โครงงานเรื่อง โคมไฟทางเรขาคณิต

บทที่  2
เอกสารที่เกี่ยวของ
โครงงานเรื่องโคมไฟรักษโลก  จัดทําขึ้นเพื่อนําความรูเรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติมา
ประยุกตทําเปนโคมไฟที่ทํามาจากวัสดุเหลือใช และเพื่อเปรียบเทียบปริมาณความเขมของแสงสวาง
จากโคมไฟรูปเรขาคณิตสามมิติแบบตาง ๆ ที่มีพื้นที่ผิวภายในใกลเคียงกัน  โดยศึกษาเอกสารที่
เกี่ยวของดังนี้
1. รูปเรขาคณิตสามมิติ
2. ทฤษฎีบทพีทาโกรัส
3. ปริมาณความเขมของแสงสวาง  
 รูปเรขาคณิตสามมิติ
ปริซึม
รูปเรขาคณิตสามมิติที่มีฐานทั้งสองเปนรูปเหลี่ยมที่เทากันทุกประการฐานทั้งสองอยูบน
ระนาบที่ขนานกัน  และดานขางแตละดานเปนรูปสี่เหลี่ยมดานขนาน
การหาปริมาตรของปริซึม
ปริมาตรของปริซึมใด ๆ      =   พื้นที่ฐาน  x สูง
 การหาพื้นที่ผิวของปริซึม
พื้นที่ผิวของปริซึม  =   พื้นที่ผิวขาง   +   ( 2 x พื้นที่ฐาน )
พื้นที่ผิวขาง    =   ความยาวเสนรอบฐาน  x ความสูง 
ทรงกระบอก
รูปเรขาคณิตสามมิติที่ฐานเปนรูปวงกลมที่เทากันทุกประการและอยูในระนาบที่ขนานกัน 
วงกลมที่เทากันเรียกวา ทรงกระบอก และเมื่อตัดทรงสามมิตินี้ดวยระนาบที่ขนานกับฐานแลวจะไดรอย
ตัดเปนวงกลมที่เทากันทุกประการ 
พีระมิด
รูปเรขาคณิตสามมิติที่มีฐานเปนรูปเหลี่ยมใดๆ มียอดแหลมซึ่งไมอยูบนระนาบเดียวกันกับ
ฐาน และหนาทุกหนาเปนรูปสามเหลี่ยม ที่มีจุดยอดรวมกันที่ยอดแหลมนั้น
กรวย 
รูปเรขาคณิตสามมิติที่มีฐานเปนรูปวงกลม   มียอดแหลมที่ไมอยูบนระนาบเดียวกันกับ
ฐานและเสนที่ตอระหวางจุดยอดกับจุดใดๆ บนขอบของฐานเปนสวนของเสนตรง  
ทรงกลม
รูปเรขาคณิตสามมิติที่มีผิวโคงเรียบ   และจุดทุกจุดบนผิวโคงอยูหางจากจุดคงที่จุดหนึ่ง เปน
ระยะเทากัน เรียกวา ทรงกลม 
เรียกจุดคงที่วา  จุดศูนยกลางของทรงกลม        
เรียกระยะที่เทากันวา   รัศมีของทรงกลม 
ปริมาณความเขมของแสงสวาง  
แสงเปนพลังงานรูปหนึ่งและทําใหเกิดความสวางบนพื้นที่ที่แสงตกกระทบ วัตถุที่ผลิต
แสงไดดวยตัวเอง เรียกวา แหลงกําเนิดแสง เชน ดวงอาทิตย  เทียนไข และหลอดไฟฟา  
เครื่องมือและอุปกรณในการตรวจวัดความเขมแสงสวาง
เครื่องวัดความสวาง เรียกวา  ลักซมิเตอร  เครื่องมือวัดความเขมของแสงสวาง ซึ่งอานคา
เปน ลักซ (ตามกฎกระทรวงฯ เกี่ยวกับความรอน แสงสวางและเสียง พ.ศ.2549) หรือฟุตแคนเดิล
เครื่องมือวัด มีสวนประกอบที่สําคัญ 2 สวน คือ
1. เซลรับแสง  (Photo Cell)  ทําดวยแกวหรือพลาสติกดานในเคลือบดวยสารซิลิกอน 
(Silicon)  หรือ เซเลเนียม  (Selenium)  ทําหนาที่เปลี่ยนพลังงานแสงเปนพลังงานไฟฟา ถาความเขมแสงสวางมาก พลังงานไฟฟาที่เกิดขึ้นจะมากตามไปเปนสัดสวนเซลรับแสงอาจถูกออกแบบใหโคง
นูนเหล็กนอยเพื่อใหแสงจากทิศทางตาง ๆ ตกกระทบในมุม 90 องศา
หรือใกลเคียงที่สุดไดรอบดาน
2. สวนมิเตอร (Meter)  สวนนี้จะรับพลังงานไฟฟาที่เกิดจากเซลรับแสง และแสดงคา
บนหนาจอเปนความเขมแสงสวาง
คุณลักษณะของเครื่องมือ
สามารถวัดความเขมแสงสวางได ตั้งแต 0 ถึงมากกวา 10000 ลักซ คุณลักษณะของเครื่องวัด
แสง ตองเปนไปตามมาตรฐาน International Commission on Illumination 1931 (CIE : Commission International de L’Eclairage 1931)  หรือ ISO/ICE 10527 หรือเทียบเทา เชน JIS Z 
8701 หรือดีกวา (ตามกฎกระทรวงฯ โดยเซลรับแสงตองมีคุณลักษณะ Cosine-Corrected เพื่อปรับ
คาของแสงที่ไมไดตกตั้งฉากกับ Photo cell และตองมี Color Corrected ตามมาตรฐาน ICE)
ประโยชนจากความรูเกี่ยวกับความสวาง 
ความรูเรื่องความสวางชวยในการจัดไฟตามอาคารบานเรือนและหอง ทํางานตางๆไดอยาง
เหมาะสม    มีมาตรฐานกําหนดความสวางที่พอเหมาะ 

