทรงของปริซึมฐานสามเหลี่ยม  สี่เหลี่ยมจัตุรัส  และหกเหลี่ยมด้านเท่า ตามลำดับเพื่อเป็นแม่พิมพ์สำหรับหล่อรูปทรงเรขาคณิต
2.  ความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรง กรวย ทรงกระบอก และทรงกลม
จัดเตรียมรูปทรงกรวย  ทรงกระบอก  และทรงกลม(รัศมีเท่ากัน)และส่วนสูงเท่ากัน เพื่อเป็นแม่พิมพ์สำหรับหล่อรูปทรงเรขาคณิต
 ขั้นปฏิบัติ
1. หลอมละลายเทียนให้ได้ปริมาตร  ตามที่ต้องการ
2. นำเทียนที่หลอมละลายนั้นมาตวงใส่ในบิกเกอร์ขนาด100ลูกบาศก์เซนติเมตร
3. จดบันทึกปริมาตรของเทียนที่ใช้  หล่อเทียนในแม่พิมพ์รูปทรงปริซึม  พีระมิด  กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลม
ขั้นสรุปผล
1.   เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของปริมาตรระหว่างรูปทรงปริซึม กับพีระมิดจากข้อมูลที่จดบันทึกไว้
2.  เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของปริมาตรระหว่างรูปทรงกรวยทรงกระบอก และทรงกลม
ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง
  ขั้นเตรียม
            1. กำหนดรูปทรงเรขาคณิต  ปริซึม   พีระมิด   กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลมที่มีปริมาตรและพื้นที่ฐานที่เท่ากัน
2.  คำนวณหาส่วนสูงของรูปทรงปริซึม พีระมิด กรวย ทรงกระบอกและทรงกลมเพื่อจัดทำแม่พิมพ์สำหรับหล่อเทียน
3. จัดทำแม่พิมพ์รูปทรงเรขาคณิต  ปริซึม  พีระมิด  กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลมที่มีปริมาตรและพื้นที่ฐานเท่ากัน
ขั้นปฏิบัติ
1.  หลอมละลายเทียนให้ได้ปริมาตร  ตามที่ต้องการ
2.  นำเทียนที่หลอมละลายนั้นมาตวงใส่บิกเกอร์ขนาด 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร
3.  หล่อเทียนรูปทรงปริซึม  พีระมิด  กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลม
4.  จุดเทียนรูปทรงปริซึม  พีระมิด กรวย ทรงกระบอกและทรงกลมและจับเวลาในการหลอมละลาย
5.  บันทึกผลการทดสอบ
ขั้นสรุปผล
เปรียบเทียบระยะเวลาที่ได้จากการจุดเทียนที่รูปทรงปริซึม  พีระมิด  กรวย ทรงกระบอกและทรงกลม
บทที่  4 
ผลการดำเนินการ
 การทดลองหาความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรงปริซึม  พีระมิด 
กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลม
 ตารางที่  1  เปรียบเทียบปริมาตรของรูปทรงปริซึม  พีระมิด  กรวย  ทรงกระบอก
และทรงกลม   ที่มีพื้นที่ฐานเท่ากัน และส่วนสูงเท่ากัน
รูปทรง พื้นที่ฐาน ความสูง ปริมาตร
ปริซึมสามเหลี่ยม  x 9 x 8 = 36 8.33 300
พีระมิดสามเหลี่ยม  x 9 x 8 = 36 8.33 100
ปริซึมสี่เหลี่ยมจัตุรัส 6x6   =  36 8.33 300
พีระมิดสี่เหลี่ยมจัตุรัส 6x6   =  36 8.33 100
ทรงกระบอก x = 33.3 9 300
ทรงกลม x = 33.3 6.5 200
กรวย x = 33.3 9 100
   ผลการทดลอง  พบว่า  
ความสัมพันธ์ของปริมาตรระหว่างรูปทรงปริซึมกับพีระมิดที่มีพื้นที่ฐานและความ
สูงเท่ากัน  พบว่าปริมาตรของทรงปริซึมที่ได้เป็นสามเท่าของรูปทรงพีระมิด
ความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงกรวย  ทรงกระบอก  พบว่าปริมาตรของรูป
ทรงกระบอกที่ใช้เป็นสามเท่าของรูปทรงกรวย  และเป็นสองเท่าของทรงกลมตามลำดับโดยเรากำหนดพื้นที่ฐานและความสูงของรูปทรงเป็นตัวควบคุม  จึงทำให้เรามองเห็นความจริงในเรื่องของปริมาตรที่เป็นรูปธรรมและมีความชัดเจน
การทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง
 ตารางที่  2   เปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง
รูปทรง พื้นที่ฐาน สูง ปริมาตร ระยะเวลา(ชั่วโมง)
ปริซึมสี่เหลี่ยมจัตุรัส 5 x 5   =  25 10 250 2.06
พีระมิดสี่เหลี่ยมจัตุรัส 5 x 5   =  25 30 250 2.31
กรวย x = 25 29.83 250 2.52
ทรงกระบอก x = 25 9.94 250 2.18
 ผลการทดลอง  พบว่า  
                        รูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง เมื่อปริมาตรและพื้นที่ฐานเท่ากันรูปทรงเรขาคณิตทีมีระยะเวลาในการหลอมละลายในการไล่ยุงได้นานที่สุด ได้แก่  รูปทรงกรวย  รูปทรงพีระมิด   ทรงกระบอก   และรูปทรงปริซึม  ตามลำดับ
 บทที่ 5
อภิปรายผลการดำเนินการ
                          จากผลการศึกษาค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับรูปทรงเรขาคณิตและปริมาตร โดยเรากำหนดพื้นที่ฐานและความสูงของรูปทรงปริซึม พีระมิด กรวย ทรงกลมและทรงกระบอก ทำให้เราพิสูจน์ทฤษฏีบทในการคำนวณหาปริมาตรโดยใช้สูตรให้เห็นเป็น รูปธรรม กล่าวคือ
            1.  กลุ่มข้าพเจ้าได้เห็นความสัมพันธ์ของปริมาตรระหว่างรูปทรงปริซึมกับพีระมิดที่มีพื้นที่ฐานและความสูงเท่ากัน  พบว่า
-    ปริมาตรของทรงปริซึมที่ใช้เป็นสามเท่าของรูปทรงพีระมิด
-    ปริมาตรของรูปทรงกระบอกที่ใช้เป็นสามเท่าของรูปทรงกรวย
-  ปริมาตรของรูปทรงกลมที่ใช้เป็นสองเท่าของรูปทรงกรวย
โดยเรากำหนดพื้นที่ฐานและความสูงของรูปทรงเป็นตัวควบคุม  จึงทำให้เรามองเห็นความจริงในเรื่องของปริมาตรที่เป็นรูปธรรมและมีความชัดเจน
โครงงานคณิคศาสตร์ประเภทประดิษฐ์
ชื่อ  โครงงานแปลงโฉมโคมไฟ  ครูที่ปรึกษา     1.  ครูชัชรีย์   ธีระรังสิกุล     2.  ครูณชญาดา บำรุงศรี
คณะผู้จัดทำ
1. นางสาว พิกุลรัตน์ ศรีสกุล    เลขที่    8      ชั้น   ม. 4
2. นางสาว อภิวัน คำนวน       เลขที่   14      ชั้น   ม. 4
3.นางสาว ศศิธร พิมพ์สอน       เลขที่   19     ชั้น   ม. 4
        ที่มาและความสำคัญ
แสงสว่างมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต กิจกรรมการทำงานทุกชนิดต้องอาศัยแสงสว่างช่วยในการมองเห็น ถ้าแสงสว่างที่ได้รับไม่เพียงพอ หรือ มีแสงสว่างมากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของงาน การเรียนเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้แสงสว่างในการมองเห็น
นักเรียนต้องเรียนหนังสือประมาณวันละ 6 ชั่วโมง หากแสงสว่างในห้องเรียนไม่เพียงพอจะส่งกระทบต่อสมรรถภาพสายตา และสมาธิในการเรียนการจัดแสงสว่างในห้องเรียนให้เพียงพอและมีการกระจายของแสงสว่างอย่างทั่วถึงทั้งห้องจึงเป็นเรื่องสำคัญสภาพสังคมปัจจุบัน มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ที่มนุษย์พัฒนาขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการในด้านต่างๆ รวมทั้งด้านการบริโภค ซึ่งมีอาหารและเครื่องดื่มที่ผลิตขึ้นบรรจุในภาชนะหลากหลาย โดยเฉพาะ
พลาสติกที่ก่อให้เกิดปัญหาเนื่องจากย่อยสลายยาก ถ้านำไปเผาทำลายจะทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น รัฐบาลและสื่อต่างๆจึงร่วมมือกันรณรงค์แก้ไขปัญหาด้วยการเชิญชวนให้ประชาชน ใช้น้อย ใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่ 
วิธีการดำเนิน งาน
1. ศึกษารูปแบบการทำโคมไฟจากขวดเพท 
2. ศึกษาการทนความร้อนของขวดเพทกับหลอดประหยัดไฟ    ที่มีกำลังวัตต์ที่แตกต่างกัน 
3. ทดลองประดิษฐ์โคมไฟรูปแบบต่างๆ 
4. สรุปผลการทดลอง 
5. จัดทำรายงานผลการทดลอง 
ขั้นตอนการทำ 1. นำกระดาษทิชชูมาเช็ดทำความสะอาดภายในขวดและรอบๆขวด 
2. นำคัตเตอร์มาตัดขวดเพื่อไปทำดอกไม้  3.เริ่มตัดขวดเพื่อทำเป็นดอกไม้และใบไม้ 4. นำมาประกอบ เป็นโคมไฟสวยงาม
สรุปผลการศึกษา 1. โคมไฟที่ได้จากการแปลงโฉมใหม่ ใช้หลอดประหยัดไฟขนาด 60 วัตต์ ซึ่งมีความสว่างเพียงพอสำหรับการอ่านหนังสือและถนอมสายตาไม่ให้ระคายเคืองได้ 2. กาวที่ใช้ยึดติดดอกไม้จากขวดเพทคือกาวร้อน สามารถยึดติดวัสดุกับโคมไฟจากขวดเพทได้ดี ทนต่อความร้อนจากหลอดไฟ ไม่ลอกหลุดง่าย 
3. ได้โคมไฟที่ประดิษฐ์จากขวดเพท ตามความต้องการและมีความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง  4. สีที่ใช้ในการระบายดอกไม้และใบไม้เป็นสีเรซิ่น (สีทาเล็บ) ซึ่งหาได้ง่ายในท้องถิ่น หากต้องการสีที่สดใสมากขึ้น ควรใช้สีอครีลิค แต่มีราคาสูงกว่าสีทาเล็บมาก
ประโยชน์ที่ได้รับ
ได้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของขวดเพทและสามารถประดิษฐ์โคมไฟจากขวดเพท(PET)เพื่อใช้ประโยชน์ได้ 
ตามวัตถุประสงค์ ช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกทางหนึ่งด้วย การนำขวดพลาสติกมาประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับตกแต่ง  การทำโคมไฟจากขวดเพทนี้ ใช้งบประมาณในการประดิษฐ์ต่ำ ทำง่ายสามารถนำไปใช้ประดับตกแต่งอาคาร หรือร้านค้าต่างๆได้อย่างสวยงาม โดยใช้วัสดุเหลือใช้หาง่าย ในท้องถิ่น และเลือกใช้หลอดไฟที่มีกำลังไฟได้ตามความต้องการใช้งานอีกด้วย เราอาจจะตัดเป็นรูปทรงเรขาคณิตต่างๆ เช่น  รูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ห้าเหลี่ยม เจ็ดเหลี่ยม ฯลฯ ถ้ายิ่งเหลี่ยมน้อยเราต้องลดกำลังวัตต์ ของไฟฟ้าลง ถ้าหลายเหลี่ยมก็ควรเพิ่มจำนวนวัตต์ของไฟฟ้าด้วย 
โครงงานคณิตศาสตร์ประเภทสำรวจ
โครงงานสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี ปีการศึกษา 2550 เกี่ยวกับประเภทของภาพยนตร์ที่นักเรียนเลือกชม
จัดทำโดย
กลุ่ม KASPERSKY
เสนอ
อาจารย์สมบัติ สัณหรัติ
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550
โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี
คำนำ
 ภาพยนตร์คือสื่อบันเทิงที่จะช่วยผ่อนคลายอารมณ์ ความเครียด ในปัจจุบันก็มีภาพยนตร์มากมายให้เลือกดู คณะทำงานจึงอยากสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับประเภทของภาพยนตร์ที่วัยรุ่นชอบดู จึงนำเสนอโครงงานสำรวจนี้เพื่อศึกษาและรวบรวมความคิดเห็นของวัยรุ่นเพื่อวิเคราะห์ลักษณะนิสัย ผ่านทางประเภทของภาพยนตร์ จึงตัดสินใจเสนอโครงงานชุดนี้
 โครงงานสำรวจนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชาคณิตศาสตร์แหล่ง ข้อมูลได้มาจากการสำรวจโดยตรง หากระบบการพิมพ์และรวมเล่มมีข้อผิดพลาดบ้าง ทางคณะทำงานจึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยและจะปรับปรุงให้ดีในครั้งต่อไป
กลุ่ม Kaspersky
26 มกราคม 2551
สารบัญ
เรื่อง           หน้า
บทคัดย่อ          1
ตัวอย่างแบบสอบถาม         2
ตัวอย่างแบบสอบถามจริง  3   คน        3
ผลสรุป           6
* ตารางแสดงจำนวนคำตอบของผู้ตอบแบบสอบถาม     7
* ตารางแสดงร้อยละของจำนวนคำตอบคิดเป็นร้อยละ   8
* กราฟและแผนภูมิแสดงจำนวนคำตอบของผู้ตอบแบบสอบถาม   9
แบบประเมิน          11
คณะทำงาน          14 
บทคัดย่อ
โครงงานสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย    โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี  ปีการศึกษา 2550
เกี่ยวกับประเภทของภาพยนตร์ที่นักเรียนเลือกชม
ความเป็นมา
 ในปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไป ความกดดันจากสิ่งแวดล้อมต่างๆทำให้ประชาชนเกิดความเครียด ภาพยนตร์จึงเข้ามามีบทบาทในการให้ความบันเทิง ความรู้ และช่วยคลายความเครียด คณะทำงานจึงอยากทราบว่าวัยรุ่นชื่นชอบภาพยนตร์ประเภทใดบ้าง
จุดประสงค์
1. เพื่อสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกชมภาพยนตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี  ปีการศึกษา 2550  เกี่ยวกับประเภทของภาพยนตร์ที่นักเรียนเลือกชม
2. วิเคราะห์ลักษณะนิสัยของวัยรุ่นจากประเภทของภาพยนตร์
กลุ่มสาระที่เกี่ยวข้อง
1. ภาษาไทย – การใช้ภาษาในการสื่อสาร สื่อความหมาย และการนำเสนอข้อมูล 
2. คณิตศาสตร์ - กระบวนการทางสถิติ
3. สังคมศึกษา - คุณธรรมและจริยธรรมของกิจกรรมนักเรียน
4. สุขศึกษาและพลศึกษา - กิจกรรมที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
วิธีดำเนินงาน
1. สมาชิกประชุมปรึกษาและร่วมกันวางแผนโครงงานสำรวจความคิดเห็น เสนอบทคัดย่อต่อครูที่ปรึกษา
    ประจำวิชา เพื่อพิจารณาความสำคัญของปัญหา ความเหมาะสม และแก้ไขให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์
2.คณะทำงานดำเนินการตามกระบวนการทางสถิติ ได้แก่ เก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นจากแหล่งการเรียนรู้ เช่น ห้องสมุด เว็บไซต์ เป็นต้น สร้างแบบถาม และ ตรวจสอบความถูกต้อง เสนอครู
3. ทำสำเนาแบบสอบถามจำนวน 200 ชุด สำรวจความคิดเห็นนักเรียนโดยการสุ่มตัวอย่าง ห้องละ 40 คน จำนวน 5 ห้อง นำผลการสำรวจมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวโน้มเข้ามาสู่ส่วนกลาง ค่าสถิติที่ใช้คือ ฐานนิยม ในรูปแบบค่าร้อยละของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามค่ามากไปสู่น้อย
4. นำค่าการวิเคราะห์ข้อมูลมาสรุปผลโดยภาครวมและอภิปรายผลในภาคบรรยาย
5. สรุปผลการทำโครงงาน นำเสนอผลงานต่อที่ประชุมห้องเรียนเพื่อตรวจสอบความช่วยเหลือ ความสมบูรณ์ของข้อมูล แล้วจัดทำรูปเล่มโครงงาน 1 เล่ม รูปแบบสำรวจ 1 เล่ม ส่งครูที่ปรึกษาประจำวิชา
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่นักเรียนเลือกชม
2. ทราบลักษณะนิสัยของวัยรุ่นจากประเภทของภาพยนตร์
ผลการสำรวจ
จากแบบสอบถามแบบสุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 200 ชุด   ผู้ตอบแบบสอบถามส่งกลับมาจำนวน 200 ชุด แต่ละชุดมีคำตอบครบทั้ง 200 ชุด
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป
สรุปข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้ดังนี้
1. อายุของผู้ตอบแบบสอบถาม
 อายุ 15 ปี จำนวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 21
 อายุ16 ปี จำนวน  71 คน คิดเป็นร้อยละ 35.5
 อายุ 17 ปี จำนวน 55 คน คิดเป็นร้อยละ 27.5
 อายุ 18 ปี จำนวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 17.5
2. เพศ
 ชาย จำนวน  0 คน คิดเป็นร้อยละ 0
 หญิง จำนวน  200 คน คิดเป็นร้อยละ 100
3. การศึกษาอยู่ระดับชั้น
 ม.4 จำนวน  86 คน คิดเป็นร้อยละ 43
 ม.5 จำนวน  67 คน คิดเป็นร้อยละ 33.5
 ม.6 จำนวน  47 คน คิดเป็นร้อยละ 23.5
 จากตอนที่ 1 สรุปได้ว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อายุ 16 ปี เป็นเพศ  หญิง
และการศึกษาอยู่ในระดับชั้นม.4
ตารางที่ 1  แสดงจำนวนความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถาม
   ประเภทของภาพยนต์ ระดับความคิดเห็น รวม มาก(3) ปานกลาง(2) น้อย(1) ไม่มีความคิดเห็น(0)
1. Action/บู๊  101 63 30 6 200
2. Horror/สยองขวัญ 108 67 21 4 200
3. War/สงคราม 47 72 60 21 200
4. Suspense/สืบสวน 61 84 43 12 200
5. Sci-fi/วิทยาศาสตร์ 56 84 48 12 200
6. fantacy/แฟนตาซี 100 63 28 9 200
7. Comedy/ตลก 145 44 8 3 200
8. Romantic/โรแมนติค 100 55 25 20 200
9. History/ประวัติศาสตร์ 21 88 43 48 200
10. Musical/เพลง 101 40 29 30 200
11. Animation/การ์ตูน 113 48 29 10 200
 12. ประเภทอื่นๆ 2 2 4 192 200
จากตารางที่ 1 แสดงจำนวนความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถาม  สรุปได้ว่า
ภาพยนตร์ที่นักเรียนเลือกชมมากที่สุด    คือ  Comedy/ตลก  จำนวน 145 คน 
  เลือกชมปานกลางมากที่สุดคือ  History/ประวัติศาสตร์จำนวน 88 คน 
  เลือกชมน้อยมากที่สุด   คือ  War/สงคราม  จำนวน 60 คน 
  ไม่เคยเลือกชมมากที่สุด   คือ   อื่นๆ   จำนวน 192 คน
ตารางที่ 2  แสดงจำนวนความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามคิดเป็นร้อยละ
   ประเภทของภาพยนตร์ ระดับความคิดเห็น รวม มาก(3) ปานกลาง(2) น้อย(1) ไม่มีความคิดเห็น(0)
1. Action/บู๊   50.5  31.5 15  3  100 
2. Horror/สยองขวัญ  54  33.5  10.5  2  100
3. War/สงคราม  23.5  36  30  10.5  100
4. Suspense/สืบสวน  30.5  42  21.5  6  100
5. Sci-fi/วิทยาศาสตร์  28  42  24  6  100
6. fantacy/แฟนตาซี  50  31.5  14  4.5  100
7. Comedy/ตลก  72.5  22  4  1.5  100
8. Romantic/โรแมนติค  50  27.5  12.5  10  100
9. History/ประวัติศาสตร์  10.5  44  21.5  24  100
10. Musical/เพลง  50.5  20  14.5  15  100
11. Animation/การ์ตูน  56.5  24  14.5  5  100
 12. อื่นๆ  1 1   2  96  100
จากตารางที่ 2 แสดงจำนวนความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามคิดเป็นร้อยละ  สรุปได้ว่า
ภาพยนตร์ที่นักเรียนเลือกชมมากที่สุด    คือ  Comedy/ตลก  คิดเป็นร้อยละ     72.5 
  เลือกชมปานกลางมากที่สุดคือ  History/ประวัติศาสตร์คิดเป็นร้อยละ      44
  เลือกชมน้อยมากที่สุด   คือ  War/สงคราม  คิดเป็นร้อยละ     30
  ไม่เคยเลือกชมมากที่สุด   คือ   ประเภทอื่นๆ  คิดเป็นร้อยละ     96

ส่งใหม่

โครงงานประเภทประดิษฐ์ : http://krusadayu.com/Project/webopenSource3/menu06.html

โครงงานประเภททดลอง :  https://sites.google.com/site/kruanyanee/an14

โครงงานประเภทสำรวจ :  https://sites.google.com/site/khorngngankhnitsastr/about-me

