อาณาจักรอยุธยา

 

 

 

อาณาจักรอยุธยา

           อาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรของชนชาติไทยในอดีตตั้งแต่
พ.ศ.
1893-2310 มีเมืองหลวงที่
กรุงศรีอยุธยา
เป็นอาณาจักรซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองจนอาจถือได้ว่าเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองมั่งคั่งที่สุดในภูมิภาคสุวรรณภูมิ
อีกทั้งยังเป็นอาณาจักรที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายชาติ
จนถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการค้าในระดับนานาชาติ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น
เปอร์เซีย รวมทั้งชาติตะวันตก เช่น โปรตุเกส สเปน ดัตช์ และฝรั่งเศส
เคยมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล โดยมีประเทศราชแผ่ขยายไปจนถึงรัฐฉานของพม่า
อาณาจักรล้านนา มณฑลยูนนานและมณฑลชานสี อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรขอม
และคาบสมุทรมมลายูในปัจจุบัน
 

         กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่บนบริเวณซึ่งมีแม่น้ำล้อมรอบถึง
3 สาย อันได้แก่
แม่น้ำป่าสักทางทิศเหนือ
, แม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกและทิศใต้
และแม่น้ำลพบุรีทางทิศตะวันออก เดิมทีบริเวณนี้ไม่ได้มีสภาพเป็นเกาะ
แต่พระเจ้าอู่ทองทรงดำริให้ขุดคูเชื่อมแม่น้ำทั้ง
3 สาย
เพื่อให้เป็นปราการธรรมชาติป้องกันข้าศึก
ที่ตั้งกรุงศรีอยุธยายังอยู่ห่างจากอ่าวไทยไม่มากนัก
ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้ากับชาวต่างประเทศด้วย
  ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอพระนครศรีอยุธยา
ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ประวัติ

จุดเริ่มต้น

ชาวไทยเริ่มตั้งถิ่นฐานบริเวณตอนกลาง
และตอนล่างของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่
18 แล้ว
ทั้งยังเคยเป็นที่ตั้งของเมืองสังขบุรี อโยธยา เสนาราชนคร และกัมโพชนคร

ต่อมา ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 อาณาจักรขอมและสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลง
พระเจ้าอู่ทองทรงดำริจะย้ายเมืองและพิจารณาชัยภูมิเพื่อตั้งอาณาจักรใหม่
และตัดสินพระทัยสร้างราชธานีแห่งใหม่บริเวณตำบลหนองโสน (บึงพระราม)
และสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี เมื่อวันศุกร์ ขึ้น
6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล จุลศักราช 712 ตรงกับวันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 1893 (พ.ศ.นี้เทียบจาก จ.ศ. แต่จะตรงกับ ค.ศ. 1351) ชื่อว่า
กรุงเทพมหานคร บวรทวาราวดี ศรีอยุธยา มหาดิลก ภพนพรัตน์ราชธานี
บุรีรมย์อุดมมหาสถาน ประวัติศาสตร์บางแห่งระบุว่าเกิดโรคระบาดขึ้น
พระเจ้าอู่ทองจึงทรงย้ายเมืองหลวงมายังกรุงศรีอยุธยา

การขยายดินแดน

กรุงศรีอยุธยาดำเนินนโยบายขยายอาณาจักรด้วย 2 วิธีคือ
ใช้กำลังปราบปราม ซึ่งเห็นได้จากชัยชนะในการยึดครองเมืองนครธม (พระนคร)
ได้อย่างเด็ดขาดในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่
2 และอีกวิธีหนึ่งคือ
การสร้างความสัมพันธ์แบบเครือญาติ อันเห็นได้จากการผนวกกรุงสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร

การล่มสลายของอาณาจักร

ช่วงสมัยรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
เกิดการแย่งชิงราชสมบัติระหว่างพระเจ้าเอกทัศกับพระเจ้าอุทุมพร
เนื่องจากพระองค์ทรงเลือกพระอนุชาขึ้นเป็นกษัตริย์ไม่เป็นไปตามราชประเพณี
แต่พระเจ้าเอกทัศก็ทวงบัลลังก์ ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา
ครั้นในปี พ.ศ.
2303 พระเจ้าอลองพญาทรงนำทัพมารุกรานอาณาจักรอยุธยา
พระเจ้าอุทุมพรทรงถูกเรียกตัวมาบัญชาการตั้งรับพระนคร
แต่ภายหลังจากที่กองทัพพม่ายกกลับนั้น พระองค์ก็ได้ลาผนวชดังเดิม

