อาณาจักรธนบุรี

รูปภาพของ swk387039

    อาณาจักรธนบุรี

พระราชประวัติ

http://learn.wattano.ac.th/TCH/suriyan/Part%20TO.files/image009.jpg

                                            สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงมีพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ. 2277  ชาติกำเนิดเป็นคนสามัญ บิดาชื่อ นายไหฮอง

 เป็นนายอากรบ่อนเบี้ย มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนพัฒน์  มารดาชื่อ นางนกเอี้ยง  สมเด็จพระยาตากสินมีพระนามเดิมว่าอย่างไรไม่มีหลักฐาน

ปรากฏ ทราบแต่ว่าพระนามสินนั้นเป็นที่รู้จักภายหลัง
เมื่อทรงเป็นบุตรบุญธรรมของพระยาจักรี อัครมหาเสนาบดีฝ่ายพลเรือน
  ได้ตั้ง

ชื่อว่า สิน

                                            เด็กชายสินได้รับการศึกษาเล่าเรียนระยะแรกกับพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส
(บางท่านว่าเป็น วัดคลัง)
  จน

กระทั่งอายุได้ 13 ปี
ท่านอัครมหาเสนาบดีจึงพาเข้าไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าอยูหัวบรมโกศ
  จนได้รับพระราชทานบรรดา

ศักดิ์เป็นหลวงยกกระบัตร (สิน)  ครั้นเมื่อเจ้าเมืองตากถึงแก่กรรม
หลวงยกกบัตร (สิน) จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองตาก เป็นเหตุให้คนทั่ว

ไปเรียกว่า พระยาตากสิน

                                            ในปี พ.ศ. 2308 พระยาตากสิน ได้รับแต่งตั้งให้เป็น พระยาวชิรปาการ  ตำแหน่งเจ้าเมืองกำแพงเพชร แต่ยังไม่ทันได้รับตำแหน่งใหม่
ทางเมืองหลวงได้เรียกตัวเข้าช่วยป้องกันพระนครในการทำสงครามกับพม่า
  ขณะที่ปฏิบัติการรบอยู่นั้น ได้เกิดความท้อใจในความอ่อนแอของพระเจ้าเอกทัศ
และเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาจะต้องเสียแก่พม่าอย่างแน่นอน
  จึงได้นำกำลังทหารประมาณ 500 คน  ตีฝ่าวงล้อมพม่าออกมา
เมื่อเดือนยี่ พ.ศ. 2309
มุ่งไปทางทะเลด้านตะวันออกเพื่อหาที่มั่นรวบรวมผู้คนย้อนกลับมาสู้รบพม่าอีกครั้ง

http://learn.wattano.ac.th/TCH/suriyan/Part%20TO.files/image011.jpg

                                            พระยาตากสิน พิจารณาเห็นว่าเมืองจันทบุรีเป็นหัวเมืองใหญ่กว่า
บรรดาหัวเมืองชายทะเลตะวันออกด้วยกันมี

ภูมิประเทศเหมาะสมในการติดต่อซื้อหาเสบียงอาหาร อาวุธ จากต่างประเทส
มีความอุดมสมบูรณ์ดี สมควรที่จะเกลี้ยกล่อมไว้เป็นกำลังใน

การต่อสู้กับพม่า  พระยาตากสินจึงได้ดำเนินการเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองจันทรบุรีให้เข้าเป็นพรรคพวก  ซึ่งในระยะแรกพระยาจันทรบุรีก็ให้

ความร่วมมือด้วยดี แต่ต่อมาพระยาจันทรบุรีกลับไปร่วมมือกับขุนราม
หมื่นช่อง กรมการเท่าเมืองระยอง ที่เคยคบคิดจะกำจัดพระยาตากสิน

โดยลวงให้กองทัพพระยาตากสินเข้าไปอยู่ในดินแดนข้าศึกที่มีกำลังเหนือกว่า
แต่พระยาตากสินก็สามารถตีฝ่าออกมาได้
    พระยาตากสินจึง

ตกลงที่จะยึดเมืองจันทรบุรีให้ได้
และเพื่อเป็นการปลุกขวัญและกำลังใจของบรรดาทหารทั้งปวง
พระยาตากสินจึงได้สั่งให้ทหารทั้งหมดเท

อาหารมื้อเย็นที่เหลือจากรับประทานแล้วทิ้ง  และให้ทุกหม้อข้าวหม้อแกงทิ้งเสียสิ้น
ทั้งนี้เพราะต้องการให้ทหารในกองทัพมีความมุมานะ

พยายามที่จะยึดเมืองจันทรบุรีให้ได้ในวันรุ่งขึ้น
และก็สามารถนำทหารยึดเมืองจันทรบุรีได้สำเร็จ ทำให้บรรดาหัวเมืองชายทะเลด้าน