โครงงานประเภททฤษฏี :  www.sahavicha.com/UserFiles/File/project(1).doc

โคงงานประเภทประดิษฐ์

เรื่อง การสร้างปริซึมฐานต่างๆ ให้มีปริมาตรมากที่สุด   โดย  1.  เด็กหญิงสิริรัตน์       แก้วเถื่อน                        ชั้นป.62.  เด็กหญิงนุจรี            อินสว่าง                         ชั้นป.53.  เด็กหญิงอริสา          ศรประเสริฐ                     ชั้นป.6  ครูที่ปรึกษา นางสาวทิพวัลย์  สาริกา โรงเรียนวัดบ้านกล้วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1      บทคัดย่อ            การทำโครงงานการสร้างกล่องรูปทรงต่างๆให้มีปริมาตรมากที่สุด มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบระหว่าง  ลูกบาศก์   ปริซึมฐานสามเหลี่ยม   ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า   ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมคางหมู ปริซึมห้าเหลี่ยม   ปริซึมหกเหลี่ยม   ว่ารูปทรงชนิดใดมีความจุมากที่สุด  และมีกระดาษเหลือเศษน้อยที่สุด   ผลปรากฏว่า ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมคางหมู ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ปริซึมหกเหลี่ยม  ปริซึมห้าเหลี่ยม   ลูกบาศก์   ปริซึมฐานสามเหลี่ยม     มีปริมาตรมากที่สุด  ไปหาน้อยสุดตามลำดับ  และ  ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมคางหมู ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปริซึมห้าเหลี่ยม  ปริซึมฐานสามเหลี่ยม  ปริซึมหกเหลี่ยม  ลูกบาศก์   มีพื้นที่ของกระดาษเหลือทิ้งน้อยที่สุดไปหามากที่สุด  ตามลำดับ สรุปว่ารูปทรงที่ดีที่สุดที่มีปริมาตรมากที่สุด  และมีกระดาษเหลือทิ้งน้อยที่สุดคือ  ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมคางหมู               กิตติกรรมประกาศ            โครงงานการสร้างกล่องรูปทรงต่างๆให้มีปริมาตรมากที่สุดจัดทำขึ้นเพื่อเป็นการศึกษาค้นคว้า ทดลองเปรียบเทียบว่ารูปทรงชนิดใดที่จะสามารถเป็นกล่องที่มีปริมาตรมากที่สุด และเหลือเศษกระดาษในการทำน้อยที่สุด ในการจัดทำโครงงานนี้ได้รับคำปรึกษา ให้คำแนะนำ และคอยช่วยเหลือ เป็นอย่างดีจากคุณครูทิพวัลย์  สาริกา          ผู้จัดทำขอขอบพระคุณผอ.สุพร คำหอม ที่คอยให้คำปรึกษาและเป็นกำลังใจเป็นอย่างดี                                                                  คณะผู้จัดทำ              สารบัญตาราง                                                                                                                                                                     หน้าตารางที่ แสดงการเปรียบเทียบผลการทดลอง              (ผลการคำนวณหา ปริมาตรของปริซึมฐานต่างๆ               และผลการคำนวณหาพื้นที่ของเศษกระดาษที่เหลือทิ้ง )                                                                                        12               สารบัญรูปภาพ                                                                                          หน้าภาพที่ 1   แสดงวัสดุอุปกรณ์                                                                                                                                                 7ภาพที่ 2   แสดงตัวแปรต้น ( ปริซึมฐานตางต่าง )                                                                                                                  8ภาพที่ 3   แสดงส่วนหนึ่งของตัวแปรควบคุม              - ขนาดกระดาษ  (กระดาษปกรายงานที่ใช้แล้วขนาด  A4)              - ความยาวแต่ละด้านที่จะใช้ในการทำปริซึมฐานต่างๆ              (ใช่เป็นจำนวนเต็ม โดยใช้หน่วยเป็น  เซนติเมตร )                                                                                              8ภาพที่ 4    แสดงการสร้างแบบ ของปริซึม  ที่มีฐาน และขนาดต่าง                                                                                    9ภาพที่ 5    แสดงการสร้างแบบ ของปริซึม  ที่มีฐาน และขนาดต่างกัน               พร้อมประกอบเป็นปริซึมฐานต่างๆ                                                                                                                     9ภาพที่ 6    แสดงการสร้างปริซึมฐานต่างๆ  ที่มีรูปทรง และขนาดต่างกัน                                                                          10ภาพที่ 7    แสดงการจดบันทึกขนาดที่ใช้ การทดลองแต่ละครั้ง ในการทดลอง                                                                                                                                                             11          ภาพที่ 8    แสดงการคิด  คำนวณหาปริมาตรของปริซึม และการคำนวณหาพื้นที่ของกระดาษที่เหลือ                                                                                                              11     บทที่บทนำ  ที่มาและความสำคัญของโครงงาน                 ด้วยกลุ่มของข้าพเจ้าได้ศึกษาเรื่องพื้นที่ผิว  และปริมาตร จากบทเรียน และเห็นว่าเวลาทำรายงานส่งครูแล้ว ก็ไม่ได้ใช้ทำอะไร ส่วนใหญ่ก็ทิ้งไปเฉยๆ  น่าเสียดาย   จึงมีความคิดว่าถ้าเรานำกระดาษรายงานส่วนปกที่จะต้องทิ้งไปมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเรียนได้  จึงนำความรู้ที่ได้จากบทเรียนมากำหนดโจทย์  แล้วทำการทดลองสร้างปริซึมฐานต่างๆ ( ลูกบาศก์ ปริซึมฐานสามเหลี่ยม ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมคางหมู ปริซึมห้าเหลี่ยม  และ ปริซึมหกเหลี่ยม ) ที่มีขนาดต่างกันไป ว่าปริซึมฐานใด  และขนาดเท่าไร  ที่จะมีปริมาตรมากที่สุด  และมีขยะจากเศษกระดาษเหลือทิ้งน้อยที่สุด จุดมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง  ลูกบาศก์   ปริซึมฐานสามเหลี่ยม  ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า   ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมคางหมู ปริซึมห้าเหลี่ยม   และ ปริซึมหกเหลี่ยม  ว่ารูปทรงชนิดใดสามารถจุสิ่งของได้มากที่สุด  และ สามารถนำความรู้ในการสร้างกล้องให้มีปริมาตรสูงสุดไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ในการคิดคำนวณ  เพื่อที่จะไม่เป็นการสิ้นเปลืองวัสดุให้เสียเปล่าน้อยที่สุด  ซึ่งเป็นการหยัดต้นทุนและไม่เกิดความเสียหายจากการซื้อวัสดุมามากเกินความจำเป็น สมมติฐานของการศึกษา          กล่องทรงปริซึมฐานสีเหลี่ยมผืนผ้า  น่าจะมีปริมาตรสูงสุด และสามารถบรรจุสิ่งของได้มากที่สุด  รองลงมา  ลูกบาศก์  ปริซึมฐานสามเหลี่ยม  ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมคางหมู ปริซึมห้าเหลี่ยม   และ ปริซึมหกเหลี่ยม  ตามลำดับ    ตัวแปรที่เกี่ยวข้องตัวแปรต้น           ปริซึมฐานต่างๆ ( ลูกบาศก์  ปริซึมฐานสามเหลี่ยม ปริซึมฐาน                        สี่เหลี่ยมผืนผ้า ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมคางหมู ปริซึมห้าเหลี่ยม                           ปริซึมหกเหลี่ยม )ตัวแปรตาม          ปริมาตรของปริซึมฐานต่างๆ   และพื้นที่ของเศษกระดาษที่เหลือแต่                        ละครั้งตัวแปรควบคุม ขนาดกระดาษ  (กระดาษปกรายงานที่ใช้แล้ว                        ขนาด  A4)ความยาวแต่ละด้านที่จะใช้ในการทำปริซึมฐานต่างๆ                         (ใช่เป็นจำนวนเต็ม  โดยใช้หน่วยเป็น  เซนติเมตร ) นิยามศัพท์เฉพาะปริซึมฐานต่างๆ      หมายถึง  ลูกบาศก์   ปริซึมฐานสามเหลี่ยม   ปริซึมฐานสี่เหลี่ยม                         ผืนผ้า  ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมคางหมู ปริซึมหกเหลี่ยม ที่ทำจาก                         กระดาษปกรายงานที่ใช้แล้วปริมาตร   หมายถึง  สิ่งที่ได้จากการคำนวณโดยใช้สูตร การหาปริมาตร ของปริซึมฐาน                          ต่างๆ ประโยชนที่คาดว่าจะได้รับ1.               สามารถฝึกทักษะการทดลอง และสามารถจัดทำโครงงานได้ 2.               รู้จักวิธีการนำวัสดุที่เหลือใช้มาจัดทำให้เป็นประโยชน์ได้ 3.               สามารถสร้างปริซึมฐานต่างๆให้มีปริมาตรมากที่สุด  ที่มีเศษกระดาษเหลือทิ้งน้อยที่สุด  และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้     บทที่ 2  เอกสารที่เกี่ยวข้อง    1. ปริซึม        ทรงสามมิติที่มีฐานทั้งสองเป็นรูปเหลี่ยมที่เท่ากันทุกประการ  และฐานทั้งสองอยู่บนระนาบที่ขนานกัน  ด้านข้างแต่ละด้านของปริซึมเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านขนานปริซึม ปริซึม  จะเรียกชื่อตามรูปฐานของปริซึม เช่น ฐานเป็นสามเหลี่ยม เรียกว่า ปริซึมสามเหลี่ยม   ฐานเป็นสี่เหลี่ยม เรียกว่า  ปริซึมสี่เหลี่ยม  เป็นต้น 2. ลูกบาศก์  ลูกบาศก์   หมายถึง  ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีหน้าทั้ง  6  ด้าน  มีขนาดเท่ากัน ส่วนประกอบต่าง ๆ ของ  ลูกบาศก์ สูตรการหาปริมาตร  ของ ลูกบาศก์          =    ด้าน    ด้าน    ด้าน                                      หรือ              =     a3                                      หรือ              =     พื้นที่ฐาน    สูง หมายเหตุ     :   a   หมายถึง  ความยาวของด้าน 3. ปริซึมฐานสามเหลี่ยม ปริซึมฐานสามเหลี่ยม  หมายถึง  ปริซึมที่มีฐานเป็นรูปสามเหลี่ยม ส่วนประกอบต่าง ๆ ของ  ปริซึมฐานสามเหลี่ยม สูตรการหาปริมาตร ของ ปริซึมฐานสามเหลี่ยม     =    ( ฐาน   สูง)   สูง                                        หรือ                       =     พื้นที่ฐาน    สูงสูตรการหาปริมาตร ของ ปริซึมฐานสามเหลี่ยมด้านเท่ามุมเท่า   =        4. ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า  หมายถึง  ปริซึมที่มีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนประกอบต่าง ๆ ของ  ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า สูตรการหาปริมาตร ของ ปริซึมฐานสี่เหลี่ยม        =    พื้นที่ฐาน    สูง                 หรือ                       =    กว้าง   ยาว   สูง5. ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมคางหมู ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมคางหมู  หมายถึง  ปริซึมที่มีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ส่วนประกอบต่าง ๆ ของ  ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า                                                                                                   สูตรการหาปริมาตร ของ ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมคางหมู          =    พื้นที่ฐาน    สูง                                หรือ                       =  ( ผลบวกด้านคู่ขนาน   สูง) สูง 6. ปริซึมฐานห้าเหลี่ยม ปริซึมฐานห้าเหลี่ยม  หมายถึง  ปริซึมที่มีฐานเป็นรูปห้าเหลี่ยม ส่วนประกอบต่าง ๆ ของ  ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า สูตรการหาปริมาตร ของ ปริซึมฐานห้าเหลี่ยม  =    พื้นที่ฐาน    สูง                                   หรือ                       =    5 ( ฐาน   สูง)   สูง                                   หรือ                       =    หมายเหตุ     :   a            หมายถึง  ความยาวของด้าน                       h1          หมายถึง  ความสูงของฐานรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าที่เป็น                                                 ส่วนประกอบย่อยของรูปหกเหลี่ยม                        h2          หมายถึง  ความสูงของปริซึม7. ปริซึมฐานหกเหลี่ยม ปริซึมฐานหกเหลี่ยม  หมายถึง  ปริซึมที่มีฐานเป็นรูปหกเหลี่ยม ส่วนประกอบต่าง ๆ ของ  ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า สูตรการหาปริมาตร ของ ปริซึมฐานห้าเหลี่ยม       =    พื้นที่ฐาน  x  สูง           บทที่อุปกรณ์และวิธีการทดลอง วัสดุอุปกรณ์                                1.  กระดาษ  ( ปกรายงานที่ใช้แล้ว)                                2.  ดินสอ / ปากกา                                3.  ไม้บรรทัด                                4.  ยางลบ                                5.  กาวภาพที่ 1   แสดงวัสดุอุปกรณ์  ภาพที่ 2   แสดงตัวแปรต้น ( ปริซึมฐานต่างๆ )ภาพที่ 3   แสดงส่วนหนึ่งของตัวแปรควบคุมขนาดกระดาษ  (กระดาษปกรายงานที่ใช้แล้วขนาด  A4)ความยาวแต่ละด้านที่จะใช้ในการทำปริซึมฐานต่างๆ(ใช่เป็นจำนวนเต็ม โดยใช้หน่วยเป็น  เซนติเมตร )  วิธีดำเนินการทดลอง 1.               สร้างแบบ ( ภาพคลี่  )  ของปริซึมฐานต่างๆ  ทีละแบบ  ต่างขนาดกัน ภาพที่ 4    แสดงการสร้างแบบ ของปริซึม  ที่มีฐาน และขนาดต่างกัน ภาพที่ 5    แสดงการสร้างแบบ ของปริซึม  ที่มีฐาน และขนาดต่างกันพร้อมประกอบเป็นปริซึมฐานต่างๆ   2.  นำแบบที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วมาประกอบเป็นปริซึมฐานต่างๆ  ทีละแบบ ต่างขนาดกัน **** ภาพที่ 6    แสดงการสร้างปริซึมฐานต่างๆ  ที่มีรูปทรง และขนาดต่างกัน  3. บันทึก  ขนาดที่ใช้ การทดลองแต่ละครั้ง  และจัดเก็บเศษที่เหลือแต่ละครั้ง  ไว้เป็นหมวดหมู่ชัดเจน  ภาพที่ 7    แสดงการจดบันทึกขนาดที่ใช้ การทดลองแต่ละครั้งในการทดลอง  4. นำขนาดที่ได้จากการทดลองมาคำนวณหาปริมาตร ของปริซึม และคำนวณหาพื้นที่ของเศษกระดาษที่เหลือ บันทึกผลการทดลอง ภาพที่ 8    แสดงการคิด  คำนวณหาปริมาตรของปริซึม  และการคำนวณหาพื้นที่ของกระดาษที่เหลือ                บทที่ผลการทดลอง ตารางที่ 1  แสดงการเปรียบเทียบผลการทดลอง(ผลการคำนวณหา ปริมาตรของรูปทรงเรขาคณิต  และผลการชั่งเศษกระดาษที่เหลือทิ้ง ) 

กล่องรูปทรงเรขาคณิต

ปริมาตรดาษกระดาษที่เหลือ(กรัม)โดยประมาณ
กล่อง ขนาด (ซม.) ปริมาตร(กรัม)โดยประมาณ
กว้างA ยาวb/h1 สูงh/h2
1. ลูกบาศก์ 6 6 6 216 A4 - 216
           
           
2. ปริซึมฐานสามเหลี่ยม 7 7 7 149 A4 - 189
  8 8 5 139 A4 - 247
           
3. ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า 4 6 13 312 A4 - 308
  5 7 9 315 A4 - 205
           
4. ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมคางหมู 4+8 3 16 288 A4 - 360
  5+9 4 13 328 A4 - 335
           
5. ปริซึมฐานห้าเหลี่ยม 5 5 5 219 A4 - 250
  6 5 4 240 A4 - 275
           
6. ปริซึมฐานหกเหลี่ยม 3 3 9 210 A4 - 234
  4 4 6 249 A4 - 216
           

   บทที่สรุปและอภิปรายผลการทดลอง สรุปผลการทดลอง          ผลการเปรียบเทียบระหว่าง ลูกบาศก์   ปริซึมฐานสามเหลี่ยม   ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า   ปริซึมฐานสี่เหลี่ยมคางหมู ปริซึมห้าเหลี่ยม   และ ปริซึมหกเหลี่ยม  ผลปรากฏว่ารูปทรงที่มีปริมาตรมากที่สุดคือ  รูปทรงปริซึมฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ขนาด ……..รองลงมาเป็น……..ตามลำดับ ข้อเสนอแนะ1.               ในการทดลองเราอาจเปลี่ยนจากการสร้างกล่องรูปทรงปริซึมอย่างเดียว  โดยการเพิ่ม  พีระมิด  ทรงกระบอก  ทรงกรวย  และทรงกลม  เข้าไปด้วยก็ได้ 2.               ในการทดลองเราอาจเปลี่ยนจากการสร้างกล่องจากกระดาษจริง  เป็นการสร้างโดยใช้โปรมแกรม  GSP แทน 3.               จากผลการทดลองสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน  ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างอาคาร  บ้านเรือน  การปูกระเบื้อง  และอื่นๆ  อีกมากมาย

 

 โครงงานประเภททดลอง

เทียนสมุนไพรเรขาคณิตพิชิตยุง

บทที่  1 

ที่มาและความสำคัญ 

                     จากกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  เรื่อง รูปทรงเรขาคณิตและปริมาตรพวกเราได้เรียนรู้ถึงลักษณะของรูปทรง  การหาพื้นที่  และการหาปริมาตรของรูปทรงต่างๆ ทำให้พวกเราเกิดข้อสงสัยว่าปริมาตรของรูปทรงที่ได้จากการคำนวณโดยใช้สูตรนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรและเราอยากที่จะทราบว่าในปริมาตรและความสูงเท่ากันนั้นรูปทรงเรขาคณิตจะเป็นอย่างไร  เราจึงได้คิดหาวิธีที่จะพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าวโดยใช้เศษเทียนมาหลอมเป็นรูปทรงต่างๆเนื่องจากว่าโรงเรียนของพวกเราอยู่ใกล้วัดเห็นเศษเทียนจากการประกอบพิธีทางศาสนาที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อะไรพวกเราจึงได้คิดที่จะนำเอาเศษเทียนเหล่านั้นมาใช้หล่อเป็นรูปทรงเรขาคณิตเพื่อพิสูจน์ตามข้อสงสัยดังกล่าวนอกจากนี้พวกเรายังได้นำเอาพืชสมุนไพรที่สามารถไล่ยุงได้มาผสมลงในการหล่อเทียนเป็นรูปทรงต่างๆเพื่อใช้เป็นเทียนสมุนไพรไล่ยุงและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า 

             1.   เพื่อศึกษาค้นคว้าความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรงปริซึม พีระมิด กรวย   ทรงกระบอกและทรงกลม

             2.  เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง

 สมมติฐาน 

 เทียนสมุนไพรรูปทรงกรวย สามารถใช้ในการไล่ยุงได้นานที่สุด

 ขอบเขตการศึกษา 

 ในการทดลอง  เทียนสมุนไพรเรขาคณิตพิชิตยุงมีขอบเขตในการศึกษาดังต่อไปนี้

 ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง 

         ตัวแปรควบคุม

1. พื้นที่ฐานและส่วนสูงของรูปทรงเรขาคณิต

2. ปริมาตรและส่วนสูง

          ตัวแปรตาม

1. ปริมาตรของรูปทรงเรขาคณิต

2. ระยะเวลาในการกำจัดยุง

        ระยะเวลา 

 6   กันยายน 2552  ถึง  24  กันยายน  2552

 สถานที่

 อาคารอเนกประสงค์โรงเรียนบ้านดอนตัดเรือ  ต.โนนแดง  อ.โนนแดง

จ.นครราชสีมา

 ประโยชน์ที่ได้รับ

        1.  ทราบปริมาตรของรูปทรงปริซึมสัมพันธ์กับพีระมิดและปริมาตรของกรวย 

ทรงกลมสัมพันธ์กับทรงกระบอก

        2.  ทราบปริมาตรของรูปทรงเรขาคณิตที่ใช้ในการไล่ยุงได้นานที่สุดคือ

กรวย พีระมิด ทรงกระบอกและปริซึม ตามลำดับ

         3.  เศษเทียนที่ใช้แล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้

         4.  เศษเทียนสามารถผสมกับพืชสมุนไพรไล่ยุงได้

            บทที่2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

  เรขาคณิต : การหาพื้นที่และปริมาตร

 ระดับชั้นมัธยมต้นนี้ นักเรียนควรมีพื้นฐานเกี่ยวกับ พื้นที่และปริมาตรที่ควรทราบดังนี้

1.  พิระมิด  (Pyramid)  คือ ทรงสามเหลี่ยมที่มีฐานเป็นรูปเหลี่ยมใด ๆ มียอดแหลม

ซึ่งไม่อยู่บนระนาบเดียวกัน และทุกหน้าเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีจุดยอดร่วมกันที่ยอดแหลมนั้น     

        พื้นที่ผิวเอียง  =   x เส้นรอบฐาน x สูงเอียง

        พื้นที่ผิวทั้งหมด  =  พื้นที่ผิวเอียง  +  พื้นที่ฐาน

        ปริมาตร       =   x พื้นที่ฐาน x สูง

 2.  ปริซึม  เป็นรูปทรงที่มีหน้าตัด(ฐาน)  ทั้งสองข้างเป็นรูปหลายเหลี่ยมที่เท่ากันทุกประการมีหน้าข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก การเรียกชื่อปริซึมจะเรียกตามรูปหน้าตัดของปริซึม

                                       พื้นที่ผิวข้าง     =  เส้นรอบฐาน x สูง

                         พื้นที่ผิวทั้งหมด  =  พื้นที่ผิวข้าง  +  2 พื้นที่หน้าตัด

                          ปริมาตร         =  พื้นที่ฐาน  x สูง  = กว้าง x ยาว x สูง

  3.  วงกลมแบน (Cycle)

                 พื้นที่วงกลม  =  pr2   โดยที่  p =   หรือ p =  3.14159

                พื้นที่วงแหวน  =     pr1  -  pr2   โดยที่ r1  =  รัศมีวงกลมใหญ่

                                                                     r2  =  รัศมีวงกลมเล็ก

                เส้นรอบวง  =    2pr

 4.    ทรงกลม (sphere)  คือ ทรงสามมิติที่มีผิวโค้งเรียบและจุดทุกจุดบนผิวโค้งอยู่

ห่างจากจุดคงที่จุดหนึ่งเป็นระยะทางเท่ากัน

                    พื้นที่ผิวทรงกลม  =  4pr2

                    ปริมาตรทรงกลม   =   pr3

 5.   ทรงกระบอก (Cylinder) คือ ทรงสามมิติใด ๆ ที่มีฐานเป็นรูปวงกลมที่เท่ากันทุกประการกับหน้าตัด และอยู่ในระนาบที่ขนานกัน เมื่อตัดทรงสามมิตินี้ด้วยระนาบที่ขนานกับฐานแล้ว จะได้รอยตัดเป็นวงกลมที่เท่ากันทุกประการกับฐานเสมอ

                 พื้นที่ผิวข้าง  =  2pr  x  h  ( เมื่อ h คือ สูงตรง r  คือ  รัศมีปากกระบอก )

                พื้นที่ผิวทั้งหมด  =  พื้นที่ผิวข้าง + พื้นที่ฐานทั้งสองของทรงกระบอก

                ปริมาตร   =  pr2 x h

 6.   กรวย (cone)  คือ  ทรงสามมิติใด ๆ ที่มีฐานเป็นวงกลม มียอดแหลมที่ไม่อยู่บนระแนบเดียวกันกับฐาน และเส้นที่ต่อระหว่างจุดยอดและจุดใด ๆ บนขอบของฐานเป็นส่วนของเส้นตรง

                         พื้นที่ผิวข้าง  =  prl    เมื่อ  l  = สูงเอียง 

                                                                r  = รัศมีของปากกระบอก

                        พื้นที่ผิวกรวย  =  prl x pr2

                        ปริมาตร    =    pr2h

 7.   พื้นที่สี่เหลี่ยมมุมฉาก              =    กว้าง x ยาว

8.   พื้นที่รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส            =   ด้าน x ด้าน

9.   พื้นที่รูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน       =   ฐาน x สูง

10.  พื้นที่สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน       =   x ผลคูณของเส้นทแยงมุม

11.  พื้นที่สี่เหลี่ยมคางหมู             =  x  ผลบวกด้านคู่ขนาน x สูง

12.  พื้นที่รูปสี่เหลี่ยมใด ๆ             =  x ความยาวของเส้นทแยงมุม  x  ผลบวกของความยาวของเส้นกิ่งที่ตั้งฉากกับเส้นทแยงมุมนั้น

13.  พื้นที่สามเหลี่ยม                  =  x ฐาน  x สูง

 ตระไคร้หอม

1.  ฤทธิ์ไล่ยุงและแมลง

                    น้ำมันตะไคร้หอม (Citronella oil) ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยสกัดจากต้นตะไคร้หอมสามารถใช้ไล่แมลงได้ (1)  ครีมที่มีน้ำมันจากใบตะไคร้หอม ความเข้มข้น 1.25, 2.5 และ 5% มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงกัด เมื่อทดสอบกับยุงก้นปล่อง โดยมีระยะเวลาในการป้องกัน นาน 2 ชม. และที่ความเข้มข้น 10% จะมีระยะเวลาในการป้องกันได้มากกว่า 4 ชม.  ตำรับครีมที่มีส่วนผสมของน้ำมันข่า 5% น้ำมันตะไคร้หอม 2.5% และวานิลลิน 0.5%  จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงกัดได้เช่นกัน โดยมีระยะเวลาในการป้องกัน นานกว่า 6 ชม.  (2, 3) และเมื่อทดสอบกับยุงรำคาญ พบว่าตำรับครีมผสม สามารถป้องกันยุงกัดได้ดีกว่าครีมที่ไม่มีน้ำมันหอมระเหย  เมื่อนำน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม มาทดสอบกับยุงที่เป็นพาหะของโรคมาลาเรีย ไข้เลือดออก และเท้าช้าง พบว่ามีผลป้องกันยุงกัดได้นาน 8-10 ชม. (4) และในการทดสอบกับยุงลาย พบว่าความเข้มข้นที่ผลในการป้องกันยุงได้ร้อยละ 50 (EC50) และร้อยละ 95 (EC95) มีค่าเท่ากับ 0.031 และ 5.259% ตามลำดับ และน้ำมันหอมระเหย ความเข้มข้น 1% สามารถป้องกันยุงกัดได้ 75.19% (5)  สารสกัด 90% เอทานอลจากตะไคร้หอม และสารสกัดตะไคร้หอมที่ผสมกับน้ำมันมะกอกและน้ำมันหอมระเหยกลิ่นชะมดเช็ด เมื่อนำมาทดสอบกับยุงลายและยุงรำคาญตัวเมีย จะมีประสิทธิภาพในการไล่ยุงได้นาน โดยมีค่าเฉลี่ยช่วงเวลาอยู่ที่ 114-126 นาที นอกจากนี้ยังมีผลในการควบคุมกำจัดลูกน้ำยุงได้ด้วย (6) น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม ความเข้มข้น 10% มีฤทธิ์ดีในการไล่ตัวอ่อนของเห็บ โดยให้ผลในการไล่ได้นานถึง 8 ชม.  (7)  นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ไล่แมลงที่จะมาทำลายเมล็ดข้าวที่เก็บไว้ได้ โดยไม่มีผลต่อคุณภาพของข้าว (8) ตะไคร้หอมยังมีฤทธิ์ไล่ผีเสื้อกลางคืน (9) และพวกแมลงบินต่างๆ ได้ (10)

