เอกสารที่เกี่ยวข้อง โครงงานพื้นที่ผิวน้อยแต่ปริมาตรบรรจุมาก

เด็กหญิงพินทุสร   ศรีวิไล ม.2/11 เลขที่ 23

 *เป็นเรื่องเกี่ยวกับปริมาตรเเละพื้นที่*

 รายงานโครงงานคณิตศาสตร์

เรื่อง โคมไฟรักษ์โลก : Save World Lamps

โดย

1. เด็กหญิงกมลเนตร สันติวิทยารมย์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1

2. เด็กหญิงดุษฎี ศิริวุฒิ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1

3. เด็กหญิงเพชรชนก จันทร์หอม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1

โรงเรียนบ้านนาสาร เขตพื้นที่การศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 3

รายงานฉบับนี้เป็นส่วนประกอบของโครงงานคณิตศาสตร์

ประเภท ทดลอง ระดับชั้น ม.1 - ม.3

เนื่องในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2552

เรื่อง โคมไฟรักษ์โลก : Save World Lamps

โดย

1. เด็กหญิงกมลเนตร สันติวิทยารมย์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1

2. เด็กหญิงดุษฎี ศิริวุฒิ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1

3. เด็กหญิงเพชรชนก จันทร์หอม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1

ครูที่ปรึกษา 1. นางชูศรี มิตะกา

ครูที่ปรึกษา 2. นางสาวนุตริยา จิตตารมย์

โรงเรียน บ้านนาสาร

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 3

ชื่อโครงงาน โคมไฟรักษ์โลก : Save World Lamps

ชื่อผู้ทำโครงงาน

1. เด็กหญิงกมลเนตร สันติวิทยารมย์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1

2. เด็กหญิงดุษฎี ศิริวุฒิ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1

3. เด็กหญิงเพชรชนก จันทร์หอม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1

โรงเรียนบ้านนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี

สำนักงานเขตพื้นที่สุราษฎร์ธานีเขต 3

ครูที่ปรึกษาโครงงาน

นางชูศรี มิตะกา

นางสาวนุตริยา จิตตารมย์

บทคัดย่อ

โครงงานเรื่องโคมไฟรักษ์โลก จัดทำขึ้นเพื่อนำความรู้เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติมา

ประยุกต์ใช้เพื่อประดิษฐ์เป็นโคมไฟที่ทำมาจากวัสดุเหลือใช้ และเพื่อเปรียบเทียบปริมาณความเข้ม

ของแสงสว่างจากโคมไฟรูปเรขาคณิตสามมิติแบบต่าง ๆ ที่มีพื้นที่ผิวภายในใกล้เคียงกัน

จากการทดลองพบว่าปริมาณความเข้มของแสงสว่างจากโคมไฟรูปเรขาคณิตสาม

มิติทั้ง 5 รูปแบบ พบว่า กรวย ให้ความแสงสว่างมากกว่ารูปทรงอื่นๆ ซึ่งสามารถเรียงตามลำดับ

ความสว่างจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ คือ กรวย พีระมิด ครึ่งทรงกลม ทรงกระบอก และสุดท้าย

คือปริซึม ทั้งนี้เป็นเพราะลักษณะของกรวยมีฐานกว้างและมียอดแหลมช่วยในการสะท้อนของ

แสงได้ดีกว่าแบบอื่น ๆ เราสามารถนำรูปกรวยไปใช้ประโยชน์ในการทำสิ่งต่างๆ เช่น นำรูปกรวย

ไปทำเป็นโคมไฟประดับห้องต่างๆ เป็นต้น อีกทั้งการนำวัสดุเหลือใช้มาประดิษฐ์เป็นสิ่งของ

เครื่องใช้ช่วยลดปัญหาในกำจัดการขยะ และช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง

กิตติกรรมประกาศ

คณะผู้จัดทำขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการนายสุชาติ หงษ์ทอง ที่ให้คำแนะนำ

และกำลังใจ ขอขอบพระคุณคุณครูชูศรี มิตะกา คุณครูนุตริยา จิตตารมย์ และคุณครูในกลุ่มสาระ

คณิตศาสตร์ที่คอยให้คำ ปรึกษาให้แนวทางในการทำ โครงงาน รวมถึงคำ แนะนำ ต่าง ๆ

ขอขอบพระคุณคุณครูนเรศ อ่อนศรี และคุณครูสมมิตร สารทิพย์ ที่ช่วยเหลือทั้งอุปกรณ์และ

คำ แนะนำ ในการจัดทำ โครงลวด ฐานไม้ของโคมไฟ และการประกอบอุปกรณ์ไฟฟ้า

ขอขอบพระคุณคุณครูพัฒนพงศ์ ดาวสุวรรณ ที่ช่วยอนุเคราะห์สีทาโคมไฟ และขอขอบพระคุณ

คุณฐิติพงศ์ เครือหงส์ ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ที่ช่วย

อนุเคราะห์เครื่องมือวัดปริมาณความเข้มแสง ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ทุกคน

ที่มีน้ำใจช่วยเหลือด้านต่าง ๆ มากมาย สุดท้ายขอขอบพระคุณคุณพ่อ คุณแม่ ที่ช่วยให้กำลังใจ

จนโครงงานชิ้นนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

สารบัญ

หน้า

บทคัดย่อ ก

กิตติกรรมประกาศ ข

สารบัญตาราง ง

สารบัญรูปภาพ จ

บทที่ 1 บทนำ 1

บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 3

บทที่ 3 วิธีการดำเนินการ 9

บทที่ 4 ผลการดำเนินการ 16

บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลการดำเนินการ 18

บรรณานุกรม 20

ภาคผนวก 21

สารบัญตาราง

หน้า

ตารางแสดงมาตรฐานกำหนดความสว่าง 8

ตารางแผนปฏิบัติงาน 15

ตารางเปรียบเทียบปริมาณความเข้มของแสงสว่าง 17

สารบัญรูปภาพ

หน้า

รูปที่ 1 ลักซ์มิเตอร์ 7

รูปที่ 2 วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำโครงงาน 9

รูปที่ 3 ส่วนประกอบของครึ่งทรงกลม 10

รูปที่ 4 ส่วนประกอบของกรวย 10

รูปที่ 5 ส่วนประกอบของพีระมิดฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส 11

