ประวัติพระมหากษัตริย์ไทย

พระมหากษัตริย์ไทย

พระมหากษัตริย์ไทย คือ
ประมุขของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันตามระบอบ
ราชาธิปไตยและราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

ถึงแม้ว่าพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์จะลดลงหลังจากการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475
และถูกจำกัดโดย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ยังคงได้รับความเคารพนับถือจากประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
กับทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับว่า พระมหากษัตริย์
"ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้"
นอกจากนั้น พระมหากษัตริย์ยังทรงได้รับความคุ้มครองด้วยกฎหมายอาญา
ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์พระองค์เป็น
ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์[1]

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2550
อันเป็นฉบับปัจจุบัน พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ
ทรงใช้
อำนาจอธิปไตยผ่านคณะรัฐมนตรี
รัฐสภา และศาล ทรงเป็นจอมทัพไทย พุทธมามกะ และอัครศาสนูปถัมภก
มีพระราชอำนาจสถาปนาและพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์กับฐานันดรศักดิ์
พระราชทานอภัยโทษ ประกาศสงครามและสงบศึก รวมตลอดถึงพระราชอำนาจอื่น ๆ
ซึ่งจะทรงใช้ได้ก็แต่โดยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้
ยกเว้นพระราชอำนาจบางประการที่ทรงใช้ได้
ตามพระราชอัธยาศัย คือ
ตั้งและถอดองคมนตรีกับบรรดาข้าราชการในพระองค์

พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ปัจจุบันคือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่ง
ราชวงศ์จักรี
และเป็นประมุข
ราชวงศ์จักรี
มีที่ประทับอย่างเป็นทางการคือ
พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร
เสวยราชย์ตั้งแต่วันที่
9
มิถุนายน
พ.ศ.
2489

และเป็น
พระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ในฐานะประมุขแห่งรัฐที่นานที่สุดในโลก

 

 

รัชทายาทของพระมหากษัตริย์ไทยมีตำแหน่งเรียกว่าสยามมกุฎราชกุมาร
พระองค์ปัจจุบันคือ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ
การสืบมรดกของพระมหากษัตริย์เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
พระพุทธศักราช 2467
โดยมีลักษณะเป็นการโอนจากบิดาสู่บุตรตามหลักบุตรคนหัวปีเฉพาะที่เป็นชาย
แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรฉบับปัจจุบันเปิดให้เสนอพระนามพระราชธิดาขึ้นสืบราชบัลลังก์ได้
ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งรัชทายาทไว

จุดกำเนิด

รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด
800 ปี ภายใต้การปกครองแบบ
สมบูรณาญาสิทธิราช
โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็น
อาณาจักรสุโขทัย
โดยมี
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์
แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของ
ศาสนาฮินดู
(ซึ่งรับเข้ามาจาก
จักรวรรดิขะแมร์)
และหลักความเชื่อแบบ
พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจาก
วรรณะ
"กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร
ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด "ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6
อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม

สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก
พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน"
มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาล
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว
พระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา"
เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น ในรัชกาล
พญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชา ตามคติพุทธขึ้นมา
ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า
"พระมหาธรรมราชา" ในสมัย
กรุงศรีอยุธยา
ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ
หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์
ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้นประชาชนมากขึ้น[
ต้องการอ้างอิง]
คำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น
ระบอบประชาธิปไตย
พระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร
พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ

 

 

 

 

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
(20 มีนาคม พ.ศ. 22797 กันยายน พ.ศ. 2352) พระนามพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งถวาย[1]) รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อ วันพุธ เดือน 4 แรม 5 ค่ำ
ปีมะโรงอัฐศก เวลา 3 ยาม ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม พุทธศักราช 2279
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์
เป็นปฐมกษัตริย์แห่ง
กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ขณะมีพระชนมายุได้ 46 พรรษา และทรงย้ายราชธานีจากฝั่งธนบุรีมาอยู่ฝั่งพระนคร และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับ

Buddha Yodfa Chulaloke portrait.jpg

 

พระบาทสมเด็จพระบรมราชพงศ์เชษมเหศวรสุนทร
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย
(24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310-21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 ครองราชย์ 7 กันยายนพ.ศ. 2352 - 21 กรกฎาคมพ.ศ. 2367) รัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี

พระนามที่ปรากฏ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น เพิ่งถวายพระนามเรียกเมื่อสมัย
รัชกาลที่ 3 เนื่องจากพระปรมาภิไธยที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ ของรัชกาลที่
1 และรัชกาลที่ 2 จะเหมือนกันทุกตัวอักษร
เพราะในเวลานั้นยังไม่มีธรรมเนียมที่จะต้องมีพระปรมาภิไธยแตกต่างกันในแต่ละพระองค์
จนถึงรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา จึงทรงได้พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บัญญัติไว้ว่า
ในแต่ละรัชกาลจะต้องมีพระปรมาภิไธยแตกต่างกัน
เว้นแต่สร้อยพระปรมาภิไธยเท่านั้นที่อณุโลมให้ซ้ำกันได้บ้าง ส่วนคำนำหน้าพระนาม
รัชกาลที่ 4 ก็ได้ทรงบัญญัติให้ใช้คำว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทร์ หรือ ปรเมนทร์
เป็นคำนำทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลำดับรัชกาลว่าจะเป็นเลขคี่หรือเลขคู่

เดิมทีเดียวคนสมัยก่อนมักเรียกรัชกาลที่ 1 ว่า แผ่นดินต้น
และเรียกรัชกาลที่ 2 ว่า แผ่นดินกลาง
เหตุเพราะพระนามในพระสุพรรณบัฎเหมือนกัน รัชกาลที่ 3 จึงไม่โปรดให้ใช้ตามอย่างรัชกาลที่
1 และ 2 เพราะเหตุเช่นนั้นจะทำให้ประชาชนสมัยนั้นเรียกว่าแผ่นดินปลาย
ซึ่งดูไม่เป็นมงคล

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ทรงมีพระนามเดิมว่า ฉิม (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร)
พระราชสมภพเมื่อ วันพุธ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 4 ปีกุน เวลาเช้า 5 ยาม ซึ่งตรงกับวันที่
24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 4
ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสวยราชสมบัติ เมื่อปีมะเส็ง ปี
พ.ศ. 2352 - 2367 ขณะมีพระชนมายุได้ 42 พรรษา

 

Buddha Loetla Nabhalai portrait.jpg

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระมหาเจษฎาราชเจ้า
[1] เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระองค์แรกที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเรียม เสด็จพระราชสมภพเมื่อ วันจันทร์ แรม 10 ค่ำ เดือน 4 ปีมะแม
เวลาค่ำ 10.30 นาฬิกา (สี่ทุ่มครึ่ง) ตรงกับวันที่
31 มีนาคม พ.ศ. 2330 ซึ่งภายหลังพระราชชนนีได้รับการสถาปนาเป็นกรมสมเด็จพระศรีสุราลัย พระองค์เสวยราชสมบัติเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 9
ขึ้น 7 ค่ำ ปีวอก ซึ่งตรงกับวันที่
21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 รวมสิริดำรงราชสมบัติได้ 27 ปี

ทรงมีเจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม 5 พระองค์
มีพระราชโอรส-ราชธิดา ทั้งสิ้น 51 พระองค์ เสด็จสวรรคต เมื่อวันพุธ เดือน 5 ขึ้น 1
ค่ำ ปีกุน โทศก จุลศักราช 1212 เวลา 7 ทุ่ม 5 บาท ตรงกับวันที่
2 เมษายน พ.ศ. 2394 รวมพระชนมพรรษา 64 พรรษา

Nangklao portrait.jpg

 

 

 

 

