สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสุิรินทร์

 

สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสุรินทร์

 

 เขตอนุรักษ์พันธุ์ไม้สนสองใบ

 

  ตั้งอยู่ที่ตำบลทับทัน
อำเภอสังขะ
  อยู่ริมถนนสาย สุรินทร์- สังขะ
ห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ
 35 กิโลเมตร
เป็นเขตอนุรักษ์
พันธุ์ไม้ สนสองใบที่ถือว่า เป็นพันธุ์ที่ดี ที่ขึ้นในที่ราบสูง มีเนื้อที่ ประมาณ
625 ไร่ มีลักษณะพิเศษ คือ เป็น สนสองใบที่ขึ้นในที่ราบ
แห่งเดียวในประเทศไทย

ปราสาทจอมพระ

อำเภอจอมพระ
จ.สุรินทร์

 

 

ปราสาทจอมพระ
ตั้งอยู่หมู่
 4 ตำบลจอมพระ ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ประมาณ 26 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 214 (สายสุรินทร์-ร้อยเอ็ด)
เข้าตัวอำเภอจอมพระ มีทางแยกขวามือเข้าวัดป่าปราสาทจอมพระอีก
 1 กิโลเมตรปราสาทจอมพระมีลักษณะของสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า อโรคยศาล
มีโครงสร้างที่ยังสมบูรณ์อยู่มาก อาคารต่าง ๆ ก่อด้วยศิลาแลงและใช้หินทรายประกอบ
หันหน้าไปทางทิศตะวันออกมีส่วนประกอบหลัก
 4 ส่วน
ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะแบบอโรคยศาลดังที่พบในที่อื่น คือ
ปรางค์ประธานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุขหน้า
บรรณาลัยหรืออาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งอยู่ทางด้านหน้า
มีกำแพงล้อมรอบพร้อมซุ้มประตูรูปกากบาทและสระน้ำนอกกำแพง
โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่
เศียรพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
 1 เศียร
และรูปพระวัชรสัตว์
 1
องค์เช่นเดียวกัยที่พบที่อโรคยศาลในอำเภอพิมายและที่พระปรางค์วัดกู่แก้ว
จังหวัดขอนแก่น โบราณวัตถุเหล่านี้เป็นรูปเคารพในพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน
มีลักษณะตรงกับศิลปะขอมแบบบายน (ราว พ.ศ.
 1720-1780) ซึ่งเป็นแบบศิลปะที่เจริญอยู่ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่
แห่งอาณาจักรขอม 

การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ประมาณ
26 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 214 (สายสุรินทร์-ร้อยเอ็ด)
เข้าตัวอำเภอจอมพระ มีทางแยกขวามือเข้าวัดป่าปราสาทจอมพระอีก
 1 กิโลเมตร 

  ปราสาทศีขรภูมิ

อำเภอศีขรภูมิ
จ.สุรินทร์
           

 