รูปที่ 6 ส่วนประกอบของปริซึม 12

รูปที่ 7 ส่วนประกอบของทรงกระบอก 12

รูปที่ 8 โครงลวดของแต่ละรูปทรง 13

รูปที่ 9 โคมไฟประกอบด้วยกระดาษลังและถุงขนม 13

รูปที่ 10 รากไม้นำมาจัดทำฐานของโคมไฟ 14

รูปที่ 11 ประกอบตัวโคมไฟและฐานโดยวัดระยะห่างระหว่างหลอดไฟกับพื้น 14

รูปที่ 12 ทาสีตกแต่งโคมไฟแต่ละรูปทรง 14

รูปที่ 13 วัดปริมาณความเข้มของแสงสว่างจากโคมไฟด้วยลักซ์มิเตอร์ 14

รูปที่ 14 โคมไฟรักษ์โลกเสร็จสมบูรณ์ 15

บทที่ 1

บทนำ

ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการของโลกในปัจจุบัน มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง

ของประเทศชาติ ซึ่งในการพัฒนาประเทศนั้นจะต้องอาศัยพื้นฐานความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญ ดังที่ยุพิน พิพิธกุล (2545: 15) ได้กล่าว

ไว้ว่า “วิชาคณิตศาสตร์มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากความรู้ทางคณิตศาสตร์เป็น

พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและอุตสาหกรรม” และสมศักดิ์ โสภณพินิจ (2547: 14) ได้

กล่าวสรุปในทำนองเดียวกันว่า ความรู้ทางคณิตศาสตร์ได้ถูกนำมาประยุกต์ ปรับปรุง พัฒนา

ร่วมกับศาสตร์สาขาอื่น ทำให้เกิดการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นอย่างมากจนถึงทุก

วันนี้

ปัจจุบันปัญหาภาวะโลกร้อน (Global Warming) กลายเป็นปัญหาใหญ่ของผู้คน

ทั้งโลก ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการใช้ถุงพลาสติก ถุงพลาสติกเป็นสิ่งที่ให้ความสะดวกสบาย

แก่มนุษย์ ขณะเดียวกันยังก่อให้เกิดขยะพลาสติกมากมายทั่วโลก เพราะกว่าที่พลาสติกจะย่อยสลาย

ต้องใช้เวลานานหลายร้อยปีพลาสติกจึงจะสลายไปหมด ซึ่งวิธีในการกำจัดก็มีหลายวิธี เช่น การฝัง

กลบ แต่การฝังกลบเป็นวิธีที่สะดวกแต่ให้ผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเหตุที่ย่อยสลายยาก และ

ต้องใช้พื้นที่ในการรองรับขยะมาก พลาสติกจึงทับถมอยู่ในดิน อีกวิธีหนึ่งคือการเผาขยะ แต่การ

เผาขยะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกที่

เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาคือ การนำหลัก 3R คือ Reduce,

Reuse และ Recycle ได้แก่ การนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์ ( Recycle ) เช่น การ

นำกล่องนม กล่องชาหรือกล่องเครื่องดื่มต่าง ๆ มาดัดแปลงใช้ในการทำโต๊ะ เก้าอี้ ซึ่งกลุ่มสาระ

การเรียนรู้คณิตศาสตร์โรงเรียนบ้านนาสารได้เข้าร่วมโครงการกับรายการ 30 ยังแจ๋ว โดยให้

นักเรียนร่วมกันเก็บกล่องนมมาส่งที่กลุ่มสาระ ได้เป็นจำนวนประมาณ 30,000 กล่อง เพื่อใช้

Recycle เป็นโต๊ะ เก้าอี้ให้กับนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งนอกจากกล่องนมจะ

สามารถนำมาดัดแปลงได้แล้วยังมีขยะอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถนำมาใช้ใหม่และก่อให้เกิด

ประโยชน์แก่คนทั่วไปได้อีกด้วย

โรงเรียนบ้านนาสารเป็นโรงเรียนประจำอำเภอที่มีขนาดใหญ่ ในแต่ละวันนักเรียน

กินขนมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งภาชนะที่ใช้ห่อขนมคือถุงพลาสติกและก่อให้เกิดขยะจากถุงขนม

คณะผู้จัดทำจึงนำขยะที่มาจากถุงขนมพลาสติกที่เรารับประทานทุก ๆ วันมาดัดแปลงใช้ในการทำ

โคมไฟขึ้นมาโดยที่ใช้ด้านในของถุงขนมมาทำเป็นตัวสะท้อนแสงภายในโคมไฟนอกจากถุงขนมที่

สามารถนำมาใช้ได้แล้วยังนำลังที่ใส่ขนม โดยลอกกระดาษลังเอาแต่ด้านในนำมาทำเป็นตัวโคม

ไฟได้อีกด้วย ซึ่งด้านในของถุงขนมเป็นตัวสะท้อนแสงได้ดี และหลอดที่นำมาใช้ทำโคมไฟเป็น

หลอดไฟชนิดประหยัดพลังงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หลอดที่