ตะวันออกทั้งหมดยอมสวมิภักดิ์กับพระยาตากสิน

                                            เมื่อพม่ายกกองทัพส่วนใหญ่กลับพม่า  ภายหลังการทำลายกรุงศรีอยุธยาอย่างราคาบแล้ว  โดยทิ้งให้นายสุกี้ ตำแหน่งเป็น ทนายกอง
คุมกองกำลังดุแลกรุงศรีอยุธยาอยู่พร้อมกองทหารเพียงเล็กน้อย โดยได้ตั้งค่ายพักอยู่ที่
ค่ายโพธิ์สามต้น
  พระยาตากสินจึงถือโอกาสยกกองทัพเข้าตีค่ายโพธิ์สามต้น  เมื่อเดินทางมาต้องรบกับ นายทองอิน ซึ่งเป็นคนไทยแต่ไปเข้ากับฝ่ายพม่า  และตั้งด่านรักษาเมืองอยู่ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา
พระยาตากสินรบชนะนายทองอินและจับตัวไปประหารชีวิตเสีย
  จากนั้นก็โจมตีค่ายโพธิ์สามต้น สามารถรบชนะนายสุกี้ทนายกอง เมื่อวันที่ 6
พฤศจิกายน พ.ศ. 2310
 

                                            เมื่อพระยาตากสินยึดกรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่าได้แล้ว
ก็ได้ตรวจดูสภาพกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้นเห็นว่า ไม่เหมาะสมที่จะปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนสู่สภาพดั้งเดิม
เพื่อเป็นเมืองหลวงอีกต่อไป
  เพราะมีปัญหาทั้งทางด้านการเมือง
ยุทธศาสตร์
  การทหาร  และเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก  จึงตัดสินใจสถาปนาศูนย์กลางของราชอาณาจักรไทยขึ้นใหม่ที่
กรุงธนบุรี
  โดยได้ย้ายมาสร้างเมืองขึ้นอีกฝากหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา  เนื่องจากรุงธนบุรีมีขนาดพอเหมาะกับกำลังกองทัพของพระองค์ในขณะนั้นที่จะดูแลรักษาได้อย่างทั่วถึง  จากนั้นจึงได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม
พ.ศ. 2311 ทรงพระนามว่า
  สมเด็จพระบรมราชาที่ 4
หรือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
  คนทั่วไปส่วนใหญ่ชอบเรียกว่า
สมเด็จพระเจ้าตากสิน

การตั้งราชธานี

                                            สาเหตุที่พระยาตากสินทรงเลือกเอากรุงธนบุรีเป็นราชธานีนั้น  นักประวัติศาสตร์ให้เหตุผลไว้หลายๆ
ประการ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

                                            1. กรุงศรีอยุธยาชำรุดทรุดโทรมมาก เกินกว่าจะบูรณะใหม่ได้  และมีบริเวณกว้างเกินไปที่กำลังพลของพระเจ้าตากสิน
จะสามารถดูแลรักษาและปกป้องให้ปลอดภัยได้
  สำหรับกรุงธนบุรีนั้นมีขนาดเล็กเหมาะสมกับกองกำลังที่มีอยู่ มีป้อมปราการมั่นคง

                                            2. ข้าศึกรู้ทิศทางที่จะเข้ากรุงศรีอยุธยาได้ทุกทาง  กรุงศรีอยุธยาจึงไม่เหมาะกับการใชแป็นศูนย์ยุทธศาสตร์สำหรับตั้งรับพม่าอีก  สำหรับกรุงธนบุรีนั้น ข้าศึกยังไม่รู้ทิศทางที่จะเข้าโจมตีได้สะดวก
ถ้าหากใช้กรุงธนยุรีเป็นศูนย์ยุทธศาสตร์ในการตั้งรับแล้ว หากสู้ไม่ได้ก็สามารถหนีไปตั้งรับที่มั่นอื่นๆ
ได้สะดวก

                                            3. มีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นด่านป้องกันข้าศึก  กรุงธนบุรีมีแม่น้ำเจ้าพระยาขวางกั้น
หากพม่าจะเดินทัพเข้าโจมตีก็กระทำได้ไม่สะดวกนัก
  เพราะต้องข้ามลำน้ำเจ้าพระยาก่อนเข้าถึงตัวเมือง

                                            4. ธนบุรีอยู่ใกล้ปากอ่าว  สะดวกในการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ
และสะดวกในการส่งกำลังอาวุธเมื่อเกิดศึกสงคราม

การปราบชุมนุม

                                            เมื่อพระยาตากสินได้สถาปนาขึ้นครองราชย์สมบัติปกครองกรุงธนบุรีแล้ว
ปรากฏว่ามีคนไทยบางกลุ่มบางพวกไม่ยอมรับ พยายามตั้งตนเป็นผู้นำ
  หลายก๊กหลายเหล่า  โดยเฉพาะกลุ่มของผู้ที่มีอำนาจและกองกำลังที่เข้มแข็ง เช่น