ปราสาทศีขรภูมิ
ตั้งอยู่ที่ตำบลระแงง
ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์
 34 กิโลเมตร
ตามเส้นทางหมายเลข
 226 โดยอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอไปอีก 1
กิโลเมตร ปราสาทศีขรภูมิประกอบด้วยปรางค์อิฐ 5 องค์ องค์กลางเป็นปรางค์ประธาน
มีปรางค์บริวารล้อมรอบอยู่ที่มุมทั้งสี่บนฐานเดียวกัน ก่อด้วยหินทรายและศิลาแลง
ปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
มีบันไดทางขึ้นและประตูทางเข้าเพียงด้านเดียวคือด้านทิศตะวันออก
ปรางค์ทั้งห้าองค์มีลักษณะเหมือนกัน คือ องค์ปรางค์ไม่มีมุข
มีชิ้นส่วนประดับทำจากหินทรายสลักเป็นลวดลายต่าง ๆ
ทั้งส่วนที่เป็นทับหลังและเสาประดับกรอบประตู
เสาติดผนัง และกลีบขนุนปรางค์ ส่วนหน้าบันเป็นอิฐประดับลวดลายปูนปั้น
องค์ปรางค์ประธานมีทับหลังสลักเป็นรูปศิวนาฏราช (พระอิศวรกำลังฟ้อนรำ) บนแท่น
มีหงส์แบก
 3 ตัวอยู่เหนือเศียรเกียรติมุข
มีรูปพระคเนศ
พระพรหม พระวิษณุ และนางปารพตี (นางอุมา) อยู่ด้านล่าง
เสาประตูสลักเป็นลวดลายเทพธิดาลายก้ามปูและรูปทวารบาลส่วนปรางค์บริวารพบทับหลัง
 2
ชิ้น ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
เป็นภาพกฤษณาวตาร ทั้งสองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นภาพกฤษณะฆ่าช้างและคชสีห์
ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็นภาพพระกฤษณะฆ่าคชสีห์ จากลวดลายที่เสาและทับหลังขององค์ปรางค์
มีลักษณะปนกันระหว่างรูปแบบศิลปะขอมแบบบาปวน (พ.ศ.
 1550-1650) และแบบนครวัด (พ.ศ. 1650-1700) จึงอาจกล่าวได้วา
ปราสาทแห่งนี้คงสร้างขึ้นในราวกลางพุทธศตวรรษที่
 17 หรือต้นสมัยนครวัด
โดยสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย
และคงถูกดัดแปลงให้เป็นวัดในพุทธศาสนา
ตามที่มีหลักฐานการบูรณะปฏิสังขรณ์ในราวพุทธศตวรรษที่
 22 ในสมัยอยุธยาตอนปลายปราสาทศีขรภูมิเปิดให้เข้าชมทุกวัน
เวลา
 08.00-16.30 น. อัตราค่าเข้าชมชาวไทย คนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท 

ปราสาทภูมิโปน

อำเภอสังขะ
จ.สุรินทร์

 

ปราสาทภูมิโปน
ตั้งอยู่ที่บ้านภูมิโปน
ตำบลดม อำเภอสังขะ การเดินทางจากจังหวัดสุรินทร์ ใช้ทางหลวงหมายเลข
 2077 (สายสุรินทร์-สังขะ)
ระยะทาง
 49 กิโลเมตร
จากแยกอำเภอสังขะเข้าทางหลวงหมายเลข
 2124 (สังขะ-บัวเชด)
ตรงต่อไปจนถึงบ้านภูมิโปนอีก
 10 กิโลเมตร
จะเห็นปราสาทอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือปราสาทภูมิโปนประกอบด้วยโบราณสถาน
 4 หลัง คือ ปราสาทก่ออิฐ 3 หลัง
และก่อศิลาแลง
 1
หลัง มีอายุการก่อสร้างอย่างน้อยสองสมัย
ปราสาทก่ออิฐหลังใหญ่และหลังทางทิศเหนือสุด
นับเป็นปราสาทแบบศิลปะเขมรที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
คือราวพุทธศตวรรษที่
 13 ส่วนปราสาทอิฐหลังเล็กที่ตั้งตรงกลางและปราสาทที่มีฐานศิลาแลงทางด้านทิศใต้นั้น
สร้างขึ้นในสมัยหลังปราสาทภูมิโปนคงสร้างขึ้น
เพื่อเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูไศวนิกาย
เช่นเดียวกับศาสนสถานแห่งอื่นในรุ่นเดียวกัน
แม้ไม่พบรูปเคารพซึ่งควรจะเป็นศิวลึงค์อยู่ภายในปรางค์ แต่ที่ปรางค์องค์ใหญ่ยังมี
ท่อโสมสูตร คือ
ท่อน้ำมนตร์ที่ต่อออกมาจากแท่นฐานรูปเครรพในห้องกลางติดอยู่ที่ผนังในระดับพื้นห้อง
 

การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 2077
(สายสุรินทร์-สังขะ) ระยะทาง 49 กิโลเมตร
จากแยกอำเภอสังขะเข้าทางหลวงหมายเลข
 2124 (สังขะ- บัวเชด)
จนถึงบ้านภูมิโปนอีก
 10 กิโลเมตร
จะเห็นปราสาทอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือ

  ปราสาทยายเหงา

อำเภอสังขะ
จ.สุรินทร์

ปราสาทยายเหงา
ตั้งอยู่ที่บ้านสังขะ
ตำบลสังขะ ห่างจากที่ว่าการอำเภอสังขะไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ
 4 กิโลเมตร
อยู่ริมถนนสายโชคชัย-เดชอุดม
(ทางหลวงหมายเลข
 24) ระหว่าง กม. 189-190 แยกไปตามทางลูกรังอีก 800 เมตร
เป็นศาสนสถานแบบขอมที่ประกอบด้วยปรางค์
 2 องค์
ตั้งอยู่เรียงกันในแนวทิศเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก องค์ปรางค์ก่อด้วยอิฐ
ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลง มีการแกะสลักอิฐเป็นลวดลายเช่นที่กรอบหน้าบัน เป็นรูปมกร
(สัตว์ผสมระหว่างสิงห์ ช้าง และปลา)
คาบนาคห้าเศียรจากลักษณะแผนผังของอาคารน่าจะประกอบด้วยปราสาท
 3 องค์ตั้งเรียงกัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2 องค์
บริเวณปราสาทพบกลีบขนุนยอดปรางค์ เสาประดับกรอบประตู แกะสลักจากหินทราย
จัดแสดงไว้ด้านหน้าปราสาท
 
การเดินทาง ห่างจากที่ว่าการอำเภอสังขะ
ประมาณ
 4 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 24 โชคชัย-เดชอุดม) ระหว่างกิโลเมตรที่ 189-190 แยกไปตามทางลูกรังอีก
800 เมตร

 ปราสาทบ้านไพล

อำเภอปราสาท
จ.สุรินทร์

 

ปราสาทบ้านไพล
ตั้งอยู่ที่บ้านปราสาท
ตำบลเชื้อเพลิง ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ประมาณ
 22 กิโลเมตร (ก่อนถึงที่ว่าการอำเภอปราสาท 6 กิโลเมตร)
มีทางแยกขวาไปตามถนนลาดยางอีก
 3กิโลเมตร
ตัวปราสาทมีลักษณะเป็นปรางค์
 3 องค์
สร้างด้วยอิฐขัดตั้งเรียงเป็นแนวเดียวกัน มีคูน้ำล้อมรอบ
ยกเว้นทางเข้าด้านทิศตะวันออก แม้ว่าศิวลึงค์และทับหลังบางส่วนจะหายไป
แต่จากเศษทับหลังที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
ทำให้ทราบว่าปราสาทหลังนี้คงสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่
 16 