2.  สารสำคัญในการออกฤทธิ์ไล่ยุง

น้ำมันตะไคร้หอมมีส่วนประกอบที่สำคัญในการออกฤทธิ์ คือ camphor (11, 12), cineol (13-15), eugenol (16-19), linalool (20), citronellal, citral (17)

 3.  การทดลองทางคลินิกใช้ในการไล่ยุง

         มีการศึกษาผลของครีมที่มีส่วนผสมน้ำมันหอมระเหย 14% ในการทาป้องกันยุง

รำคาญกับอาสาสมัคร 40 คน เปรียบเทียบกับครีมที่ไม่มีตัวยา พบว่าสามารถป้องกันยุงได้ 13 คน ในอาสาสมัครที่ทาครีม 20 คน ขณะที่อาสาสมัครที่ทาครีมที่ไม่มีตัวยา จะไม่สามารถป้องกันยุงได้ (21)สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้ทดลองประสิทธิภาพป้องกันยุงกัดของครีมตะไคร้หอม 14% พบว่ามีผลป้องกันยุงกัดได้นาน 2 ชม. ซึ่งใกล้เคียงกับครีมจากสารสังเคราะห์ (dimethyl phthatate 20% + diethyl toluamide 5%) (22)

การใช้ตะไคร้หอมไล่ยุง

1. ใช้ต้นตะไคร้หอม ทุบวางไว้ข้างๆ

2. ใช้สารสกัดตะไคร้หอมด้วยแอลกอฮอล์ ชุบสำลีวางไว้ใกล้ๆตัว

มะกรูด

              มะกรูดมีการใช้ประโยชน์อย่างมาก เป็นได้ทั้งเครื่องเทศและยาสมุนไพร สามารถนำไปประกอบอาหารดับกลิ่นคาวและเป็นยารักษาโรค เช่น ช่วยแก้อาการท้องอืด แก้ปวดท้อง บำรุงโลหิตสตรี ขับเสมหะ ฯลฯ นอกจากการบริโภคเป็นอาหารและเป็นยารักษาโรคแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางประเภทต่าง ๆได้อีกด้วย เช่น แชมพู ครีมนวด ครีมหมักผมเป็นต้น ส่วนต่าง ๆของมะกรูด สามารถเก็บรักษาไว้ในรูปของแห้ง คือ ใบมะกรูดแห้ง และผิวมะกรูดแห้ง หรือน้ำมันหอมระเหยสารสกัดวิธีต่างๆปัจจุบันความต้องการมะกรูดของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมีแนวโน้มที่สูงขึ้น เนื่องด้วยสรรพคุณของมะกรูดที่มีความหลากหลาย แต่เกษตรกรมักจะปลูกมะกรูดกันในลักษณะเป็นพืชผักสวนครัว หรือพืชรองเท่านั้น

 ชื่อภาษาไทย   มะกรูด  ชื่อสามัญ  Porcupine Orange, Kiffir Lime, Leech Lime, Mauritius papeda  ชื่อวิทยาศาสตร์    Citrus hystrix DC. ชื่อวงศ์   RUTACEAE

 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

                1.   มะกรูด เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นสูง 2-12 เมตร ลำต้นและกิ่ง มีหนามแหลม
                2. ใบมะกรูด มีลักษณะเป็นรูปไข่กว้างถึงไข่แกมรี หรือขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง

2-6 เซนติเมตรยาว  3-15 เซนติเมตรปลายใบมน โคนใบสอบหรือมน ขอบใบ จักมน ก้านใบมีปีกเป็นแผ่นคล้ายใบคล้ายรูปลิ่มหรือไข่หัวกลับใบเป็น 2 ตอน ใบค่อนข้างหนา มีสีเขียวแก่ แผ่นใบมีต่อมน้ำมันใส มีกลิ่นหอม
               3. ดอกมีสีขาว  อยู่บริเวณตรงซอกใบ มีกลิ่นหอม มีลักษณะเป็นทั้งดอกเดี่ยวและดอกช่อ มี 2-12 ดอก

        - กลีบเลี้ยง มี 4-5 กลีบ เป็นรูปไข่กว้าง ปลายแหลม  

- กลีบดอก มี 4-5 กลีบ กลีบหนา รูปไข่แกมรี ปลายมนแหลม ด้านนอกมีต่อมน้ำมันกลีบร่วงง่าย

        - เกสรเพศผู้ มีจำนวนมาก ก้านเกสรสีขาว อับเรณูสีเหลืองอ่อน

        - เกสรเพศเมีย คล้ายรูปกระบอง สีเหลืองแกมเขียว ยอดเกสรกลม สีเหลืองแกมเขียว

        -  รังไข่ ค่อนข้างกลม ส่วนบนกว้าง มีหลายช่อง

            4. ผล เป็นผลเดี่ยวค่อนข้างกลม บางพันธุ์มีผิวขรุขระ มีจุกที่หัวผล เปลือกหนา สีเขียวเมื่อสุกมีสีเหลือง มีเมล็ดหลายเมล็ด
โครงสร้างด้านในคล้ายพืชตระกูลส้ม ขนาดของผลประมาณ 3-7 เซนติเมตร

                 แหล่งที่พบ               
          ไม่ทราบแหล่งกำเนิด แต่พบมากตามธรรมชาติในมาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา พม่า และแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

      การใช้ประโยชน์จากมะกรูด

              1. ใช้ส่วนต่าง ๆ ของมะกรูด เป็นยาหรือส่วนผสมของยาต่าง ๆ  ดังนี้

                    1.1 ใบมะกรูด มีรสปร่า กลิ่นหอม แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ช้ำใน ดับกลิ่นคาว

                     1.2 ผลลูกมะกรูด มีรสเปรี้ยว กัดเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้องแก้ระดูเสีย ฟอกโลหิต ขับระดู ขับลมในลำไส้

            1.3 ผิวลูกมะกรูด    มีรสปร่า กลิ่นหอมร้อน ขับลมในลำไส้ ขับระดู ขับผายลม

            1.4 น้ำในลูกมะกรูด มีรสเปรี้ยว แก้ไอเสมหะ ฟอกโลหิต ขับระดู ขับลมในลำไส้

            1.5 ราก มีรสจืดเย็น แก้ไข้ ถอนพิษสำแดง แก้ลมจุกเสียด กระทุ้งพิษไข้ แก้พิษ  ฝีภายใน แก้เสมหะ

            2. ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหอมและเครื่องสำอางต่าง ๆ

            3. กรดซิตริกที่อยู่ในมะกรูด ช่วยขจัดคราบสบู่ที่หลงเหลืออยู่ ทำให้ผมหวีเรียบง่ายน้ำมันจากผิวมะกรูดช่วยให้ผมดกเป็นเงางาม

            4. ใช้ปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร ดับกลิ่นคาวของอาหารใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกง        

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

         1. ประสิทธิภาพต่อการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์

         ประสิทธิภาพต่อการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ของผิวมะกรูดอยู่ที่ส่วนน้ำมันหอมระเหย ซึ่ง

ผิวมะกรูดจะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ ต่าง ๆ ได้ดีกว่าใบมะกรูด(เนื่องจากมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยที่น้อยกว่าผิวมะกรูด) จุลินทรีย์ที่ถูกยับยั้งได้ง่าย คือ รา ดังนั้นจึงมีการนำน้ำมันหอมระเหยไปเป็นส่วนผสมในแชมพูสระผม เพื่อกำจัดรังแค ที่มีสาเหตุ

มาจากเชื้อรา
            2. กลไกการยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์

     การที่มะกรูดสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ได้นั้น เนื่องจากมีสารพวก เจอรานิออล นิโรลิออลไอโซพูลีกอล ลินาลูล และเทอร์ไปนีนออล อยู่ด้วย ซึ่งมีรายงานว่าสารเหล่านี้มีปริสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ได้ แต่กลไกในการยับยั้งยังไม่ทราบแน่ชัด

       3. ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

     น้ำมันใบมะกรูดมีฤทธิ์ไล่ยุงได้นาน 3 ชั่วโมง ต้านเชื้ออมีบา , d-limonene เป็นสารหลักในน้ำมันผิวมะกรูดมีฤทธิ์ยับยั้งสารก่อมะเร็งในหนู

                                                ส้มเขียวหวาน

                 ผลไม้เมืองไทยมีมากมาย และมีตลอดปี ที่สำคัญราคาถูกและยังได้คุณค่าของสารอาหารมากมาย แถมผลไม้ยังมีเส้นใยอาหารมาก ทำให้เปรียบเสมือนตัวปัดกวาดลำไส้ให้สะอาดอยู่เสมอ ในบรรดาผลไม้ที่มีมากมายนั้นส้มถือเป็นผลไม้ที่ทุกคนรู้จัก นอกจากเป็นผลไม้แล้วยังมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรอีกด้วย ส้มเขียวหวานมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus reticulata Blanco อยู่ในวงศ์ RUTACEAE ในชื่อภาษาอังกฤษคือ Tangerine หรือ Mandarine orange มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นดังนี้ ส้มแก้วเกลียง ส้มจันทบูร ส้มแป้นกระดาน ส้มแสงทอง ส้มจุก ส้มแป้นเกลี้ยง ส้มเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงประมาณ 8 เมตร ใบเป็นใบประกอบลดรูปมีใบย่อยใบเดียวเรียงสลับใบย่อยเป็นรูปไข่กว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร ยาว 5-8 เซนติเมตรปลายใบแหลมสีเขียวเป็นมันมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วไปก้านใบมีครีบเล็กๆ ดอกเป็นสีขาวออกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อสั้นๆ ส้มเขียวหวาน ตามซอกใบและปลายกิ่งมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ มีกลิ่นหอม ผลมีรูปกลมแป้น ขนาด 3-5 เซนติเมตร ( เส้นผ่าศูนย์กลาง ) ผิวเรียบมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วไป เมื่อแก่ จัดมีสีเขียวอมเหลือง ผิวบาง ภายในมีลักษณะเป็นกลีบหลายกลีบแยกออกจากกันได้ง่าย ผนังของกลีบบาง เนื้อในมีสีส้มบรรจุอยู่ในถุงน้ำหวานขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดเป็นรูปกลมรีสีขาวการขยายพันธุ์ทำโดยใช้ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง หรือ ใช้เมล็ด ส้มมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรโดยผลส้มสด 100 กรัม จะมีเบต้าแคโรทีน 82 ไมโครกรัม และวิตามินซี 42 มิลลิกรัม จึงใช้รักษาและป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน นอกจากนี้เปลือกผลแห้งจะมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย ซิตรัล ( CITRAL ) เจอรานิออล ( GERANIOL ) และ ไลนาโลออล ( LINALOOL ) ซึ่งน้ำมันหอมระเหยนี้สามารถสกัดออกมาเพื่อใช้แต่งกลิ่นยาและมีฤทธิ์ขับลม นอกจากนี้เปลือกผลที่แห้งเมื่อนำมาจุดไฟจะมีกลิ่นหอมและสามารถไล่ยุงได้ดีอีกด้วย ซึ่งเหมาะสมกับฤดูฝนนี้ที่มีไข้เลือดออกระบาดดังนั้นท่านผู้อ่านสามารถจะใช้เปลือกส้มไล่ยุงก็ได้ เพราะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

 การหล่อเทียน

 ขั้นตอนการหล่อเทียน
             1. ทาพื้นผิวด้านในของแม่พิมพ์ด้วยวาสลีน
             2. นำไส้เทียนมาตัดให้มีความยาวตามต้องการ และผูกปลายด้านหนึ่งของไส้เทียนเข้ากับ โลหะสำหรับถ่วง นำไปวางไว้ที่ฐานของแม่พิมพ์ พันปลายไส้เทียนอีกด้านหนึ่งเข้ากับแท่งไม้ไผ่ จนกระทั่งไส้เทียนส่วนที่ขึงอยู่ในแม่พิมพ์ตึงพอดี จึงวางแท่งไม้ไผ่พาดบนขอบแม่พิมพ์ ใช้เทปกาวติดยึดแท่งไม้ไผ่เข้ากับด้านนอกของแม่พิมพ์ ถ้าเทียนที่ต้องการหล่อมีรูปทรงกว้าง คุณจะทำให้มีไส้เทียนหลายๆ อันก็ได้
            3. นำแม่พิมพ์ไปวางบนวัสดุพื้นผิวเรียบ
            4. ใส่ขี้ผึ้งลงไปในหม้อแล้วนำไปตั้งไฟอ่อนๆ ให้ขี้ผึ้งละลาย อย่าให้ขี้ผึ้งเดือดเป็นอันขาด ถ้าขี้ผึ้งเริ่มมีควันขึ้นให้ยกหม้อออกจากเตา หาฝาหม้อมาไว้ใกล้มือ เพื่อครอบปิดในกรณีที่เกิดไฟลุกขึ้นมา เมื่อขี้ผึ้งละลายดีแล้วให้เติมสีและกลิ่นลงในขั้นตอนก่อนเทขี้ผึ้ง
       5. เมื่อขี้ผึ้งละลายได้ที่ ให้รีบตักหรือเทลงแม่พิมพ์อย่างรวดเร็ว แต่อย่าเทจนหมด ให้เก็บขี้ผึ้งไว้เล็กน้อยสำหรับเติมลงในส่วนที่เป็น "บ่อ" ที่อยู่ด้านบนสุดของแท่งเทียนเพื่อให้จับตัวแข็งอยู่รอบๆ ไส้เทียน
       6. ทิ้งให้เทียนจับตัวแข็งราว 24 ชั่วโมง (ห้ามเคลื่อนย้ายอย่างน้อย 2 ชั่วโมง) แล้วจึงนำออกจากแม่พิมพ์
       7. ส่วนใหญ่แล้วเทียนที่จับตัวแข็งจะหลุดออกจากพิมพ์อย่างง่ายดาย แต่ถ้ายังเอาออกไม่ได้ ให้นำไปแช่ตู้เย็นอีก  1 ชั่วโมง ก็จะเอาออกได้   

บทที่  3

วิธีการดำเนินการ

 อุปกรณ์

1.   กระดาษแข็ง                      2.  เศษเทียน          

3.  แก้ว                                  4.  สีเทียน

5.  ไส้เทียน                            6.  บิกเกอร์ ขนาด 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร

7.บิกเกอร์ ขนาด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร    8.  เตาไฟ                    

9.  รูทรงเรขาคณิต                     10.  มีดคัตเตอร์       

11.  กาว                                 12.  แผ่นฟิวเจอร์บอร์ด

13. ใบตะไคร้หอม (บดตากแห้ง)    14.  เปลือกส้ม (บดตากแห้ง)

15.  เปลือกมะกรูด (บดตากแห้ง)    16.  เครื่องปั่นผลไม้

17. ไม้ขีดไฟ                           18.  กรรไกร

19. ไม้บรรทัด

ศึกษาความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรงปริซึม  พีระมิด   กรวย   ทรงกระบอก

และทรงกลม

ขั้นเตรียม

1.  ความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรงปริซึม   พีระมิด    จัดเตรียมรูปทรงพีระมิดฐานสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมจัตุรัสและ หกเหลี่ยมด้านเท่าที่มีพื้นที่ฐานและส่วนสูงเท่ากับรูปทรงของปริซึมฐานสามเหลี่ยม  สี่เหลี่ยมจัตุรัส  และหกเหลี่ยมด้านเท่า ตามลำดับเพื่อเป็นแม่พิมพ์สำหรับหล่อรูปทรงเรขาคณิต

2.  ความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรง กรวย ทรงกระบอก และทรงกลม

จัดเตรียมรูปทรงกรวย  ทรงกระบอก  และทรงกลม(รัศมีเท่ากัน)และส่วนสูงเท่ากัน เพื่อเป็นแม่พิมพ์สำหรับหล่อรูปทรงเรขาคณิต

 ขั้นปฏิบัติ

1. หลอมละลายเทียนให้ได้ปริมาตร  ตามที่ต้องการ

2. นำเทียนที่หลอมละลายนั้นมาตวงใส่ในบิกเกอร์ขนาด100ลูกบาศก์เซนติเมตร

3. จดบันทึกปริมาตรของเทียนที่ใช้  หล่อเทียนในแม่พิมพ์รูปทรงปริซึม  พีระมิด  กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลม

ขั้นสรุปผล

1.   เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของปริมาตรระหว่างรูปทรงปริซึม กับพีระมิดจากข้อมูลที่จดบันทึกไว้

2.  เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของปริมาตรระหว่างรูปทรงกรวยทรงกระบอก และทรงกลม

ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง

  ขั้นเตรียม

            1. กำหนดรูปทรงเรขาคณิต  ปริซึม   พีระมิด   กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลมที่มีปริมาตรและพื้นที่ฐานที่เท่ากัน

2.  คำนวณหาส่วนสูงของรูปทรงปริซึม พีระมิด กรวย ทรงกระบอกและทรงกลมเพื่อจัดทำแม่พิมพ์สำหรับหล่อเทียน

3. จัดทำแม่พิมพ์รูปทรงเรขาคณิต  ปริซึม  พีระมิด  กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลมที่มีปริมาตรและพื้นที่ฐานเท่ากัน

ขั้นปฏิบัติ

1.  หลอมละลายเทียนให้ได้ปริมาตร  ตามที่ต้องการ

2.  นำเทียนที่หลอมละลายนั้นมาตวงใส่บิกเกอร์ขนาด 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร

3.  หล่อเทียนรูปทรงปริซึม  พีระมิด  กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลม

4.  จุดเทียนรูปทรงปริซึม  พีระมิด กรวย ทรงกระบอกและทรงกลมและจับเวลาในการหลอมละลาย

5.  บันทึกผลการทดสอบ

ขั้นสรุปผล

เปรียบเทียบระยะเวลาที่ได้จากการจุดเทียนที่รูปทรงปริซึม  พีระมิด  กรวย ทรงกระบอกและทรงกลม

บทที่  4 

ผลการดำเนินการ

 การทดลองหาความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรงปริซึม  พีระมิด 

กรวย  ทรงกระบอกและทรงกลม

 ตารางที่  1  เปรียบเทียบปริมาตรของรูปทรงปริซึม  พีระมิด  กรวย  ทรงกระบอก

และทรงกลม   ที่มีพื้นที่ฐานเท่ากัน และส่วนสูงเท่ากัน

รูปทรง

พื้นที่ฐาน

ความสูง

ปริมาตร

ปริซึมสามเหลี่ยม

 x 9 x 8 = 36

8.33

300

พีระมิดสามเหลี่ยม

 x 9 x 8 = 36

8.33

100

ปริซึมสี่เหลี่ยมจัตุรัส

6x6   =  36

8.33

300

พีระมิดสี่เหลี่ยมจัตุรัส

6x6   =  36

8.33

100

ทรงกระบอก

x = 33.3

9

300

ทรงกลม

x = 33.3

6.5

200

กรวย

x = 33.3

9

100

   ผลการทดลอง  พบว่า  

ความสัมพันธ์ของปริมาตรระหว่างรูปทรงปริซึมกับพีระมิดที่มีพื้นที่ฐานและความ

สูงเท่ากัน  พบว่าปริมาตรของทรงปริซึมที่ได้เป็นสามเท่าของรูปทรงพีระมิด

ความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงกรวย  ทรงกระบอก  พบว่าปริมาตรของรูป

ทรงกระบอกที่ใช้เป็นสามเท่าของรูปทรงกรวย  และเป็นสองเท่าของทรงกลมตามลำดับโดยเรากำหนดพื้นที่ฐานและความสูงของรูปทรงเป็นตัวควบคุม  จึงทำให้เรามองเห็นความจริงในเรื่องของปริมาตรที่เป็นรูปธรรมและมีความชัดเจน

การทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง

 ตารางที่  2   เปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง

รูปทรง

พื้นที่ฐาน

สูง

ปริมาตร

ระยะเวลา(ชั่วโมง)

ปริซึมสี่เหลี่ยมจัตุรัส

5 x 5   =  25

10

250

2.06

พีระมิดสี่เหลี่ยมจัตุรัส

5 x 5   =  25

30

250

2.31

กรวย

x = 25

29.83

250

2.52

ทรงกระบอก

x = 25

9.94

250

2.18

 ผลการทดลอง  พบว่า  

                        รูปทรงเรขาคณิตกับระยะเวลาที่ใช้ในการไล่ยุง เมื่อปริมาตรและพื้นที่ฐานเท่ากันรูปทรงเรขาคณิตทีมีระยะเวลาในการหลอมละลายในการไล่ยุงได้นานที่สุด ได้แก่  รูปทรงกรวย  รูปทรงพีระมิด   ทรงกระบอก   และรูปทรงปริซึม  ตามลำดับ

 บทที่ 5

อภิปรายผลการดำเนินการ

                          จากผลการศึกษาค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับรูปทรงเรขาคณิตและปริมาตร โดยเรากำหนดพื้นที่ฐานและความสูงของรูปทรงปริซึม พีระมิด กรวย ทรงกลมและทรงกระบอก ทำให้เราพิสูจน์ทฤษฏีบทในการคำนวณหาปริมาตรโดยใช้สูตรให้เห็นเป็น รูปธรรม กล่าวคือ

            1.  กลุ่มข้าพเจ้าได้เห็นความสัมพันธ์ของปริมาตรระหว่างรูปทรงปริซึมกับพีระมิดที่มีพื้นที่ฐานและความสูงเท่ากัน  พบว่า

-    ปริมาตรของทรงปริซึมที่ใช้เป็นสามเท่าของรูปทรงพีระมิด

-    ปริมาตรของรูปทรงกระบอกที่ใช้เป็นสามเท่าของรูปทรงกรวย

-  ปริมาตรของรูปทรงกลมที่ใช้เป็นสองเท่าของรูปทรงกรวย

โดยเรากำหนดพื้นที่ฐานและความสูงของรูปทรงเป็นตัวควบคุม  จึงทำให้เรามองเห็นความจริงในเรื่องของปริมาตรที่เป็นรูปธรรมและมีความชัดเจน

โครงงานประเภทสำรวจ

โครงงานคณิตศาสตร์

เรื่อง สำรวจการใช้ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือ


 


 

ผู้จัดทำ

นายวีระ แสนสีมิ่ง เลขที่ 9

นางสาวชิดชนก ประเสริฐสังข์ เลขที่ 18
นางสาวสุกัญญา ภูมิประสพ เลขที่ 34ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
 


 

ครูที่ปรึกษา

คุณครูชุมพร ภามนตรี


 


 

โรงเรียนเชียงใหม่ประชานุสรณ์

อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3


 

บทคัดย่อ


 

ในการสำรวจการใช้ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่านิยมใช้โทรศัพท์ยี่ห้อ Nokia มากที่สุด นักเรียนชั้น ม.4

ใช้โทรศัพท์ยี่ห้อ Nokia คิดเป็นร้อยละ 99.98

ใช้โทรศัพท์ยี่ห้อ i-mobile คิดเป็นร้อยละ 88.85

ใช้โทรศัพท์ยี่ห้อ sumsung คิดเป็นร้อยละ 44.39

และใช้โทรศัพท์ยี่ห้ออื่นๆ ที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น คิดเป็นร้อยละ 32

                                                               

กิตติกรรมประกาศ

 

คณะผู้จัดทำได้ทำโครงงานคณิตศาสตร์ประเภทสำรวจ เรื่องการสำรวจการใช้ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี คณะผู้จัดทำต้องขอขอบพระคุณท่านอุปการคุณ ดังนี้

1. นายเพิ่ม นาก้อนทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนเชียงใหม่ประชานุสรณ์