ในปี พ.ศ. 2308 พระเจ้ามังระ บุตรของพระเจ้าอลองพญา ก็ได้รุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง
โดยแบ่งกองกำลังออกเป็น
2 ส่วน คือ
ฝ่ายเหนือภายใต้การบังคับของเนเมียวสีหบดี และฝ่ายใต้ภายใต้การนำของมังมหานรธา
และมุ่งเข้าตีอาณาจักรอยุธยาพร้อมกันทั้งสองด้าน
ฝ่ายอยุธยาทำการตั้งรับอย่างเข้มแข็ง และสามารถต้านทานการปิดล้อมของกองทัพพม่าไว้ได้นานถึง
14 เดือน แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการล่มสลายได้
กองทัพพม่าสามารถเข้าเมืองได้ในวันที่
7 เมษายน พ.ศ. 2310

การกอบกู้เอกราชครั้งที่
1

การกอบกู้เอกราชของเจ้าตาก
นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งเป็นการรวบรวมกองกำลังของเจ้าตาก
เพื่อขับไล่กองทัพพม่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในกรุงศรีอยุธยา
ภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง อันส่งผลให้เกิดสภาพจลาจลโดยทั่วไป
ราชอาณาจักรอยุธยาเดิมจึงถูกแบ่งออกเป็นชุมนุมต่าง ๆ เป็นอิสระต่อกัน

ราวปี
พ.ศ.
2309 ก่อนเสียกรุง
พระยาตากได้นำทหารในบังคับบัญชาตีฝ่าวงล้อมของกองทัพพม่าไปทางด้านทิศตะวันออกของกรุงศรีอยุธยา
เพื่อรวบรวมผู้คนและยุทธปัจจัยต่าง ๆ มาสู้รบกับกองทัพพม่าอีกครั้ง
ในระหว่างนั้นยังได้ตั้งตนเป็นเจ้าเมื่อถึงเมืองระยอง เมื่อ เจ้าตาก
เตรียมกำลังรบจนพร้อมสรรพแล้ว
จึงได้เคลื่อนพลกลับไปยังกรุงศรีอยุธยาทางด้านปากแม่น้ำเจ้าพระยา
เพื่อทำการขับไล่ทหารพม่าที่ยังคงเหลืออยู่ออกไปได้สำเร็จ

การกอบกู้เอกราชครั้งที่
2

ครั้นต่อมา
พระยาวชิรปราการได้รวบรวมชุมนุมทั้งหมดที่เมืองจันทร์ แล้วได้ขับไล่พม่า
และสามารถกอบกู้เอกราชครั้งที่
2 ได้สำเร็จในวันที่ 6 พฤศจิกายน
พ.ศ.
2310 จากนั้นในวันที่ 28 ธันวาคม
พ.ศ.
2310 พระยาวชิรปราการได้ทำพิธีปราบดาภิเษกทำนองเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา
(แต่นักประวัติศาสตร์นับเป็นสมัยธนบุรี) เฉลิมพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาที่
4" แต่ส่วนมากคนมักเรียกท่านว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ขณะมีพระชนมายุได้
33 พรรษา
ก่อนจะย้ายราชธานีไปยังกรุงธนบุรีเป็นการชั่วคราว พระราชวงศ์

ราชวงศ์กษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา

1. ราชวงศ์อู่ทอง มีกษัตริย์ 3 พระองค์ 2.ราชวงศ์สุพรรณภูมิ มีกษัตริย์ 13 พระองค์ 3. ราชวงศ์สุโขทัย มีกษัตริย์ 7 พระองค์ 4.ราชวงศ์ปราสาททอง มีกษัตริย์ 4 พระองค์ 5.ราชวงศ์บ้านพลูหลวง มีกษัตริย์ 6 องค์