นำมาใช้คือหลอดคอมแพคท์ฟลูออเรสเซนต์ แทนหลอดไส้แบบธรรมดา (ซึ่งประหยัดไฟฟ้าถึงร้อย

ละ 10 ) คณะผู้จัดทำได้นำความรู้ที่เรียนมาเกี่ยวกับเรื่อง รูปเรขาคณิตสามมิติ มาประยุกต์ใช้ใน

การทำโคมไฟเป็นรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้ ทรงกระบอก กรวย ครึ่งทรงกลม พีระมิด ปริซึม และนำ

โคมไฟแต่ละรูปทรงมาเปรียบเทียบปริมาณความเข้มของแสงสว่างว่ารูปทรงใดที่ให้แสงสว่างได้

ดีกว่ากัน จึงสนใจที่จะศึกษารูปเรขาคณิตสามมิติที่ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบของโคม

ไฟรักษ์โลก

วัตถุประสงค์

1. เพื่อนำความรู้เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติมาประยุกต์ทำเป็นโคมไฟโดยใช้วัสดุเหลือใช้

2. เปรียบเทียบปริมาณความเข้มของแสงสว่างจากโคมไฟรูปเรขาคณิตสามมิติแบบต่างๆ ที่

มีพื้นที่ผิวภายในใกล้เคียงกัน

สมมุติฐาน

1. สามารถนำความรู้ทางเรขาคณิตทำเป็นโคมไฟโดยใช้วัสดุเหลือใช้

2. ความสว่างของโคมไฟเรียงจากมากไปน้อยเป็นดังนี้ ครึ่งทรงกลม พีระมิด กรวย

ปริซึม ทรงกระบอก ตามลำดับ

ขอบเขตการศึกษา

1. ศึกษาความหมาย หลักการ ประเภท ขั้นตอน และตัวอย่างโครงงานคณิตศาสตร์

2. ศึกษาลักษณะต่าง ๆ ของรูปเรขาคณิตสามมิติ

3. ศึกษาความสว่างของหลอดไฟ

ตัวแปร

ตัวแปรต้น คือ โคมไฟรูปเรขาคณิตสามมิติที่มีพื้นที่ผิวภายในใกล้เคียงกัน

ตัวแปรตาม คือ ปริมาณความเข้มของแสงสว่างของโคมไฟ

ตัวแปรควบคุม คือ พื้นที่ผิวภายในของรูปเรขาคณิตสามมิติ ระยะห่างระหว่าง

หลอดไฟกับพื้น ขนาดของหลอดไฟ ถุงขนมพลาสติก

นิยามศัพท์

โคมไฟ หมายถึง โคมที่ให้แสงสว่างส่องบนพื้นด้านล่างเป็นชนิดแบบแขวน

รูปเรขาคณิตสามมิติ หมายถึง ปริซึม ทรงกระบอก กรวย พีระมิด และครึ่งทรงกลม

ปริมาณความเข้มของแสงสว่าง หมายถึง พลังงานแสงที่ได้จากหลอดคอมแพคท์ฟลูออ

เรสเซนต์ ขนาด 11 วัตต์ วัดจากเครื่องวัดความสว่าง เรียกว่า ลักซ์มิเตอร์

บทที่ 2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

โครงงานเรื่องโคมไฟรักษ์โลก จัดทำขึ้นเพื่อนำความรู้เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติมา

ประยุกต์ทำเป็นโคมไฟที่ทำมาจากวัสดุเหลือใช้ และเพื่อเปรียบเทียบปริมาณความเข้มของแสงสว่าง

จากโคมไฟรูปเรขาคณิตสามมิติแบบต่าง ๆ ที่มีพื้นที่ผิวภายในใกล้เคียงกัน โดยศึกษาเอกสารที่

เกี่ยวข้องดังนี้

1. รูปเรขาคณิตสามมิติ

2. ทฤษฎีบทพีทาโกรัส

3. ปริมาณความเข้มของแสงสว่าง

1. รูปเรขาคณิตสามมิติ

ปริซึม

รูปเรขาคณิตสามมิติที่มีฐานทั้งสองเป็นรูปเหลี่ยมที่เท่ากันทุกประการฐานทั้งสองอยู่บน

ระนาบที่ขนานกัน และด้านข้างแต่ละด้านเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน

 การหาปริมาตรของปริซึม

ปริมาตรของปริซึมใด ๆ = พื้นที่ฐาน  สูง

 การหาพื้นที่ผิวของปริซึม

พื้นที่ผิวของปริซึม = พื้นที่ผิวข้าง + ( 2  พื้นที่ฐาน )

พื้นที่ผิวข้าง = ความยาวเส้นรอบฐาน  ความสูง

ทรงกระบอก

รูปเรขาคณิตสามมิติที่ฐานเป็นรูปวงกลมที่เท่ากันทุกประการและอยู่ในระนาบที่ขนานกัน

วงกลมที่เท่ากันเรียกว่า ทรงกระบอก และเมื่อตัดทรงสามมิตินี้ด้วยระนาบที่ขนานกับฐานแล้วจะได้รอย

ตัดเป็นวงกลมที่เท่ากันทุกประการ

 การหาปริมาตรของทรงกระบอก

ปริมาตรของทรงกระบอก = r2 h

 การหาพื้นที่ผิวของทรงกระบอก

พื้นที่ฐานทั้งสอง = 2r2

พื้นที่ผิวข้าง = 2rh

พื้นที่ผิวของทรงกระบอก = 2r2 + 2rh

เมื่อ r แทน รัศมีของฐานของทรงกระบอก

h แทน ความสูงของทรงกระบอก

พีระมิด

รูปเรขาคณิตสามมิติที่มีฐานเป็นรูปเหลี่ยมใดๆ มียอดแหลมซึ่งไม่อยู่บนระนาบเดียวกันกับ

