ประวัติวงโยธวาทิต

ประวัติวงโยธวาทิต

http://www.google.co.th/imgres?q=%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%95&num=10&hl=en&tbo=d&biw=1366&bih=649&tbm=isch&tbnid=Y9HvCQAcstI_FM:&imgrefurl=http://campus.sanook.com/u_life/showroom_05533.php&docid=jkJNFgXiHGzb2M&imgurl=http://campus.sanook.com/story_picture/b/05533_002.jpg&w=450&h=320&ei=bcbRUNuTE4X5rQenhoGQDg&zoom=1&iact=hc&vpx=172&vpy=128&dur=1472&hovh=189&hovw=266&tx=134&ty=93&sig=108807461248252737668&page=1&tbnh=140&tbnw=202&start=0&ndsp=18&ved=1t:429,r:1,s:0,i:90

ประวัติและความเป็นมาของวงโยธวาทิต

               ในอดีตอันยาวนานที่ผ่านมาวงโยธวาทิตถูกนำมาใช้ในพระราชพิธีเกี่ยวกับ
กษัตริย์ชนชั้นปกครอง รวมถึงบรรเลงนำแถวกองทัพทหาร เพื่อออกรบในสมรภูมิ
ต่างๆ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยพร้อมเพรียงของกองทัพและเป็นการ
ข่มขวัญข้าศึกทางอ้อมอีกด้วย  ดังนั้นระเบียบวินัยต่าง ๆ รวมถึงคำบอกคำสั่ง
ที่นำมาใช้กับวงโยธวาทิตก็ได้มาจากกองทัพนั่นเอง เช่น การจัดแถวหน้ากระดาน 
 การจัดแถวตอนลึก การยืนตรง  การหันไปทางซ้าย  ทางขวา 
การกลับหลังหัน  การเดินไปข้างหน้า  เป็นต้น 

           ในช่วงก่อนเริ่มต้นศตวรรษที่  20  วงโยธวาทิตในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่
ในสหรัฐอเมริกามีไว้เพื่อบรรเลงในช่วงพิธีเปิด  ช่วงพักครึ่งเวลา  หรือแม้ช่วงปิด
การแข่งขันอเมริกันฟุตบอล   ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่ง  เนื่องจากมีการ
พัฒนาจากการยืนบรรเลงเพลงธรรมดา  มาเป็นการบรรเลงประกอบการแสดง 
ร้องเล่น  เต้นรำ  รวมถึงการเดินแปรแถวเป็นภาพ  เป็นตัวอักษร  ข้อความต่าง ๆ 
สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง     จากนั้นการบรรเลงของวงโยธวาทิต
ในรูปแบบดังกล่าวก็ได้แพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วในโรงเรียนมัธยม 
โรงเรียนประถมของสหรัฐอเมริกา   ได้มีการเพิ่มกลุ่มนักเต้น  เชียร์ลีดเดอร์
( บางทีก็เรียกว่า Pom - Pom) รวมถึงกลุ่มควงไม้คฑา ( Baton Twirler ) 
เพื่อสร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับการบรรเลงของวงโยธวาทิตให้มากยิ่งขึ้น