                                            1. ชุมนุมเจ้าเมืองพิษณุโลก  มีพระยาพิษณุโลก
(เรือง) เป็นหัวหน้า
  และมีพระอินทร์อากร
น้องชายเป็นรองหัวหน้า
  มีเขตอิทธิพลตั้งแต่เมืองพิชัย
(อุตรดิตถ์)
  ลงมาถึงเมืองนครสวรรค์  คือ มีอิทธิพลเหนือเมืองพิษณุโลก สุโขทัย บางส่วนของเมืองตาก กำแพงเพชร
พิจิตร เพชรบูรณ์ และบางส่วนของนครสวรรค์

                                            2. ชุมนุมเจ้าเมืองพิมาย  มีกรมหมื่นเทพพิพิธ  เชื้อพระวงศ์ของกรุงศรีอยุธยาเป็นหัวหน้า
ครองเมืองพิมายและหัวเมือในเขตอิทธิพลของนครราชสีมาเดิมทั้งหมด
ตั้งแต่สระบุรไปจนจดดินแดนเขมรป่าดง (บุรีรัมย์
  สุรินทร์  ขุขันธ์ และศรีษะเกศ)

                                             3. ชุมนุมเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช มีพระปลัด (หนู)  เป็นหัวหน้า  มีอิทธิพลตั้งแต่เขตชุมพร  ไชยา จนจดเขตเมืองปัตตานี

                                            4.  ชุมนุมเจ้าพระฝาง  มีเจ้าอาวาสวัดพระฝาง เมืองสวางคบุรี (อุตรดิตถ์) มีชื่อเดิมว่า เรือน
เป็นหัวหน้า
  มีพระสงฆ์รูปอื่นๆ เป็นแม่ทัพนายกอง
นุ่งห่มสีแดง เช่น พระครูศิริมานนท์
  พระครูเพชรรัตน์
พระอาจารย์จันทร์ และพระอาจารย์เกิด เป็นต้น มีอิทธิพลเหนือเมืองอุตรดิตถ์ขึ้นไป

http://learn.wattano.ac.th/TCH/suriyan/Part%20TO.files/image013.jpg

                                            สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงใช้เวลาในการปราบปรามชุมนุมต่างๆ เหล่านี้อยู่ 3 ปี
จึงปราบปรามได้

สำเร็จทุกชุมนุม เมื่อปี พ.ศ. 2311

 

การเมืองการปกครอง

                                            โครงสร้างทางการปกครองในสมัยกรุงธนบุรี  มีลักษณะคล้ายกับการปกครองในสมัยอยุธยาตอนปลาย
คือ

 มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระบบการปกครองแบบเทวาสิทธิราชย์
เวลามีราชการต่างๆ จะมีเสนาบดีเข้าเฝ้าถวายความคิดเห็น

โดยวางโครงสร้างทางการปกครองกว้างๆ ดังนี้

                                            1. การปกครองส่วนกลาง

                                                พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุขของราชอาณาจักร
มีพระราชอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการ

แผ่นดินทั้งปวง  ตำแหน่งสำคัญอีกตำแหน่งหนึ่งในการปกครองส่วนกลาง  รองลงมาจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์คือ ตำแหน่งพระมหาอุปราช

ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว  สำหรับในสมัยกรุงธนบุรี
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ ทรงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนี้

                                                ส่วนทางฝ่ายขุนนางที่มีหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน
ต่างพระเนตรพระกรรณ ของพระมหากษัตริย์ ประกอบด้วยอัครมหาเสนาบดี 2 ตำแหน่ง คือ

http://learn.wattano.ac.th/TCH/suriyan/Part%20TO.files/image015.jpg

                                                1.1 สมุหนายก  มีหน้าที่ดูแลว่าราชการทั้งทางฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนในหัวเมืองฝ่ายเหนือ
โดยมียศและราชทินนามเป็นเจ้าพระยาจักรี
  ในสมัยธนบุรีมีอัครมหาเสนาบดีในตำแหน่งนี้ที่สำคัญ
2 ท่านคือ พระยาจักรี (หมุด หรือ แขก)
  ท่านผู้นี้ย่อหย่อนในราชการสงครามหลายครั้งจึงถูกตำหนิ
และเจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง)
  ได้ขึ้นมาว่าราชการในตำแหน่งสมุหนายกแทน
หลังจากที่ท่านได้ทำการปราบชุมนุมเจ้าพระฝางได้สำเร็จ

                                                1.2 สมุหกลาโหม  มีหน้าที่เป็นทีปรึกษาราชการแผ่นดินเท่านั้น
มิได้มีหน้าที่ดูแลหัวเมืองดังเช่นสมุนายก
  สมุหกลาโหมได้

แบ่งหน้าที่การบริหารออกเป็น 4 ฝ่าย เรียกว่า

                                                         - จตุสดมภ์   ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
มีความสำคัญรองจากตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี และ