2. นายวสันต์ จันทร์หอม ร้องผู้อำนวยการโรงเรียนเชียงใหม่ประชานุสรณ์

3. นายสุระ เพชรโรจน์ ร้องผู้อำนวยการโรงเรียนเชียงใหม่ประชานุสรณ์

4. นายชุมพร ภามนตรี ครูที่ปรึกษาโครงงาน

5. คณะครูโรงเรียนเชียงใหม่ประชานุสรณ์

6. ผู้ปกครองนักเรียนที่มีส่วนร่วมในการทำโครงงาน

7. และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ทุกคน

ผู้จัดทำขอขอบพระคุณทุกท่านที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ณ โอกาสนี้ด้วย

คำนำ

 

โครงงานคณิตศาสตร์ เรื่องการสำรวจการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภายในโรงเรียนเชียงใหม่ประชานุสรณ์ จัดทำเพื่อจะได้รู้ว่าวัยรุ่นชอบใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อกันบ้างและมากที่สุด คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงงานนี้คงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าไม่มากก็น้อย หากทางคณะผู้จัดทำ ทำผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย


 

คณะผู้จัดทำ

สารบัญ

 

เรื่อง หน้า

บทคัดย่อ

กิตติกรรมประกาศ

บทที่ 1 บทนำ

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน 1

วัตถุประสงค์ในการทำโครงงาน 1

ขอบเขตการศึกษา 1

ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1

บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 2

บทที่ 3 วิธีดำเนินการ 3

แผนดำเนินการ 3

บทที่ 4 ผลการศึกษาค้นคว้า 4-9

บทที่ 5 สรุปผลการศึกษา 10-11

ข้อเสนอแนะ 12

เอกสารอ้างอิง

บทที่ 1

บทนำ

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน


 

เนื่องจากเด็กไทยในปัจจุบันมีความทันสมัยมากขึ้นรู้จักการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ ทางคณะผู้จัดทำจึงได้ทำโครงงานสำรวจการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อที่จะทำการสำรวจว่าแต่ละคนมีการใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อใดบ้าง และส่วนมากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นิยมใช้โทรศัพท์ยี่ห้อใดมากที่สุด


 

วัตถุประสงค์ในการทำโครงงาน

1. เพื่อให้นักเรียนได้รู้การหาปริมาณเชิงร้อยละ

2. เพื่อให้นักเรียนได้รู้จักการทำงานเป็นกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้ร่วมกัน

3. เพื่อให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

4. เพื่อให้ผู้จัดทำมีทักษะและความสามารถในการทำโครงงาน


 

ขอบเขตการศึกษา

การจัดทำโครงงานคณิตศาสตร์ประเภทสำรวจ เรื่องการสำรวจการใช้ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เท่านั้น


 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1. ได้รู้ว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นิยมใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อใดมากที่สุด

2. นักเรียนได้รู้จักและเข้าใจการหาปริมาณเชิงร้อยละ

3. นักเรียนมีทักษะในการทำโครงงานเป็นกลุ่ม


 


 


 

บทที่ 2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง


 

เอกสารที่เกี่ยวข้องในการจัดทำโครงงานครั้งนี้ผู้จัดทำได้จัดเรียงไว้ดังนี้

1. การเก็บรวบรวมข้อมูล

การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสำรวจ สามารถแบ่งออกเป็น 2 วิธี

1. การเก็บรวบรวมข้อมูลจากทะเบียนประวัติ

2. การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสำรวจ สามารถแบ่งออกเป็น 2 วิธี

. การสำรวจโดยการสอบถาม ได้แก่ การสำรวจโดยการแบ่งหน้าที่กันไปสอบถามที่เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เราต้องการ

. การตั้งกระทู้ถามหรือออกแบบสอบถาม

3. การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสังเกต ผู้ทำการสำรวจต้องทำการจดบันทึกหรือบันทึกสิ่งที่ได้พบเห็นในการสังเกต

2. ทักษะการเรียนคณิตศาสตร์

ทักษะการเรียนคณิตศาสตร์ คือ การนำความรู้ในรายวิชาคณิตศาสตร์มาใช้แก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและเชื่อมโยงความรู้ในรายวิชาคณิตศาสตร์และวิชาอื่นๆ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม

3. การวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทราบลักษณะโดยรวมหรือลักษณะกว้างๆ ของข้อมูล โดยใช้สถิติพรรณนาหรือจะต้องศึกษาความสัมพันธ์เชิงฟังก์ชันระหว่างข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงอนุมานเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ

4. การนำเสนอข้อมูลโดยใช้แผนภูมิและแผนภาพต่างๆ

แผนภูมิแท่ง คือแผนภูมิที่ประกอบด้วยรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีความยาวของแต่ละรูปที่แปรตามชนิดของข้อมูล


 


 


 


 

บทที่ 3

วิธีการดำเนินการ


 

วิธีการดำเนินการ

1. ประชุมปรึกษาหาหัวข้อโครงงานคณิตศาสตร์

2. ศึกษารูปแบบโครงงาน

3. เลือกหัวข้อโครงงานที่น่าสนใจ

4. ศึกษาเนื้อหาทำแบบสำรวจ

5. สรุปผลการค้นคว้า

6. จัดทำรูปแบบโครงงานและนำเสนอโครงงาน


 

แผนการดำเนินการ

วัน/เดือน/ปี

รายการที่ปฏิบัติ

หมายเหตุ

20 มิถุนายน 2553

ประชุมวางแผนในการทำโครงงาน


25 มิถุนายน 2553

ศึกษาเนื้อหา ทำแบบสำรวจ


29 มิถุนายน 2553

วิเคราะห์แบบสำรวจ


3 กรกฎาคม 2553

สรุปผลการศึกษาค้นคว้า


10 กรกฎาคม 2553

จัดทำรูปแบบโครงงาน



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 

บทที่ 4

ผลการศึกษา


 

รายชื่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1

ลำดับ

ที่

ชื่อ-สกุล

ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือ

Nokia

i-mobile

sumsung

อื่นๆ

1

นายเศิรชฐพงศ์ แพงแก้ว





2

นายเสรี นาก้อนทอง





3

นายกรวิชย์ ประชาโรจน์





4

นายกิติชัย มะโน





5

นายจิระพงษ์ กองแก้ว





6

นายฉันทัช โสนะชัย





7

นายชาญชัย วงษ์มวย





8

นายณัฐวุฒิ ทนุการ





9

นายทนงศักดิ์ พลเยี่ยม





10

นายธานินทร์ ผลาเหิม





11

นายธนิศร์พล ดานพงษ์





12

นายพงศธร บุบผาเทพ





13

นายพงศ์ศิริ บุตรศาสตร์





14

นายวันชัย ธนูรัตน์





15

นายวิกรม ศรีคำภา





16

นางสาวไข่มุก เมืองนาม





17

นางสาวกนกพร ทิพวัฒน์





18

นางสาวกิตติมา บุญสินชัย





19

นางสาวจณิจตา ดานพงศ์





20

นางสาวจันทิมา ไสยรส





21

นางสาวจิลาวรรณ บุตรศาสตร์





22

นางสาวจุฑามาศ พูลสวัสดิ์





รายชื่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 (ต่อ)

ลำดับ

ที่

ชื่อ-สกุล

ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือ

Nokia

i-mobile

sumsung

อื่นๆ

23

นางสาวชุติวัลย์ ทองแก้ว





24

นางสาวณัฎยา สินธุเขตต์





25

นางสาวธัญธิวา บุญประกอบ





26

นางสาวนุชนาถ กมลวิบูลย์





27

นางสาวมลฤดี สุมาพันธ์





28

นางสาวรัตนาพร จิตต์จำนงค์





29

นางสาวรำไพ ภักดีผล





30

นางสาววศยามล โพธิ์ศรีขาม





31

นางสาวศิริรักษ์ พลเยี่ยม





32

นางสาวสายชล โลตุลิต





33

นางสาวสำราญ ผกาผาด





34

นางสาวสุพรรษา ล้ำจุมจัง





35

นางสาวสุภาวดี พิมพรม





36

นางสาวสุวนันท์ ยุสนอง





37

นางสาวหทัยรัตน์ จันธวัด





38

นางสาวหนึ่งฤทัย ภูคำ





39

นางสาวเสาวนีย์ บุญขยาย





40

นายธวัชชัย สมสะอาด






 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 

รายชื่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2

ลำดับ

ที่

ชื่อ-สกุล

ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือ

Nokia

i-mobile

sumsung

อื่นๆ

1

นายเกียรติศักดิ์ ภักดีโชติ





2

นายเสกสรร ดอนสินธุ์





3

นายขจรศักดิ์ ปัญจมาตย์





4

นายณัฐวุฒิ บุญชัยยิ่ง





5

นายทศพล เบ็ญเจริญ





6

นายธนิพล พูลสาริกิจ





7

นายประชา แวงวรรณ





8

นายภานุวัฒน์ ชุมจุมจัง





9

นายสถาพร ทิพจรูญ





10

นายสุรศักดิ์ จรบุรมย์





11

นายอานนท์ ผลานาถ





12

นายอานัสชัย ศรีละคร





13

นายอิทธิพล แสงบุญมี





14

นางสาวเกตุมณี สุขประเสริฐ





15

นางสาวกนกวรรณ โพธิ์ศรีขาม





16

นางสาวกรองแก้ว ล้ำจุมจัง





17

นายสาวกาญจนา ภักดีโชติ





18

นางสาวขวัญเมือง ประดับเสริฐ





19

นางสาวชไมพร เยาวนิจ





20

นางสาวชลิตา ศรีประทุม





21

นางสาวดวงเดือน บันเรียน





22

นางสาวทัษวดี ทองโคตร





23

นางสาวธนภรณ์ คำทองสุข





24

นางสาวนรากร กล้ากานนา






 

รายชื่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 (ต่อ)

ลำดับ

ที่

ชื่อ-สกุล

ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือ

Nokia

i-mobile

sumsung

อื่นๆ

25

นางสาวนิภาพร กมลเชื้อ





26

นางสาวปวีณา จตุเทน





27

นางสาวพัทริกา นองนุช





28

นางสาวพัสรินทร์ สุสินธุ์





29

นางสาวรัตดาวรรณ สรรพวุธ





30

นางสาววลลิตา ประเสริฐสังข์





31

นางสาวศิริพร เธี๊ยะพงษ์





32

นางสาวสินจัย คันธะภูมิ





33

นางสาวสินีนาฎ สาโสภา





34

นางสาวสุพรรษา เพชรโรจน์





35

นางสาวหัสดี อ่อนสิงห์





36

นางสวอรพรรณ บุบผาโชติ





37

นางสาวอริสา ตัวสระเกศ





38

นางสาวอุมาพร พลเยี่ยม






 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 

รายชื่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/3

ลำดับ

ที่

ชื่อ-สกุล

ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือ

Nokia

i-mobile

sumsung

อื่นๆ

1

นายเฉลิมเกียรติ ทิพประมวล





2

นายเสกสรร วอเพชร





3

นายจิราวุฒิ ผลาเหิม





4

นายชัชวาล ผลารัตน์





5

นายทะนงชัย บิลชัย





6

นายทัฐณากร บุญชัยดุ้ง





7

นายพิเชษฐ์ โพสมัคร





8

นายรณธรรม เพ็งอารี





9

นายวิระ แสนศิมิ่ง





10

นายวุฒิกร ไชยรส





11

นายสรศักดิ์ ประดิษฐบุญ





12

นายสุเมธ วรรณลา





13

นายอัษฎาวุฒิ ผกาพันธ์





14

นายสาวกรรณิกา หลักทอง





15

นางสาวกวินณา มูลชัยสุข





16

นางสาวจิตนา แหล่งสนาม





17

นางสาวจิราวรรณ ผงละออง





18

นางสาวชิดชนก ประเสรฐสังข์





19

นางสาวดวงตา แดนนารัตน์





20

นางสาวนพวรรณ ใจกล้า





21

นางสาวปติญญา กุญบุญญา





22

นางสาวปนัดดา ภูมิประเสรฐ





23

นางสาวพนิดา บุญสินชัย





24

นางสาวประภา สิงห์สา






 

รายชื่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/3 (ต่อ)

ลำดับ

ที่

ชื่อ-สกุล

ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือ

Nokia

i-mobile

sumsung

อื่นๆ

25

นางสาวพัชรียา กลมสูงเนิน





26

นางสาวภาณุรักษ์ มรรควิน





27

นางสาวมงคลทิพย์ พิมพรม





28

นางสาวยุภาวรรณ พลเยี่ยม





29

นางสาวรัชนีกร ศรีเนตร





30

นางสาววรรณา โลตุฤทธิ์





31

นางสาวศรัญญา บุญชัยเลิศ





32

นางสาศิรินทิพย์ ทิพโชติ





33

นางสาวสลวย คำแสนโคตร





34

นางสาวสุกัญญา ภูมิประสพ





35

นางสาวสุภาพร ภูบุญทน





36

นางสาวสุภาวิณี เพ็ชนโรจน์





37

นางสาวอัจฉราพรรณ สมควรการ





38

นางสาวอันติกา ทิพย์รักษ์






 

หมายเหตุ : ออก/ย้าย


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 

บทที่ 5

สรุปผลการศึกษาค้นคว้า


 

ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือ

ระดับชั้น

Nokia(โนเกีย)

i-mobile(ไอโมบาย)

Sumsung(ซัมซุง)

อื่นๆ

.4/1

8

9

5

17

.4/2

8

12

8

10

.4/3

11

13

4

10

รวม

27

34

17

37


 


 


 

ตารางที่ 1 ยี่ห้อโทรศัพท์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

ยี่ห้อ

จำนวน(เครื่อง)

คิดเป็นร้อยละ

Nokia

27

29

i-mobile

24

35

Sumsung

17

18

อื่นๆ

37

39


 


 


 


 


 


 


 


 

จากตารางข้างต้นสามารถเสนอด้วยแผนภูมิแท่ง ได้ดังนี้

แผนภูมิ แสดงการสำรวจการใช้ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือ

ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 

ข้อเสนอแนะ

จากการทำโครงงานในครั้งนี้เราได้นำความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นการจะทำให้ควบคุมและชัดเจนไปถึงทุกคนที่มีความสนใจที่จะศึกษา

เอกสารอ้างอิง

 

หนังสือเรียนคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2542 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2533). พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.สมชาย เที่ยงอ่ำ. สรุปเข้มคณิตศาสตร์. (2544). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ เอพี กราฟฟิกส์ดีโซต์.

โครงงานประเภททฤษฎี  : www.sahavicha.com/UserFiles/File/project(1).doc

 เด็กหญิงลวัณยา  ปรีชาวาท เลขที่ 24 ม.2/13

โครงงานคณิตศาสตร์ประเภททดลอง เรื่องคณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกา

บทคัดย่อ                 จากโครงงานคณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกาได้ดำเนินการโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะศึกษาวิธีการดำเนินการทางคณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกา แล้วนำผลที่ได้ไปสร้างจัตุรัสรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดจากการกำหนดสีของเลขโดดแต่ละจำนวน หลังจากนั้นได้ศึกษารูปแบบที่เปลี่ยนไปของการหมุนหรือการพลิกตารางจัตุรัส แล้วนำรูปแบบที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการสร้างรูปแบบลวดลายใหม่ที่สวยงาม การดำเนินการเริ่มจากการร่วมกันคิด วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินในเลือกเรื่องที่จะทำ แล้วมีการแบ่งงานไปศึกษาหาข้อมูล และดำเนินการศึกษาในหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย หลังจากนั้นนำผลการศึกษาที่ได้มาสรุป วิเคราะห์ แล้วเรียบเรียงเป็นรูปเล่มรายงาน ผลจากการศึกษาพลว่า วิธีดำเนินการทางคณิตศาสตร์มีความเกี่ยวข้อกับลักษณะการเดนของนาฬิกา สามารถนำผลจากการศึกษาไปสร้างตารางจัตุรัสในรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดจากการกำหนดสีของเลขโดแต่ละจำนวนได้ เมื่อนำมาหมุนหรือพลิกตารางจัตุรัส จากการดำเนินการศึกษาทั้งหมด 8 รูปแบบ พบว่าจะได้รูปแบบเปลี่ยนไป 4 รูปแบบ และเมื่อนำรูปแบบนั้นมาผสมผสารสามารถสร้างลวดลายใหม่ตามความสนใจได้อีกมากมาย ที่มาและความสำคัญของโครงงาน                 ในการดำเนินชีวิตประจำวันเรามีความเกี่ยวข้องกับเวลาอยู่ตลอดไม่ว่าเราจะทำกิจกรรมใด ๆ เช่น 06.00 น. ตื่นนอน 06.30 07.30 น. อาบน้ำ เป็นต้นนาฬิกาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการบอกเวลาซึ่งในนาฬิกานั้นมีการนำตัวเลขต่าง ๆ เข้าไปเกี่ยวข้อง ได้แก่ เลข 1 ถึงเลข 12 เมื่อเราได้พิจารณาลักษณะการเดินของนาฬิกา ซึ่งมีทั้งการเดินตามเข็มนาฬิกาเป็นการเดินจากขวาไปซ้าย หรือจากเลข 1,2 ไปยังเลข 12 และการเดินทวนเข็มนาฬิกาเป็นการเดินจากซ้ายไปขวา หรือจากเลข 12,11 ย้อนไปยังเลข 1 และยับได้พบสมบัติอย่างหนึ่งของการเดินของนาฬิกาจะเริ่มเดินจากเลข 1 ไปเลข 2 ไปจนถึงเลข 12 เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จากลักษณะการเดินของนาฬิกาดังกล่าวทำให้สามารถนำมาสร้างตารางจัตุรัสเพื่อศึกษาความเกี่ยวข้องทางคณิตศาสตร์ได้ ด้วยเหตุนี้ทางกลุ่มเราจึงสนใจที่จุศึกษาความเกี่ยวข้องของคณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกา   โครงงานคณิตศาสตร์ประเภททฤษฎี เรื่อง “หลายเหลี่ยม หลายมุม”ที่มาเเละความสำคัญ                 โครงงานคณิตศาสตร์ เรื่อง “หลายเหลี่ยม หลายมุม” เกิดขึ้นเนื่องจากการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องมุมภายในของรูปสามเหลี่ยมต่างๆรวมกันจะเท่ากับ 180 องศา และมุมภายในของรูปสี่เหลี่ยมต่างๆ รวมกันจะเท่ากับ 360 องศา จากการตั้งข้อสังเกตว่ามุมภายในของรูปสามเหลี่ยมและรูปสี่เหลี่ยมมีขนาดต่างกันเท่ากับ 180 องศา ถ้าเป็นรูปห้าเหลี่ยมจะมีภายในต่างจากรูปสี่เหลี่ยม 180 องศาหรือไม่ คือจะมีมุมภายในเท่ากับมุมภายในของรูปสี่เหลี่ยมเพิ่มขึ้นอีก 180 องศา
รวมเป็น 540 องศาหรือไม่และรูปหกเหลี่ยมเจ็ดเหลี่ยมแปดเหลี่ยม เก้าเหลี่ยม และสิบเหลี่ยมจะมีมุมภายในรวมกันเพิ่มขึ้นครั้งละ 180 องศา ต่อการเพิ่มด้านของรูปเหลี่ยม 1ด้าน ทุกครั้งจริงหรือไม่ จึงเป็นแรงกระตุ้นให้คณะผู้จัดทำโครงงานทั้งสามคนสนใจใคร่ศึกษาทดลองเพื่อหาข้อเท็จจริงถึงความสัมพันธ์ระหว่างด้านของรูปเหลี่ยมที่เพิ่มขึ้นกับมุมภายในของรูปเหลี่ยมนั้นๆ
  โครงงานคณิตศาสตร์ประเภทสำรวจรวบรวมข้อมูลที่มาเเละความสำคัญ เป็นการศึกษาหาความรู้ทางคณิตศาสตร์ด้วยการสำรวจตรวจสอบและเก็บรวบรวมข้อมูล
การทำโครงงานประเภทนี้มีขั้นตอนที่ประกอบด้วย การสืบค้นข้อมูล การสำรวจตรวจสอบ
การรวบรวมข้อมูล การนำข้อมูลมาจัดกระทำในรูปแบบที่เหมาะสม การวิเคราะห์ข้อมูล
และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ 
 โครงงานคณิตศาสตร์ประเภทพัฒนาหรือประดิษฐ์เรื่อง โครงงานดอกไม้ประดิษฐ์บทคัดย่อ                 การทำโครงงานครั้งนี้ คณะผู้จัดทำได้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาออก แบบดอกไม้ชนิดต่าง ๆ วิธีดำเนินการศึกษาจากแบบดอกไม้ที่มีอยู่ตามท้องถิ่นและชุมชนผลการศึกษาสรุปได้ว่า ดอกไม้ประดิษฐ์ในปัจจุบันที่พบเห็นทั่วไปจะมีลักษณะต่างๆแตกต่างกันไปดังนั้นคณะผู้จัดทำจึงออกแบบดอกไม้ประดิษฐ์เป็นลักษณะต่างๆ พร้อมทั้งให้ความรู้ในด้านต่างๆและเป็นการฝึกให้ผู้เรียน ได้เกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์ คิดบูรณาการ คิดประยุกต์ และประโยชน์อย่างอื่น    

โครงงานประเภททดลอง

ที่มาและความสำคัญ

จากกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ 
เรื่อง รูปทรงเรขาคณิตและปริมาตรพวกเราได้เรียนรู้ถึงลักษณะของรูปทรง
 
การหาพื้นที่ 
และการหาปริมาตรของรูปทรงต่างๆทำให้พวกเราเกิดข้อสงสัยว่าปริมาตรของรูปทรงที่ได้จากการคำนวณโดยใช้สูตรนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรและเราอยากที่จะทราบว่าในปริมาตรและความสูงเท่ากันนั้นรูปทรงเรขาคณิตจะเป็นอย่างไร
 เราจึงได้คิดหาวิธีที่จะพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าวโดยใช้เศษเทียนมาหลอมเป็นรูปทรงต่างๆเนื่องจากว่าโรงเรียนของพวกเราอยู่ใกล้วัดเห็นเศษเทียนจากการประกอบพิธีทางศาสนาที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อะไรพวกเราจึงได้คิดที่จะนำเอาเศษเทียนเหล่านั้นมาใช้หล่อเป็นรูปทรงเรขาคณิตเพื่อพิสูจน์ตามข้อสงสัยดังกล่าวนอกจากนี้พวกเรายังได้นำเอาพืชสมุนไพรที่สามารถไล่ยุงได้มาผสมลงในการหล่อเทียนเป็นรูปทรงต่างๆเพื่อใช้เป็นเทียนสมุนไพรไล่ยุงและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

โครงงานคณิตศาสตร์
ประดิษฐ์
  

ที่มาและความสำคัญ 

 การทำโครงงานครั้งนี้คณะผู้จัดทำได้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาออกแบบดอกไม้ชนิดต่างๆ  วิธีดำเนินการศึกษาจากแบบดอกไม้ที่มีอยู่ตามท้องถิ่นและชุมชนผลการศึกษาสรุปได้ว่า 
ดอกไม้ประดิษฐ์ในปัจจุบันที่พบเห็นทั่วไปจะมีลักษณะต่าง ๆ
แตกต่างกันไป
 ดังนั้นคณะผู้จัดทำจึงออกแบบดอกไม้ประดิษฐ์เป็นลักษณะต่างๆพร้อมทั้งให้ความรู้ในด้านต่างๆและเป็นการฝึกให้ผู้เรียน ได้เกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์  คิดบูรณาการ คิดประยุกต์
และประโยชน์อย่างอื่น

โครงงานประเภททฤษฏี

 

ที่มาและความสำคัญ

4จากการศึกษาค้นคว้า  สำรวจและเปรียบเทียบเส้นทางการเดินของรถขยะในเขต 1   เทศบาลนครอุบลราชธานี      โดยผ่านและไม่ผ่าน    Minimal   spanning   tree     ในทางสร้างสรรค์และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน   ฝึกฝนทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์  ตามจินตนาการ  และความเป็นจริงอย่างมีเหตุผล     ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ด้วยกระบวนการกลุ่ม   สร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง แสดงความสามารถตามศักยภาพของตน  นำความคิดสร้างสรรค์   มาประยุกต์ใช้ในการเรียนคณิตศาสตร์  ให้น่าสนใจและสนุกสนานเพิ่มมากขึ้น