ฐาน และหน้าทุกหน้าเป็นรูปสามเหลี่ยม ที่มีจุดยอดร่วมกันที่ยอดแหลมนั้น

พีระมิดตรง

 การหาปริมาตรของพีระมิด

ปริมาตรของพีระมิด =

3

1  พื้นที่ฐาน ความสูง

 การหาพื้นที่ผิวของพีระมิด

พื้นที่ผิวของพีระมิด = พื้นที่ผิวข้าง + พื้นที่ฐาน

ในกรณีที่เป็นพีระมิดตรงและมีฐานเป็นรูปเหลี่ยมด้านเท่ามุมเท่า

พื้นที่ผิวข้างทุกด้าน = ความยาวเส้นรอบฐาน สูงเอียง

2

1  

ในกรณีของพีระมิดตรงที่มีสันทุกเส้นยาวเท่ากัน

ความสูงของพีระมิด ความสูงเอียง ความยาวฐาน จะมีความสัมพันธ์กันดังนี้

ให้พีระมิด มีความสูง = h หน่วย

สูงเอียง = l หน่วย

ฐานยาว = x หน่วย

สันยาว = y หน่วย

จากทฤษฎีบทพีทาโกรัส จะได้ว่า l 2 = h2 +

2

2

x 

 

และ y2 = l 2 +

2

2

x 

 

กรวย

รูปเรขาคณิตสามมิติที่มีฐานเป็นรูปวงกลม มียอดแหลมที่ไม่อยู่บนระนาบเดียวกันกับ

ฐานและเส้นที่ต่อระหว่างจุดยอดกับจุดใดๆ บนขอบของฐานเป็นส่วนของเส้นตรง

 การหาปริมาตรของกรวย

ปริมาตรของกรวย = 3

1 r2h

x

x

h

y

 การหาพื้นที่ผิวของกรวย

พื้นที่ฐาน = r2

พื้นที่ผิวข้าง = r

พื้นที่ผิวของกรวย = r2 + r

เมื่อ r แทน รัศมีของฐานของกรวย

h แทน ความสูงของกรวย

แทน สูงเอียงของกรวย

ทรงกลม

รูปเรขาคณิตสามมิติที่มีผิวโค้งเรียบ และจุดทุกจุดบนผิวโค้งอยู่ห่างจากจุดคงที่จุดหนึ่ง เป็น

ระยะเท่ากัน เรียกว่า ทรงกลม

เรียกจุดคงที่ว่า จุดศูนย์กลางของทรงกลม

เรียกระยะที่เท่ากันว่า รัศมีของทรงกลม

ทรงกลมและส่วนต่างๆ ของทรงกลม

 การหาปริมาตรของทรงกลม

ปริมาตรของทรงกลม = 3

4 r3

 การหาพื้นที่ผิวของทรงกลม

พื้นที่ผิวของทรงกลม = 4 r2

เมื่อ r แทน รัศมีของทรงกลม

r

2. ทฤษฎีบทพีทาโกรัส

ทฤษฎีบทพีทาโกรัส กล่าวไว้ว่า พื้นที่ของสี่เหลี่ยมจัตุรัสบนด้านตรงข้ามมุมฉากใด ๆ

ย่อมเท่ากับผลบวกของพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสบนด้านประกอบมุมฉาก

a c

b

จากรูปได้ c 2  a2  b2

บทกลับของทฤษฎีบทพีทาโกรัส

ในสามเหลี่ยมใด ๆพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสบนด้านบนด้านที่ยาวที่สุดเท่ากับผลบวกของพื้นที่

สี่เหลี่ยมจัตุรัสบนด้านอีกสองด้านที่เหลือแล้ว สามเหลี่ยมนั้นจะเป็นสามเหลี่ยมมุมฉาก โดยมีด้าน

ที่ยาวที่สุดเป็นด้านตรงข้ามมุมฉาก

ถ้าสมการเป็น a2  b2  c2 แล้วมุมฉาก คือ มุม A

b2  a2  c2 แล้วมุมฉาก คือ มุม B

c2  a2  b2 แล้วมุมฉาก คือ มุม C

3. ปริมาณความเข้มของแสงสว่าง

แสงเป็นพลังงานรูปหนึ่ง และทำให้เกิดความสว่างบนพื้นที่ที่แสงตกกระทบ วัตถุที่ผลิต

แสงได้ด้วยตัวเอง เรียกว่า แหล่งกำเนิดแสง เช่น ดวงอาทิตย์ เทียนไข และหลอดไฟฟ้า

เครื่องมือและอุปกรณ์ในการตรวจวัดความเข้มแสงสว่าง

เครื่องวัดความสว่าง เรียกว่า ลักซ์มิเตอร์ เครื่องมือวัดความเข้มของแสงสว่าง ซึ่งอ่านค่า

เป็น ลักซ์ (ตามกฎกระทรวงฯ เกี่ยวกับความร้อน แสงสว่างและเสียง พ.ศ.2549) หรือฟุตแคนเดิล

รูปที่ 1 ลักซ์มิเตอร์

เครื่องมือวัด มีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือ

1. เซลรับแสง (Photo Cell) ทำด้วยแก้วหรือพลาสติกด้านในเคลือบด้วยสารซิลิกอน

(Silicon) หรือ เซเลเนียม (Selenium) ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้า ถ้าความเข้ม

แสงสว่างมาก พลังงานไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจะมากตามไปเป็นสัดส่วนเซลรับแสงอาจถูกออกแบบให้โค้ง

นูนเหล็กน้อยเพื่อให้แสงจากทิศทางต่าง ๆ ตกกระทบในมุม 90o หรือใกล้เคียงที่สุดได้รอบด้าน

2. ส่วนมิเตอร์ (Meter) ส่วนนี้จะรับพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากเซลรับแสง และแสดงค่า