ประวัติเครื่องดนตรีวงโยธวาทิต

เริ่มด้วยเครื่อง woodwind

      ปิคโกโล
ปิคโคโลเป็นเครื่องดนตรีที่มีระดับเสียงสูงที่สุดในบรรดา Woodwind รูปร่างลักษณะของปิคโคโลจะคล้ายกันกับ Flute ทุกประการ ต่างกันแต่เพียงขนาดที่เล็กกว่า มากเท่านั้น ครั้งแรกที่มีการใช้ ปิคโคโลในวงออร์เครสต้า คือในศตวรรษที่ 18 ด้วยสุ้มเสียงที่แหลมสูงของปิคโคโลนี้เองทำให้เราสามารถ ที่จะได้ยินเสียงปิคโคโลได้อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าเครื่องดนตรีชิ้นอื่นจะบรรเลงอยู่ก็ตาม 
ฟลุ๊ต
ฟรุทเครื่องเป่าลมไม้อีกชิ้นหนึ่ง เดิมทีฟรุททำมาจากไม้ ลำตัวหรือท่อลมมีรูเปล่า ๆ คล้ายขลุ่ยไทยของเรา ขลุ่ยสมัยใหม่มักทำทำจากโลหะผสม เช่น เงิน แพทตินั่ม ทอง หรืออัลลอย ในระหว่างปี 1830 และ 1850 นาย Theobald Boehm ได้ทำการปรับปรุงฟรุทสมัย และระบบของนิ้วเสียใหม่ จนถือเป็นระบบที่ นักดนตรีรู้จักกันทั่วไปว่า ระบบของโบเอ็ม (Boehm System) มีการติดคีย์ (Key) กระเดื่อง (Lever) ให้สะดวกต่อการเล่นมากขึ้น การเล่นขลุ่ยชนิดนี้จะใช้ลักษณะผิวลมผ่านรูของเครื่อง ให้เกิดเสียงดังขึ้น (คล้ายขลุ่ยของจีน) จึงต่างกันกับขลุ่ยของไทย ยังมีเครื่องดนตรีอีกชิ้นหนึ่งที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับฟรุทแต่ว่า จะมีขนาดเล็กกว่าฟรุทมากนั้นก็คือ Piccolo ฟรุทนิยมใช้ทั่วไปในวงออร์เคสตร้า หรือวงโยธวาทิต หรือแม้แต่วงแจ๊ส ป็อป เสียงของฟรุทนั้นเหมาะที่จะใช้เลียนเสียงขอนกได้เป็นอย่างดี
   คลาริเนท
เป็นเครื่องเป่าลมไม้ประเภทลิ้นเดี่ยว     ตัวคลาริเนทโดยทั่วไปทำมาจากไม้จากอาฟริกาที่มีชื่อว่า Grenadilla ต้นกำเนิดของคลาริเนทมาจาก ปี่ในสมัยฟื้นฟูที่มีชื่อ Chulameau ถูกพัฒนาโดย Johann Chrisoff ในศตวรรษที่ 17 จากนั้นก็ได้มีวิวัฒนาการเรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 18 คลาริเนทเป็นเครื่องดนตรีชิ้นสำคัญในวงออร์เคสตร้า ในตระกูลของคราริเนทแท้จริงแล้วยังมีอีกหลายชนิด เช่น อีแฟรท คลาริเนท อัลโตคลาริเนท เบสคลาริเนท ฯลฯ
แซกโซโฟน
แซกโซโฟน (อังกฤษ: saxophone) เป็นเครื่องดนตรีในตระกูลเครื่องลมไม้ ใช้ลิ้นเดี่ยวเหมือนของคลาริเนต แม้ว่าตัวเครื่องมักจะทำด้วยโลหะแต่สุ้มเสียงก็กระเดียดมาทางเครื่องลมไม้ แซกโซโฟนจึงได้รับฉายาว่า "คลาริเนตทองเหลือง" (brass clarinet)แบร์ลิออซได้กล่าวว่าเสียงของแซกโซโฟนคือการผสมผสานเข้าด้วยกันระหว่าง ซอเชลโล ปี่คอร์อังแกลส์และปี่คลาริเนท แซกโซโฟนจะเล่นกระซิบกระซาบ อ่อนหวานนุ่มนวล หรือจะแผดให้แสบโสตประสาทก็ทำได้ จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องดนตรีบรรเลงเดี่ยว
 บาซูน
ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ มีเครื่องดนตรีโบราณอยู่ 2 ชนิด คือ Curtal ของอังกฤษ และ Sordone ของฝรั่งเศส ที่มีรูปร่างคล้ายกันกับ บาสซูนในปัจจุบัน บาสซูนจัดเป็นปี่ประเภทมีลิ้นคู่ เหมือนกันกับโอโบ บาสซูนมีเสียงทุ้มแหบพร่า เล่นทำนองเครียดและเคร่งขึม แต่ถ้าเล่นเสียงห้วน ๆ จะดัง ปุด ๆ ให้ความรู้สึกสนุกสนาน ตลกขบขัน ด้วยเหตุนี้ บาสซูนจึงมีฉายาว่า "ตัวตลกแห่งวงออร์เครสตร้า" (The clown of the orchestra") 
โอโบ
โอโบจัดว่าเป็นเครื่องเป่าลมไม้ที่มีระบบลิ้นคุ่ กล่าวคือมีลิ้น สองชิ้นประกบกันอยู่ โอโบมีพื้นฐานมาจาก ปี่สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ที่มีชื่อว่า Shawm โอโบสมัยปัจจุบันได้ปรับปรุงมาในศตวรรษที่ 17 โดยนักประดิษฐ์เครื่องดนตรีชาวฝรั่งเศสและเยอรมัน เสียงของโอโบคล้ายเสียงที่ออกทางจมูกหรือที่เรียกว่าเสียงนาสิก (nasal Tone) คือมีลักษณะบีบ ๆ และแหลมคม ยังมีปี่ที่ลักษณะคล้ายกับโอโบอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า อิงริช ฮอร์น (English horn) ซึ่งมีลักษณะใหญ่กว่าโอโบเล็กน้อย จึงมีเสียงที่ต่ำกว่า โอโบปรากฎอยู่ในออร์เครสตร้า ในศตรวรรษที่ 19  
เครื่องดนตรีสากลกลุ่มเครื่องลมทองเหลือง (Brass Instruments) 