ซึ่งรวมเป็นกษัตริย์รวม 34 (นับรวมขุนวรวงศาธิราช )
พระองค์ ซึ่งถือว่ามีมาก ซึ่ง อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีมาตั้งแต่วันที่
3
เมษายน 1893 จนถึงวันที่ 7 เมษายน 2310 เป็นเวลายาวนานถึง 417 ปีเลยทีเดียว

พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ลำดับ
พระนาม ปีที่ครองราชย์ พระราชวงศ์
1 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง)
1893 - 1912 (19 ปี) อู่ทอง

2 สมเด็จพระราเมศวร (พระราชโอรสพระเจ้าอู่ทอง)
ครองราชย์ครั้งที่
1 1912 - 1913 (1 ปี) อู่ทอง

3 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว)
1913 - 1931 (18 ปี) สุพรรณภูมิ

4 สมเด็จพระเจ้าทองลัน (พระราชโอรสขุนหลวงพะงั่ว) 1931
(7 วัน) สุพรรณภูมิ สมเด็จพระราเมศวร ครองราชย์ครั้งที่ 2
1931 - 1938 (7 ปี) อู่ทอง

5 สมเด็จพระรามราชาธิราช (พระราชโอรสพระราเมศวร) 1938
- 1952 (14 ปี) อู่ทอง

6 สมเด็จพระอินทราชา (เจ้านครอินทร์) (พระราชนัดดาของขุนหลวงพระงั่ว)
1952 - 1967 (16 ปี) สุพรรณภูมิ

7 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา)
(พระราชโอรสเจ้านครอินทร์ )
1967 - 1991 (24 ปี) สุพรรณภูมิ

8 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พระราชโอรสเจ้าสามพระยา) 1991
- 2031 (40 ปี) สุพรรณภูมิ

9 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (พระราชโอรสพระบรมไตรโลกนาถ)
2031 - 2034 (3 ปี) สุพรรณถูมิ

10 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระราชโอรสพระบรมไตรโลกนาถ)
2034 - 2072 (38 ปี) สุพรรณภูมิ

11 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (พระราชโอรสพระรามาธิบดีที่
2) 2072 - 2076 (4 ปี) สุพรรณภูมิ

12 พระรัษฎาธิราช (พระราชโอรสพระบรมราชาธิราชที่ 4)
2076 (5 เดือน) สุพรรณภูมิ

13 สมเด็จพระไชยราชาธิราช (พระราชโอรสพระรามาธิบดีที่ 2)
2077 - 2089 (12 ปี) สุพรรณภูมิ

14 พระยอดฟ้า (พระแก้วฟ้า)
(พระราชโอรสพระไชยราชาธิราช)
2089 - 2091 (2 ปี) สุพรรณภูมิ

15 ขุนวรวงศาธิราช 2091 (42 วัน)

16 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พระเทียรราชา) 2091
- 2111 (20 ปี) สุพรรณภูมิ

17 สมเด็จพระมหินทราธิราช (พระราชโอรสพระมหาจักรพรรดิ)
2111 - 2112 (1 ปี) สุพรรณภูมิ

18 สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
(พระราชบุตรเขยในพระมหาจักรพรรดิ)
2112 - 2133 (21 ปี)
สุโขทัย (พระร่วง)

19 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พระราชโอรสพระมหาธรรมราชา) 2133
- 2148 (15 ปี) สุโขทัย (พระร่วง)

20 สมเด็จพระเอกาทศรถ (พระราชโอรสพระมหาธรรมราชา) 2148
- 2163 (15 ปี) สุโขทัย (พระร่วง)

21 พระศรีเสาวภาคย์ (พระราชโอรสพระเอกาทศรถ) 2163
- 2164 (1 ปี) สุโขทัย (พระร่วง)

22 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พระราชโอรสพระนเรศวร)
[ต้องการอ้างอิง]
2164 - 2171 (7 ปี) สุโขทัย (พระร่วง)

23 สมเด็จพระเชษฐาธิราช (พระราชโอรสพระเจ้าทรงธรรม) 2171-2172
(2 ปี) สุโขทัย (พระร่วง