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎฯ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 4 แห่ง
ราชวงศ์จักรี ทรงมีพระนามเดิมว่า "เจ้าฟ้ามงกุฎ
สมมติเทวาวงศ์พงษ์อิศรกษัตริย์" เสด็จพระราชสมภพใน
วันพฤหัสบดี ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ปีชวด ตรงกับวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 ในสมัยรัชกาลที่ 1 ณ นิวาสสถานในพระราชนิเวศน์เดิม ด้านใต้ของวัดอรุณราชวราราม[1] เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 43 และเป็นลำดับที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชสมบัติในวันพุธ เดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำ ปีกุน ยังเป็นโทศก พ.ศ. 2394 รวมดำรงสิริราชสมบัติ 16 ปี 6 เดือน และทรงมีพระราชโอรส -
พระราชธิดารวมทั้งสิ้น 82 พระองค์ พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อ
วันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง เวลาทุ่มเศษ ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 รวมพระชนมพรรษา 64 พรรษา วัดประจำรัชกาล คือ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

Thomson, King Mongkut of Siam (crop).jpg

 

 

 

 

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เป็น
พระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เสวยราชสมบัติ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง (พ.ศ. 2411) รวมสิริดำรงราชสมบัติ 42 ปี 22 วัน [1] เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสาร์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีจอ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2453) ด้วยโรคพระวักกะ รวมพระชนมพรรษา 57 พรรษา

ผู้คนมักออกพระนามว่า "ปิยมหาราช"
แปลว่า มหาราชผู้ทรงเป็นที่รัก และว่า "
พระพุทธเจ้าหลวง"

 

 

 

 

 

 

Chulalongkorn LoC.jpg

 

 

 

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 6
แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 2 ค่ำ ปีมะโรง
ตรงกับวันที่
1
มกราคม
พ.ศ.
2423

เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 29 ใน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสวยราชสมบัติเมื่อวันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม ปีจอ พุทธศักราช 2453
และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่
26
พฤศจิกายน
พ.ศ.
2468

รวมพระชนมพรรษา 45 พรรษา เสด็จดำรงราชสมบัติรวม 15 ปี

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชอัจฉริยภาพและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา
ทั้งด้านการเมืองการปกครอง การทหาร การศึกษา การสาธารณสุข การต่างประเทศ
และที่สำคัญที่สุดคือด้านวรรณกรรมและอักษรศาสตร์
ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองไว้นับพันเรื่อง
กระทั่งทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาเมื่อเสด็จสวรรคตแล้วว่า
"สมเด็จพระมหาธีราชเจ้า" พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ใน พระ
ราชวงศ์จักรีพระองค์แรกที่ไม่มีวัดประจำรัชกาล
แต่ได้ทรงมีการการสถาปนา
โรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน
ขึ้นแทน ด้วยทรงพระราชดำริว่าพระอารามนั้นมีมากแล้ว
และการสร้างอารามในสมัยก่อนนั้นก็เพื่อบำรุงการศึกษาของเยาวชนของชาติ จึงทรงพระราชดำริให้สร้างโรงเรียนขึ้นแทน

พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งแรกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสร้างแล้วเสร็จเมื่อพ.ศ.
2485 ประดิษฐาน ณ
สวนลุมพินี
ซึ่งเป็นบริเวณที่ดินส่วนพระองค์ ที่พระราชทานไว้เป็นสมบัติของประชาชน เพื่อจัดงาน
สยามรัฐพิพิธภัณฑ์แสดงสินค้าไทยแก่ชาวโลกเป็นครั้งแรก
เพื่อบำรุงเศรษฐกิจและพาณิชยกรรมของประเทศ (แต่มิทันได้จัดก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน)
และทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าเมื่อเสร็จงานแล้ว จะพระราชทานเป็นสวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจแห่งแรกในกรุงเทพฯ
ทั้งนี้ ในวันคล้ายวันสวรรคตของทุกปี วันที่ 25 พฤศจิกายน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือผู้แทนพระองค์ จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลา
ถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์ ณ สวนลุมพินีแห่งนี้ ในวันนั้นมีหน่วยราชการ
หน่วยงานเอกชน นิสิตนักศึกษา พ่อค้าประชาชนจำนวนมากไปวางพวงมาลาถวายราชสักการะ
และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวาย ณ
วชิราวุธวิทยาลัย[2]