 ปราสาทหินบ้านพลวง

อำเภอปราสาท
จ.สุรินทร์

ปราสาทหินบ้านพลวง
ตั้งอยู่ที่บ้านพลวง ตำบลกังแอน ห่างจากที่ว่าการอำเภอปราสาท
 4 กิโลเมตรตามถนนสายสุรินทร์-ปราสาท-ช่องจอม
(ทางหลวงหมายเลข
 214) มีทางแยกซ้ายมือที่กม. 34-35ไปอีกราว 1 กิโลเมตร
ปราสาทหินบ้านพลวงเป็นปราสาทหินขนาดเล็กแต่ฝีมือการสลักหินประณีตงดงามมาก
ได้รับการขุดแต่งบูรณะเมื่อปี พ.ศ.
 2515 โดยวิธีอนัสติโลซิส
คือการรื้อตัวปราสาทลง เสริมความมั่นคง และประกอบขึ้นใหม่ดังเดิม
ลักษณะของปราสาทหินองค์นี้เป็นปรางค์องค์เดียว
ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
มีประตูทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียวส่วนด้านอื่นอีกสามด้านทำเป็นประตูหลอก
องค์ปรางค์ก่อด้วยศิลาแลง หินทราย และมีอิฐเป็นวัสดุร่วมก่อสร้างในส่วนบนของปราสาท
โบราณสถานแห่งนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมจำหลักลายงดงามมาก
แต่องค์ปรางค์เหลือเพียงครึ่งเดียว ส่วนยอดหักหายไป มีคูน้ำเป็นรูปตัวยูล้อมรอบ
ถัดจากคูน้ำเป็นบาราย (สระน้ำขนาดใหญ่) ที่เห็นเป็นคันดิน
เดิมคงเป็นที่ตั้งของแหล่งชุมชนมาก่อนลักษณะของทับหลังที่พบส่วนมาก
สลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณอยู่ภายในซุ้มเหนือหน้ากาล
มีซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ ส่วนทางด้านเหนือสลักเป็นรูปพระกฤษณะฆ่านาค
สันนิษฐานได้ว่า ปราสาทแห่งนี้คงสร้างขึ้นสำหรับพระอินทร์
นอกจากนี้ช่างมักสลักเป็นรูปสัตว์เรียงเป็นแนว เช่น ช้าง กระรอก หมู ลิง และวัว
อยู่บนทับหลังสำหรับด้านทิศตะวันออกสลักเป็นรูปพระกฤษณะ
ยกภูเขาโควรรธนะและเช่นเดียวกัน มีรูปสลักเป็นรูปสัตว์เล็ก ๆ
นอกกรอบหน้าบันอันน่าจะแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ เพราะมีแหล่งน้ำต่าง ๆ อยู่มาก
ที่ผนังด้านหน้ามีรูปทวารบาลยืนกุมกระบอง
ลักษณะของปราสาทหินองค์นี้คล้ายกับปรางค์น้อยบนเขาพนมรุ้ง
ลวดลายเป็นลักษณะศิลปะขอมแบบบาปวน
กำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่
 16-17 จากลักษณะของฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่
มีพื้นที่ทางด้านข้างขององค์ปรางค์เหลืออยู่มาก สันนิษฐานว่า
แผนผังที่แท้จริงของปราสาทแห่งนี้น่าจะประกอบด้วยปรางค์สามองค์สร้างเรียงกัน
แต่อาจยังสร้างไม่เสร็จหรืออาจถูกรื้อออกไปอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นได้

ปราสาทหินบ้านพลวงเปิดให้ชมทุกวัน ระหว่างเวลา 07.30-18.00 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30
บาท 

 ปราสาทเมืองที

อำเภอเมือง
จ.สุรินทร์

ปราสาทเมืองที
ตั้งอยู่หมู่ที่
 1 ตำบลเมืองที ภายในบริเวณวัดจอมสุทธาวาส
ปราสาทเมืองทีเป็นปราสาทแบบเขมรที่ได้รับการดัดแปลงในสมัยหลัง
เช่นเดียวกับปราสาทศรีขรภูมิ ปราสาทก่อด้วยอิฐฉาบปูน มี
 5 หลัง
สร้างรวมกันเป็นหมู่บนฐานเดียวกันหลังหนึ่งอยู่ตรงกลาง และอีก
 4 หลังอยู่ที่มุมทั้ง 4 ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 3
หลังซึ่งมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง
หลังกลางมีขนาดใหญ่สุด มีบันไดทางขึ้นทั้งสี่ด้าน
ตัวเรือนธาตุตันทึบไม่มีประตูเนื่องจากการดัดแปลง ส่วนหลังคาทำเป็นชั้นมี
 3
ชั้นเลียนแบบตัวเรือนธาตุ ส่วนยอดบนหักหาย
นับเป็นโบราณสถานเขมรอีกแบบหนึ่งที่นิยมสร้าง คือ
มีปราสาทหลังกลางเทียบเท่าเขาพระสุเมรุ
และมีปรางค์มุมทั้งสี่ตามความเชื่อในลัทธิศาสนาพราหมณ์
แต่ไม่พบจารึกหรือลวดลายทางศิลปะที่สามารถบอกว่าสร้างขึ้นเมื่อใด
 
การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 16
กิโลเมตร ตามเส้นทางสุรินทร์-ศรีขรภูมิ ทางหลวงหมายเลข 226 จนถึงบ้านโคกลำดวน เลี้ยวซ้ายเข้าวัดจอมสุทธาวาส 

 

 

 

 

 

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 9 คน กำลังออนไลน์