บนหน้าจอเป็นความเข้มแสงสว่าง

คุณลักษณะของเครื่องมือ

สามารถวัดความเข้มแสงสว่างได้ ตั้งแต่ 0 ถึงมากกว่า 10000 ลักซ์ คุณลักษณะของเครื่องวัด

แสง ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน International Commission on Illumination 1931 (CIE :

Commission International de L’Eclairage 1931) หรือ ISO/ICE 10527 หรือเทียบเท่า เช่น JIS Z

8701 หรือดีกว่า (ตามกฎกระทรวงฯ โดยเซลรับแสงต้องมีคุณลักษณะ Cosine-Corrected เพื่อปรับ

ค่าของแสงที่ไม่ได้ตกตั้งฉากกับ Photo cell และต้องมี Color Corrected ตามมาตรฐาน ICE)

ประโยชน์จากความรู้เกี่ยวกับความสว่าง

ความรู้เรื่องความสว่างช่วยในการจัดไฟตามอาคารบ้านเรือนและห้อง ทำงานต่างๆได้อย่าง

เหมาะสม มีมาตรฐานกำหนดความสว่างที่พอเหมาะดังนี้

สถานที่ กิจกรรม ความสว่าง (ลักซ์)

สำนักงาน บันไดฉุกเฉิน

ทางเดินในอาคาร

ห้องประชุม ห้องรับรอง

30 – 75

75 – 200

200 – 750

บ้าน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องอาหาร

ห้องอ่านหนังสือ ห้องทำงาน

150 – 300

500 – 1000

โรงเรียน โรงพลศึกษา หอประชุม

ห้องเรียน

ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการ ห้องเขียนแบบ

75 – 300

300 – 750

750 – 1500

โรงพยาบาล ห้องตรวจโรค ห้องผ่าตัด 5000 – 10000

บทที่ 3

วิธีการดำเนินการ

วิธีการดำเนินงาน

1. ประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับการดำเนินการจัดทำโครงงานโดยแบ่งหน้าที่ศึกษาข้อมูลที่

จะทำโครงงาน

2. รวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่ได้มาอย่างเป็นระบบ หารือหัวข้อโครงงานคณิตศาสตร์โดยเห็น

ว่าปัญหาขยะเป็นเรื่องที่น่าสนใจจึงตกลงที่จะทำการศึกษาการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ โดยนำเนื้อหา

ความรู้เกี่ยวกับรูปเรขาคณิตสามมิติมาประยุกต์ใช้ทำโคมไฟจากวัสดุเหลือใช้

3. หาวัสดุอุปกรณ์ที่จะทำโครงงาน

4. นำวัสดุอุปกรณ์ที่หามาได้นำมาทดลองประกอบเป็นรูปเรขาคณิตสามมิติต่าง ๆโดยใช้

กระดาษลังและถุงขนมเป็นวัสดุในการทำ

5. นำเสนอโครงงานต่อครูที่ปรึกษา

6. ประชุมอภิปรายปัญหาต่าง ๆ และให้ข้อเสนอแนะ

7. ลงมือประดิษฐ์โคมไฟตามโครงงานโดยใช้กระดาษลัง ถุงขนม ไม้ ทดลองเพื่อหา

ข้อบกพร่องและปัญหาต่าง ๆ เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น

8. จัดทำรายงานโครงงานคณิตศาสตร์และบอร์ดที่จะนำเสนอ

9. นำเสนอโครงงานคณิตศาสตร์

วิธีทำ

1. เตรียมวัสดุอุปกรณ์ทั้งหมดที่จะใช้ทำ “ โคมไฟรักษ์โลก ”

รูปที่ 2 วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำโครงงาน

2. วัดขนาดของครึ่งทรงกลมหารัศมีเพื่อใช้เป็นการคำนวณหาพื้นที่ผิว โดยให้รูปทรงอื่นๆ

มีพื้นที่ผิวภายในใกล้เคียงกับครึ่งทรงกลม

การคำนวณหาพื้นที่ผิวภายในของแต่ละรูปทรงที่ใช้ทำโคมไฟมีดังนี้

2.1 ครึ่งทรงกลม ประกอบด้วยรัศมี 9 เซนติเมตร

รูปที่ 3 ส่วนประกอบของครึ่งทรงกลม

พื้นที่ผิว = 4 r2

2

1  

 4 3.14 92

2

1   

 508.68 ตารางเซนติเมตร

พื้นที่ผิวภายในของครึ่งทรงกลมประมาณ 508.68 ตารางเซนติเมตร

2.2 กรวย ประกอบด้วยรัศมีของฐาน 9 เซนติเมตร สูงเอียง 18 เซนติเมตร

และสูงตรงประมาณ 15.6 เซนติเมตร

รูปที่ 4 ส่วนประกอบของกรวย

การคำนวณหาสูงตรง จากทฤษฎีบทพีทาโกรัส จะได้

h2 = l2 - r2

= 182 92

= 324 81

= 243

h = 243  15.6 เซนติเมตร

สูงตรงประมาณ 15.6 เซนติเมตร

9 ซ.ม.

9 ซ.ม.

15.6 ซ.ม.

18 ซ.ม.

เส้นรอบฐาน = 2r

 23.149

 56.52 เซนติเมตร

พื้นที่ผิว = rl

 3.14918

 508.68 ตารางเซนติเมตร

พื้นที่ผิวภายในของกรวยประมาณ 508.68 ตารางเซนติเมตร

2.3 พีระมิดฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ประกอบด้วยสูงเอียง 18 เซนติเมตร ฐานยาว

ด้านละ 14 เซนติเมตร

รูปที่ 5 ส่วนประกอบของพีระมิดฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส

การคำนวณหาสูงตรง จากทฤษฎีบทพีทาโกรัส จะได้

h2 = l 2 -

2

2

x 

 

=

2 2

2

14 18 

 

= 324  49

= 275

h = 275  16.6 เซนติเมตร

สูงตรงประมาณ 16.6 เซนติเมตร

การคำนวณหาสัน จากทฤษฎีบทพีทาโกรัส จะได้

y2 = l 2 +

2

2

x 

 

=

2 2

2

14 18 

 

= 324  49

14 ซ.ม.