ขึ้นตรงต่อฝ่ายสมุหนายก ประกอบด้วย 

                                                         - เวียง /
นครบาล
     มีพระยานครบาลเป็นเสนาบดี  มีหน้าที่ปกครองท้องที่ ปราบปรามโจรผู้ร้าย และลงโทษผู้กระทำผิด

                                                         - วัง /
ธรรมาธิการ
   มีพระยาธรรมา เป็นเสนาบดี
มีหน้าที่จัดระเบียบ ดูแลราชการในราชสำนัก และพิพากษาอรรถคดี

                                                         - คลัง /
โกษาธิบดี
    มีพระยาพระคลัง
หรือพระยาโกษาธิบดี เป็นเสนาบดี มีหน้าที่หารายได้และรักษาผลประโยชน์ทาง

ด้านภาษีอากรของแผ่นดิน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมกรมท่า
และดูแลหัวเมืองชายทะเลตะวันออกและหัวเมืองฝ่ายใต้
ทั้งทางด้านการทหารและพลเรือนอีกด้วย

                                                         - นา /
เกษตราธิการ
  มีพระยาพลเทพ  เป็นเสนาบดี มีหน้าที่ดูแลการทำนา ทำไร่ ทำสวนของราษฎร  รวมทั้งการออกสิทธิถือ

http://learn.wattano.ac.th/TCH/suriyan/Part%20TO.files/image017.jpg

ที่นาและเก็บค่าธรรมเนียมในการทำนาเป็นข้าวเปลือก
สำหรับไว้ใช้เป็นเสบียงอาหารในยามศึกสงคราม

                                            2. การปกครองส่วนภูมิภาค

                                                การปกครองส่วนภูมิภาคแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ

1.        หัวเมืองขั้นใน  ได้แก่  เมืองชั้นจัตวาที่อยู่รอบๆ พระนคร เช่น เมืองพระประแดง เมืองสามโคก
(ปทุนธานี) และ

เมืองนนทบุรี เป็นต้น  เมืองเหล่านี้จตุสดมภ์
จากเมืองหลวงจะเข้าควบคุมใกล้ชิด มีหัวหน้าปกครองเรียกว่า
 ผู้รั้ง (ซึ่งก็คือ ตำแหน่งเจ้าเมือง
แต่เพราะ

ไม่มีอำนาจเด็ดขาดอย่างเจ้าเมืองจึงเรียกเช่นนี้)  มีจ่าเมืองทำหน้าที่ในทางการศาล
และมีจ่าเมืองศุภมาตราทำหน้าที่ในการจัดการเกี่ยวกับภาษี ประกอบ

เป็นคณะกรรมการเมือง

                                                2. หัวเมืองชั้นนอก  จะแบ่งตามขนาดและความสำคัญของแต่ละเมือง
เป็นเมืองชั้นเอก
   โท   ตรี  และจัตวา เช่น

                                                                หัวเมืองชั้นเอก       มีเมือง  พิษณุโลก  จันทบูรณ์

                                                                หัวเมืองชั้นโท         มีเมือง  สวรรคโลก  ระยอง  เพชรบูรณ์

                                                                หัวเมืองชั้นตรี         มีเมือง   พิจิตร  นครสวรรค์

                                                                หัวเมืองชั้นจัตวา     มีเมือง   ไชยบาดาล  ชลบุรี

                                                เมืองเหล่านี้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระยามหานครเป็นผู้ปกครอง  มีอำนาจบังคับบัญชาแทนพระองค์ทุกอย่าง  และมีอำนาจปกครองหัวเมืองเล็กๆ
ตามที่เมืองหลวงมอบหมาย
  มีคณะกรรมการเมืองที่ส่งมาจากเมืองหลวง
เช่น คณะแพ่ง
  ศุมาตรา  จตุสดมภ์  เจ้าเมืองเหล่านี้ไม่ต้องถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทองแก่เมืองหลวง  แต่ต้องถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
เหมือนกับขุนนางและข้าราชการที่มีศักดินาตั้งแต่ 400 ไร่ขึ้นไป

                                            3. เมืองประเทศราช

                                                เมืองประเทศราชในสมัยธนบุรี  มี  เมืองเชียงใหม่  (ล้านนา)    ล้านช้าง  (เวียงจันทร์ หลวงพระบาง
และจำปาศักดิ์)
  เขมร  และเมืองนครศรีธรรมราช (อาณาจักรศรีวิชัย)  เมืองประเทศราชต่างๆ ดังกล่าวนี้สามารถปกครองตนเองได้ตามจารีตประเพณีของตนเองอย่างเด็ดขาด  ไม่ต้องถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เหมือนกับเมือพระยามหานคร
แต่ต้องส่งบรรณาการเป็นดอกไม้เงินดอกไม้ทองมาถวายพระมหากษัตริย์ยังเมืองหลวง ทุกๆ
3 ปี
  ในยามศึกสงครามจะต้องให้ความช่วยเหลือตามที่เมืองหลวงขอไป  และเมื่อทางเมืองหลวงมีพระราชพิธีสำคัญ
เจ้าเมืองประเทศราชจะต้องเข้ามายังเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมพิธีด้วย
หากไม่สามารถมาได้ด้วยตนเอง ก็ต้องส่งรัชทายาทหรือราชทูตมาแทน