การศึกษาค้นคว้า  สำรวจและเปรียบเทียบเส้นทางการเดินของรถขยะในเขตเลือกตั้งที่ 1   เทศบาลนครอุบลราชธานี      โดยผ่านและไม่ผ่าน    Minimal   spanning   tree     ค่าเชื้อเพลิงในการเดินทางไปทิ้งขยะในแต่ละวัน   แต่ละสัปดาห์  แต่ละเดือน    ทำให้ทราบถึงอัตราค่าใช้จ่ายของเชื้อเพลิงเป็นลิตรกับระยะทางเป็นกิโลเมตรและ
ข้อดีและข้อเสียของการนำโครงงานปริศนาเส้นทางรถขยะผ่าน
   Minimal spanning   tree  ( Mystery  of  trashy  car ’
s   trail  via   Minimal  spanning   tree    )  ชิ้นนี้ขึ้นมา
คือการกำหนดเส้นทางการเดินรถขยะของเทศบาลนครอุบลราชธานีโดยใช้ทฤษฎีกราฟ
   Minimal  spanning   tree    ซึ่งเป็นบทเรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติมของชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 5 ทั้งนี้ยังเป็นการนำองค์ความรู้ทางคณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์ได้อีกด้วย

 

 

 

 

โครงงานคณิตศาสตร์ประเภทสำรวจรวบรวมข้อมูล 

ที่มาเเละความสำคัญ

เป็นการศึกษาหาความรู้ทางคณิตศาสตร์ด้วยการสำรวจตรวจสอบและเก็บรวบรวมข้อมูล
การทำโครงงานประเภทนี้มีขั้นตอนที่ประกอบด้วย การสืบค้นข้อมูล การสำรวจตรวจสอบ
การรวบรวมข้อมูล การนำข้อมูลมาจัดกระทำในรูปแบบที่เหมาะสม การวิเคราะห์ข้อมูล
และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ

โครงงานคณิต ทดลอง
เรื่อง  คณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกา

 บทคัดย่อ     จากโครงงานคณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกาได้ดำเนินการโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะศึกษาวิธีการดำเนินการทางคณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกา  แล้วนำผลที่ได้ไปสร้างจัตุรัสรูปแบบต่าง ๆ  ที่เกิดจากการกำหนดสีของเลขโดดแต่ละจำนวน  หลังจากนั้นได้ศึกษารูปแบบที่เปลี่ยนไปของการหมุนหรือการพลิกตารางจัตุรัส  แล้วนำรูปแบบที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการสร้างรูปแบบลวดลายใหม่ที่สวยงาม          การดำเนินการเริ่มจากการร่วมกันคิด  วิเคราะห์  วางแผน  และตัดสินในเลือกเรื่องที่จะทำ  แล้วมีการแบ่งงานไปศึกษาหาข้อมูล  และดำเนินการศึกษาในหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย  หลังจากนั้นนำผลการศึกษาที่ได้มาสรุป   วิเคราะห์  แล้วเรียบเรียงเป็นรูปเล่มรายงาน

          ผลจากการศึกษาพลว่า  วิธีดำเนินการทางคณิตศาสตร์มีความเกี่ยวข้อกับลักษณะการเดนของนาฬิกา  สามารถนำผลจากการศึกษาไปสร้างตารางจัตุรัสในรูปแบบต่าง ๆ  ที่เกิดจากการกำหนดสีของเลขโดแต่ละจำนวนได้  เมื่อนำมาหมุนหรือพลิกตารางจัตุรัส  จากการดำเนินการศึกษาทั้งหมด  8  รูปแบบ  พบว่าจะได้รูปแบบเปลี่ยนไป  4  รูปแบบ  และเมื่อนำรูปแบบนั้นมาผสมผสารสามารถสร้างลวดลายใหม่ตามความสนใจได้อีกมากมาย

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน           ในการดำเนินชีวิตประจำวันเรามีความเกี่ยวข้องกับเวลาอยู่ตลอดไม่ว่าเราจะทำกิจกรรมใด ๆ  เช่น 06.00  น.  ตื่นนอน  06.30 – 07.30  น.  อาบน้ำ  เป็นต้น
          นาฬิกาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการบอกเวลาซึ่งในนาฬิกานั้นมีการนำตัวเลขต่าง ๆ  เข้าไปเกี่ยวข้อง  ได้แก่  เลข  1  ถึงเลข  12  เมื่อเราได้พิจารณาลักษณะการเดินของนาฬิกา  ซึ่งมีทั้งการเดินตามเข็มนาฬิกาเป็นการเดินจากขวาไปซ้าย  หรือจากเลข  1,2  ไปยังเลข  12  และการเดินทวนเข็มนาฬิกาเป็นการเดินจากซ้ายไปขวา  หรือจากเลข  12,11  ย้อนไปยังเลข  1  และยับได้พบสมบัติอย่างหนึ่งของการเดินของนาฬิกาจะเริ่มเดินจากเลข  1  ไปเลข  2  ไปจนถึงเลข  12  เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก  จากลักษณะการเดินของนาฬิกาดังกล่าวทำให้สามารถนำมาสร้างตารางจัตุรัสเพื่อศึกษาความเกี่ยวข้องทางคณิตศาสตร์ได้  ด้วยเหตุนี้ทางกลุ่มเราจึงสนใจที่จุศึกษาความเกี่ยวข้องของคณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกา 
โครงงานคณิตศาสตร์ทฤษฎี เรื่อง   ความน่าจะเป็นบทคัดย่อ ชื่อโครงงาน   ความน่าจะเป็นความเป็นมา                  ความน่าจะเป็น เป็นอัตราส่วนของจำนวนผลลัพธ์ของเหตุการณ์ที่สนใจกับจำนวนผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เมื่อแต่ละผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทดลองสุ่ม มีโอกาสเกิดขึ้นได้เท่า ๆ กัน กลุ่ม Slowly สนใจเรื่องความน่าจะเป็นเพราะสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ โครงงานจึงได้เกิดขึ้นจุดประสงค์1.             อธิบายหลักการและทฤษฏีความน่าจะเป็นได้

2.             นำความรู้เรื่องความน่าจะเป็นไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

โครงงานคณิตศาสตร์สำรวจเรื่อง สถิติ การสำรวจหมู่เลือดของนักเรียนชั้นม.5- 6ของโรงเรียนบางเลนวิทยา   ประจำปีการศึกษา 2554กิตติกรรมประกาศ                                           โครงงานเรื่อง สถิติ การสำรวจหมู่เลือดของนักเรียนชั้นม.5- 6 ของ โรงเรียนบางเลนวิทยา   ประจำปีการศึกษา 2554 ”  เป็นโครงการที่แสดงความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยโครงการนี้จัดทำขึ้น  เพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์  โครงการนี้จะไม่สำเร็จถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากคุณครูอมรรัตน์   บุญญาพงพันธ์  ครูผู้สอน  ที่ให้คำแนะนำตลอดจนการให้คำปรึกษา  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5-6  ( ปีการศึกษา  2554)  ที่ให้ความร่วมมือตอบแบบสำรวจความคิดเห็น และสมาชิกที่ให้ความช่วยเหลือจนโครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี  ทางกลุ่มของผู้จัดทำจึงต้องขอขอบคุณไว้  ณ ที่นี้คณะผู้จัดทำ  บทคัดย่อ   โครงงานเรื่อง สถิติ การสำรวจหมู่เลือดของนักเรียนชั้นม.5- 6 ของ โรงเรียนบางเลนวิทยา   ประจำปีการศึกษา 2554    เป็นโครงงานที่จัดทำเพื่อสำรวจหมู่เลือดของนักเรียนภายในโรงเรียนบางเลนวิทยา  โดยมุ่งเน้นสำรวจชั้น ม.5 ม.6 จำนวน  159 คน ในการดำเนินงานของโครงงานได้นำแบบสำรวจหมู่เลือดไปให้ชั้นม.5-6   โดยให้เขียนหมูเลือดของตนเองโดยการสำรวจจะต้องขีด    ในหมู่เลือดของตนเองและนักเรียน 1คนจะตอบได้  หรือตอบไม่ได้ถ้าไม่ทราบหมู่เลือด  แล้ว ในการสำรวจพบว่านักเรียนที่มีหมู่เลือด A มี 25 คน คิดเป็น 15.72 นักเรียนที่มีหมู่เลือด  B มี 71 คน  คิดเป็น  44.65 % นักเรียนที่มีหมู่เลือด O  มี 44  คน  ซึ่งคิดเป็น   27.67  %   นักเรียนที่มีหมู่เลือด AB มี 16 คน  ซึ่งคิดเป็น  10.06 และนักเรียนที่ไม่ทราบหมู่เลือด 3คน  ซึ่งคิดเป็น  1.90 %   จึงทำให้รู้ว่า ภายในนักเรียนม. 5- 6 มีหมู่เลือดอย่างไร


โครงงานคณิตศาสตร์ประดิษฐ์
เรื่อง โครงงานดอกไม้ประดิษฐ์

บทคัดย่อ

          การทำโครงงานครั้งนี้  คณะผู้จัดทำได้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาออกแบบดอกไม้ชนิดต่าง ๆ วิธีดำเนินการศึกษาจากแบบดอกไม้ที่มีอยู่ตามท้องถิ่นและชุมชนผลการศึกษาสรุปได้ว่า  ดอกไม้ประดิษฐ์ในปัจจุบันที่พบเห็นทั่วไป จะมีลักษณะต่าง ๆ แตกต่างกันไป ดังนั้นคณะผู้จัดทำจึงออกแบบดอกไม้ประดิษฐ์เป็นลักษณะต่าง ๆ พร้อมทั้งให้ความรู้ในด้านต่างๆและ เป็นการฝึกให้ผู้เรียน ได้เกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์  คิดบูรณาการ  คิดประยุกต์ และประโยชน์อย่างอื่น
                                                                                      คณะผู้จัดทำ

กิตติกรรมประกาศ

โครงงานดอกไม้ประดิษฐ์สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีก็เพราะได้รับความอนุเคราะห์จากกลุ่มแม่บ้านที่ให้คำแนะนำในเรื่องต่างและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านการเรียนแประโยชน์อื่นๆขอขอบผู้ปกครองคณะครูและนักเรียนทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นกำลังใจด้วยดีตลอดมา  จนทำให้โครงงานคณิตศาสตร์สำเร็จด้วยดี

                                                                                      คณะผู้จัดทำ

ด.ญ.ชมมณี  สุวรรณรัตน์ เลขที่15

โครงงานคณิตศาสตร์ทฤษฎี เรื่อง   ความน่าจะเป็น     ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551ครูที่ปรึกษาโครงงาน  นางสาวบุศรา      บุญยงค์กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์        คำนำ             การเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์จากการเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว ทำให้นักเรียนมีความคิดเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์ว่าวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เน้นทฤษฏี หลักการ และเนื้อหาเท่านั้น ซึ่งมีผลทำให้นักเรียนไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์       ในการจัดทำโครงงานนี้เป็นการใช้คณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานในการทำโครงงานเป้นการผสมผสานวิชาคณิตศาสตร์ กระบวนการคิด การจัดการอย่างสมดุลกับหลักการอื่นๆเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ น่าสนใจและน่าศึกษาค้นคว้าตลอดจนนำสิ่งรอบตัวมาประยุกต์เข้ากับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งโครงงานนี้จัดทำขึ้นโดยอาศัยหลักความน่าจะเป็นที่เกิดในชีวิตประจำวันของเรา จึงเกิดความรู้    ได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และสอดคล้องกับความสนใจของผู้จัดทำ           ผู้จัดทำหวังว่าโครงงานคณิตศาสตร์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจและผู้ที่ต้องการจะศึกษาค้นคว้าทุกท่านด้วยคะ                                                                                        สารบัญ     เรื่อง                                                                                             หน้า     คำนำ                                                             1. บทคัดย่อ                                                                                        1-22. เนื้อหาโครงงาน    - ความเป็นมา                                                                                 3    - วัตถุประสงค์                                                                                3    - กลุ่มสาระที่เกี่ยวข้อง                                                                    3   - ผลการศึกษา                                                                                 4-83. สรุปผลและอภิปรายผล                                                                 8    บรรณานุกรม                                                                                 9    ภาคผนวก                                                                                      10   แบบประเมิน                                                                                 11-13    บทคัดย่อ ชื่อโครงงาน   ความน่าจะเป็นความเป็นมา                  ความน่าจะเป็น เป็นอัตราส่วนของจำนวนผลลัพธ์ของเหตุการณ์ที่สนใจกับจำนวนผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เมื่อแต่ละผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทดลองสุ่ม มีโอกาสเกิดขึ้นได้เท่า ๆ กัน กลุ่ม Slowly สนใจเรื่องความน่าจะเป็นเพราะสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ โครงงานจึงได้เกิดขึ้นจุดประสงค์1.             อธิบายหลักการและทฤษฏีความน่าจะเป็นได้ 2.             นำความรู้เรื่องความน่าจะเป็นไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ กลุ่มสาระที่เกี่ยวข้อง  1.  กลุ่มสาระคณิตศาสตร์        การคิดคำนวณความน่าจะเป็น  2.  กล่มสาระภาษาไทย            การใช้ภาษาในการสื่อสาร  3.  กลุ่มสาระศิลปะ                  ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์วิธีการดำเนินงาน1. คณะทำงานประชุมเพื่อปรึกษาและวางแผนแล้วทำโครงงาน (ตัวร่างของบทคัดย่อ) เสนอต่อครูที่ปรึกษาโครงงานเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง2. คณะทำงานเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น ห้องสมุด วารสาร สื่อและสิ่งพิมพ์ รวมทั้งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต3. คณะทำงานประชุมเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ แล้วจัดสรรข้อมูลมาเรียงลำดับความสำคัญ จำแนก และวิเคราะห์ผลการศึกษา4. คณะทำงานจัดพิมพ์ตัวร่างโครงงานและสื่อประกอบต่างๆ นำเสนอครูที่ปรึกษาโครงงานเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง5. คณะทำงานนำเสนอผลการศึกษาโครงงานต่อที่ประชุมในห้อง เพื่อให้ผู้ชมสอบถามและตอบข้อซักถามความคิดเห็นเป็นที่ประจักษ์ พร้อมกับประเมินผลการทำงานของคณะทำงานผลการศึกษา1. จากการศึกษา เกี่ยวกับการทดลองสุ่ม เหตุการณ์ ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ และใช้ความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็นในการคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล2.  ใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารทางสถิติ และใช้ความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็น  ประกอบการตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้สรุปผลจากการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความน่าจะเป็นในการสุ่มเหตุการณ์มีผลดังนี้      1.  หาความน่าจะเป็นของเหตุการณ์จากการทดลองสุ่มที่ผลแต่ละตัวมีโอกาสที่จะเกิด         ขึ้นเท่า ๆ กันได้         2.  ใช้ความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็นในการคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล         3.  ใช้ความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็นประกอบการตัดสินใจได้      เนื้อหาโครงงานชื่อโครงงาน   ความน่าจะเป็นความเป็นมา                  ความน่าจะเป็น เป็นอัตราส่วนของจำนวนผลลัพธ์ของเหตุการณ์ที่สนใจกับจำนวนผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เมื่อแต่ละผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทดลองสุ่ม มีโอกาสเกิดขึ้นได้เท่า ๆ กัน กลุ่ม Slowly สนใจเรื่องความน่าจะเป็นเพราะสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ โครงงานจึงได้เกิดขึ้นจุดประสงค์ 1. อธิบายหลักการและทฤษฏีความน่าจะเป็นได้ 2.  นำความรู้เรื่องความน่าจะเป็นไปใช้ในชีวิตประจำวันได้กลุ่มสาระที่เกี่ยวข้อง  1.  กลุ่มสาระคณิตศาสตร์        การคิดคำนวณความน่าจะเป็น  2.  กล่มสาระภาษาไทย            การใช้ภาษาในการสื่อสาร  3.  กลุ่มสาระศิลปะ                  ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์วิธีการดำเนินงาน1. คณะทำงานประชุมเพื่อปรึกษาและวางแผนแล้วทำโครงงาน (ตัวร่างของบทคัดย่อ) เสนอต่อครูที่ปรึกษาโครงงานเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง2. คณะทำงานเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น ห้องสมุด วารสาร สื่อและสิ่งพิมพ์ รวมทั้งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต3. คณะทำงานประชุมเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ แล้วจัดสรรข้อมูลมาเรียงลำดับความสำคัญ จำแนก และวิเคราะห์ผลการศึกษา4. คณะทำงานจัดพิมพ์ตัวร่างโครงงานและสื่อประกอบต่างๆ นำเสนอครูที่ปรึกษาโครงงานเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง5. คณะทำงานนำเสนอผลการศึกษาโครงงานต่อที่ประชุมในห้อง เพื่อให้ผู้ชมสอบถามและตอบข้อซักถามความคิดเห็นเป็นที่ประจักษ์ พร้อมกับประเมินผลการทำงานของคณะทำงาน6. คณะทำงานทำรูปเล่มเอกสารส่งครู ที่ปรึกษาโครงงานเพื่อเป็น ตัวอย่างของการศึกษาต่อไป                 ตารางดำเนินการ

ในเดือนปี รายการ ผู้รับผิดชอบ
30 มิ.ย.51 1. ประชุมเพื่อเสนอบทคัดย่อ คณะทำงาน
16 ก.ค.51 2. เก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่ง- อินเตอร์เน็ต- สื่อ , สิ่งพิมพ์ น.ส. ภาวินี      เมธาสุทธิวัตน์น.ส. ปารณีย์   ชื่นภักดีน.ส. เวธกา      อื้อมงคลกุน
21 ก.ค.51 3. ประชุมเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและผลการศึกษา คณะทำงาน
25 ก.ค.51 4. จัดพิมพ์โครงร่างนำเสนอครู นส. ภาวินี       เมธาสุทธิวัตน์
20 ส.ค.51 5. นำเสนอโครงงานต่อที่ประชุม- หัวข้อที่ 1 บทคัดย่อ- หัวข้อที่ 2 เนื้อหาโครงงาน- หัวข้อที่ 3 สรุปผลและอภิปรายผล น.ส. เวธกา      อื้อมงคลกุนน.ส. ปารณีย์   ชื่นภักดีน.ส.  อัมรัตน์  เลิศประสิทธิ์น.ส.  จีราพร   ต๊ะมาสีน.ส. ภาวินี       เมธาสุทธิวัตน์น.ส.  วิภาวี      กาลรา
22 ส.ค.51 6. จัดทำรูปเล่มเอกสารส่งครู คณะทำงาน

       ผลการศึกษา1. จากการศึกษา เกี่ยวกับการทดลองสุ่ม เหตุการณ์ ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ และใช้ความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็นในการคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล2.  ใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารทางสถิติ และใช้ความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็น  ประกอบการตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้   ตัวอย่างที่ 1   การหาเหตุการณ์ที่หยิบลูกปิงปอง ลูกที่ 2 เป็นสีขาว หรือสีน้ำเงิน จากการหยิบลูกปิงปอง 2 ลูกทีละลูกและไม่ใส่คืน เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ได้แก่   (, น), (, ข), (, น), (, ข), (, น) , (, ข)  มีทั้งหมด 6 เหตุการณ์ตัวอย่างที่ 2  ครอบครัวหนึ่งต้องการมีบุตร 2 คน ครอบครัวนั้นจะมีบุตรเป็นเพศใดบ้าง                     ใช้ แผนภาพต้นไม้ แสดงเพศของบุตรของครอบครัวนี้                     กำหนดให้                                  แทน       ลูกชาย                                                                       แทน       ลูกสาว 

บุตรคนที่ 1

 

 

บุตรคนที่ 2

 

 

บุตรทั้ง 2 คน

 

      ดังนั้นผลทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นกับเพศของลูกทั้ง 2 คน ของครอบครัวนี้ตามลำดับที่เกิดได้ 4 แบบ คือ (ช, ช), (, ญ), (, ช), (, ญ)   ตัวอย่างที่ 3    เหตุการณ์ที่ลูกเต๋าทั้งสองจะหงายแต้มรวมกันได้มากกว่า 5 จากการทอดลูกเต๋าพร้อมกัน 2 ลูก 1 ครั้ง เหตุการณ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่    (1, 5), (1, 6) , (2, 4) , (2, 5), (2, 6), (3, 3),(3, 4), (3, 5), (3, 6), (4, 2), (4, 3), (4, 4),(4, 5), (4, 6), (5, 1), (5, 2), (5, 3), (5, 4),(5, 5), (5, 6),(6, 1), (6, 2), (6, 3), (6, 4),(6, 5), (6, 6)มีทั้งหมด 26 เหตุการณ์ ตัวอย่างที่ 4     การโยนเหรียญบาท 1 เหรียญ 2 ครั้ง ผลลัพธ์ของเหตุการณ์ที่จะออกหัว อย่างน้อย 1 ครั้ง    การหาผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการโยนเหรียญบาท 1 เหรียญ 2 ครั้ง อาจใช้แผนภาพต้นไม้ ดังนี้

ผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดจากการโยนเหรียญครั้งที่หนึ่ง

 

 

ผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดจากการโยนเหรียญครั้งที่สอง

 

 

ผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดจากการโยนเหรียญทั้งสองครั้ง

 

     จะได้ผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทดลองสุ่ม มี 4 แบบ คือ (H, H), (H, T), (T, H), (T, T)    เหตุการณ์ที่จะออกหัวอย่างน้อย 1 ครั้ง มีผลลัพธ์ 3 แบบ คือ (H, H), (H, T), (T, H)  ตัวอย่างที่ 5  ถุงใบหนึ่งมีลูกปิงปอง 5 ลูก เป็นลูกปิงปอง สีขาว 2 ลูก สีส้ม 2 ลูก สีแดง 1 ลูก สุ่มหยิบลูกปิงปองขึ้นมา 2 ลูก ให้ได้ลูกปิงปองสีขาวอย่างน้อย 1 ลูก   ให้       1            แทน       ลูกปิงปองสีขาวลูกที่ 1                                 2          แทน       ลูกปิงปองสีขาวลูกที่ 2                                 1          แทน       ลูกปิงปองสีส้มลูกที่ 1                                 2          แทน       ลูกปิงปองสีส้มลูกที่ 2                                             แทน       ลูกปิงปองสีแดง              จะได้ผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทดลองสุ่มมี 10 แบบ คือ (1, 2), (1, 1), (1, 2), (1, ด), (2, 1) , (2, 2), (2 ,ด), (1, 2), (1, ด), (2 ,ด)เหตุการณ์ที่สุ่มหยิบลูกปิงปองขึ้นมา 2 ลูก ให้ได้ลูกปิงปองสีขาวอย่างน้อย 1 ลูก มีผลลัพธ์ 7 แบบ คือ (ข1, 2), (1, 1), (1, 2), (1, ด), (2, 1), (2, 2), (2, ด)         ตัวอย่างที่ 6  สาวสวยต้องการแต่งตัวไปเที่ยวแต่เธอไม่รู้ว่าจะแต่งอย่างไรดี เพราะมีเสื้อผ้ามากมาย หญิงสาวจะแต่งตัวแบบใดได้บ้าง และกี่แบบโดยที่ไม่ซ้ำกัน          เสื้อเชิ้ตดำ  =            เสื้อเชิ้ตขาว = ข        กระโปรงน้ำเงิน = น                                     รองเท้าเปิดส้น = ป     รองเท้าหุ้มส้น = ห          กางเกงยีนส์ = ย                                       สาวสวยจะแต่งตัวได้ดังนี้ 

ชุดที่ เสื้อ กระโปรง กางเกง รองเท้า
12345678 เชิ้ตดำเชิ้ตดำเชิ้ตดำเชิ้ตดำเชิ้ตขาวเชิ้ตขาวเชิ้ตขาวเชิ้ตขาว น้ำเงินน้ำเงิน--น้ำเงินน้ำเงิน-- --ยีนส์ยีนส์--ยีนส์ยีนส์ เปิดส้นหุ้มส้นเปิดส้นหุ้มส้นเปิดส้นหุ้มส้นเปิดส้นหุ้มส้น

                 สาวสวยสามารถแต่งตัวได้   8 แบบ               (,,ป),(,,ห),(,,ป),(,,ห),(,,ป),(,,ห),(,,ป),(,,ห)       ตัวอย่างที่ 7    การเป่ายิ้งฉุบของ มะลิ กับ ศิตา  เหตุการณ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่                   ให้    แทน ค้อน    ,   แทน  กรรไกร     ,     แทน กระดาษ

มะลิ ศิตา
ค้อน ค้อน
ค้อน กรรไกร
ค้อน กระดาษ
กรรไกร ค้อน
กรรไกร กรรไกร
กรรไกร กระดาษ
กระดาษ ค้อน
กระดาษ กรรไกร
กระดาษ กระดาษ

                                         ผลลัพธ์ทั้งหมด มี 9 แบบคือ          (, ค) , (, ก) , (, ด) , (, ค) , (, ก) , (, ด) , (, ค) , (, ก) , (, ด)เหตุการณ์ที่มะลิจะมีโอกาสชนะ ศิตา  มี 3 แบบ คือ (ค, ก), (, ด), (, ค) ตัวอย่างที่ 8  เด็กคนหนึ่งอยากกินไอศกรีมแต่สามารถเลือกได้ 2 รสต่อหนึ่งโคน เด็กคนนี้จะเลือกไอศกรีมได้กี่วิธี              ให้    ช็อคโกแล็ต   แทนด้วย ช                     สตอเบอรี่      แทนด้วย ส                     วานิลา           แทนด้วย ว                            (, ส),(, ว),(, ว)                        มีทั้งหมด วิธี                 สรุปผลและอภิปรายผลจากการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความน่าจะเป็นในการสุ่มเหตุการณ์มีผลดังนี้      1.  หาความน่าจะเป็นของเหตุการณ์จากการทดลองสุ่มที่ผลแต่ละตัวมีโอกาสที่จะเกิด         ขึ้นเท่า ๆ กันได้         2.  ใช้ความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็นในการคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล         3.  ใช้ความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็นประกอบการตัดสินใจได้            บรรณานุกรม 

     - www.cpb.ac.th/math/curriculum.doc.