14 ซ.ม.

16.6 ซ.ม.

19.3 ซ.ม.

18 ซ.ม.

= 373

y = 373  19.3 เซนติเมตร

สันยาวประมาณ 19.3 เซนติเมตร

พื้นที่ผิว = พื้นที่ผิวข้าง

= ความยาวเส้นรอบฐาน สูงเอียง

2

1  

= (14 4) 18

2

1   

= 504 ตารางเซนติเมตร

พื้นที่ผิวภายในของพีระมิดประมาณ 504 ตารางเซนติเมตร

2.4 ปริซึม ประกอบด้วยฐานยาวด้านละ 8 เซนติเมตร สูง 15 เซนติเมตร

รูปที่ 6 ส่วนประกอบของปริซึม

พื้นที่ผิว = พื้นที่ผิวข้าง + พื้นที่ฐาน

=  4815 88

= 544 ตารางเซนติเมตร

พื้นที่ผิวภายในของปริซึมประมาณ 544 ตารางเซนติเมตร

2.5 ทรงกระบอก ประกอบด้วยรัศมียาว 5 เซนติเมตร สูง 15 เซนติเมตร

รูปที่ 7 ส่วนประกอบของทรงกระบอก

8 ซ.ม.

15 ซ.ม.

8 ซ.ม.

15 ซ.ม.

5 ซ.ม.

พื้นที่ผิว = r2 + 2rh

 3.1452  23.14515

 549.5 ตารางเซนติเมตร

พื้นที่ผิวภายในของทรงกระบอกประมาณ 549.5 ตารางเซนติเมตร

3. นำลวดมาตัดตามขนาดของแต่ละรูปทรงแล้วนำมาเชื่อมติดกันให้เป็นโครงของแต่ละ

รูปทรงที่มีพื้นที่ผิวใกล้เคียงกัน

รูปที่ 8 โครงลวดของแต่ละรูปทรง

4. ลอกกระดาษลังโดยใช้ด้านในที่เป็นลูกฟูก จากนั้นนำถุงขนมมาติดโดยเอาด้านที่เป็น

ฟรอยออกมาเพื่อช่วยในการสะท้อนแสง

5. นำกระดาษลังที่ติดแผ่นฟรอยแล้วมาติดกับโครงลวดของรูปทรงต่างๆโดยใช้กาวตรา

ช้างเป็นตัวช่วยในการให้ลวดยึดติดกับกระดาษลังที่ติดแผ่นฟรอยไว้

รูปที่ 9 โคมไฟประกอบด้วยกระดาษลังและถุงขนม

6. ทาสีตกแต่งโคมไฟแต่ละรูปทรงให้สวยงาม

รูปที่ 10 ทาสีตกแต่งโคมไฟแต่ละรูปทรง

7. นำรากไม้ที่หามาได้มาวัดขนาดและใช้เลื่อยตัดแล้วทำฐานให้ได้ขนาดพอดีจากนั้นนำ

กระดาษทรายมาขัดและทาแลกเกอร์

รูปที่ 11 รากไม้นำมาจัดทำฐานของโคมไฟ

9. นำไม้และฐานรากไม้มาต่อเข้าด้วยกัน

รูปที่ 12 ฐานของโคมไฟ

10. นำชุดอุปกรณ์ไฟฟ้ามาติดกับโคมไฟ โดยวัดระยะห่างระหว่างหลอดไฟกับพื้นเป็น

ระยะที่เท่ากันทุกรูปทรง

รูปที่ 13 ประกอบตัวโคมไฟและฐานโดยวัดระยะห่างระหว่างหลอดไฟกับพื้น

10. ทดลองเปิดไฟและหาข้อบกพร่องต่างๆเพื่อแก้ไข วัดปริมาณความเข้มของแสงสว่าง

จากโคมไฟด้วยลักซ์มิเตอร์

รูปที่ 13 วัดปริมาณความเข้มของแสงสว่างจากโคมไฟด้วยลักซ์มิเตอร์

11. ได้โคมไฟรูปทรงเรขาคณิตตามที่ต้องการและพร้อมนำเสนอโดยตั้งชื่อโคมไฟว่า

โคมไฟรักษ์โลก : Save World Lamps

รูปที่ 14 โคมไฟรักษ์โลกเสร็จสมบูรณ์

แผนปฏิบัติงาน

วัน/เดือน/ปี แผนการปฏิบัติงาน ผู้รับผิดชอบ

9 พ.ย. 52 สมาชิกในกลุ่มปรึกษาและเลือกเรื่องที่จะทำ สมาชิกทุกคนในกลุ่ม

10 พ.ย. 52 รวบรวมข้อมูลและวางแผนการทำโครงงาน สมาชิกทุกคนในกลุ่ม

11 พ.ย. 52 นำเรื่องเสนออาจารย์ที่ปรึกษา สมาชิกทุกคนในกลุ่ม

12 - 13 พ.ย. 52 ศึกษาค้นคว้าเรื่องที่ทำโครงงาน สมาชิกทุกคนในกลุ่ม

14 - 20 พ.ย. 52 ลงมือปฏิบัติ สมาชิกทุกคนในกลุ่ม

21 – 22 พ.ย. 52 เขียนรายงานโครงงาน สมาชิกทุกคนในกลุ่ม

23 – 24 พ.ย. 52 จัดทำบอร์ดเสนอโครงงาน สมาชิกทุกคนในกลุ่ม

25 พ.ย. 52 นำเสนอโครงงาน สมาชิกทุกคนในกลุ่ม

บทที่ 4

ผลการดำเนินการ

จากการศึกษาหาความรู้ คณะผู้จัดทำโครงงานได้นำความรู้เหล่านั้นมาบูรณาการ

และดำเนินการประดิษฐ์และทดลองเป็นโคมไฟรักษ์โลก โดยใช้วัสดุเหลือใช้และเศษวัสดุต่าง ๆ