ในวิชาคณิตศาสตร์ ทฤษฎีบทพีทาโกรัส แสดงความสัมพันธ์ในเรขาคณิตแบบยุคลิด ระหว่างด้านทั้งสามของสามเหลี่ยมมุมฉาก กำลังสองของด้านตรงข้ามมุมฉากเท่ากับผลรวมของกำลังสองของอีกสองด้านที่เหลือ ในแง่ของพื้นที่ กล่าวไว้ดังนี้

ในสามเหลี่ยมมุมฉากใด ๆ พื้นที่ของสี่เหลี่ยมที่มีด้านเป็นด้านตรงข้ามมุมฉาก เท่ากับผลรวมพื้นที่ของสี่เหลี่ยมที่มีด้านเป็นด้านประชิดมุมฉากของสามเหลี่ยมมุมฉากนั้น

 

ทฤษฎีบทดังกล่าวสามารถเขียนเป็นสมการสัมพันธ์กับความยาวของด้าน ab และc ได้ ซึ่งมักเรียกว่า สมการพีทาโกรัส ดังด้านล่าง[1]

a^2 + b^2 = c^2\!\,

โดยที่ c เป็นความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก และ a และ b เป็นความยาวของอีกสองด้านที่เหลือ

ทฤษฎีบทพีทาโกรัสตั้งตามชื่อนักคณิตศาสตร์ชาวกรีก พีทาโกรัส ซึ่งถือว่าเป็นผู้ค้นพบทฤษฎีบทและการพิสูจน์ แม้จะมีการแย้งบ่อยครั้งว่า ทฤษฎีบทดังกล่าวมีมาก่อนหน้าเขาแล้ว มีหลักฐานว่านักคณิตศาสตร์ชาวบาบิโลนเข้าใจสมการดังกล่าว แม้ว่าจะมีหลักฐานหลงเหลืออยู่น้อยมากว่าพวกเขาปรับให้มันพอดีกับกรอบคณิตศาสตร์

ทฤษฎีบทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับทั้งพื้นที่และความยาว ทฤษฎีบทดังกล่าวสามารถสรุปได้หลายวิธี รวมทั้งปริภูมิมิติที่สูงขึ้น ไปจนถึงปริภูมิที่มิใช่แบบยูคลิด ไปจนถึงวัตถุที่ไม่ใช่สามเหลี่ยมมุมฉาก และอันที่จริงแล้ว ไปจนถึงวัตถุที่ไม่ใช่สามเหลี่ยมเลยก็มี แต่เป็นทรงตัน n มิติ ทฤษฎีบทพีทาโกรัสดึงดูดความสนใจจากนักคณิตศาสตร์เป็นสัญลักษณ์ของความยากจะเข้าใจในคณิตศาสตร์ ความขลังหรือพลังปัญญา มีการอ้างถึงในวัฒนธรรมสมัยนิยมมากมายทั้งในวรรณกรรม ละคร ละครเพลง เพลง สแตมป์และการ์ตูน

http://www.thaigoodview.com/node/148312

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 1 คน และ ผู้เยี่ยมชม 403 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • sss29567