โครงงานคณิตศาสตร์ประดิษฐ์
เรื่อง โครงงานดอกไม้ประดิษฐ์

    
จัดทำโดย
1. นางสาว  พิมประไพ   พิมพ์วิเศษ   เลขที่  16
2. นางสาว  สุมาลี     หมู่ไพบูรณ์    เลขที่   29

   
เสนอ
คุณครู  ช่อพิกุล   คุณประทุม
   
โรงเรียนแก้งคร้อวิทยา
เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิเขต 30
อำเภอ แก้งคร้อ จังหวัด ชัยภูมิ

   คำนำ

 รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาโครงงานคณิตศาสตร์ ซึ่งคณะผู้จัดทำได้จัดทำเกี่ยวกับ  การประดิษฐ์ดอกไม้จากกระดุม คณะผู้จัดทำหวังว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษาไม่น้อย หรืออาจจะใช้เป็นเอกสารอ่านเพิ่มเติมในการประกอบอาชีพก็ได้  หากมีข้อผิดพลาดประการใด  คณะผู้จัดทำก็ขออภัยไว้    โอกาสนี้ด้วย

                                                                                                                  

                    บทคัดย่อ

          การทำโครงงานครั้งนี้  คณะผู้จัดทำได้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาออกแบบดอกไม้ชนิดต่าง ๆ วิธีดำเนินการศึกษาจากแบบดอกไม้ที่มีอยู่ตามท้องถิ่นและชุมชนผลการศึกษาสรุปได้ว่า  ดอกไม้ประดิษฐ์ในปัจจุบันที่พบเห็นทั่วไป จะมีลักษณะต่าง ๆ แตกต่างกันไป ดังนั้นคณะผู้จัดทำจึงออกแบบดอกไม้ประดิษฐ์เป็นลักษณะต่าง ๆ พร้อมทั้งให้ความรู้ในด้านต่างๆและ เป็นการฝึกให้ผู้เรียน ได้เกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์  คิดบูรณาการ  คิดประยุกต์ และประโยชน์อย่างอื่น
                                                                                      คณะผู้จัดทำ

                 กิตติกรรมประกาศ

โครงงานดอกไม้ประดิษฐ์สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีก็เพราะได้รับความอนุเคราะห์จากกลุ่มแม่บ้านที่ให้คำแนะนำในเรื่องต่างและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านการเรียนแประโยชน์อื่นๆขอขอบผู้ปกครองคณะครูและนักเรียนทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นกำลังใจด้วยดีตลอดมา  จนทำให้โครงงานคณิตศาสตร์สำเร็จด้วยดี

                                                                                      คณะผู้จัดทำ

                  สารบัญ
เรื่อง                                                               หน้า
บทคัดย่อ                                                           1
กิตติกรรมประกาศ                                                2
สารบัญ                                                             3
บทที่  1  บทนำ                                                   5
บทที่  2  วิธีดำเนินการศึกษา                                  6-11              
บทที่  3    สรุปผลและข้อเสนอแนะ                          12-14
ภาคผนวก    
เอกสารอ้างอิง                                    

                บทที่  1
ที่มาและความสำคัญ

    ในปัจจุบันการประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่พบเห็นมักจะมีที่มาจากวัสดุที่เหลือใช้
ในการออกแบบ คณะผู้จัดทำโครงงานเห็นว่า การทำดอกไม้ประดิษฐ์  เป็นประโยชน์ต่อผู้นำไปใช้ และสามารถนำไปประยุกต์  ใช้ในชีวิตประจำวันได้

จุดมุ่งหมายของการทำโครงงาน
1.    เพื่อศึกษาเกี่ยวกับดอกไม้ประดิษฐ์
2.    เพื่อออกแบบในการประดับตกแต่งบ้าน
3.    เพื่อเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพและหารายได้เพิ่ม
4.    เพื่อให้นักเรียนได้เกิดทักษะการคิดอย่างหลากหลาย เช่น คิดสร้างสรรค์ , คิดประยุกต์
และคิดบูรณาการ
5.    เพื่อได้นำเอาวัสดุสิ่งของภายในท้องถิ่น เช่น กระดาษที่เหลือใช้  เป็นการส่งเสริมอาชีพและรายได้ภายในชุมชน

               บทที่  2
อุปกรณ์และวิธีดำเนินการศึกษา

    อุปกรณ์การทำดอกไม้ประดิษฐ์
1.    กระดาษแข็ง
2.    ไม้ตะเกียบ
3.    กาว
4.    กรรไกร
5.    มีดคัดเตอร์
6.    กระดุม
7.    เข็ม
8.    ด้าย
9.    ริบบิ้นผ้าสีต่างๆ
10.    ดินสอดำ

วิธีการดำเนินการศึกษาตามขั้นตอนดังนี้
ดอกไม้ประดิษฐ์

เดือนนี้เรามีไอเดียเก๋ ๆ นำกระดุมที่คุณเห็นกันอยู่ทุกวันมาประดิษฐ์เป็นช่อดอกไม้ที่มีสีสันสดใสสวยงามอย่างที่เห็นในภาพ มองแล้วสดใสเพลินตาดีมั้ยคะ  ใครที่สนใจเรามาลองลงมือทำกันได้เลยค่ะวิธีทำที่แสนจะง่ายอยู่ด้านล่างนี้แล้ว      
1.ร่างรูปดอกไม้ลงกระดาษแข็ง
2.ใช้กรรไกรตัดกระดาษแข็ง ตามรอยดินสอ
3. เลือกรูปแบบดอกไม้  ให้มีหลาย ๆ รูปแบบตามแต่ไอเดียของคุณนะนำ
4. นำแบบดอกไม้ที่ตัดแล้วมาวางบนผ้าสักหลาดแล้วร่างด้วยดินสอดำ
5. ใช้กรรไกรตัดผ้าสักหลาด ตามรอยดินสอ (งานนี้ต้องใช้ความละเอียดนิดนึงนะคะ ดอกไม้จะเบี้ยวหรือจะสวยอยู่ที่ขั้นตอนนี้ค่ะ
6. ตัดออกมาให้ได้ดอกไม้ผ้าหลาย ๆ แบบ (ปริมาณดอกตามชอบใจ)
7. เตรียมเข็มด้าย,ไม้ปลายแหลม,ดอกไม้ผ้า,กระดุมเม็ดเล็ก,เม็ดใหญ่
8.นำกระดุมเม็ดใหญ่เย็บติดกับดอกไม้ผ้าก่อน
9. ตามมาด้วยกระดุมเม็ดเล็กเย็บติดกับดอกไม้
10.นำไม้เย็บติดด้านหลังกับกลีบดอกพร้อมกับกระดุมก็ได้ค่ะ
11.เย็บกลีบดอกยึดติดกับไม้เสร็จแล้วนำกรรไกรตัดด้ายออกค่ะ
12.  หากต้องการประดับก้านด้วยโบว์ก็สามารถทำได้
13.ทำกลีบดอกไม้ประดับกระดุมเตรียมไว้หลาย ๆ    แบบ กลีบดอกคละสีหลาย ๆ สี เวลานำมาจัดรวมกันจะได้ดูสวยงาม
14.นำมาใส่แจกันทรงสูง หรือจัดใส่ลงกระถางเล็ก ๆ  ก็สวยงามพร้อมนำไปตั้งโชว์ได้แล้วค่ะ

บทที่ 3
สรุปผลการศึกษา
จากการดำเนินรวบรวมข้อมูลและการออกแบบดอกไม้ประดิษฐ์สรุปได้ดังนี้
1.    การทำดอกไม้ประดิษฐ์ใช้วัสดุที่เหลือใช้แล้วมาประยุกต์ใช้
2.    วัสดุที่ใช้ในการทำดอกไม้ประดิษฐ์ได้แก่ กาว กรรไกร  กระดุม ด้าย เข็ม ไม้ตะเกียบ ริบบิ้นผ้าสีต่างๆ ดินสอดำ มีดคัตเตอร์ กระดาษแข็ง
3.    แบบของดอกไม้ประดิษฐ์ส่วนใหญ่จะออกแบบด้วยรูปแบบความคิดสร้างสรรค์  และการนำมาประยุกต์ใช้

ประโยชน์และข้อเสนอแนะ
-  ในการทำโครงงานได้รับความรู้และได้เกิดทักษะการคิดอย่าง
หลากหลาย เช่น การคิดแบบบูรณาการ, คิดประยุกต์ , คิดเชิงสร้างสรรค์
-   สามารถนำเอาวัสดุที่เหลือใช้แล้ว มาประยุกต์ให้  เข้ากับชิ้นงานที่
ประดิษฐ์นอกจากจะรวบรวมแล้วยังเป็นการช่วยทางด้านการศึกษาอีกแนวทางหนึ่ง
-  ในการออกแบบดอกไม้ประดิษฐ์ควรจะเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม และรวบรวมแบบของดอกไม้ที่เราะทำ   ให้มากเพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบ

ความหมายของกระดาษ
งานประดิษฐ์กระดาษ  หมายถึง  การนำกระดาษที่มีอยู่มาจัดทำใหม่ให้มีลักษณะรูปทรงที่สวยงาม  มีคุณค่าในทางศิลปะ  และเกิดประโยชน์ใช้สอย  ด้วยวิธีการตัด  ฉีก  กรีด  พับ  สาน  ปั้น  หรือวิธีอื่น ๆ ตามความถนัดของผู้ประดิษฐ์  แล้วนำไปใช้ประโยชน์  โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับงานนั้น ๆ ด้วยงานประดิษฐ์ดอกไม้จากกระดาษ  หมายถึง   การนำกระดาษที่มีอยู่มาจัดทำใหม่ให้มีลักษณะรูปทรงดอกไม้ชนิดต่าง ๆ  ที่สวยงาม  มีคุณค่าในทางศิลปะ  และเกิดประโยชน์ใช้สอย  ด้วยวิธีการตัด  ฉีก  กรีด  พับ  สาน  ปั้น
        ความรู้เกี่ยวกับการประดิษฐ์กระดาษ
ลักษณะของงานประดิษฐ์กระดาษโดยทั่วไป    งานประดิษฐ์กระดาษนั้นมีวิธีการสร้าง  มากมายหลายแบบ เช่น การตัดกระดาษ การพับกระดาษ การประดับ การปั้นกระดาษ การปะติดด้วยรูปภาพ งานสานด้วยกระดาษ

การประดิษฐ์กระดาษด้วยวิธีการตัดกระดาษ
วิธีการตัดกระดาษ  มี  3  แบบ  คือ
การตัดแบบอิสระ  เป็นวิธีการตัดแบบซ้ายขวาไม่เท่ากัน  การตัดแบบนี้มักไม่มีการเขียนรูปก่อนตัด  ให้ตัดได้ตามชอบใจ  ซึ่งค่อนข้างยากสำหรับเด็ก    ที่จะฝึกทักษะการใช้กรรไกร
        การตัดจากแบบ  คือ  การตัดตามรูปภาพหรือตัดตามภาพที่วาดแบบไว้ก่อน  เช่น  รูปคน  ต้นไม้  ผลไม้  โดยการตัดตามรอยเส้นของรูปแบบที่ร่างไว้  ซึ่งจะได้รูปแบบที่แน่นอนชัดเจน  สามารถตัดส่วนที่มีความละเอียดได้มาก
        การตัดแบบพับซ้อนเป็นชั้น ๆ  วิธีนี้อันดับแรกต้องเตรียมกระดาษเป็นรูปวงกลมหรือสี่เหลี่ยมแล้วพับกระดาษซ้อนกันเป็นชั้น ๆ แบบแกนสมมาตร  เขียนรูปแล้วตัดตามรอยเส้นที่ร่างภาพไว้  คลี่กระดาษออกจะได้รูปซ้ำ ๆ กัน  และมีขนาดเท่า ๆ กัน  เป็นวิธีที่ค่อนข้างยากสักหน่อย
      การเตรียมตัวก่อนปฏิบัติงานตัดกระดาษ
          กระดาษที่ใช้ในการตัด  กระดาษที่ใช้มีหลายชนิด  เช่น  กระดาษหนังสือพิมพ์  กระดาษห่อของขวัญ  กระดาษสีโปสเตอร์อย่างอ่อน  และกระดาษสีอื่น ๆ ที่อ่อนและเหนียว  ถ้าใช้กระดาษหนาจะตัดยาก  เมื่อตัดออกมาแล้วจะไม่สวยงาม  ยกเว้นผู้ที่มีความชำนาญในการตัดกระดาษ  ส่วนกระดาษที่มีเนื้อบางจนเกินไปก็ไม่สะดวกในการตัด  อาจทำให้ฉีกขาดง่ายและรูปทรงไม่ค่อยอยู่ตัว
          วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้  ได้แก่  กรรไกร  มีด  ดินสอ  ยางลบ  วงเวียน  เครื่องเจาะกระดาษเป็นรู  เชือกหรือด้าย  กาวหรือแป้งเปียก  และกระดาษสีต่าง ๆ

ดอกไม้ประดิษฐ์ หมายถึง สิ่งประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุมีลักษณะคล้ายรูปร่างดอกไม้ ที่ถูกผลิตขึ้นมาจากแรงงานฝีมือมนุษย์ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์การผลิต โดยมีการใช้วัตถุดิบการผลิตจากธรรมชาติ หรือวัตถุดิบที่เกิดจากสังเคราะห์มาผลิตโดยผ่านขั้นตอนการประดิษฐ์ ดัดแปลง อบ ย้อม เผา เคลือบสารเคมี รวมทั้งทำการตกแต่งตัดต่อเติม เพื่อก่อให้เกิดความสวยงาม โดยดอกไม้ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาอาจจะมีความเหมือนหรือไม่เหมือนธรรมชาติก็ได้ขึ้นกับวัตถุประสงค์การใช้งาน โดยคุณสมบัติของดอกไม้ประดิษฐ์ที่สำคัญคือ มีความคงทน ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายและดูแลรักษา มีความสวยงาม สามารถนำไปใช้ในการประดับในโอกาสต่างๆ

การประดิษฐ์ดอกไม้ด้วยฝีมือมนุษย์เป็นศิลปะที่มีความละเอียดอ่อน มุ่งหวังที่จะดำรงความงดงามตามธรรมชาติของดอกไม้ให้คงอยู่ ไม่ร่วงโรย เ่ยวเฉา การทำดอกไม้ประดิษฐ์ จึงเริ่มต้นที่การใช้ความสังเกต ศึกษา ค้นคว้า รูปลักษณะ สีสันตามธรรมชาติ ของดอกไม้แต่ละชนิด แต่ละประเภท แล้วถ่ายทอดการทำออกมาเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ ดอกไม้ประดิษฐ์ อาจถือได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของบางชนชาติ ที่มีการสืบทอดการประดิษฐ์ดอกไม้มายาวนาน

                            

เอกสารอ้างอิง

www.archeep.com
www.thaitambon.com
www.chatvariety.com › ChatVariety.com

 

โครงงานคณิต ทดลอง
เรื่อง  คณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกา

 บทคัดย่อ     จากโครงงานคณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกาได้ดำเนินการโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะศึกษาวิธีการดำเนินการทางคณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกา  แล้วนำผลที่ได้ไปสร้างจัตุรัสรูปแบบต่าง ๆ  ที่เกิดจากการกำหนดสีของเลขโดดแต่ละจำนวน  หลังจากนั้นได้ศึกษารูปแบบที่เปลี่ยนไปของการหมุนหรือการพลิกตารางจัตุรัส  แล้วนำรูปแบบที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการสร้างรูปแบบลวดลายใหม่ที่สวยงาม          การดำเนินการเริ่มจากการร่วมกันคิด  วิเคราะห์  วางแผน  และตัดสินในเลือกเรื่องที่จะทำ  แล้วมีการแบ่งงานไปศึกษาหาข้อมูล  และดำเนินการศึกษาในหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย  หลังจากนั้นนำผลการศึกษาที่ได้มาสรุป   วิเคราะห์  แล้วเรียบเรียงเป็นรูปเล่มรายงาน          ผลจากการศึกษาพลว่า  วิธีดำเนินการทางคณิตศาสตร์มีความเกี่ยวข้อกับลักษณะการเดนของนาฬิกา  สามารถนำผลจากการศึกษาไปสร้างตารางจัตุรัสในรูปแบบต่าง ๆ  ที่เกิดจากการกำหนดสีของเลขโดแต่ละจำนวนได้  เมื่อนำมาหมุนหรือพลิกตารางจัตุรัส  จากการดำเนินการศึกษาทั้งหมด  8  รูปแบบ  พบว่าจะได้รูปแบบเปลี่ยนไป  4  รูปแบบ  และเมื่อนำรูปแบบนั้นมาผสมผสารสามารถสร้างลวดลายใหม่ตามความสนใจได้อีกมากมาย
 
     คำนำ    การเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์จากการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียวทำให้นักเรียนมีความคิดเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์ว่าวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องเน้นทฤษฎี  หลักการ  และเนื้อหาเท่านั้น  ซึ่งมีผลทำให้นักเรียนไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์          ในการจัดทำโครงงานนี้เป็นการใช้คณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานในการทำโครงงานเป็นการผสมผสานวิชาคณิตศาสตร์  กระบวนการคิด  การจัดการอย่างสมดุล  กับหลักการอื่น ๆ  เข้าด้วยกันทำให้เกิดสิ่งที่แปลกใหม่  น่าสนใจ  และน่าที่จะศึกษาค้นคว้า  ตลอดจนส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์  วางแผน  นำสิ่งรอบตัวมาประยุกต์เข้ากับการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์  ซึ่งโครงงานที่จัดทำขึ้นนี้ได้อาศัยหลักการเดินของเข็มนาฬิกา  แต่เมื่อเรานำมาคิด  วิเคราะห์  และดัดแปลง  จึงเกิดความรู้และได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่          ผู้จัดทำหวังว่า  โครงงานคณิตศาสตร์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจวิชาคณิตศาสตร์  และผู้ที่ต้องการจะศึกษาค้นคว้าทุก ๆ  ท่าน ขอขอบพระอาจารย์ประสิทธิ์ มายูร ที่ช่วยเป็นที่ปรึกษาและดูแลเป็นอย่างดี  

 

   
  สารบัญ  ที่มาและความสำคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์              วิธีการดำเนินงาน          

การศึกษาข้อมูลพื้นฐานก่อนออกแบบหรือกำหนดแนวทาง 

สมมุติฐาน                       สรุปผลการศึกษาหรือผลงานที่เกิดขึ้น    แนวทางการนำผลไปใช้  การอภิปรายผล  และข้อเสนอแนะ    บรรณานุกรม 
  หน้า6677818 

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน           ในการดำเนินชีวิตประจำวันเรามีความเกี่ยวข้องกับเวลาอยู่ตลอดไม่ว่าเราจะทำกิจกรรมใด ๆ  เช่น 06.00  น.  ตื่นนอน  06.30 – 07.30  น.  อาบน้ำ  เป็นต้น
          นาฬิกาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการบอกเวลาซึ่งในนาฬิกานั้นมีการนำตัวเลขต่าง ๆ  เข้าไปเกี่ยวข้อง  ได้แก่  เลข  1  ถึงเลข  12  เมื่อเราได้พิจารณาลักษณะการเดินของนาฬิกา  ซึ่งมีทั้งการเดินตามเข็มนาฬิกาเป็นการเดินจากขวาไปซ้าย  หรือจากเลข  1,2  ไปยังเลข  12  และการเดินทวนเข็มนาฬิกาเป็นการเดินจากซ้ายไปขวา  หรือจากเลข  12,11  ย้อนไปยังเลข  1  และยับได้พบสมบัติอย่างหนึ่งของการเดินของนาฬิกาจะเริ่มเดินจากเลข  1  ไปเลข  2  ไปจนถึงเลข  12  เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก  จากลักษณะการเดินของนาฬิกาดังกล่าวทำให้สามารถนำมาสร้างตารางจัตุรัสเพื่อศึกษาความเกี่ยวข้องทางคณิตศาสตร์ได้  ด้วยเหตุนี้ทางกลุ่มเราจึงสนใจที่จุศึกษาความเกี่ยวข้องของคณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกา 
 วัตถุประสงค์           1.  เพื่อศึกษาวิธีการดำเนินการทางคณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกา          2.  เพื่อนำผลจากวิธีการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกาไปสร้างตารางจัตุรัสรูปแบบต่าง ๆ  ที่เกิดจากการกำหนดสีของเลขโดดแต่ละจำนวน          3.  ศึกษารูปแบบที่เปลี่ยนไปของการหมุนหรือการพลิกตารางจัตุรัสที่ได้จากการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกา           4.  เพื่อสร้างลวดลายต่าง ๆ  ที่ได้จากการผสมผสานรูปแบบต่าง ๆ  ของการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกา วิธีการดำเนินงาน           1.  จัดตั้งกลุ่มโครงงาน  ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก  9  คน  ได้มีการประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับการดำเนินการจัดทำโครงงาน  โดยกลุ่มได้แบ่งหน้าที่ให้สมาชิกออกไปศึกษาข้อมูลเอกสารต่าง ๆ          2.  ประชุมปรึกษาหารือในการหาหัวข้อของโครงงานคณิตศาสตร์ที่กลุ่มจะดำเนินการ  โดยทางกลุ่มได้มีการเสนอหัวข้อที่จะดำเนินการหลายอย่าง  เช่น  ลักษณะของการผสมสี  ลักษณะการหมุนของนาฬิกา  เป็นต้น  ซึ่งทางกลุ่มเห็นว่าลักษณะของการหมุนของนาฬิกาเป็นเรื่องที่น่าสนใจจึงได้ตกลงที่จะทำการศึกษา  ลักษณะการหมุนของนาฬิกา  ซึ่งทางกลุ่มได้กลับไปศึกษาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง
          3.  ประชุมปรึกษาหารือ  ร่วมกันวิเคราะห์วางแผน  แล้วกำหนดแนวทางในการดำเนินงาน
 