ซึ่งเป็นการนำเอาสิ่งของที่ใช้แล้วมาประยุกต์และประดิษฐ์เป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่สามารถนำไปใช้

ประโยชน์ได้ และเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เป็นการสร้างสรรค์และคิดริเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ

โดยที่เยาวชนห่างไกลจากสิ่งเสพติด และห่างจากสิ่งที่ไม่ดีเป็นภัยต่อสังคมและเป็นการช่วยลด

ปัญหาเรื่องขยะ นำปัญหาเรื่องโลกร้อนมาเป็นหัวข้อสำคัญในการจัดทำโครงงานและเพื่อกระตุ้นให้

คนได้สำนึกฉุกคิดถึงปัญหานี้และร่วมกันทำประโยชน์ทำสิ่งต่าง ๆ ที่พอจะสามารถลดปัญหาภาวะ

โลกร้อนได้ โดยใช้หลัก 3 ประการดังนี้ ใช้น้อย ใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่

ในการจัดทำโครงงานครั้งนี้คณะผู้จัดทำได้นำความรู้ในเรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติ

มาประยุกต์ทำเป็นสิ่งประดิษฐ์ ได้นำการทดลอง และสิ่งประดิษฐ์นี้ไปใช้ในการเรียนรู้วิชา

คณิตศาสตร์ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาได้ชัดเจนมากขึ้น และเห็นประโยชน์ของการเรียนรู้

โดย การปฏิบัติจริงซึ่งทำให้ได้ค้นพบตามสมมติฐาน ดังนี้

1. นำความรู้ทางเรขาคณิตมาประยุกต์ทำเป็นโคมไฟโดยใช้วัสดุเหลือใช้

คณะผู้จัดทำโครงงานได้ศึกษาค้นคว้าเนื้อหาความรู้ทางเรขาคณิตและวัสดุที่จะใช้

ทำสิ่งประดิษฐ์จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ค้นหาจากหนังสือเรียน หนังสืออ่านเพิ่มเติม จากห้องสมุด

จากอินเตอร์เน็ต สื่อการเรียนรู้ต่างๆ และปรึกษาครูที่ปรึกษาโดยเฉพาะความรู้เรื่องรูปทรง

เรขาคณิตสามมิติ ทฤษฎีบทพีทาโกรัส การแก้สมการ การหาพื้นที่ผิวภายใน เพื่อใช้คำนวณหา

ขนาดของวัสดุที่ตัดประกอบเป็นโคมไฟ และวัสดุเหลือใช้ที่สามารถหาได้ง่ายในโรงเรียนคือ ถุง

ขนมที่นักเรียนทานกัน กล่องกระดาษลังจากร้านสหกรณ์ จากการคำนวณหาขนาดที่เหมาะสมใน

การจัดทำรูปทรงต่างๆดังนี้

1.1 ครึ่งทรงกลม มีรัศมี 9 เซนติเมตร พื้นที่ผิวภายใน 508.68 ตารางเซนติเมตร

1.2 กรวย มีรัศมีของฐาน 9 เซนติเมตร สูงเอียง 18 เซนติเมตร และสูงตรง

15.6 เซนติเมตร พื้นที่ผิวภายใน 508.68 ตารางเซนติเมตร

1.3 พีระมิด มีสูงเอียง 18 เซนติเมตร ฐานยาวด้านละ 14 เซนติเมตร สูงตรง

16.6 เซนติเมตร สันยาว 19.3 เซนติเมตร พื้นที่ผิวภายใน 504 ตารางเซนติเมตร

1.4 ปริซึม มีด้านกว้าง 8 เซนติเมตร ยาว 8 เซนติเมตร และสูง 15 เซนติเมตร

พื้นที่ผิวภายใน 544 ตารางเซนติเมตร

1.5 ทรงกระบอก มีรัศมียาว 5 เซนติเมตร และสูง 15 เซนติเมตร พื้นที่ผิว

ภายใน 549.5 ตารางเซนติเมตร

2. การเปรียบเทียบปริมาณความเข้มของแสงสว่างจากโคมไฟรูปเรขาคณิตสามมิติ

แบบต่าง ๆ ที่มีพื้นที่ผิวภายในใกล้เคียงกัน เป็นดังตารางต่อไปนี้

รูปเรขาคณิตสามมิติ ความสว่าง ( Lux )

1. กรวย

2. พีระมิด

3. ครึ่งทรงกลม

4. ทรงกระบอก

5. ปริซึม

723

581

443

406

400

จากตารางรูปเรขาคณิตสามมิติที่ให้ความสว่างเรียงจากมากไปน้อยมีดังนี้

กรวย พีระมิด ครึ่งทรงกลม ทรงกระบอก และปริซึม

ซึ่งสรุปได้ว่ากรวยให้ความสว่างมากกว่ารูปทรงอื่นๆ ในขณะที่ปริซึมจะมีการ

ส่องสว่างของไฟน้อยกว่ารูปทรงอื่นๆ

บทที่ 5

สรุปและอภิปรายผลการดำเนินการ

สรุปผลการดำเนินการ

จากการทดลองวัดปริมาณความเข้มของแสงสว่างจากโคมไฟรูปเรขาคณิตสามมิติ

ทั้ง 5 รูปแบบ พบว่า กรวย ให้ความแสงสว่างมากกว่ารูปทรงอื่นๆ ซึ่งสามารถเรียงลำดับความ