24 พระอาทิตยวงศ์ (พระราชโอรสพระเจ้าทรงธรรม) 2172
(36 วัน) สุโขทัย (พระร่วง)

25 สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ออกญากลาโหมสุริยวงค์) 2172
- 2198 (26 ปี) ปราสาททอง

26 สมเด็จเจ้าฟ้าไชย (พระราชโอรสพระเจ้าปราสาททอง) 2198-2199
(1 ปี) ปราสาททอง

27 สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา
(พระราชอนุชาพระเจ้าปราสาททอง)
2199 (3 เดือน) ปราสาททอง

28 สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
(พระราชโอรสพระเจ้าปราสาททอง)
2199 - 2231 (32 ปี) ปราสาททอง

29 สมเด็จพระเพทราชา 2231 - 2246 (15 ปี) บ้านพลูหลวง

30 สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ)
2246 - 2251 (6 ปี) บ้านพลูหลวง

31 สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (พระราชโอรสพระเจ้าเสือ)
2251 - 2275 (24 ปี) บ้านพลูหลวง

32 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
(พระราชโอรสพระเจ้าเสือ)
2275 - 2301 (26 ปี) บ้านพลูหลวง

33 สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร
(พระราชโอรสพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ)
2301 (2 เดือน) บ้านพลูหลวง

34 สมเด็จพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ)
(พระราชโอรสพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ)
2301 - 2310 (9 ปี)

 

 การปกครอง

 การจัดการปกครองในสมัยอยุธยาสามารถแบ่งออกได้เป็นสามช่วง คือ
ช่วงก่อนการปฏิรูปการปกครองของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (
1839-1991) ช่วงสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจนถึงสมัยสมเด็จพระเพทราชา
(
1991-2231) และการปฏิรูปการปกครองของสมเด็จพระเพทราชาเป็นต้นไป
(
2231-2310)

อยุธยาตอนต้น
(1893-1991)

มีการปกครองคล้ายคลึงกับในช่วงสุโขทัย
ในราชธานี พระมหากษัตริย์มีสิทธิ์ปกครองโดยตรง หากก็ทรงใช้อำนาจผ่านข้าราชการและขุนนางเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีระบบการปกครองภายในราชธานีที่เรียกว่า จตุสดมภ์
ตามการเรียกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ อันได้แก่ กรมเวียง
กรมวัง กรมคลัง และกรมนา

การปกครองนอกราชธานี ประกอบด้วย
เมืองหน้าด่าน เมืองชั้นใน เมืองพระยามหานคร และเมืองประเทศราช
โดยมีรูปแบบกระจายอำนาจออกจากศูนย์กลางค่อนข้างมาก เมืองหน้าด่าน ได้แก่ ลพบุรี
นครนายก พระประแดง และสุพรรณบุรี ตั้งอยู่รอบราชธานีทั้งสี่ทิศ
ระยะเดินทางจากราชธานีสองวัน
พระมหากษัตริย์ทรงส่งเชื้อพระวงศ์ที่ไว้วางพระทัยไปปกครอง หากก็นำมาซึ่งปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติอยู่บ่อยครั้ง
เมืองชั้นในทรงปกครองโดยผู้รั้ง ถัดออกไปเป็นเมืองพระยามหานครหรือหัวเมืองชั้นนอก
ปกครองโดยเจ้าเมืองที่สืบเชื้อสายมาแต่เดิม
มีหน้าที่จ่ายภาษีและเกณฑ์ผู้คนในราชการสงคราม และสุดท้ายคือเมืองประเทศราช
พระมหากษัตริย์ปล่อยให้ปกครองกันเอง
เพียงแต่ต้องส่งเครื่องบรรณาการมาให้ราชธานีทุกปี

 สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถึงพระเพทราชา
(
1991-2231)

 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกเลิกระบบเมืองหน้าด่านเพื่อขจัดปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติ
และขยายอำนาจของราชธานีโดยการกลืนเมืองรอบข้างเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชธานี
สำหรับระบบจตุสดมภ์ ทรงแยกกิจการพลเรือนออกจากกิจการทหารอย่างชัดเจน
ให้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสมุหนายกและสมุหกลาโหมตามลำดับ
นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนชื่อกรมและชื่อตำแหน่งเสนาบดี แต่ยังคงไว้ซึ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเดิม

ส่วนการปกครองส่วนภูมิภาคมีลักษณะเปลี่ยนไปในทางการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางให้มากที่สุด
โดยให้เมืองชั้นนอกเข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจของราชธานี
มีระบบการปกครองที่ลอกมาจากราชธานี มีการลำดับความสำคัญของหัวเมืองออกเป็นชั้นเอก
โท ตรี สำหรับหัวเมืองประเทศราชนั้นส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมากนัก
หากแต่พระมหากษัตริย์จะมีวิธีการควบคุมความจงรักภักดีต่อราชธานีหลายวิธี เช่น
การเรียกเจ้าเมืองประเทศราชมาปรึกษาราชการ
หรือมาร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกหรือถวายพระเพลิงพระบรมศพในราชธานี
การอภิเษกสมรสโดยการให้ส่งราชธิดามาเป็นสนม
และการส่งข้าราชการไปปกครองเมืองใกล้เคียงกับเมืองประเทศราชเพื่อคอยส่งข่าว
ซึ่งเมืองที่มีหน้าที่ดังกล่าว เช่น พิษณุโลกและนครศรีธรรมราช

 สมัยตั้งแต่พระเพทราชา
(
2231-2310)

ในสมัยพระเพทราชา
ทรงกระจายอำนาจทางทหารซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับสมุหกลาโหมแต่ผู้เดียวออกเป็นสามส่วน
โดยให้สมุหกลาโหมเปลี่ยนไปควบคุมกิจการทหารในราชธานี
กิจการทหารและพลเรือนของหัวเมืองทางใต้ ให้สมุหนายกควบคุมกิจการพลเรือนในราชธานี
กิจการทหารและพลเรือนของหัวเมืองทางเหนือ และพระโกษาธิบดี
ให้ดูแลกิจการทหารและพลเรือนของหัวเมืองตะวันออก ต่อมา
สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (
2275-2301) ทรงลดอำนาจของสมุหกลาโหมเหลือเพียงที่ปรึกษาราชการ
และให้หัวเมืองทางใต้ไปขึ้นกับพระโกษาธิบดีด้วย

นอกจากนี้ ในสมัยพระมหาธรรมราชา
ยังได้จัดกำลังป้องกันราชธานีออกเป็นสามวัง ได้แก่ วังหลวง
มีหน้าที่ป้องกันพระนครทางเหนือ วังหน้า มีหน้าที่ป้องกันพระนครทางตะวันออก
และวังหลัง มีหน้าที่ป้องกันพระนครทางตะวันตก
ระบบดังกล่าวใช้มาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