          เครื่องดนตรีสากลในกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองนี้เรียกรวมๆ ว่ากลุ่มแตร ส่วนประกอบที่สำคัญของเครื่องดนตรีกลุ่มนี้ คือ ท่อลมทำด้วยโลหะขนาดต่าง ๆ กันการเกิดเสียงเกิดจากการเป่าลมให้เกิดการสั่นสะเทือนที่ริมฝีปากของผู้เล่น ผ่านเข้าไปในปากเป่า (Mouth Piece) การเป่าเครื่องลมทองเหลืองจึงขึ้นอยู่กับริมฝีปากเป็นสำคัญ เครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีดังนี้ 
ทรัมเป็ต (trumpet) เป็นเครื่องดนตรีสากลในกลุ่มเครื่องลมทองเหลือง(แตร) ประเภทเสียงสูง (high brass) เช่นเดียวกับเฟรนช์ฮอร์น กำเนิดเสียงโดยอาศัยลมจากการเป่าของผู้เล่นทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของริมฝีปาก โดยทั่วไปมีปุ่มกด (valve) 3 อัน เรียงอยู่ในระนาบเดียวกัน มีทั้งที่เคลือบผิวด้วยทอง, เงิน, นิกเกิล, และแลกเกอร์
          เฟรนช์ฮอร์น (France horn) 
         ปัจจุบันเรียกว่า “ฮอร์น” ต้นกำเนิดของฮอร์นคือเขาสัตว์ ฮอร์นที่เก่าแก่ที่สุดคือ โชฟาร์ (Shofar) ของชาวฮิบรู ทำด้วยเขาแกะ เฟรนช์ฮอร์นเป็นแตรที่มีช่วงเสียงกว้างถึง 3 ออคเทฟครึ่ง มีท่อยาวประมาณ 12-15 ฟุต แต่นำมาขดเป็นวงโค้งไปมาเพื่อให้สะดวกแก่ผู้เป่าจนเหลือความยาวจากปากเป่าถึงปากลำโพงเพียง 20 นิ้ว เสียงของเฟรนช์ฮอร์น สดใส สง่า จัดว่าเป็นพระเอกในบรรดาเครื่องลมทองเหลือง นักแต่งเพลงหลายคนใช้เสียงของเฟรนซ์ฮอร์นบรรยายความงามของธรรมชาติเช่น ท้องทะเลครามอันกว้างใหญ่ไพศาล และหุบเขาที่มีเสียงสะท้อนก้องกลับไปกลับมา เนื่องจากท่อลมมีขนาดยาวมากการบังคับริมฝีปากในการเป่าจึงเป็นเรื่องยาก  
 ทรอมโบน (Trombone)
          เป็นแตรซึ่งใช้มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ในพิธีศาสนาและพิธียุรยาตราร่วมกับแตรโบราณ ทรอมโบนประกอบด้วยท่อลมสวมซ้อนเลื่อนเข้า – ออกได้ (Telescopic slide) ขนาดยาวโค้งได้สองทบ สองในสามของท่อลมนี้เป็นท่อทรงกระบอกเช่นเดียวกับ ทรัมเปตส่วนที่เหลือค่อย ๆ บานออกเป็นปากลำโพง ส่วนที่เป็นท่อลมทรงกระบอกจะเป็นท่อสองชั้นสวมกันไว้ในลักษณะรูปตัว U เลื่อนเข้าออกเพื่อปรับระดับเสียง เมื่อเลื่อนออกจะยาวประมาณ 9 ฟุต แต่เมื่อเลื่อนเข้า จะเหลือเพียง 3 ฟุตเศษ ทรอมโบนมีเสียงทุ้ม ห้าว ไม่สดใส เหมือนทรัมเปต ปัจจุบันนิยมใช้แพร่หลายในวงดนตรีชนิดต่าง ๆ เช่นเดียวกันทรัมเปตประกอบด้วยเทเนอร์ทรอมโบน (Tenor Trombone)และ เบสทรอมโบน (Bass Trombone)