          4.  ดำเนินการศึกษาวิธีดำเนินกาทางคณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกา  แล้วนำผลที่ได้ไปสร้างตารางจัตุรัสรูปแบบต่าง ๆ  หลังจากนั้นได้ศึกษาการหมุนหรือการพลิกตารางจัตุรัสให้เกิดรูปแบบที่แตกต่างไป  และมีการผสมผสานรูปแบบข้างต้น  เพื่อสร้างลวดลายต่าง ๆ ที่สวยงาม  ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่ดำเนินการ          
           5.  สรุปผลจากการดำเนินการ
           6.  ประชุมอภิปรายปัญหาต่าง ๆ และให้ข้อเสนอแนะ           7.  จัดทำรายงานโครงงานคณิตศาสตร์           8.  นำเสนอโครงงานคณิตศาสตร์ การศึกษาข้อมูลพื้นฐานก่อนออกแบบหรือกำหนดแนวทาง             ทางกลุ่มได้ศึกษาข้อมูลพื้นฐานก่อนกำหนดแนวทางในการดำเนินงาน  ดังนี้1.  ความหมาย  หลักการ  จุดประสงค์  ประเภท  ขั้นตอน  และตัวอย่างของการทำโครงงานคณิตศาสตร์                2.  ลักษณะการเดินของนาฬิกา                3.  ระบบจำนวนจริง  ได้แก่  การดำเนินการต่าง ๆ  สมบัติของจำนวน  เป็นต้น                4.  เรขาคณิต  ได้แก่  ลักษณะของรูปทางเรขาคณิต  การหมุนหรือการพลิกรูปทางเรขอคณิต สมมุติฐาน                 1.  วิธีการดำเนินการทางคณิตศาสตร์  มีความเกี่ยวข้องกับลักษณะการเดินของนาฬิกา                2.  ผลจากวิธีการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกา  สามารถสร้างตารางจัตุรัสรูปแบบต่าง ๆ  ที่เกิดจากการกำหนดสีของเลขโดดแต่ละจำนวนได้                3.  การหมุนหรือการพลิกตารางจัตุรัสที่ได้จากการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกาทำให้รูปแบบของตารางจัตุรัสเปลี่ยนไป                4.  การผสมผสานรูปแบบต่าง ๆ  ของการดำเนินการทางคณิตศาสตร์  ตามลักษณะการเดินของนาฬิกาทำให้เกิดลวดลายต่าง ๆ ได้

สรุปผลการศึกษาหรือผลงานที่เกิดขึ้น                 1.  ทางกลุ่มได้ศึกษาวิธีการดำเนินการทางคณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกา  ดังนี้                      1.1  วิธีการดำเนินการทางคณิตศาสตร์

                                 วิธีการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ที่กลุ่มได้ศึกษาจากเอกสาร  ได้แก่                             -  การบวก  เช่น  2 + 5 = 7  เป็นต้น                             -  การลบ  เช่น  5 - 8 =  -3  เป็นต้น                             -  การคูน  เช่น  4 x 5 =  20  เป็นต้น                             -  การหาร  เช่น  10 ÷ 2 =  5  เป็นต้น                                  1.2  เลขโดด              เลขโดดในระบบตัวเลขฐานต่าง ๆ  จะมีจำนวนต่างกันไป  เช่น  เลขโดดของระบบตัวเลขฐานสิบจะมีเลขโดดอยู่  10  ตัว  ได้แก่  0,1,2,3,4,5,6,7,8,9  เลขโดดของระบบตัวเลขฐานสองจะมีเลขโดดอยู่  2  ตัว  ได้แก่  0,1  เป็นต้น                      1.3  ลักษณะการเดินของนาฬิกา             ลักษณะการเดินของนาฬิกาซึ่งมีทั้งการเดินตามเมนาฬิกาเป็นการเดินจากขวาไปซ้ายหรือจากเลข  1,2  ไปยัง  12  และการเดินทวนเข็มนาฬิกาเป็นการเดินจากซ้ายไปขวาหรือจากเลข  12,11  ย้อนไปยังเลข และยังได้พบลักษณะอย่างหนึ่งของการเดินของนาฬิกาว่าเข็มของนาฬิกาจะเริ่มเดินจากเลข  1  ไปเลข  2  ไปจนถึงเลข  12  แล้วกลับมาเริ่มเดินจากเลข  1  ไปเลข  2  ไปจนถึงเลข  12  เป็นเช่นนี้เสมอ ๆ                      1.4  วิธีการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกา              จากลักษณะการเดินของเข็มนาฬิกา  ทำให้กลุ่มได้กำหนดวิธีการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกาได้  3  ลักษณะ  คือ  การบวก  การลบ  การคูณ  โดยจำนวนที่ใช้ดำเนินการต้องทำในรูปแบบของตารางจัตุรัส  และเป็นเลขโดด  ทางกลุ่มสามารถกำหนดเลขโดดเรียงกันได้หลากหลาย  เช่น

 -  กำหนด  2  ตัว  ได้แก่ 0,1                               0

 
 -  กำหนด  3  ตัว  ได้แก่  0,1,2
 -  กำหนด  4  ตัว  ได้แก่  0,1,2,3  เป็นต้น               1
 

         ทางกลุ่มเห็นว่าการหารไม่สามารถทำได้  เนื่องจากมีบางจำนวนดำเนินการแล้วได้ผลลัพธ์เป็นเศษส่วน  ซึ่งไม่สามารถลงเป็นจำนวนในเลขโดดนั้นได้
            ตัวอย่าง  การดำเนินการเกี่ยวกับการบวก  โดยใช้เลขโดด  0,1,2

 

+ 0 1 2
0 0 1 2
1 1 2 0
2 2 0 1
      

         จากตารางจะเห็นว่า  ทางกลุ่มใช้วิธีการนำเลขในแต่ละแถว  มาบวกกับเลขแต่ละหลักตามวิธีปกติ  ถ้าผลบวกที่ได้มีจำนวนเกินกว่าเลขโดดที่มากที่สุดให้นับต่อไปตามลักษณะการหมุนตามเข็มของนาฬิกา  เช่น   2 + 2  =  4  ซึ่งมีค่ามากกว่า  2  ซึ่งเป็นเลขโดดที่มีค่ามากที่สุด  ให้นับกลับมาที่  0,1,2  ซ้ำตามรูป  จะได้ว่า  2 + 2  มีค่าเท่ากับ  1  ตามวิธีการดำเนินการตามลักษณะการเดินของนาฬิกา           ตัวอย่าง  การดำเนินการเกี่ยวกับการลบ  โดยใช้เลขโดด  0,1,2,3

 

- 0 1 2 3
0 0 3 2 1
1 1 0 3 2
2 2 1 0 3
3 3 2 1 0
      

          จากตารางจะเห็นว่าทางกลุ่มใช้วิธีการนำเลขในแต่ละแถว  มาลบกับเลขแต่ละหลักตามวิธีการปกติ  ถ้าผลลบที่ได้มีค่าที่ติดลบ  ให้นับย้อนกลับตามลักษณะการหมุนทวนเข็มของนาฬิกา  เช่น  2 - 3  =  -1  ซึ่งมีค่าติดลบ  ให้นับกลับตามลักษณะการหมุนทวนเข็มของนาฬิกามา  1  ครั้งตามรูป  จะได้ว่า  2 - 3  มีค่าเท่ากับ  3
 
ตัวอย่าง  การดำเนินการเกี่ยวกับการคูณ  โดยใช้เลขโดด  0,1,2,3,4

 

X 0 1 2 3 4
0 0 0 0 0 0
1 0 1 2 3 4
2 0 2 4 1 3
3 0 3 1 4 2
4 0 4 3 2 1
   

          จากตารางจะเห็นว่าทางกลุ่มใช้วิธีการนำเลขในแต่ละแถว  มาคูณกับตัวเลขในแต่ละหลักตามวิธีการปกติ  ถ้าผลคูณที่ได้มีจำนวนเกินกว่าเลขโดดที่มากที่สุด  ให้นับต่อไปตามลักษณะการหมุนตามเข็มของนาฬิกา  เช่น        2 x 4  =  8  ซึ่งมีค่ามากกว่า  4  ซึ่งเป็นเลขโดดที่มีค่ามากที่สุดให้นับกลับมาที่  0,1,2  ซ้ำตามรูป  จะได้ว่า  2 x 4  มีค่าเท่ากับ  3  ตามวิธีการดำเนินการตามลักษณะการเดินของนาฬิกา                2.  ทางกลุ่มได้นำผลจากวิธีการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกาไปสร้างตารางจัตุรัสรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดจากการกำหนดสีของเลขโดดแต่ละจำนวน  ดังนี้
                                เลขโดด  0  คือ  สีแดง
                                เลขโดด  1  คือ  สีเหลือง
                                เลขโดด  2  คือ  สีเขียว
                                เลขโดด  3  คือ  สีฟ้า
                                เลขโดด  4  คือ  สีน้ำเงิน
                                เลขโดด  5  คือ  สีม่วง
                                เลขโดด  6  คือ  สีชมพู 
                ตัวอย่าง  ตารางจัตุรัสรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดจากการกำหนดสีของเลขโดด  0,1  ของการดำเนินการทางคณิตศาสตร์  ตามลักษณะการเดินของนาฬิกา  มีดังนี้  ตัวอย่าง  ตารางจัตุรัสรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดจากการกำหนดสีของเลขโดด  0,1,2  ของการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกา  มีดังนี้   

 ตัวอย่าง  ตารางจัตุรัสรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดจากการกำหนดสีของเลขโดด  0,1,2,3,4,5,6  ของการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกา  มีดังนี้   จากตัวอย่างข้างต้น  จะเห็นว่าทางกลุ่มใช้การดำเนินการ  การบวก  การลบ  และการคูณในแต่ละชุดของเลขโดด  ซึ่งทำให้ได้ตารางจัตุรัสรูปแบบต่าง ๆ ที่หลากหลายกันออกไป                 3.  ทางกลุ่มได้ศึกษารูปแบบที่เปลี่ยนไปโดยได้ตกลงกันว่าจะทำการหมุนหรือการพลิกตารางจัตุรัสที่กำหนดสีแล้ว  ที่ได้จากการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกาเพื่อที่จะได้รูปแบบที่แปลกใหม่  โดยกำหนดการหมุน  และการพลิกตารางจัตุรัสไว้ดังนี้
                ตัวอย่าง  การหมุนและการพลิกตารางจัตุรัสของดำเนินการโดยการบวกของเลขโดด  0,1,2  จากตารางจัตุรัสของดำเนินการโดยการบวกของเลขโดด  0,1,2
 

รูปแบบ  A  ไม่หมุนตารางจัตุรัส

 รูปแบบ  B  การหมุนตารางจัตุรัสเป็นมุม  90  องศา
   
 รูปแบบ  C  การหมุนตารางจัตุรัสเป็นมุม  180  องศา   รูปแบบ  D การหมุนตารางจัตุรัสเป็นมุม  270 องศา
   
รูปแบบ  E  การพลิกในแนวตั้ง  รูปแบบ  F  การพลิกในแนวนอน
   
 รูปแบบ  G  การพลิกทแยงมุมขวา     รูปแบบ  H  การพลิกทแยงมุมซ้าย
   

          จากตัวอย่างข้างต้น  และการทดลองหมุน  หรือพลิกตารางจัตุรัสที่ได้จากการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกา  ทางกลุ่มเห็นว่าดำเนินการหมุน  หรือพลิกได้  8  แบบ  และทางกลุ่มเห็นว่าการพลิกในแนวต่าง ๆ จะมีลักษณะรูปแบบซ้ำกันกับการหมุน  ทางกลุ่มจึงตกลงว่าจะศึกษาเฉพาะรูปแบบการหมุนตารางจัตุรัส  นั้นคือรูปแบบ  A,B,C  และ  D          ตัวอย่าง  การหมุนและการพลิกตารางจัตุรัสของดำเนินการโดยการบวกของเลขโดด 0,1,2,3,
4,5,6 
           ตารางจัตุรัสของดำเนินการโดยการคูณ  ของเลขโดด  0,1,2,3,4,5,6

 

   

 

 รูปแบบ  A  ไม่หมุนตารางจัตุรัส 

    รูปแบบ  B  การหมุนตารางจัตุรัสเป็นมุม  90  องศา
   
   
 รูปแบบ การหมุนตารางจัตุรัสเป็นมุม 180 องศา รูปแบบ  D การหมุนตารางจัตุรัสเป็นมุม  270 องศา
   
   

        จากตัวอย่างรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากการหมุนหรือพลิกตารางจัตุรัสทีได้จากการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกา  จะเห็นว่าทางกลุ่มได้รูปแบบที่แตกต่างกันมา  4  รูปแบบ  ในแต่ละการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกาของชุดเลขโดดต่าง ๆ4.  ทางกลุ่มได้สร้างลวดลายต่าง ๆ ที่ได้จากการผสมผสานรูปแบบต่าง ๆ ของการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกา  โดยกลุ่มได้นำตารางจัตุรัสมาสร้างลวดลายต่าง ๆ ที่น่าสนใจ  ดังนี้        ตัวอย่าง  การสร้างลวดลายจากการผสมผสานรูปแบบต่าง ๆ ของการดำเนินการทางคณิตศาสตร์โดยการบวกของเลขโดด  0,1,2

 

      A  ไม่หมุน                               B  การหมุน  90  องศา  
การหมุน  180  องศา     D  การหมุน  270  องศา 
 

 

รูปแบบ  A,A,A,A 

รูปแบบ  A,B,C,D
   

 

                  รูปแบบ  A,B,B,A

รูปแบบ  D,D,C,C
   
                  รูปแบบ  A,A,B,B รูปแบบ  B,B,B,B
   

     ตัวอย่าง  การสร้างลวดลายจากการผสมผสานรูปแบบต่าง ๆ ของการดำเนินการทางคณิตศาสตร์  โดยการคูณของเลขโดด  0,1,2,3,4,5,6  ( พิจารณารูปแบบ  A,B,C  และ  D  ของเลขโดด  0,1,2,3,4,5,6  จากตัวอย่างข้างต้น ) 

 

      รูปแบบ  A,B,C,D
 

 แนวทางการนำผลไปใช้                จากการดำเนินการจัดทำโครงงาน  ทางกลุ่มได้มีแนวทางในการนำผลไปใช้  ดังนี้                1.  ตารางจัตุรัสที่มีลวดลายสามารถนำมาประยุกต์ได้ในงานหลาย ๆ อย่าง  เช่น  การออกแบบลวดลาย     ผ้าบาติก  กระเบื้อง  ที่รองจานข้าว  Wallpaper  เสื้อผ้า  ผ้าคอสติส  เป็นต้น                2.นำการดำเนินการของโครงงาน  ไปประยุกต์ใช้ในการสร้างกิจกรรมที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์  และส่งเสริมใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์  เช่น  การประกวดการออกแบบลวดลายทางคณิตศาสตร์  เป็นต้น การอภิปรายผล  และข้อเสนอแนะ        อภิปรายผล          1.  จากการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ตามลักษณะการเดินของนาฬิกา  จะพบว่า  ทางกลุ่มได้ศึกษาในการดำเนินการ  ได้แก่  การบวก  การลบ  การคูณ  เท่านั้น   ส่วนการหารนั้นจะพบว่ามีบางจำนวนที่ดำเนินการหารแล้ว  ผลที่ได้เป็นเศษส่วนหรือทศนิยม  ซึ่งอยู่นอกเหนือจากชุดเลขโดดที่ทางกลุ่มกำหนด                2.  ชุดของเลขโดดที่มากขึ้น  เมื่อกำหนดสีในแต่ละเลขโดด  ทำให้ตารางจัตุรัสที่ได้มีรูปแบบที่สวยงามขึ้น                3.  การหมุนหรือพลิกตารางจัตุรัสแต่ละครั้ง  ทำลวดลายจะแตกต่างกันไปในจำนวนที่จำกัด                4.  การสร้างรูปแบบลวดลาย  จากการหมุนหรือพลิกตารางจัตุรัสนั้นมีหลากหลายมากกว่าที่ทางกลุ่มได้ให้ตัวอย่างไว้  และยังสามารถสร้างลวดลายต่าง ๆ จากชุดเลขโดดอื่น ๆ ได้                ข้อเสนอแนะ                1.  ควรมีตัวอย่างรูปแบบลวดลายให้มากกว่านี้                2.  ควรศึกษาในเรื่องสมบัติของการดำเนินการทางคณิตศาสตร์กับลักษณะการเดินของนาฬิกา  ทั้งการดำเนินการบวก  การลบ  และการคูณ  ในแต่ละชุดเลขโดด                3.  ควรศึกษาผลที่ได้จากการหมุนของตารางจัตุรัสในจำนวนครั้งที่มากขึ้น  เช่น  ผลของการหมุนตารางจัตุรัส  เลขโดด  0 - 3  จำนวน  2  ครั้ง  ได้แก่  การหมุน  90  องศา  แล้วหมุนต่ออีก  270  องศา  เป็นต้น  บรรณานุกรม กรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ.  101  โครงงานคณิตศาสตร์.  กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์คุรุสภา                ลาดพร้าว,  2540.สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ  (พว.).  โครงงานคณิตศาสตร์.  กรุงเทพฯ  :  บริษัท  เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป               แมเนจเม้นท์  จำกัด,  2543.

 

โครงงานคณิตศาสตร์สำรวจเรื่อง สถิติ การสำรวจหมู่เลือดของนักเรียนชั้นม.5- 6ของโรงเรียนบางเลนวิทยา   ประจำปีการศึกษา 2554  ผู้จัดทำ 1.นายเผด็จ  สวิพันธุ์             เลขที่   52.นางสาวราตรี   สิงห์กวาง       เลขที่   303.นางสาวพิไลพร   ไทรทองมี      เลขที่   34ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5/1   อาจารย์อมรรัตน์  บุญญาพงพันธ์    กิตติกรรมประกาศ                                           โครงงานเรื่อง สถิติ การสำรวจหมู่เลือดของนักเรียนชั้นม.5- 6 ของ โรงเรียนบางเลนวิทยา   ประจำปีการศึกษา 2554 ”  เป็นโครงการที่แสดงความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยโครงการนี้จัดทำขึ้น  เพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์  โครงการนี้จะไม่สำเร็จถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากคุณครูอมรรัตน์   บุญญาพงพันธ์  ครูผู้สอน  ที่ให้คำแนะนำตลอดจนการให้คำปรึกษา  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5-6  ( ปีการศึกษา  2554)  ที่ให้ความร่วมมือตอบแบบสำรวจความคิดเห็น และสมาชิกที่ให้ความช่วยเหลือจนโครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี  ทางกลุ่มของผู้จัดทำจึงต้องขอขอบคุณไว้  ณ ที่นี้คณะผู้จัดทำ  บทคัดย่อ   โครงงานเรื่อง สถิติ การสำรวจหมู่เลือดของนักเรียนชั้นม.5- 6 ของ โรงเรียนบางเลนวิทยา   ประจำปีการศึกษา 2554    เป็นโครงงานที่จัดทำเพื่อสำรวจหมู่เลือดของนักเรียนภายในโรงเรียนบางเลนวิทยา  โดยมุ่งเน้นสำรวจชั้น ม.5 ม.6 จำนวน  159 คน ในการดำเนินงานของโครงงานได้นำแบบสำรวจหมู่เลือดไปให้ชั้นม.5-6   โดยให้เขียนหมูเลือดของตนเองโดยการสำรวจจะต้องขีด    ในหมู่เลือดของตนเองและนักเรียน 1คนจะตอบได้  หรือตอบไม่ได้ถ้าไม่ทราบหมู่เลือด  แล้ว ในการสำรวจพบว่านักเรียนที่มีหมู่เลือด A มี 25 คน คิดเป็น 15.72 นักเรียนที่มีหมู่เลือด  B มี 71 คน  คิดเป็น  44.65 % นักเรียนที่มีหมู่เลือด O  มี 44  คน  ซึ่งคิดเป็น   27.67  %   นักเรียนที่มีหมู่เลือด AB มี 16 คน  ซึ่งคิดเป็น  10.06 และนักเรียนที่ไม่ทราบหมู่เลือด 3คน  ซึ่งคิดเป็น  1.90 %   จึงทำให้รู้ว่า ภายในนักเรียนม. 5- 6 มีหมู่เลือดอย่างไร        บทนำที่มาและความหมาย
 เนื่องจากทุกๆคนต้องรู้หมู่เลือดกันทุกคนเมื่อเราเกิดอุบัติเหตุหมอจะได้รู้หมู่เลือดและให้เลือดเราถูกจึงเราออกสำรวจหมู่เลือดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5-6  ในจำนวน 159 คน  ในจำนวน 6 ห้อง ในเลือดนั้นก็สามารถแบ่งออกได้หลายหมู่เลือด เช่น -กรุ๊ปเลือดโอ -กรุ๊ปเลือดเอ-กรุ๊ปเลือดบี-กรุ๊ปเลือดเอบีวัตถุประสงค์1.เพื่อศึกษาสถิติของหมู่เลือดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-62.เพื่อศึกษาว่าแต่ละห้องมีหมู่เลือดใดบ้าง3.เพื่อศึกษาและนำมาจัดกลุ่มของหมู่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 - 6 ว่ามีหมู่เลือดใดอย่างละกี่คนในจำนวน 159 คน  วิธีดำเนินงาน1.               สมาชิกร่วมกันในกลุ่มวางแผนการดำเนินงาน2.               ดำเนินการจัดหาข้อมูลและรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจในหมู่เลือดในแต่ละห้อง3.               นำข้อมูลที่ได้มาทำความเข้าใจและเขียนกราฟ4. ตรวจสอบควบคุมความถูกต้องของรายงานเข้ารูปเล่ม   ขอบเขตการศึกษา1.               ศึกษาชนิดของหมู่เลือด เช่น  O  A  B  AB2.               เอารายชื่อในฝ่ายวิชาการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6  จำนวน 6 ห้อง ตั้งแต่ ห้อง  5/1 -  6/3/มีจำนวนเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 จำนวน 159 คน3.ระยะเวลาขอบเขตของข้อมูลเป็นเวลา 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 20สิงหาคม 2554 ถึง วันที่23 สิงหาคม 2554บทที่ 2                                          ความรู้เกี่ยวกับหมู่เลือด และการกินอาหารตามหมู่เลือดหมู่โลหิต หรือ กรุ๊ปเลือด (Blood Type หรือ Blood Group) คือ การแยกแยะเลือดเป็นหมวดหมู่ มีสองระบบคือ ABO System และ Rh System โดยจำแนกตามแอนติเจน (Antigen) บนเม็ดเลือดแดง ABO System แบ่งเป็น 4 หมู่ คือ A, B, AB และ O (หมู่เลือด O พบมากที่สุด, A กับ B พบได้มากพอๆ กัน และ AB มีน้อยที่สุด) Rh System จะมี 2 พวก ได้แก่
             
+ve
หรือ Rh+ve คือ พวกที่มี Rh (Rhesus) Antigen บนเม็ดเลือดแดง พบมากในคนไทย      -ve หรือ Rh-ve คือ พวกที่ไม่มี Rh (Rhesus) Antigen บนเม็ดเลือดแดง พวกนี้จะพบได้น้อย ในคนไทยพบเพียง 0.3% จัดเป็นพวกที่มีโลหิตหมู่พิเศษ
         
ตัวอย่างกลุ่มเลือด เช่น A+ve คือเลือดกรุ๊ป A Rh+ve ตามปกติ ส่วน AB-ve มักเป็นเลือดกรุ๊ป AB และเป็นหมูเลือดพิเษศ Rh-ve ซึ่งหายากที่สุด โดยปกติแล้วหมู่โลหิต ในคนไทยพบไม่ถึง 5% การให้และการรับเลือด
             
คนเลือดกรุ๊ป Rh-ve ต้องรับจาก Rh-ve เท่านั้น
             
คนเลือดกรุ๊ป O รับได้จาก O เท่านั้น แต่ให้กรุ๊ปอื่นได้
             
คนเลือดกรุ๊ป AB รับได้ทุกกรุ๊ป แต่ให้เลือดแก่ผู้อื่นได้เฉพาะคนที่เป็นเลือดกรุ๊ป AB
             
คนเลือดกรุ๊ป A รับจาก A, O ให้ได้กับ A, AB
            
คนเลือดกรุ๊ป B รับจาก B, O ให้ได้กับ B, AB  อาหารตามกรุ๊ปเลือด  เรื่องของอาหารตามกรุ๊ปเลือด หรือหมู่เลือด เป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเรื่องความเจ็บป่วยของมนุษย์ 
              
โดยดูที่องค์ประกอบของเลือดและธรรมชาติการกำเนิดของมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกับองค์ความรู้ของแพทย์แผนไทย ที่มององค์ประกอบของมนุษย์เกิดจากธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ และมีวิธีการรับประทานอาหารที่เหมาะกับธาตุเจ้าเรือน เพื่อสร้างธาตุเจ้าเรือนในร่างกายกับธาตุภายนอกให้มีความสมดุลกัน การแพทย์แผนไทยจึงมีทฤษฎีธาตุเจ้าเรือนเป็นพื้นฐานของการดูแลสุขภาพ   อาหารตามกรุ๊ปเลือดเพื่อสุขภาพ ได้นำเสนอโดย ดร.ปีเตอร์ ดาดาโม ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจำแนกอาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดต่างๆไว้ ได้แก่ 
 