กลุ่มชาติพันธุ์

ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 อาณาจักรอยุธยามีประชากรประมาณ 1,900,000
คน ซึ่งนับชายหญิงและเด็กอย่างครบถ้วนแต่ลาลูแบร์กล่าวว่า
ตังเลขดังกล่าวน่าจะไม่ถูกต้องเนื่องจากมีผู้หนีการเสียภาษีอากรไปอยู่ตามป่าตามดงอีกมาก
มีกลุ่มชาติพันธุ์หลักคือไทยสยาม ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาไท-กะได
ซึ่งบรรพบุรุษของไทยสยามปรากฏหลักแหล่งของกลุ่มคนที่ใช้ภาษาตระกูลไท-กะไดเก่าแก่ที่สุดอายุกว่า
3,000 ปี ซึ่งมีหลักแหล่งแถบกวางสี
คาบเกี่ยวไปถึงกวางตุ้งและแถบลุ่มแม่น้ำดำ-แดงในเวียดนามตอนบน
ซึ่งกลุ่มชนนี้มีความคลื่นไหวไปมากับดินแดนไทยในปัจจุบันทั้งทางบกและทางทะเลและมีการคลื่นไหวไปมาอย่างไม่ขาดสาย
ในยุคอาณาจักรทวารวดีในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงหลังปี พ.ศ.
1100 ก็มีประชากรตระกูลไทย-ลาว เป็นประชากรพื้นฐานรวมอยู่ด้วย
ซึ่งเป็นกลุ่มชนอพยพลงมาจากบริเวณสองฝั่งโขงลงทางลุ่มน้ำน่านแล้วลงสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันตกแถบสุพรรณบุรี
ราชบุรี ถึงเพชรบุรีและเกี่ยวข้องไปถึงเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งในส่วนนี้ลาลูแบร์
เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ได้บันทึกเกี่ยวกับชาวสยามว่า ชาวลาวกับชาวสยามเกือบจะเป็นชนชาติเดียวกัน
เอกสารจีนที่บันทึกโดยหม่าฮวนได้กล่าวไว้ว่า
ชาวเมืองพระนครศรีอยุธยาพูดจาด้วยภาษาอย่างเดียวกับกลุ่มชนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน
คือพวกที่อยู่ในมณฑลกวางตุ้งกับกวางสี
และด้วยความที่ดินแดนแถบอุษาคเนย์เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์จึงมีกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายตั้งหลักแหล่งอยู่ปะปนกันจึงเกิดการประสมประสานทางเผ่าพันธุ์
วัฒนธรรม และภาษาจนไม่อาจแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน และด้วยการผลักดันของรัฐละโว้
ทำให้เกิดรัฐอโยธยาศรีรามเทพนคร ภายหลังปี พ.ศ.
1700 ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมหลายอย่าง
ด้วยเหตุที่กรุงศรีอยุธยาเป็นอาณาจักรที่มีความเจริญรุ่งเรืองกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มอื่นๆ
ได้อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เชลยที่ถูกกวาดต้อน
ตลอดจนถึงชาวเอเชียและชาวตะวันตกที่เข้ามาเพื่อการค้าขาย
ในกฎมนเทียรบาลยุคต้นกรุงศรีอยุธยาได้เรียกชื่อชนพื้นเมืองต่างๆได้แก่
"แขกขอมลาวพม่าเมงมอญมสุมแสงจีนจามชวา..."
ซึ่งมีการเรียกชนพื้นเมืองที่อาศัยปะปนกันโดยไม่จำแนกว่า ชาวสยาม
ในจำนวนนี้มีชาวมอญอพยพเข้ามาในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา
, สมเด็จพระนเรศวรมหาราช,
สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เนื่องจากชาวมอญไม่สามารถทนการบีบคั้นจากการปกครองของพม่าในช่วงราชวงศ์ตองอู
จนในปี พ.ศ.
2295 พม่าได้ปราบชาวมอญอย่างรุนแรง
จึงมีการลี้ภัยเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาจำนวนมาก
โดยชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมแม่น้ำ เช่น บ้านขมิ้นริมวัดขุนแสน
ตำบลบ้านหลังวัดนก ตำบลสามโคก และวัดท่าหอย ชาวเขมรอยู่วัดค้างคาว
ชาวพม่าอยู่ข้างวัดมณเฑียร ส่วนชาวตังเกี๋ยและชาวโคชินไชน่า (ญวน)
ก็มีหมู่บ้านเช่นกัน เรียกว่าหมู่บ้านโคชินไชน่า
นอกจากนี้ชาวลาวก็มีจำนวนมากเช่นกัน
โดยในรัชสมัยของสมเด็จพระราเมศวรครองราชย์ครั้งที่สอง ได้กวาดต้อนครัวลาวเชียงใหม่ส่งไปไว้ยังจังหวัดพัทลุง
สงขลา นครศรีธรรมราช และจันทบุรี
และในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทรงยกทัพไปตีล้านนาในปี พ.ศ.
2204
ได้เมืองลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ เชียงแสน
และได้กวาดต้อนมาจำนวนหนึ่ง[
30]เป็นต้น
โดยเหตุผลที่กวาดต้อนเข้ามา ก็เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านเศรษฐกิจและการทหาร
และนอกจากกลุ่มประชาชนแล้วกลุ่มเชื้อพระวงศ์ที่เป็นเชลยสงครามและผู้ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
มีทั้งเชื้อพระวงศ์ลาว
, เชื้อพระวงศ์เชียงใหม่ (Chiamay),
เชื้อพระวงศ์พะโค (Banca), และเชื้อพระวงศ์กัมพูชา
นอกจากชุมชนชาวเอเชียที่ถูกกวาดต้อนมาแล้วก็ยังมีชุมชนของกลุ่มผู้ค้าขายและผู้เผยแผ่ศาสนาทั้งชาวเอเชียจากส่วนอื่นและชาวตะวันตก
เช่น ชุมชนชาวฝรั่งเศสที่บ้านปลาเห็ด
ปัจจุบันอยู่ทางทิศใต้นอกเกาะอยุธยาใกล้กับวัดพุทไธสวรรย์
ซึ่งภายหลังบ้านปลาเห็ตได้เปลี่ยนชื่อเป็นบ้านเซนต์โยเซฟ หมู่บ้านญี่ปุ่นอยู่ริมแม่น้ำระหว่างหมู่บ้านชาวมอญและโรงกลั่นสุราของชาวจีน
ถัดไปเป็นชุมชนชาวฮอลันดา ทางใต้ของชุมชนฮอลันดาเป็นถิ่นพำนักของชาวอังกฤษ
,
มลายู และมอญจากพะโค นอกจากนี้ก็ยังมีชุมชนของชาวอาหรับ เปอร์เซีย
และกลิงก์ (คนจากแคว้นกลิงคราฎร์จากอินเดีย) ส่วนชุมชนชาวโปรตุเกสตั้งอยู่ตรงข้ามชุมชนญี่ปุ่น
ชาวโปรตุเกสส่วนใหญ่มักสมรสข้ามชาติพันธุ์กับชาวสยาม จีน และมอญ ส่วนชุมชนชาวจาม
มีหลักแหล่งแถบคลองตะเคียนทางใต้ของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาเรียกว่า ปทาคูจาม
มีบทบาทสำคัญด้านการค้าทางทะเล และตำแหน่งในกองทัพเรือ เรียกว่า อาษาจาม และเรียกตำแหน่งหัวหน้าว่า
พระราชวังสัน