สว่างจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ คือ กรวย พีระมิด ครึ่งทรงกลม ทรงกระบอก และสุดท้ายคือ

ปริซึม ทั้งนี้เป็นเพราะลักษณะของกรวยมีฐานกว้างและมียอดแหลมช่วยในการสะท้อนของแสงได้

ดีกว่าแบบอื่น ๆ เราสามารถนำกรวยไปใช้ประโยชน์ในการทำสิ่งต่างๆ เช่น นำกรวยไปทำเป็น

โคมไฟประดับห้องต่าง ๆ เป็นต้น

อภิปรายผลการดำเนินการ

โครงงานเรื่องโคมไฟรักษ์โลก : Save World Lamps เป็นโครงงานที่เน้นถึงการ

นำวัสดุเหลือใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยการคิดค้นดัดแปลงประดิษฐ์ทดลองทำเป็นโคมไฟที่

ประหยัดพลังงาน อนุรักษ์ธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสามารถนำมาใช้ได้จริงใน

ชีวิตประจำวัน เช่น ใช้เป็นโคมไฟตั้งโต๊ะในการอ่านหนังสือ ทำการบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้ยัง

สามารถที่จะเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวได้ จากสิ่งประดิษฐ์ที่เราทำขึ้น และยังทำให้มีความรู้ความ

เข้าใจในเนื้อหาวิชาเรื่องรูปทรงเรขาคณิตสามมิติได้มากขึ้น ซึ่งคณะผู้จัดทำได้นำความรู้ทาง

คณิตศาสตร์และความรู้วิชาอื่นๆมาบูรณาการจัดทำเป็นสิ่งประดิษฐ์และทดลองนี้ขึ้น โคมไฟรักษ์

โลกนี้ใช้วัสดุเหลือใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญและใช้วัสดุธรรมชาติมาเป็นส่วนช่วยในการทำโคม

ไฟที่ประหยัดและเพื่อลดปริมาณขยะช่วยในเรื่องของภาวะโลกร้อน ทำให้สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้แตกต่าง

จากสิ่งประดิษฐ์อื่น ๆ ตรงที่มีแนวคิดรักโลก ทำให้ดูน่าสนใจ ดูแปลกตา และสามารถนำมาใช้

ประโยชน์ได้จริง

ปัญหาที่พบ

ในการประดิษฐ์ชิ้นงานนี้ เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าจึงมีอันตรายมาก

จึงต้องมีการใช้ความระมัดระวัง และรอบคอบ การทำงานแต่ละขั้นตอนจะต้องใช้ความประณีตใน

การทำงานและต้องมีความอดทนความพยายามใช้สมาธิในการทำพอสมควรผลงานจึงจะออกมา

ตามที่ต้องการ

ข้อเสนอแนะ

1. นำความรู้เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติมาจัดทำเป็นผลิตภัณฑ์แบบอื่นๆเพื่อช่วยในการ

ประหยัดพลังงาน

2. ควรทดลองนำวัสดุเหลือใช้อื่นๆมาจัดทำโครงงานลักษณะนี้

บรรณานุกรม

ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล. โครงงานคณิตศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ บริษัทเดอะ

มาสเตอร์กรุ๊ปแมเนจเม้นท์ จำกัด , 2543.

ธีระชัย บูรณาโชติ. การสอนกิจกรรมโครงงานคณิตศาสตร์ : คู่มือสำหรับครู. กรุงเทพมหานคร :

โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 2531.

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. หนังสือเรียนสาระการ

เรียนรู้พื้นฐาน คณิตศาสตร์ เล่ม 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว,

2549.

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. หนังสือเรียนสาระการ

เรียนรู้พื้นฐาน คณิตศาสตร์ เล่ม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว,

2549.

http://www.ebook.mtk.ac.th/main/forum_posts.asp?TID= 429&PN=1 สืบค้นวันที่ 12

พฤศจิกายน 2552.

ภาคผนวก

วัสดุอุปกรณ์

วัสดุ

1. ไม้และฐาน จำนวน อย่างละ 5 อัน

2. กระดาษลัง จำนวน 3 ใบ

3. ถุงขนม จำนวน 25 ห่อ

4. กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษเหลือใช้ จำนวน 10 แผ่น

อุปกรณ์

1. ชุดหลอดไฟครบชุด จำนวน 5 ชุด ชุดละ 145 บาท เป็นเงิน 725 บาท

2. คลิปยึดสายไฟ จำนวน 2 กล่อง กล่องละ 20 บาท เป็นเงิน 40 บาท

3. สายไฟ จำนวน 5 เมตร เมตรละ 6 บาท เป็นเงิน 30 บาท

4. กาวตราช้าง จำนวน 4 หลอด หลอดละ 20 บาท เป็นเงิน 80 บาท

5. แลกเกอร์ จำนวน 2 ขวด ขวดละ 50 บาท เป็นเงิน 100 บาท

6. แปรงทาแลกเกอร์ จำนวน 1 อัน อันละ 30 บาท เป็นเงิน 30 บาท

7. กระดาษทราย จำนวน 10 ใบ ใบละ 8 บาท เป็นเงิน 80 บาท

8. คัตเตอร์ , กรรไกร

9. ไม้บรรทัด , ตลับเมตร

10. สว่าน , ไขควง

11. สีพลาสติก , พู่กัน

12. กระดาษกาว , กรดาษเยื่อกาว , กาว , สกอตเทป

รวมเงิน 1,085 บาท

หมายเหตุ อุปกรณ์ที่ไม่แสดงราคาคือมีอยู่แล้ว

 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 2 คน และ ผู้เยี่ยมชม 289 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • juneziesemerblhb
  • supatkul