กรุ๊ปเลือดโอ เป็นกรุ๊ปเลือดของมนุษย์ถ้ำหรือนักล่าสัตว์ (เป็นมนุษย์กลุ่มดึกดำบรรพ์และเชื่อว่าเป็นกรุ๊ปเลือดแรกที่เกิดขึ้นในโลก ต่อมาร่างกายเกิดการปรับตัวสู้กับเชื้อโรค จึงมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงเป็นกรุ๊ปเอ, บี, เอบี ในเวลาต่อมา) ผู้ที่มีกรุ๊ปเลือดโอมักเสี่ยงกับการเป็นโรคกระเพาะอาหาร เนื่องจากกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดสูง แต่มีคุณสมบัติดีในการย่อยเนื้อสัตว์ การดูแลสุขภาพเน้นการกินอาหารโปรตีน โดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ และออกกำลังกายให้มากๆ อาหารผักควรเป็นผักที่ได้มาจากการปลูกในที่ที่มีแสงแดด ผัก-ผลไม้ที่มีสี เช่น มะเขือเทศ, พลับ, ลูกพรุน อาหารประเภทสาหร่ายทะเล ควรหลีกเลี่ยงอาหารจากนม, กาแฟ, น้ำอัดลม, ชาดำ, แตงโม, แคนตาลูป, ข้าวโพด, ข้าวสาลี, ขนมปัง, ถั่วแดง, กะหล่ำปลีและกะหล่ำดอก โดยเฉพาะกะหล่ำปลีและกะหล่ำดอก เพราะมีสารที่ไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ กลุ่มเลือดนี้จะมีระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคไทรอยด์ได้ง่าย
         
 กรุ๊ปเลือดเอ มักเป็นประชากรแถบยุโรป ร่างกายมีกรดในกระเพาะน้อย จึงต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ และอาหารอื่นๆ ที่ควรหลีกเลี่ยง คือ มะเขือเทศ, มันฝรั่ง, พริกไทย, เห็ด, กะหล่ำ, มะกอก, มะม่วง, มะละกอ, ส้ม, ชาดำ, เบียร์, โซดา, น้ำอัดลม ควรรับประทานอาหารพวกปลา, ถั่ว, ข้าว, กระเทียม, ฟักทอง, แครอต, ผักโขม, บล๊อกโคลี่, สับปะรด, เชอร์รี่, มะนาว, ชาเขียว, ไวน์แดง, กาแฟ และน้ำขิง ที่จะช่วยกระตุ้นการหลั่งกรดมากขึ้น ออกกำลังกายชนิดไม่หักโหม เช่น ตีกอล์ฟ, ปีนเขา, ว่ายน้ำ, เต้นรำ, โยคะ, นั่งสมาธิ, รำมวยจีน
         
กรุ๊ปเลือดบี เป็นประชากรในแถบเอเชีย เป็นกลุ่มบุคคลที่มีการย่อยอาหารและการตอบสนองต่อความเครียดดี อาหารที่ควรรับประทานพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ ได้แก่ วัว, ไก่งวง, กระต่าย, เนื้อปลาทะเลลึก เช่น ปลาจะระเม็ด, ปลาตาเดียว, นมและผลิตภัณฑ์จากนม, ไข่, ข้าวโอ๊ต, ข้าวกล้อง, ผักใบเขียวต่างๆ ควรหลีกเลี่ยงอาหารจากสัตว์ปีก เช่น ไก่, เป็ด, ห่าน, นก ผลไม้พวกทับทิม, ลูกแพร์, มะเขือเทศ, ถั่วลิสง, ถั่วเหลือง, งา, เมล็ดทานตะวัน เน้นการออกกำลังแบบไม่ต้องหักโหม และผ่อนคลายร่างกายโดยการฟังเพลงหรือนั่งสมาธิ
        
กรุ๊ปเลือดเอบี อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ ผลไม้จากเขตร้อน แต่ควรรับประทานน้ำอุ่นผสมมะนาว, องุ่น, พลับ, เบอร์รี่, เชอร์รี่, อาหารพวกเต้าหู้, กระเทียม, หัวไชเท้า, นม, นมเปรี้ยว, ถั่วต่างๆ, ปลาทะเล ออกกำลังกายเน้นที่โยคะ, ปั่นจักรยาน, ตีกอล์ฟ, ว่ายน้ำ 

          นอกจากนี้ยังมีการรายงานว่า แต่ละกรุ๊ปเลือดนั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ แตกต่างกันไป อาทิ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารตามหมู่เลือดก็มีทั้งผู้ที่สนับสนุนและผู้ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อองค์ความรู้นี้ไหลบ่าเข้าสู่วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแล้ว ก็ลองศึกษาและสังเกตว่าเราบริโภคอะไรเข้าไปแล้วมีผลกระทบ หรือก่อให้ร่างกายมีปัญหาอะไรหรือไม่           อาหารการกินนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดู แลสุขภาพ เรากินอะไรเข้าไปร่างกายเรา
ก็ได้รับสิ่งเหล่านั้น เป็นของดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย
ก็เป็นคุณ เมื่อร่างกายไม่รับก็เป็นโทษ มันก็จะแสดง
ออกมาในรูปแบบของโรคภัยไข้เจ็บได้ แต่ถ้ากินแบบ
ไทยๆ ก็กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น หรือกินแบบ
ธาตุเจ้าเรือนของไทยก็เข้ากับวัฒนธรรมการดูแล
สุขภาพแบบไทย การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดก็เป็น
ความรู้เสริมให้เราได้รู้ว่า โลกของการส่งเสริมการ
ดูแลสุขภาพเขามีความรู้ใหม่ๆ มาเสนอแนวทางในการดูแลสุขภาพให้เรานั่นเอง
             บทที่  3วิธีการศึกษา ขั้นตอนการดำเนินงาน1.รวบรวมสมาชิก 3 คน เพื่อทำโครงงานคณิตศาสตร์ 2.คิดชื่อโครงงาน 3.เขียนแบบเสนอโครงงาน 4.แบ่งให้แต่คนไปสำรวจแต่ละห้องนำข้อมูลที่สำรวจทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกัน 5.สรุปการดำเนินงาน 6.ตรวจสอบความถูกต้อง   ตารางดำเนินงาน 

ที่

รายการ ระยะเวลา ผู้รับผิดชอบ
1 รวบรวมสมาชิกในกลุ่มและออกแบบการทำโครงงานคณิตศาสตร์ 1วัน สมาชิกในกลุ่ม
2 ศึกษาข้อมูลและสำรวจหมู่เลือดนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 แต่ละห้อง 2 วัน สมาชิกในกลุ่ม
3 รวบรวมข้อมูลมาทำการวิเคราะห์และจัดทำรูปเล่ม 1 วัน สมาชิกในกลุ่ม

                    รวมเป็นเวลา  4 วัน บทที่  4ผลการศึกษา ตารางแสดงสถิติหมู่เลือดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาศึกษาปีที่5-6 ห้อง 5/1 6/3 ของโรงเรียนบางเลนวิทยา   ปี 2554 

ห้อง

หมู่เลือด
A B O AB ไม่ทราบหมู่เลือด รวมทั้งหมด
5/1 6 15 14 3 - 38
5/2 5 14 7 1 - 27
5/3 6 8 6 4 - 24
6/1 5 14 6 2 3 30
6/2 2 7 8 2 - 19
6/3 1 13 3 4 - 21
รวม 25 71 44 16 3 159
รวมทั้งหมด  159

 จาการสำรวจหมู่เลือดของนักเรียนมัธยมศึกษาศึกษาปีที่5-6 ห้อง 5/1 6/3 ของ                     โรงเรียนบางลนวิทยา  ปี2554 สำรวจได้ว่า นักเรียนชั้น ม.5/1 มีจำนวนนักเรียน   38 คน  มีเลือดกรุ๊ป A จำนวน  6  คน                                                                                     มีเลือดกรุ๊ป B          จำนวน  15 คน                                                                                    มีเลือดกรุ๊ป O         จำนวนคน                                                                                    มีเลือดกรุ๊ป AB       จำนวน 3 คน                                                                             ไม่ทราบหมู่เลือด        จำนวน - คน     นักเรียนชั้น ม.5/2 มีจำนวนนักเรียน   27 คน  มีเลือดกรุ๊ป A          จำนวน    5คน                                                                                     มีเลือดกรุ๊ป B           จำนวน  14  คน                                                                                    มีเลือดกรุ๊ป O            จำนวน  คน                                                                                    มีเลือดกรุ๊ป AB         จำนวน  คน                                                                            ไม่ทราบหมู่เลือด          จำนวน    - คนนักเรียนชั้น ม.5/3 มีจำนวนนักเรียน   24 คน  มีเลือดกรุ๊ป A           จำนวน  คน                                                                                     มีเลือดกรุ๊ป B              จำนวน  คน                                                                                    มีเลือดกรุ๊ป O              จำนวน  คน                                                                                    มีเลือดกรุ๊ป AB           จำนวน   4  คน                                                                            ไม่ทราบหมู่เลือด             จำนวน  - คนนักเรียนชั้น ม.6/1 มีจำนวนนักเรียน   27 คน  มีเลือดกรุ๊ป A              จำนวน  5  คน                                                                                     มีเลือดกรุ๊ป B            จำนวน  14 คน                                                                                    มีเลือดกรุ๊ป O           จำนวน  6  คน                                                                                    มีเลือดกรุ๊ป AB         จำนวน  2  คน                                                                            ไม่ทราบหมู่เลือด           จำนวน  3 คนนักเรียนชั้น ม.6/2มีจำนวนนักเรียน   19 คน  มีเลือดกรุ๊ป A            จำนวน  คน                                                                                     มีเลือดกรุ๊ป B           จำนวน  7 คน                                                                                    มีเลือดกรุ๊ป O           จำนวน    8  คน                                                                                    มีเลือดกรุ๊ป AB         จำนวน  คน                                                                        ไม่ทราบหมู่เลือด       จำนวน- คนนักเรียนชั้น ม.6/3 มีจำนวนนักเรียน   23 คน  มีเลือดกรุ๊ป A          จำนวน  1 คน                                                                                     มีเลือดกรุ๊ป B            จำนวน  13 คน                                                                                    มีเลือดกรุ๊ป O           จำนวน  3  คน                                                                                    มีเลือดกรุ๊ป AB        จำนวน  4  คน                                                                            ไม่ทราบหมู่เลือด         จำนวน  -  คน   สรุปรวมตั้งแต่   5/1 6/3                                                             เลือดกรุ๊ป A  จำนวน     25  คนมีเลือดกรุ๊ป B จำนวน    71 คนมีเลือดกรุ๊ป O จำนวน    44  คนมีเลือดกรุ๊ป AB จำนวน    16   คนไม่ทราบหมู่เลือด   จำนวน  3 คน โดยสรุปคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ดังนี้หมู่เลือด A   คิดเป็น  15.72  เปอร์เซ็นต์หมู่เลือด B   คิดเป็น  44.65  เปอร์เซ็นต์หมู่เลือด คิดเป็น  27.67  เปอร์เซ็นต์หมู่เลือด AB  คิดเป็น  10.06  เปอร์เซ็นต์  บทที่ 5สรุปผลการดำเนินงาน                 จากการศึกษาและสำรวจหมู่เลือด ของนักเรียนชั้นม.5-6  พบว่าหมูเลือดบีมีมากกว่าหมูเลือดอื่น  รองลงมาก็หมู่เลือด โอ  เอ และ เอบี ตามลำดับ  จาการทำโครงงานนี้ในกลุ่มข้าพเจ้าทราบว่าประชาการนักเรียน ม.5-6  ปีการศึกษา 2554 ว่าประมาณเท่าใดมีหมู่เลือดมากที่สุด  นอกจากนี้โครงงานนี้ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้   เราสรุปแผนภูมิวงกลมได้ดังนี้ ข้อเสนอแนะ1.             สามารถนำทำเรื่องสถิติ  นี้ไปทำเกี่ยวกับการสำรวจอื่นๆได้2.             ทุกๆคนต้องรู้หมู่เลือดกันทุกคนเมื่อเราเกิดอุบัติเหตุหมอจะได้รู้หมู่เลือดและให้เลือดเราถูก 

เด็กหญิง ชมมณี สุวรรณรัตน์ ม.2/13 เลขที่ 15

โครงงานคณิตศาสตร์ ประดิษฐ์  

บทคัดย่อ 

 การทำโครงงานครั้งนี้คณะผู้จัดทำได้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาออกแบบดอกไม้ชนิดต่างๆ  วิธีดำเนินการศึกษาจากแบบดอกไม้ที่มีอยู่ตามท้องถิ่นและชุมชนผลการศึกษาสรุปได้ว่า  ดอกไม้ประดิษฐ์ในปัจจุบันที่พบเห็นทั่วไปจะมีลักษณะต่าง ๆ แตกต่างกันไป ดังนั้นคณะผู้จัดทำจึงออกแบบดอกไม้ประดิษฐ์เป็นลักษณะต่างๆพร้อมทั้งให้ความรู้ในด้านต่างๆและเป็นการฝึกให้ผู้เรียน ได้เกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์  คิดบูรณาการ คิดประยุกต์ และประโยชน์อย่างอื่น

โครงงานประเภททดลอง

ที่มาและความสำคัญ

จากกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ 
เรื่อง รูปทรงเรขาคณิตและปริมาตรพวกเราได้เรียนรู้ถึงลักษณะของรูปทรง  การหาพื้นที่ 
และการหาปริมาตรของรูปทรงต่างๆทำให้พวกเราเกิดข้อสงสัยว่าปริมาตรของรูปทรงที่ได้จากการคำนวณโดยใช้สูตรนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรและเราอยากที่จะทราบว่าในปริมาตรและความสูงเท่ากันนั้นรูปทรงเรขาคณิตจะเป็นอย่างไร เราจึงได้คิดหาวิธีที่จะพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าวโดยใช้เศษเทียนมาหลอมเป็นรูปทรงต่างๆเนื่องจากว่าโรงเรียนของพวกเราอยู่ใกล้วัดเห็นเศษเทียนจากการประกอบพิธีทางศาสนาที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อะไรพวกเราจึงได้คิดที่จะนำเอาเศษเทียนเหล่านั้นมาใช้หล่อเป็นรูปทรงเรขาคณิตเพื่อพิสูจน์ตามข้อสงสัยดังกล่าวนอกจากนี้พวกเรายังได้นำเอาพืชสมุนไพรที่สามารถไล่ยุงได้มาผสมลงในการหล่อเทียนเป็นรูปทรงต่างๆเพื่อใช้เป็นเทียนสมุนไพรไล่ยุงและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

 โครงงานประเภททฤษฎี

ที่มาของโครงงาน

โครงงานคณิตศาสตร์  เรื่อง  “หลายเหลี่ยม หลายมุม” เกิดขึ้นเนื่องจากการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องมุมภายในของรูปสามเหลี่ยมต่างๆ
รวมกันจะเท่ากับ 180 องศา และมุมภายในของรูปสี่เหลี่ยมต่างๆ รวมกันจะเท่ากับ
  360 องศา จากการตั้งข้อสังเกตว่ามุมภายในของรูปสามเหลี่ยมและรูปสี่เหลี่ยมมีขนาดต่างกัน
เท่ากับ 180 องศา ถ้าเป็นรูปห้าเหลี่ยมจะมีภายในต่างจากรูปสี่เหลี่ยม 180 องศา
หรือไม่ คือจะมีมุมภายในเท่ากับมุมภายในของรูปสี่เหลี่ยมเพิ่มขึ้นอีก 180 องศา
รวมเป็น 540 องศา หรือไม่ และรูปหกเหลี่ยม เจ็ดเหลี่ยม แปดเหลี่ยม เก้าเหลี่ยม และสิบเหลี่ยม
จะมีมุมภายในรวมกันเพิ่มขึ้นครั้งละ 180 องศา ต่อการเพิ่มด้านของรูปเหลี่ยม 1
ด้าน ทุกครั้งจริงหรือไม่ จึงเป็นแรงกระตุ้นให้คณะผู้จัดทำโครงงานทั้งสามคนสนใจ
ใคร่ศึกษาทดลองเพื่อหาข้อเท็จจริงถึงความสัมพันธ์ระหว่างด้านของรูปเหลี่ยมที่เพิ่มขึ้นกับมุมภายในของรูปเหลี่ยมนั้นๆ

 1. โครงงานคณิตศาสตร์ประเภทสำรวจรวบรวมข้อมูล 

ที่มาเเละความสำคัญ

เป็นการศึกษาหาความรู้ทางคณิตศาสตร์ด้วยการสำรวจตรวจสอบและเก็บรวบรวมข้อมูล
การทำโครงงานประเภทนี้มีขั้นตอนที่ประกอบด้วย การสืบค้นข้อมูล การสำรวจตรวจสอบ
การรวบรวมข้อมูล การนำข้อมูลมาจัดกระทำในรูปแบบที่เหมาะสม การวิเคราะห์ข้อมูล
และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ

ส่งใหม่

1. โครงงานคณิตศาสตร์ประเภทสำรวจรวบรวมข้อมูล เป็นการศึกษาหาความรู้ทางคณิตศาสตร์ด้วยการสำรวจตรวจสอบและเก็บรวบรวมข้อมูล
การทำโครงงานประเภทนี้มีขั้นตอนที่ประกอบด้วย การสืบค้นข้อมูล การสำรวจตรวจสอบ
การรวบรวมข้อมูล การนำข้อมูลมาจัดกระทำในรูปแบบที่เหมาะสม การวิเคราะห์ข้อมูล
และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ

2. โครงงานคณิตศาสตร์ประเภททดลอง เป็นการศึกษาคำตอบของปัญหาโดยการตรวจสอบข้อความคาดการณ์หรือสมมติฐานที่ตั้งไว้
ด้วยการทำการทดลองหรือลงมือปฏิบัติจริง ขั้นตอนการทำโครงงานประเภทนี่ประกอบด้วย
การกำหนดและทำความเข้าใจปัญหา สร้างข้อความคาดการณ์หรือตั้งสมมติฐาน
ออกแบบการทดลอง ทำการทดลอง
เก็บรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบผลที่ได้จากข้อความคาดการณ์หรือสมมติฐานที่ตั้งไว้
แปลผลและสรุปผลการทดลอง

3. โครงงานคณิตศาสตร์ประเภทพัฒนาหรือประดิษฐ์ เป็นการสร้างพัฒนาหรือประดิษฐ์ชิ้นงานที่กำหนดเป็นเป้าหมายไว้แล้ว
ด้วยการประยุกต์ใช้ความรู้หรือมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์
ผลงานที่ได้อาจเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ หรือปรับปรุง สิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่แล้ว
ตลอดจนการสร้างแบบจำลองเพื่อใช้อธิบายเนื้อหาสาระหรือมโนทัศน์ต่าง ๆ ด้วย

4. โครงงานคณิตศาสตร์ประเภทสร้างทฤษฎีหรือสร้างคำอธิบาย เป็นการเสนอแนวคิดหรือวิธีการใหม่โดยมีทฤษฎีทางคณิตศาสตร์สนับสนุน
หรือการนำเสนอแนวคิดเดิมในรูปแบบใหม่หรือใช้ทฤษฎีอื่น ๆ
ที่แตกต่างจากเดิมในการอธิบายหรือพิสูจน์แนวคิดหรือวิธีการที่นำเสนอการทำโครงงานคณิตศาสตร์บางเรื่อง
อาจเป็นการผสมผสานโครงงานประเภทต่าง ๆไว้ด้วยกันก็ได้
จึงไม่สามารถจัดเป็นประเภทหนึ่งประเภทใดได้อย่าง

 



โครงงานประเภทสำรวจ

 

 

โครงงานแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ : ประชากรไทย (Mathematical Model:

Thai population)

 

บทคัดย่อ โครงงานนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับหลักการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ทั่วๆไปและศึกษา

วิเคราะห์แบบจำลองด้านประชากรที่มีอยู่หลายแบบเป็นกรณีศึกษา

นำแบบจำลองประชากรที่เหมาะสมมาปรับใช้กับประชากรไทย
โดยแบบจำลองที่นำมาศึกษานั้น

ได้แก่ แบบจำลองแบบ Malthusian และ Logistic โดยที่แบบ

Logistic นั้นจะหาค่าพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องจากบางข้อมูลและจากข้อมูลทุกตัวโดยใช้เทคนิควิธีกำลังสองน้อยสุด

(Method of Least Square)

 

 

 

 

 

จากการศึกษาพบว่าแบบจำลองของ Logistic ชนิดที่หาค่าพารามิเตอร์จากข้อมูลทุกตัวและใช้จำนวนประชากรปีเริ่มต้นจากข้อมูลที่มีอยู่

จะมีความเหมาะสมกับประชากรไทยโดยแบบจำลองนี้สามารถทำนายจำนวนประชากรได้ใกล้เคียงกับข้อมูลที่ได้จากการสำรวจสำมะโนประชากรมากที่สุด


โครงงานประเภททฤษฎี

หลายเหลี่ยมหลายมุม

ชื่อโครงงาน              หลายเหลี่ยม  หลายมุม

ระดับชั้น                  ประถมศึกษาตอนปลาย

ชื่อผู้ทำโครงงาน

                เด็กหญิงอุบลวรรณ             แสงสุวรรณ

                        เด็กหญิงปรภาว์                    ประเสริฐทิพย์ชัย

                        เด็กชายศุภฤกษ์                    ปั้นคุ้ม

วันเดือนปีที่จัดทำ     26  พฤศจิกายน  2544 – 15 มกราคม 2545

ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน

                คุณครูพวงเพ็ญ                     วัฒนสุนทร

                        คุณครูเพชราพร                    พันธ์สุวรรณ

                        คุณครูสุรีรัตน์                        แก้วเต๋จ๊ะ

 

โรงเรียนนีรชาศึกษา

59/80-81
ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน
  เขตคลองสามวา  กรุงเทพฯ

โทร. 02-
5182202
 – 3  โทรสาร  02- 5182204

 

บทคัดย่อ

ในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องรูปสามเหลี่ยม
ซึ่งมีมุมภายในรวมกันเท่ากับ 180 องศา และรูปเหลี่ยมมีมุมภายในรวมกันเท่ากับ 360
องศา จึงเกิดข้อสงสัยว่าถ้าเป็นรูปห้าเหลี่ยม รูปหกเหลี่ยม รูปเจ็ดเหลี่ยม
รูปแปดเหลี่ยม รูปเก้าเหลี่ยม และรูปสิบเหลี่ยม มุมภายในของรูปเหลี่ยมต่าง ๆ
จะเพิ่มขึ้นครั้งละ 180 องศาหรือไม่ จึงได้ทำการทดลองออกแบบสร้างรูปเหลี่ยมต่าง
ๆ แล้ววัดมุมภายในของรูปเหลี่ยมต่าง ๆ ผลจากการทดลองปรากฏว่า
รูปห้าเหลี่ยมมีมุมภายในรวมกันเท่ากับ 720 องศา รูปเจ็ดเหลี่ยม
มีมุมภายในรวมกันเท่ากับ 900 องศา รูปหกเหลี่ยมมีมุมภายในรวมกันเท่ากับ 1
,080 องศา
รูปเก้าเหลี่ยมมีมุมภายในรวมกันเท่ากับ 1
,260 องศา
และรูปสิบเหลี่ยมมีมุมภายในรวมกัน เท่ากับ 1
,440 องศา

            จากการทดลองทำโครงงานคณิตศาสตร์เรื่องหลายเหลี่ยม หลายมุม
ทำให้ได้ข้อสรุปว่า รูปเหลี่ยมที่เพิ่มขึ้น 1 ด้าน
จะมีขนาดของมุมภายในเพิ่มขึ้นครั้งละ 180 องศา
และความสัมพันธ์ระหว่างด้านของรูปเหลี่ยมที่เพิ่มขึ้นกับขนาดของมุมภายในของรูปเหลี่ยมนั้น
ๆ หาได้จาก (
 n-2)  x 180 องศา

 

ที่มาของโครงงาน

โครงงานคณิตศาสตร์  เรื่อง  “หลายเหลี่ยม หลายมุม” เกิดขึ้นเนื่องจากการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องมุมภายในของรูปสามเหลี่ยมต่างๆ
รวมกันจะเท่ากับ 18