ภาษา

สำเนียงดั้งเดิมของกรุงศรีอยุธยามีความเชื่อมโยงกับชนพื้นเมืองตั้งแต่ลุ่มน้ำยมที่เมืองสุโขทัยลงมาทางลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกในแถบสุพรรณบุรี, ราชบุรี, เพชรบุรี ซึ่งสำเนียงดังกล่าวมีความใกล้ชิดกับสำเนียงหลวงพระบาง โดยเฉพาะสำเนียงเหน่อของสุพรรณบุรีมีความใกล้เคียงกับสำเนียงหลวงพระบาง
ซึ่งสำเนีงเหน่อดังกล่าวเป็นสำเนียงหลวงของกรุงศรีอยุธยา
ประชาชนชาวกรุงศรีอยุธยาทั้งพระเจ้าแผ่นดินจนถึงไพร่ฟ้าราษฏรก็ล้วนตรัสและพูดจาในชีวิตประจำวัน
ซึ่งปัจจุบันเป็นขนบอยู่ในการละเล่นโขนที่ต้องใช้สำเนียงเหน่อ
โดยหากเปรียบเทียบกับสำเนียงกรุงเทพฯในปัจจุบันนี้
ที่ในสมัยนั้นถือว่าเป็นสำเนียงบ้านนอกถิ่นเล็กๆของราชธานีที่แปร่งและเยื้องจากสำเนียงมาตรฐานของกรุงศรีอยุธยา
และถือว่าผิดขนบ

ภาษาดั้งเดิมของกรุงศรีอยุธยาปรากฏอยู่ในโองการแช่งน้ำ
ซึ่งเป็นร้อยกรองที่เต็มไปด้วยฉันทลักษณ์ที่แพร่หลายแถบแว่นแคว้นสองฝั่งลุ่มแม่น้ำโขงมาแต่ดึกดำบรรพ์
และภายหลังได้พากันเรียกว่า โคลงมณฑกคติ
เนื่องจากเข้าใจว่าได้รับแบบแผนมาจากอินเดีย ซึ่งแท้จริงคือโคลงลาว หรือ โคลงห้า
ที่เป็นต้นแบบของโคลงดั้นและโคลงสี่สุภาพ โดยในโองการแช่งน้ำเต็มไปด้วยศัพท์แสงพื้นเมืองของไทย-ลาว
ส่วนคำที่มาจากบาลี-สันสกฤต และเขมรอยู่น้อย
โดยหากอ่านเปรียบเทียบก็จะพบว่าสำนวนภาษาใกล้เคียงกับข้อความในจารึกสมัยสุโขทัย
และพงศาวดารล้านช้าง