                                            เหตุกาณ์สำคัญด้านการปกครองในสมัยธนบุรีที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการออก “กฎหมายสักเลขสังกดัมูลนาย”  เพื่อเป็นการรวบรวมไพร่ที่กระจัดกระจายหนีภัยสงครามสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาให้พม่า ไปอยู่ในที่ต่างๆ ให้กลับเข้ามาช่วยกันพัฒนาบ้านเมือง  พระเจ้าตากสินจึงได้ออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้ไพร่ทุกคนที่เป็นชายต้องไปให้เจ้าเมืองสักหมาเลขไว้
เพื่อจะได้รู้จำนวนที่แท้จริงของไพร่ที่มีอยู่ในความดุแลของตน
การสักเลขสังกัดมูลนายของพระเจ้าตากสิน นับว่าเป็นการทำสำมะโนประชากร
 ครั้งแรกของประเทศไทย

สภาพทางเศรษฐกิจ

                                            ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน
ขึ้นครองราชย์สมบัตินั้นบ้านเมืองกำลังประสบความตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างที่สุด
  ขาดแคลนข้าวปลาอาหาร  เกิดความอดอยากยากแค้น  จึงมีการปล้นสะดมแย่งชิงอาหารกันทั่วไป  การทำไร่ทำนาต้องหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง  ในช่วง พ.ศ. 2311 – 2319  ข้าวปลาอาหารฝืดเคืองมาก  มิหนำซ้ำยังเกิดภัยธรรมชาติซ้ำเติม
ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้ายอยู่แล้วกลับทรุดหนักลงไปอีก กล่าวคือ
เกิดหนูระบาดออกมากินข้าวในยุ้งฉาง
ความขาดแคลนในระยะนั้นได้ทวีความรุนแรงถึงกับมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก

                                            เศรษฐกิจในสมัยธนบุรี เป็นเศรษฐกิจแบบยังชีพเช่นเดียวกับกรุงศรีอยุธยา  การทำนาเป็นอาชีพหลัก นอกจากนั้นก็มีการปลูกฝ้าย ยาสูบ อ้อย ผัก
และผลไม้กันทั่วไป
  นอกจากนี้ยังมีการส่งเรือสำเภาไปค้าขายยังประเทศจีน
อินเดีย และประเทศใกล้เคียง
  สำหรับสิ่งของที่บรรทุกเรือสำเภาหลวงไปค้าขายต่างประเทศ
เช่าน ดีบุก พริกไทย ครั่ง ขี้ผึ้ง ไม้หอม ฯลฯ
  นำรายได้มาสู่แผ่นดินเป็นจำนวนมาก
รายได้จากการค้าส่วนใหญ่นำไปใช้ในการทำศึกสงครามและบูรณปฏิสังขรณ์บ้านเมือง

สภาพทางสังคม

                                            โครงสร้างของสังคมไทยสมัยธนบุรี
ยังคงมีลักษณะเหมือนกับโครงสร้างทางสังคมสมัยกรุงศรีอยุธยา
  กล่าวคือ มีองค์ประกอบอยู่ 5 ประเภท ได้แก่

                                            1. พระมหากษัตริย์  เป็นผู้มีพระราชอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน  ทรงเป็นประมุขของราชอาณาจักร  เป็นเจ้าชีวิตอของทุกคนและเป็นเจ้าของแผ่นดินตลอดทั้งราชอาณาจักร  ซึ่งในสมัยธนบุรีมีพระมหากษีตริย์เพียงพระองค์เดียว คือ
สมเด็จพระเจ้าตากสิน

                                            2. พระบรมวงศานุวงศ์   ได้แก่  พระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ บรรดาพระราชโอรสและพระราชธิดา  ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในพระราชวงศ์เดียวกันกับองค์พระมหากษัตริย์
มีสิทธิต่างๆ เหนือไพร่ทั้งปวง

                                            3. ไพร่  ได้แก่  คนธรรมดาสามัญที่เป็นชายฉกรรจ์  ส่วนเด็ก  ผู้หญิง และคนชราอายุเกินกว่า 70 ปี ถือว่าเป็นบริวารของไพร่