ฟลูเกิลฮอร์น (Flugelhorn) เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าทองเหลืองเช่นเดียวกับทรัมเปต มีลักษณะคล้ายกับแตรบิวเกิลปกติจะมี 3 อัน ท่อลมกลวงเป็นรูปกรวยปลายบานเป็นลำโพงรูปร่างค่อนข้างจะใหญ่กว่าคอร์เนต ลักษณะของเสียงจะคล้ายกับฮอร์น แต่มีความห้าวมากกว่าฮอร์น
ยูโฟเนียม
ยูโฟเนียม (Euphonium) ยูโฟเนียม คือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าทองเหลืองคุณภาพเสียงของยูโฟเนียมจะนุ่มนวล ทุ้มลึก และมีความหนักแน่นมาก สามารถเล่นในระดับเสียงต่ำได้ดี บางครั้งนำไปใช้บรรเลงในวงออร์เคสตราแทนทูบ คำว่ายูโฟเนียมมาจากภาษา กรีกหมายถึง “เสียงดี” ลักษณะทั่วไปของยูโฟเนียมเหมือนกับเครื่องเป่าทองเหลืองทั่วไปคือมีลูกสูบ 3-4 อัน มีกำพวดเป็นรูปถ้วย ท่อลมกลวงบานปลายเป็นลำโพง
ทูบาทูบา (Tuba) เป็นเครื่องดนตรีตระกูลแซกฮอร์น ซึ่งอดอล์ฟ แซก ได้ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อปี 1845 แตรตระกูลแซกฮอร์น มีหลายขนาดเรียกชื่อต่าง ๆ กันตามขนาด เช่น บาริโทน ยูโฟเนียม การผลิตให้มีหลายขนาดก็เพื่อจะให้มีแตรหลาย ๆ ระดับ เสียงเพื่อใช้ในวงแตรวง และวงโยธวาทิต ส่วนที่ใช้ในวงออร์เคสตรา ซึ่งมีมาแต่เดิม และนิยมใช้มากที่สุดคือ ทูบา
           ทูบามีท่อลมขนาดใหญ่ และมีความยาวตั้งแต่ 9 ,12,14,16 และ 18 ฟุต แล้วแต่ขนาดมีช่วงเสียงกว้าง 3 ออคเทฟ เศษ ๆ ท่อลมเป็นทรงกรวย เช่นเดียวกับฮอร์น ส่วนกลางลำตัวติดลูกสูบบังคับเสียง 3 อัน หรือ 4 อัน เสียงของทูบาต่ำลึกนุ่มนวล ไม่แตกพร่า เสียงต่ำมากที่เรียกว่า “เพดัล โทน”  (Pedal tones) นั้นมีคุณสมบัติเฉพาะตัว ปกติแตรทูบาทำหน้าที่เป็นแนวเบส ให้แก่กลุ่มเครื่องลมทองเหลือง
ซูซาโฟน
ซูซาโฟน (Sousaphone) เป็นเครื่องดนตรีที่ จอร์น ฟิลิป ซูซา (Johe Philip Sousa,1854-1932)ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้แทนทูบา เพื่อให้ง่ายแก่การเดินสนาม สุ้มเสียงของซูซาโฟน มีเสียงแบบเดียวกับทูบา ฉะนั้นจึงใช้แทนกันได้
http://www.google.co.th/imgres?q=%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%95&num=10&hl=en&tbo=d&biw=1366&bih=649&tbm=isch&tbnid=TA58nicvc39lwM:&imgrefurl=http://www.thairath.co.th/content/sport/56808&docid=10H3Jtm3hGt8uM&imgurl=http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/04/56808/hr1667/630.jpg&w=630&h=378&ei=bcbRUNuTE4X5rQenhoGQDg&zoom=1&iact=hc&vpx=393&vpy=135&dur=792&hovh=174&hovw=290&tx=171&ty=109&sig=108807461248252737668&page=1&tbnh=140&tbnw=239&start=0&ndsp=18&ved=1t:429,r:2,s:0,i:93

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 411 คน กำลังออนไลน์