ด้วยเหตุที่กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ใกล้ทะเลและเป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติทำให้สังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ต่างกับบ้านเมืองแถบสองฝั่งโขงที่ห่างทะเลเป็นเหตุที่ทำให้มีลักษณะที่ล้าหลังจึงสืบทอดสำเนียงและระบบความเชื่อแบบดั้งเดิมไว้ได้เกือบทั้งหมด
ส่วนภาษาในกรุงศรีอยุธยาก็ได้รับอิทธิพลของภาษาจากต่างประเทศจึงรับคำในภาษาต่างๆมาใช้
เช่นคำว่า กุหลาบ ที่ยืมมาจากคำว่า กุล้อบ ในภาษาเปอร์เซีย ที่มีความหมายเดิมว่า
น้ำดอกไม้ และยืมคำว่า ปาดรื (
Padre)
จากภาษาโปรตุเกส แล้วออกเสียงเรียกเป็น บาทหลวง เป็นต้น

ระบบไพร่

อาณาจักรอยุธยามีการใช้ระบบไพร่อันเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมากเมื่อเทียบกับสมัยสุโขทัย
โดยกำหนดให้ชายทุกคนที่สูงตั้งแต่
1.25 เมตรขึ้นไปต้องลงทะเบียนไพร่ไพร่จะต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายเดือนเว้นเดือน
โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือเสบียงอาหารใด ๆ

ระบบไพร่มีความสำคัญต่อการรักษาอำนาจทางการเมืองของพระมหากษัตริย์
เพราะหากมีการเบียดบังไพร่โดยเจ้านายหรือขุนนางไว้เป็นจำนวนมากแล้ว
ย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพของราชบัลลังก์ได้
ตลอดจนส่งผลให้กำลังในการป้องกันอาณาจักรก็จะอ่อนแอ ไม่เป็นปึกแผ่น นอกจากนี้
ระบบไพร่ยังเป็นการเกณฑ์แรงงานเพื่อใช้ประโยชน์ในโครงการก่อสร้างต่าง ๆ
ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานชีวิตและความมั่นคงของอาณาจักร

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

อาณาจักรอยุธยามักส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีนเป็นประจำทุกสามปี
เครื่องบรรณาการนี้เรียกว่า "จิ้มก้อง"
นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าการส่งเครื่องราชบรรณาการดังกล่าวแฝงจุดประสงค์ทางธุรกิจไว้ด้วย
คือ
เมื่ออาณาจักรอยุธยาได้ส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายแล้วก็จะได้เครื่องราชบรรณาการกลับมาเป็นมูลค่าสองเท่า
ทั้งยังเป็นธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยง
จึงมักจะมีขุนนางและพ่อค้าเดินทางไปพร้อมกับการนำเครื่องราชบรรณาการไปถวายด้วย

อาณาจักรอยุธยามีความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกในด้านการค้าขายและการเผยแผ่ศาสนา
โดยชาวตะวันตกได้นำเอาวิทยาการใหม่ ๆ เข้ามาด้วย ต่อมา คอนสแตนติน
ฟอลคอนได้เข้ามามีอิทธิพลและยังมีหลักฐานว่าคบคิดกับฝรั่งเศสจะยึดครองกรุงศรีอยุธยา
บรรดาขุนนางจึงประหารฟอลคอนเสีย และลดระดับความสำคัญกับชาติตะวันตกตลอดช่วงเวลาที่เหลือของอาณาจักรอยุธยา

แหล่งอ้างอิง*** http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%

B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%

B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B

 

                                          

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 32 คน กำลังออนไลน์