                                                           ไพร่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ไพร่หลวง และไพร่สม

                                                                ไพร่หลวง  หมายถึง  ไพร่ที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานแก่กรมกองต่างๆ
ซึ่งเปรียบเสมือนหน่วยงานบริหารราชอาณาจักร
ไพร่หลวงนี้เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์โดยตรง
  หน้าที่ของไพร่หลวงจึงแตกต่างกันไปตามหน้าที่ของกรมกองนั้นๆ  ไพร่หลวงมีอยู่ 2 ประเภท คือ ไพร่หลวงที่ต้องมารับราชการตามที่กำหนดไว้  และ ไพร่หลวงส่วย หมายถึง ไพร่หลวงที่ต้องอยู่เวรยามรับราชการปีละ 6 เดือน
เรียกว่า
 “เข้าเวร” และอยู่กับบ้านตามปกติอีกท
6 เดือน (ออกเวร)
  สลับกันไป หรือที่เรียกว่า “การเข้าเดือนออกเดือน

                                                                ไพร่สม  หมายถึง
ไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้แก่เจ้านายและขุนนางที่มีตำแหน่งทำราชการ
เพื่อเป็นประโยชน์ตอบแทน เนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีเงินเดือนสำหรับข้าราชการ

                                            4. ทาส  หมายถึง  บุคคลที่มิได้เป็นไทแก่ตนเองโดยสิ้นเชิง  กรรมสิทธิ์เหนือชีวิตของบุคคลดังกล่าวนี้
ตกเป็นของนายทั้งหมด
ทาสเป็นบุคคลที่ต้องทำงานให้กับนายผู้เป็นเจ้าของทุกอย่างตามที่นายจะสั่ง
และถูกซื้อขายเหมือนสินค้าได้ตามความพอใจของเจ้าของ ทาสในสมัยธนบุรีมีอยู่ 7 ชนิด
เช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ

http://learn.wattano.ac.th/TCH/suriyan/Part%20TO.files/image019.jpg

                                                4.1 ทาสสินไถ่  คือ  ทาสที่ไถ่มาด้วยทรัพย์

                                                4.2 ลูกทาส หรือ ทาสในเรือนเบี้ย   เป็นลูกทาสที่เกิดจากพ่อหรือแม่เป็นทาส

                                                4.3 ทาสที่ได้มากจากบิดามารดาซึ่งเป็นผู้ยกให้เป็นมรดก

                                                4.4 ทาสที่มีผู้ให้ด้วยความเสน่หา

                                                4.5 ทาสที่ได้จากการไถ่โทษให้พ้นจากการลงโทษทัณฑ์

                                                4.6 ทาสที่เกิดจากเวลาข้าวยากหมากแพง

                                                4.7 ทาสเชลย  คือ
ทาสที่ได้จากไปรบทัพจับศึก เป็นสมบัติของพระมหากษัตริย์

                                            ทาสเหล่านี้เป็นอิสระแก่ตนเองได้ยาก
ถ้ามิได้ทำความดีความชอบต่อแผ่นดินอย่างเยี่ยมยอดจริงๆ
 

หรือมิได้มีเงินมาไถ่ถอนตนเองแล้วก็อย่าหวังที่จะได้เป็นไทแก่ตนเอง
ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยธนบุรีกล่าวได้ว่า

 มีการควบคุมกันอย่างเข้มงวด เพราะบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงคราม
ต้องสู้รบกับพม่าข้าศึกตลอดเวลา การเกณฑ์พลเรือนเข้า

รับราชการไพร่โดยการ “สักเลข” เพื่อเป็นการรวบรวมไพร่ที่กระจัดกระจายกันไปภายหลังกรุงศรึอยุธยาแตก  ให้เข้ามาอยู่รวม

กันเป็นหมวดหมู่ และป้องกันการหลบหนี

                                            5. พระสงฆ์    ซึ่งส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่และฐานะทางสังคมเหมือนกับสมัยอยุธยาทุกประการ
จะต่างกันบ้างก็เป็นผลที่สืบเนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของบุคคลทั้ง 4
กลุ่มข้างต้น
  เป็นตัวกระตุ้นเท่านั้น เช่น
สภาพความเป็นอยู่และการประพฤติพระธรรมวินัยของบรรดาพระสงฆ์หลายกลุ่มในระยะสถาปนากรุงธนบุรีใหม่ๆ
ก็เนื่องจากการปกครองอาณาจักรไทยในช่วงแรกทียังขาดศูนย์กลางการปกครองทีแท้จริง

ศิลปกรรม และ วัฒนธรรม

                                            ตลอดระยะเวลาที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานี  อาณาจักรไทยต้องตกอยู่ในสถานะสงครามมาโดยตลอด  สมเด็จพระเจ้าตากสินไม่มีเวลาที่จะสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองและวัฒนธรรมต่างๆ
ให้เป็นแบบอย่างโดยเฉพาะ
  เพราะพระราชกรณียกิจของพระองค์และหน้าที่ความรับผิดชอบของข้าราชการเต็มไปด้วยราชการสงคราม
ดังนั้น
ความเจริญรุ่งเรืองและวัฒนธรรมในสมัยกรุงธนบุรีจึงจัดอยู่ในรูปความเจริญและวัฒนธรรมที่ต่อเนื่องมาจากกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
ซึ่งพอจะประมวลให้เห็นได้ ดังนี้