ใน พ.ศ. 2524 องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
(
UNESCO)
ได้ยกย่องพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าทรงเป็น
บุคคลสำคัญของโลก
ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม ในฐานะที่ทรงเป็นนักปราชญ์ นักประพันธ์ กวี
และนักแต่งบทละครไว้เป็นจำนวนมาก
[3]

 

King Vajiravudh portrait photograph.jpg

 

 

 

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เป็นพระมหากษัตริย์ใน
ราชวงศ์จักรี ลำดับที่ 7 แห่งราชอาณาจักรสยาม พระองค์เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันพุธ แรม 14 ค่ำ เดือน 11
ปีมะเส็ง เวลา 12.25 นาฬิกา หรือตรงกับวันที่
8 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2436 (ค.ศ. 1893) พระองค์เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 76 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสยาม ลำดับที่ 5
แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์) เป็นปีที่ 9 ในสมเด็จพระพันปีหลวง (
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ) ขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์
เมื่อวันที่
26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925) และทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 (นับศักราชแบบเก่า) (ค.ศ. 1935) รวมดำรงสิริราชสมบัติ 9 ปี
เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่
30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) รวมพระชนมพรรษา 47 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอภิเษกสมรสกับ
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี (หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัฒน์)
ไม่มีพระราชโอรสและพระราชธิดา

 

 

 

King Prajadhipok portrait photograph.jpg

 

 

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
พระอัฐมรามาธิบดินทร
(20
กันยายน
พ.ศ.
2468
- 9
มิถุนายน
พ.ศ.
2489
)
เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ณ เมืองไฮเดลแบร์ก
ประเทศเยอรมนี
ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ
เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (ภายหลังดำรงพระอิสริยยศเป็น
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร
อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
) และหม่อมศรีสังวาลย์ (ภายหลังดำรงพระยศเป็น
"
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี")
มีพระเชษฐภคินีและพระอนุชาร่วมพระชนกชนนีอีก 2 พระองค์ ได้แก่
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ
เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช (ภายหลังทรงขึ้นครองราชสมบัติเป็น
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช)

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 8 แห่ง
ราชจักรีวงศ์
เมื่อวันที่
2
มีนาคม
พ.ศ.
2477
ขณะที่มีพระชนมายุเพียง
8 พรรษาและประทับอยู่ที่
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดังนั้น จึงมีการแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินจนกว่าพระองค์จะทรงบรรลุนิติภาวะ

พระองค์เสด็จนิวัติพระนครครั้งแรกภายหลังทรงราชย์เมื่อวันที่
15
พฤศจิกายน
พ.ศ.
2481

และครั้งที่สองเมื่อวันที่
5
ธันวาคม
พ.ศ.
2488

ระหว่างกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เพียง 4
วัน พระองค์เสด็จสวรรคตด้วยทรงต้องพระแสงปืนเมื่อวันที่
9
มิถุนายน
พ.ศ.
2489

ห้องพระบรรทม
พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง
รวมระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติทั้งสิ้น 12 ปี

King Ananda Mahidol portrait photograph.jpg

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (5 ธันวาคม พ.ศ.
2470
— ) เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันแห่งประเทศไทย
และพระมหากษัตริย์ลำดับที่เก้าแห่ง
ราชวงศ์จักรี
เสด็จสู่พระราชสมบัติตั้งแต่วันที่
9 มิถุนายน พ.ศ.
2489
ขณะนี้ จึงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เสวยราชย์นานที่สุดในโลกที่มีพระชนมชีพอยู่
และยาวนานที่สุดใน
ประวัติศาสตร์ไทย[2]

พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
ทรงมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากระบอบทหารเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยได้โดยตลอดรอดฝั่งในช่วงพุทธทศวรรษที่
2530[
ต้องการอ้างอิง]
และได้ทรงหยุดยั้งการกบฏ เช่น ในคราวปี 2524 และปี 2528 กระนั้น
ก็ได้ทรงแต่งตั้งหัวหน้าคณะยึดอำนาจหลายคณะ เช่น จอมพล
สฤษดิ์
ธนะรัชต์

ในช่วงพุทธทศวรรษที่ 2500 กับพลเอก
สนธิ บุญยรัตกลิน ในช่วงปลายพุทธทศวรรษที่
2540 ตลอดรัชสมัยของพระองค์จนถึงปี พ.ศ. 2555 ได้เกิดการรัฐประหารโดยกองทัพมากกว่า
15 ครั้ง รัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ และนายกรัฐมนตรี 28 คน
[3]

ประชาชนชาวไทยจำนวนมากเคารพพระองค์[4][5][6]
อนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะและผู้ใดจะละเมิดมิได้
ส่วนประมวลกฎหมายอาญาว่า การดูหมิ่น หมิ่นประมาท
หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์เป็น
ความผิดอาญา[6]
คณะรัฐมนตรีหลายชุดที่ได้รับการเลือกตั้งมาก็ถูกคณะทหารล้มล้างไปด้วยข้อกล่าวหาว่านักการเมืองผู้ใหญ่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
[7][8]
กระนั้น พระองค์เองได้ตรัสเมื่อปี 2548 ว่า สาธารณชนพึงวิพากษ์วิจารณ์พระองค์
[9]

พระองค์ทรงเป็นที่สรรเสริญในประเทศไทยเกี่ยวกับพระราชดำริในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โคฟี
แอนนัน
เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระองค์[10]
กับทั้งพระองค์ยังทรงเป็นเจ้าของ
สิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์
งานพระราชนิพนธ์ และงานดนตรีจำนวนหนึ่งด้วย
[11]
ด้านสินทรัพย์ของพระองค์
นิตยสารฟอบส์ประเมินว่า
พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ รวมถึงสินทรัพย์ที่
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จัดการอยู่นั้น
มีมากกว่าสามหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐทั้งได้จัดอันดับให้พระองค์เป็น
พระมหากษัตริย์ผู้มีพระราชทรัพย์มากที่สุดในโลก 3
ปีติดต่อกันมาจนปัจจุบัน
[12][13] สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นใช้สินทรัพย์เพื่อสวัสดิการสาธารณะ
เช่น เพื่อพัฒนาเยาวชน
แต่ได้รับการยกเว้นมิต้องจ่ายภาษีและให้เปิดเผยการเงินต่อพระมหากษัตริย์แต่พระองค์เดียว
[14]
ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็ได้ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชทรัพย์ไปในโครงการพัฒนาประเทศไทยหลายต่อหลายโครงการ
โดยเฉพาะในทางเกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข การส่งเสริมอาชีพ ทรัพยากรน้ำ
สวัสดิการทางคมนาคม และสวัสดิการสาธารณะ
[15]
อนุสรณ์ถึงพระองค์นั้นพบได้ดาษดื่นในสื่อมวลชนไทย
[16]

นับตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2552 พระองค์แปรพระราชฐานจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ไป
โรงพยาบาลศิริราช
อันเนื่องมาจาก
พระโรคไข้หวัดและพระปัปผาสะอักเสบ
ตราบจนปัจจุบัน
[17]
ในเดือนตุลาคม ปีเดียวกันนั้น ข่าวลือว่าพระอาการประชวรทรุดหนักลง
ได้ยังให้ตลาดหุ้นไทยร่วงลงอย่างสาหัส

Rama IX of Thailand and Barack Obama, 2012 cropped.jpg

 

untitled.bmp

 

imagesCAO0GM8C.jpg