                                            ศิลปกรรมในสมัยนี้พอที่จะแยกได้ ดังนี้

                                                - สถาปัตยกรรม  สิ่งก่อสร้างที่สำคัญในสมัยนี้
เช่น พระราชวังเดิม และ ตำหนักเก๋งคู่

                                                - จิตรกรรม ได้แก่ สมุดภาพไตรภูมิ  เป็นภาพเขียนที่งดงามและประณีต
ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ

                                                - ประติมากรรม  ที่สำคัญในสมัยนี้คือ
พระแท่นบรรทม ของพระเจ้าตากสิน ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วัดอินทาราม
  ทำด้วยไม้กระดาน 2 แผ่นประกบกัน  มีลูกกรงเป็นงา
และภายใต้ลูกกรงโดยรอบมีแผ่นงาจำหลักเป็นลายดอกพุดตาน
 พระแท่นเริญวิปัสสนากัมมัฎฐาน
เป็นพระแท่นสำหรับพระเจ้าตากสินทรงประทับเจริญวิปัสสนากัมมัฎฐาน
ประดิษฐานอยู่ในวิหารเล็กหน้าพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ทำด้วยไม้กระดานแผ่นเดียว
กว้าง 7 ฟุด ยาว 20 ฟุต
    ตู้ลายรดน้ำ
อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ปรากฏว่ามีฝีมือพอใช้ และมีลายใบที่มีฝีมือคล้ายกัน

                                            วรรณกรรม  สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงสนับสนุนกวีเป็นอย่างมาก
เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกวีเหมือนกัน
  โดยทรงมีพระราชนิพนธ์ที่สำคัญคือ
กลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์
  ในสมัยกรุงธนบุรีมีกวีทีสำคัญหลายท่าน
อาทิเช่น

                                                - หลวงวิชิต (หน)  ท่านผู้นี้ต่อมาคือ
พระยาพระคลัง (หน) ในรัชกาลที่1
  ในสมัยธนบุรีท่านแต่งบทประพันธ์
2 เรื่อง คือ ลิลิตเพชรมงกุฎ
  และ  อิเหนาคำฉันท์

                                                - นายสวน (มหาดเล็ก)  มีผลงานในด้านวรรณกรรมที่สำคัญคือ
โคลงยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสิน
  ประพันธ์ด้วยโคลงสี่สุภาพ  เนื้อเรื่องแฝงดว้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์

                                                - พระยามหานุภาพ  ได้เขียน  นิราศเมืองกวางตุ้ง  เป็นการบรรยายสิ่งต่างๆ
ที่ได้พบเห็นเมื่อครั้งที่ท่านร่มเดินทางกับคณะทูตไปเมืองกวางตุ้ง

http://learn.wattano.ac.th/TCH/suriyan/Part%20TO.files/image021.jpg

การทำสงครามกับพม่า

                                            การทำสงครามกับพม่าในสมัยกรุงธนบุรี มีดังนี้

                                                - ศึกพม่าที่บางกุ้ง  ซึ่งอยู่ระหว่างจังหวัดสมุทรสงครามกับราชบุรี  ปลายปี พ.ศ. 2310

                                                - ศึกพม่าตีเมืองสวรรคโลก  พ.ศ. 2313

                                                - ศึกพม่าตีเมืองพิชัย  (ครั้งที่ 1)  พ.ศ. 2315

                                                - ศึกพม่าตีเมืองพิชัย  (ครั้งที่ 2)  พ.ศ. 2316  ได้เกิดวีรกรรมพระยาพิชัยดาบหัก

                                                - ศึกบางแก้ว พ.ศ. 2317

                                                - ศึกอะแซวุ่นกี้   พ.ศ. 2318 – 2319

                                                - ศึกพม่าตีเมืองเชียงใหม่  พ.ศ. 2319

                                            จากการที่กองทัพพม่าต้องพ่ายแพ้ต่อกองทัพของพรเจ้าตากหลายครั้ง
ทำให้กองทัพพม่าต้องลดการรุกรานไทยลง
  อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าในช่วงเวลาเหล่านี้
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าจะดำเนินไปในรูปของการเป็นศัตรู
การทำสงครามแย่งชิงดินแดนไพร่พลและทรัพย์สมบัติกันอยู่เสมอ

การทำสงครามกับลาว

                                            ในสมัยธนบุรีไทยได้ทำศึกขยายอำนาจไปยังลาว 2 ครั้ง

                                            1. การตีจำปาศักดิ์ พระยายางรองเกิดขัดใจกับเจ้าเมืองนครราชสีมา (โคราช)
จึงคิดกบฏต่อไทย ได้ไปขอขึ้นกับเจ้าโอ (หรือเจ้าโอ้)
พระเจ้าตากสินจึงโปรดให้พระยาจักรี (ทองด้วง) ไปปราบ
  จับเจ้าเมืองนองรองประหารชีวิต ทำให้เมืองจำปาศักดิ์และดินแดนลาวตอนล่างอยู่ใต้อำนาจไทย
ในพ.ศ. 2319 เมื่อเสร็จสิ้นการตีจำปาศักดิ์พระเจ้าตากสินทรงสถาปนาพระยาจักรี
(ทองด้วง) เป็น
 “พระยามหากษัตริย์ศึก พิลึกมหึมา ทุกนัคราระอาเดช นเรศราชสุริยวงศ์

                                            2. การตีเวียงจันทร์ พระวอเสนาบดีของเจ้าสิริบุญสาร
เกิดวิวาทกับเจ้าสิริบุญสาร เจ้าครองนครเวียงจันทร์
พระวอจึงหนีเข้ามาอยู่ที่ตำบลดอนมดแดง
  (จังหวัดอุบลราชธานี)  ขอสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน
เจ้าสิริบุญสารได้ส่งกองทัพมาปราบและจับเจ้าวอฆ่าเสีย
  สมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง)
และพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ไปปราบได้สำเร็จ ตอนจะเสด็จกลับได้อัญเชิญ
 พระแก้วมรกต พร้อมทั้ง พระบาง มาไว้ที่ไทยด้วย (ต่อมารัชกาลที่ 1
ได้คืนพระบางให้กับลาว
ส่วนพระแก้วมรกดได้อัญเชิญขึ้นเป็นพระพุทธรูปประจำกรุงรัตนโกสินทร์ แล้วพระราชทานว่า
พุทธมณีรัตน์ปฏิมากร

                                            ในการทำศึกสงครามและการปราบปรามเหตุการณ์ต่างๆ ของพระเจ้าตากสินนั้น
พระองค์ทรงมีทหารเอกที่ช่วยเหลือให้การปราบปรามต่างๆ สำเร็จลุล่วงด้วยดี
จนได้รับขนานนามว่า
 “ทหารเสือพระเจ้าตาก”  คือ พระราชวรินทร์ (ทองด้วง)  ซึ่งต่อมาได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาจักรี (ทองด้วง)
และพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง)
   อีกท่านหนึ่งคือ
พระมหามนตรี (บุญมา) ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระราชวรินทร์ (ทองด้วง)
ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาสุรสีห์ (บุญมา)

เหตุการณ์ตอนปลายอาณาจักรธนบุรี

                                            ในปลายสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสิน
พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ ได้บันทึกไว้ว่า
สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีพระสติฟั่นเฟื่อนไป เข้าพระทัยว่าบรรลุโสดาบัน
และบังคับให้พระสงฆ์กราบไหว้พระองค์
  ประกอบกับประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการทุจริตกดขี่ข่มเหงจากข้าราชการที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว
เป็นเหตุให้เกิดการจลาจลขั้นในกรุงธนบุรี
ราษฎรต่างทิ้งบ้านเรือนหนีเข้าป่าเป็นอันมาก

                                            ขณะเดียวกันก็เกิดกบฏขึ้นในกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าตากสินทราบข่าวกบฎ
จึงสั่งให้พระยาสรรค์ ขึ้นไปสอบสวน แต่พระยาสรรค์กลับไปเข้าข้างฝ่ายกบฎ
ยกพวกเข้าปล้นพระราชวังที่กรุงธนบุรี ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2324
บังคับให้สมเด็จพระเจ้าตากสินออกผนวชและคุมพระองค์ไว้ที่พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม
แล้วพระยาสรรค์ก็ตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทน

                                            ส่วนสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) กำลังจะยกทัพไปตีเมืองเสียมราฐ
เมื่อทราบข่าวว่าเกิดจลาจลในกรุงธนบุรี จึงยกทัพกลับ ขณะนั้นเป็นเดือนเมษายน พ.ศ.
2325 เมื่อมาถึงกรุงธนบุรีพระองค์ได้ประชุมข้าราชการ
ปรากฏว่าที่ประชุมลงความเห็นว่าให้สำเร็จโทษพระเจ้าตากสิน
โดยการคุมด้วยผ้าแดงแล้วทุบด้วยท่อนจันทร์

                                            ในสมัยรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระองค์ทรงตรากตรำในการสู้รบ
เพื่อรักษาและรวบรวมอาณาเขตที่เคยเป็นของกรุงศรีอยุธยาให้คงอยู่
ดังที่มีการบันทึกไว้ในจดหมายเหตุความจำของท่านว่า

                                            “เมื่อต้นแผ่นดินเย็นด้วยบารมี ชุ่มฟื้นชื่นผลจนมีแท่น ปลายแผ่นดินแสนร้อน
รุมสุมรากโคนโค่นล้มถมแผ่นดิน ด้วยสิ้นพระบารมีแต่เพียงนั้น

 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 76 คน กำลังออนไลน์